ความฝันที่เปลี่ยนแปลงไป

ความฝันที่เปลี่ยนแปลงไป

ในสมัยที่เรียนอยู่เรามักจะเจอกับคำถามที่ว่า ตัวเราในอนาคตอยากเป็นอะไร เขียนเป็นหัวข้ออยู่บนกระดาน บางทีครูในคาบวิชานั้นก็อาจจะให้เขียนเป็นเรียงความบ้าง แต่งกลอนบ้าง วาดรูปเกี่ยวกับหัวข้อนั้นบ้าง เรียกได้ว่าเจอแทบทุกครั้งทุกชั้นปี แล้วในแต่ละครั้ง แต่ละช่วงเวลาเราก็จะสร้างสรรค์ผลงานตามโจทย์ที่คุณครูมอบหมายให้ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน อย่างเช่น มีครั้งหนึ่งสมัยประถมฉันอยากเป็นนักบินอวกาศ เพราะว่ามันวาดง่ายดี โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านักบินอวกาศคืออะไร เห็นเพื่อนวาดก็เลยวาดตาม ฉันวาดรูปวงกลมสองวงซ้อนกันเป็นหมวกอวกาศง่าย ๆ ก่อนจะวาดตัวของคนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเส้นของแขนขาเบี้ยว ๆ ตามสไตล์ลายเส้นของเด็กน้อย ก่อนจะปิดท้ายด้วยการวาดช้างเป็นเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ฉันชอบช้างมาก ฉันมั่นใจว่าสามารถวาดมันได้ดีเพราะคุณแม่เคยตกใจที่ฉันสามารถวาดมันได้อย่างน่าอัศจรรย์ลงบนกระดาน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยได้ไปเรียนที่ไหน ทุกผลงานศิลปะของฉันจะต้องมีช้างตัวนี้อยู่ด้วยเป็นประจำ และอีกครั้งหนึ่ง ฉันจำมันได้ดี ฉันเคยอยากเป็นหมอ เพราะฉันรู้สึกว่าการได้ทำประโยชน์ด้วยการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมันเป็นเรื่องที่ดี ฉันน่าจะติดภาพจำมาจากช่วงสมัยเด็ก ๆ ที่ไปวิ่งเล่นสนุกกับเพื่อนจนเป็นแผลเลือดไหลไม่หยุดบริเวณข้อเท้า ด้วยความที่ไม่อยากให้แม่รู้เลยพยายามรักษามันด้วยตัวเองกับเพื่อน ๆ ด้วยการแอบไปเปิดก๊อกน้ำของบ้านคนอื่นล้างแผลบ้าง หาใบไม้สมุนไพรแถว ๆ นั้นมาปิดแผลบ้าง นอนพักใต้ต้นมะยมบ้าง เหล่าเพื่อน ๆ ที่แสนจะกระตือรือร้นต่างพากันให้คำแนะนำ ยื่นข้อเสนอต่าง ๆ นา ๆ ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ ฉันมองพวกเขาอย่างรู้สึกตื่นเต้น ไม่ได้มีความกลัวใด ๆ กลับรู้สึกดีที่ได้รับความสนใจตามประสาเด็กทั่วไป ในขณะนั้นเองก็ได้มีหญิงวัยกลางคนขี่จักรยานเข้ามาในซอยบ้านของพวกเรา หล่อนเป็นแม่ค้าขายนมเปรี้ยวที่เราไม่คุ้นหน้าคุ้นตา เดาว่าอาจจะเดินทางมาที่หมู่บ้านของเราเป็นครั้งแรก ไม่ช้าหล่อนก็ตั้งขาจักรยานเดินมาดูพวกเราที่กำลังเล่นสวมบทบาทคนไข้กับหมออย่างไม่รู้ซึ้งถึงความอันตรายใด ๆ หล่อนเดินมายิ้มให้ถามว่าเป็นอะไร ขอป้าดูด้วยได้ไหม เหล่าเด็กน้อยก็ขยับออกให้หล่อนเข้ามาดูฉันอย่างกระตือรือร้น ฉันบอกหล่อนว่าเลือดมันไหลไม่หยุดตอนนี้ อันที่จริงก็ไม่น่าเป็นอะไรมากเพราะตอนนี้เหมือนมันจะหยุดไหลแล้ว แต่หล่อนก็ไม่รอช้าที่จะเดินไปทางร้านขายของชำ ควักเงินซื้ออะไรบางอย่างมาให้เรา มันคือพลาสเตอร์ติดแผล ก่อนติดให้ก็พาฉันไปล้างแผลอีกรอบ นั่นแหละจุดเริ่มต้นของการที่ฉันอยากเป็นหมอ ความคิดในตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมอกับพยาบาลต่างกันยังไง ฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่ บอกกับเขาว่าเกิดอะไรขึ้นอย่างตื่นเต้นแม้จะโดนเอ็ดกลับมาแต่สิ่งที่อยากจะบอกเขามีมากกว่า หนูอยากเป็นหมอจะได้รักษาคนอื่นเหมือนป้าเขาบ้าง แม่ก็นิ่งเฉยตอบกลับมาด้วยเสียงราบเรียบว่าเป็นหมอน่ะดีมาก รวย ได้เงินเยอะ แต่สมองเราน่าจะไม่ไหวหรอกมั้ง ในตอนนั้นคิดว่าหมอคงเป็นอะไรที่เป็นยากมาก ๆ ดูในห้องเรียนสิมีคนวาดรูปตัวเองอยากเป็นหมอ เป็นพยาบาลมากกว่าครึ่งห้องด้วยซ้ำ เริ่มไม่เฟี้ยวแล้ว ฉันคิดในใจ เพราะไม่ได้คิดว่าเพื่อน ๆ จะอยากเป็นหมอกันเยอะขนาดนี้ มันคงจะเป็นอาชีพที่น่าเบื่อ ขนาดบอกแม่ไปยังไม่สนใจ เขาคงมองว่าไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง ฉันได้แต่คิดในใจตามประสาเด็กน้อยที่ชอบตั้งคำถาม ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรเป็นอะไรที่ทำให้พ่อและแม่ภูมิใจ ฉันอยากได้รับคำชมและได้เห็นภาพตอนที่แม่ทำตาโต อ้าปากค้างกับภาพช้างที่ฉันเคยวาดบนกระดานให้ท่านได้ดูอีกครั้ง แต่แล้วในวันหนึ่งพ่อของฉันก็ได้กลับบ้านมา เขาทำงานรับจ้างหาเช้ากินค่ำ แกเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นและใฝ่รู้สูงมากเมื่อเจอสิ่งที่ไม่เคยเจอ แกถามฉันว่าเคยพาฉันขึ้นเครื่องบินตอนเด็ก ๆ แต่นั่นมันนานจนฉันจำไม่ได้แล้ว แกบอกว่าถ้าฉันได้ไปทำงานบนเครื่องบินก็คงดี แต่ต้องตัวสูง ๆ นะ จะได้ไปเดินทางเหมือนกับพ่อหลาย ๆ ประเทศบ้าง แถมเงินยังดีอีก ต้องเก่งภาษามาก ๆ ด้วย ฉันตาลุกวาวฟังพ่อสาธยายให้ฟัง จินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ อาชีพที่ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนกับนางฟ้าเพราะจะได้บินไปที่ไหนก็ได้ที่อยากไป เงินเดือนเยอะ ฉันต้องเป็นให้ได้เลย อาชีพแอร์โฮสเตสน่ะ แต่แอร์โฮสเตสน่ะจะต้องสวยนะ ต้องสูง ต้องบุคลิกดี แม่พูดออกมา ฉันเกิดมาหลังค่อม ขาก็ไม่เท่ากัน เดินทีไรก็จะล้ม จะไหวเหรองานแอร์โฮสเตสน่ะ ฉันมองตัวเองในกระจกนั่งจ้องใบหน้าที่เริ่มจะอัปลักษณ์ของตัวเอง ขาที่เดินไปเท่ากันยิ่งทำให้ตอกย้ำถึงความผิดปกติ บิดเบี้ยวไม่เหมือนมนุษย์คนไหน หรือนี่จะไม่ใช่เส้นทางของฉันเพราะแม่บอกว่าแบบนั้น จริง ๆ ฉันควรที่จะพิสูจน์ตัวเองให้แม่เห็นไหมนะ ฉันควรจะต้องมั่นใจสิ ภาษาอังกฤษฉันเคยสอบติดระดับเขตโดยที่ไม่ได้เรียนพิเศษเลยนะ ฉันได้ภาษาจีนนะ ครอบครัวของเรายากจนมากไม่มีเงินสนับสนุนแต่ฉันสามารถดิ้นรนและติดอันดับได้ แล้วทำไมแม่ไม่เคยชมฉันเลยนะ ฉันสงสัยว่ามันคงยังไม่มากพอหรือเปล่า ไม่เป็นไร เพราะยังมีคุณครูที่ชมฉัน ไม่เป็นไรคุณครูน่ะใจดีมาก ฉันชอบเวลาที่ประกาศคะแนนแล้วเพื่อน ๆ หันมามองฉัน ได้คะแนนเต็มเนี่ยมันเจ๋งไปเลยนะ ฉันภูมิใจในตัวเองมาก แต่อีกเสียงหนึ่งของแม่ก็ดังกลบเสียงชมทั้งหมด ไม่ใช่เราคนเดียวที่ได้เต็ม คนอื่นก็ได้เหมือนกัน ดูคะแนนอื่นของเราสิ ถึงจะผ่านแต่ถ้าเทียบกับเด็กเก่ง ๆ คนอื่นเรามันก็แค่ปานกลาง ไม่ได้เก่งหรอกนะ ใช่แล้ว ฉันน่าจะหลงตัวเองมากไป ฉันจำได้ว่าจุดพีคสูงสุดของคะแนนภาษาอังกฤษของตัวฉันกับความฝันที่จะได้เป็นแอร์โฮสเตสสิ้นสุดอยู่ที่ชั้นประถมศึกษาปีที่สาม เมื่อโตขึ้นอีกปี ฉันไม่สามารถทำคะแนนภาษาอังกฤษได้เต็มอีกต่อไป ฉันคาดหวังมากว่ามันคงจะเหมือนกับทุก ๆ ปีที่ผ่านมา แต่แล้วฉันก็ไม่สามารถที่จะเข้ากับคุณครูภาษาอังกฤษคนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ความมั่นใจของฉันถูกกลบไปด้วยคำด่าบาดลึกว่าเป็นเด็กแรด บ้าผู้ชาย เพราะฉันแค่ชอบดูการ์ตูนหรืออนิเมะแล้วน้อยคนในสมัยนั้นที่จะดูสิ่งที่คนนิยามกันว่าไร้สาระ ปัญญาอ่อนผิดกับสมัยนี้ที่คนในสังคมให้ความสำคัญจนถึงขั้นอนิเมะได้ถูกฉายในโรงภาพยนตร์กวาดรายได้ไปหลายร้อยล้าน ฉันได้แต่โทษตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าการมั่นใจมากเกินไปเป็นสิ่งที่ผิด ฉันรู้สึกเกลียดการแข่งขันหรือเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการตกลงมาจากจุดที่เราอยู่สูงที่สุดบนนั้นมันแย่มาก ฉันถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ตั้งใจเรียน แต่คะแนนก็ยังคงได้ระดับกลาง ๆ ไม่ได้เต็มอีกต่อไป ไม่ไหวหรอก ฉันทำให้เขาพอใจไม่ได้หรอก ฉันบอกกับตัวเอง และแล้วความตั้งใจที่อยากเรียนรู้อะไรก็น้อยลง ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่หรืออยู่กับสิ่งนั้นได้นาน ๆ เพราะฉันไม่อยากผิดหวังอีกต่อไปแล้ว ถ้าเราไม่คาดหวัง ไม่ตั้งใจทำกับทุก ๆ เรื่อง เราคงไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้ ฉันคิดแบบนั้นและทำนิสัยแบบนั้นมาตลอด ความมั่นใจของฉันลดลงเรื่อย ๆ มีปัญหาทั้งการเข้าสังคมกับเพื่อน ๆ รักแรกของฉันไม่สมหวัง เพราะฉันมีแต่ความกลัว ความกลัวที่ว่าจะหาทางสู้กับมันยังไงก็เปลี่ยนมันไม่ได้แล้ว มันจะติดตัวฉันแบบนี้ไปตลอดชีวิต ฉันรู้ดี ฉันไม่สามารถกลับมาสดใส กลับมามั่นใจได้อีกตลอดไป หลาย ๆ คนมองว่าฉันด่วนตัดสินตัวเอง มองว่าฉันอ่อนไหวกับคำพูดของคนอื่นมากเกินไป บอกว่าฉันคิดมากไป แล้วฉันต้องทำยังไง เลิกคิดมากมันต้องทำยังไงเหรอ คุณบอกฉันสิ มั่นใจในตัวเองมันต้องทำยังไง ฝึกยังไง ฉันทำตามคำแนะนำของทุก ๆ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉันแล้ว มันก็แค่นั้น ฉันแค่ต้องยอมรับมัน ว่าตัวฉันเป็นแบบนี้ ฉันต้องรับมันให้ได้ การไม่สนใจคำพูดคนอื่นนี่มันยากยิ่งกว่าอะไร ในจุดหนึ่งที่ฉันคิดว่าอยากจะยอมแพ้กับทุกอย่างในชีวิตแล้วเสียงของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉันก็ดังขึ้นมาในคาบเรียนศิลปะ แล้วทำไมเธอไม่เป็นนักวาดการ์ตูนซะล่ะ ? เพื่อนคนนั้นกล่าว เธอทั้งวาดรูปการ์ตูนเก่ง จินตนาการเก่ง ไอเดียยอดเยี่ยม แถมนิยายของเธอก็สนุกมาก ทำไมถึงไม่ทำอะไรแบบนี้ล่ะ ว่ายังไงดีล่ะ ฉันรู้ตัวอยู่แล้วว่าฉันถนัดด้านนี้ ฉันบอกกับเพื่อนคนนั้น พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ฟังดูเข้าใจง่ายที่สุด แต่พ่อแม่ของฉันไม่เห็นด้วย เพราะมันได้เงินน้อย ฉันเลยตัดมันออกจากอาชีพที่อยากจะเป็นไปเลย ให้มันเป็นแค่งานอดิเรกก็พอ เพื่อนฉันฟังก็พยักหน้าเห็นด้วย ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนอยากสนับสนุนให้ทำอาชีพเกี่ยวกับศิลปะเลย แม้แต่การเข้าชมรมศิลปะก็ถูกห้ามเพราะมันต้องซื้ออุปกรณ์เอง ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ดินสอ สีไม้ สีน้ำ เชื่อไหมว่าฉันตัดตัวเลือกนี้ออกไปตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ฉันเลือกเข้าชมรมภาษาอังกฤษที่ไม่ได้เสียเงินแทน มันเลยเป็นจุดที่ทำให้ฉันได้ทักษะภาษาไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ความรู้นี้เดินทางร่วมทางกับฉันไปได้ไม่นาน เพราะทุกอย่างบนโลกนี้มีเงื่อนไข หากฉันเป็นนักวาดหรือนักเขียนไม่ได้ แล้วฉันควรจะเป็นอะไรให้ทั้งฉัน ทั้งครอบครัว ให้คนในสังคมยอมรับ คำถามนี้ค้างคาใจฉันมาโดยตลอด การเรียนรู้ของฉันถดถอย กลายเป็นคนสมาธิสั้นที่อยู่กับอะไรได้ไม่นาน ไม่มีทักษะในการเรียนรู้ภาษาได้รวดเร็วอีกต่อไป ฉันไม่สามารถวาดรูปหรือแต่งนิยายได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว การเข้าหาผู้คนที่แสนถนัดนักหนาก็เป็นสิ่งที่ยากเย็น ไม่สามารถร่วมสังคมใด ๆ ได้ กลายเป็นคนมีปัญหากับทุกสิ่งทุกอย่าง กลายเป็นคนไร้ความสามารถของพ่อแม่ กลายเป็นคนแปลกแยกในสังคม และแล้วก็มาถึงอาชีพสุดท้ายที่เขียนลงในวิชาแนะแนวช่วงมัธยมต้นสามอันดับแรก ฉันเขียนไปว่า เป็นนักจิตวิทยาด้านการให้คำปรึกษา เป็นคุณครูแนะแนว และเป็นพนักงานออฟฟิศ คุณครูเงยหน้าขึ้นมาจากกระดาษเอ่ยปากถามว่า พนักงานออฟฟิศแผนกอะไร ฉันยังไม่แน่ใจเลย ฉันไม่เคยทำงานออฟฟิศมาก่อน ฉันตอบกลับไป คิดว่างานออฟฟิศคงเป็นงานเอกสารทั่วไปความสามารถของฉันแค่ไปช่วยงานก็พอแล้ว ฉันชอบเรียงของ ชอบเอาไพ่ยูกิกับเหรียญดราก้อนบอลมาเรียงลำดับ แบ่งประเภทค่าพลังแล้วนำไปเก็บอย่างเป็นระเบียบ อีกทั้งพวกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ฉันก็พอจะทำได้บ้าง งานในออฟฟิศเองก็ดูดีสำหรับพ่อแม่ หากได้งานใกล้บ้านก็จะไม่เสียเงินอะไรด้วย คุณครูได้ฟังก็พยักหน้ารับฟัง เลื่อนสายตาไปยังข้อที่สองที่ฉันเขียนไปว่าเป็นครูแนะแนว ครูอ่านก็หัวเราะออกมา ฉันก็ยิ้มแหย ๆ มันทำไมหรือคะคุณครู ฉันถามออกไป หรือความสามารถของฉันจะไม่มากพอที่จะทำในตำแหน่งงานนี้ ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนที่ความกล้าทั้งหมด รู้งี้ฉันน่าจะเขียนไปว่าเป็นพยาบาล หรืออะไรที่มันง่าย ๆ ดีกว่า ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะมาก ครูท่านตอบมาว่าเป็นครูน่ะดีแล้วแต่อย่าเป็นครูแนะแนวเลย ได้ฟังฉันก็เลิกคิ้วสงสัยว่ามันเพราะอะไรเหรอคะ สำหรับฉันการที่ฉันอยากมาเป็นครู เพราะชอบดูอนิเมะจากหลาย ๆ เรื่อง ที่มักจะเขียนให้ครูมีบทบาทหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ เป็นตัวละครที่ไม่ได้โดดเด่นแต่เป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ตัวเอกในเรื่องต่าง ๆ รู้จักตัวเองมากขึ้น สามารถพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น ฉันอยากได้คนที่สามารถเชื่อมั่นในตัวฉันอยู่บนโลกนี้บ้าง ซึ่งที่ผ่านมาฉันยังไม่เคยพบเจอคนแบบนี้เลย ฉันจึงคิดว่าฉันนี่แหละอยากจะเป็นคนแรกที่ช่วยเหลือเด็กที่กำลังหลงทางเหมือนกับตัวฉันตอนนี้ แต่มันคงเป็นความฝันที่สวยงามเกินไปอีกเช่นเคย ฉันได้คำตอบว่าครูแนะแนวเงินเดือนน้อย หากอยากเป็นครูก็ไปเป็นครูที่สอนอย่างอื่นเถอะ และอาชีพนักจิตวิทยาตอนนี้ในไทยยังไม่มีข้อมูลมากนัก ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มแล้วเขียนมาส่งครูอีกครั้งหนึ่ง ฉันเดินคอตกออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกหลงทางยิ่งกว่าเดิม ทำไมเพื่อน ๆ คนอื่นถึงมีเป้าหมายชัดเจน ทำไมตัวฉันถึงไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ภาพในหัวถึงอนาคตฉันมันคลุมเครือมาก ฉันต้องเดินไปทิศทางไหน ต้องปรึกษาใคร ฉันต้องทำยังไงถึงจะถูกต้อง ฉันลนลาน วิตกกังวล หวาดกลัวไปหมด อยากจะตะโกนออกไปดัง ๆ เผื่อมีใครสักคนจะได้ยินว่า ใครก็ได้ช่วยฉันที ฉันกลัวมากตอนนี้ อย่าทิ้งฉันไว้ตรงนี้จะได้ไหม ช่วยพาฉัน ช่วยชี้นำฉันสักคน ใครก็ได้ ฉันยังคงเติบโตขึ้นแบบที่ยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่อย่างนี้แหละ จนกระทั่งเรียนจบมหาลัย ฉันรับจ๊อบทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ ฉันเป็นเซลล์ขายตรง ฉันเป็นพนักงานออฟฟิศผู้ซัพพอร์ตงานฝ่ายขาย ฉันเป็นทุกอย่างที่ฉันคิดว่าสามารถทำได้ แต่ฉันรู้ดีว่ามันไม่เหมาะกับฉันอย่างแน่นอน ฉันแค่ต้องอดทนผ่านมันไปให้ได้ อย่างน้อยพ่อแม่ท่านก็พอใจที่ฉันมีเงินหาเลี้ยงดูครอบครัว ฉันเป็นคนที่ไม่ได้เก่งอะไรมาก ฉันรู้ดี ฉันเลยอดทน เอาความขยันเข้าสู้ บางครั้งฉันนั่งร้องไห้ในห้องน้ำที่ทำงาน บางครั้งฉันโดนโรคจิตตามมาจนเกือบจะถึงบ้าน แล้วเป็นทุกครั้งที่ฉันจะต้องตั้งสติจัดการทุกอย่างด้วยตัวของฉันเอง โดยที่ไม่พึ่งพาใคร ฉันรู้ตัวว่าไม่มีใครสามารถยื่นมือมาช่วยฉันได้ ฉันต้องผ่านมันด้วยตัวของฉันเอง ในขณะที่ฉันทำงานประจำด้วยความรู้สึกเพียงแค่รับผิดชอบให้มันจบ ๆ ไป ไม่ได้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เป็นแค่ลูกจ้างที่เจ้านายสั่งอะไรก็ทำตาม กลับกันฉันแต่งนิยาย วาดรูป จัดอีเว้นท์ในโซเชี่ยลเกี่ยวกับอนิเมะหรือเกมอย่างบ้าคลั่ง ฉันแทบไม่หลับไม่นอน มีพลังล้นเหลือกับสิ่งที่ทำแล้วชอบมาก แม้ว่ามันเป็นเพียงแค่งานอดิเรกแบบไม่มีรายได้ก็ตาม ฉันคิดในใจว่าหากฉันทำมันเป็นอาชีพได้ก็คงดี แต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะมันไม่เคยมากพอสำหรับครอบครัวของฉันที่ต้องการความมั่นคง เพราะเราไม่ได้มีรายได้ หรือเงินบำนาญประกันสังคมมาเลี้ยงชีพตอนแก่ ฉันจำเป็นต้องทำงานหนักเป็นพิเศษและลดกิเลสหรือความโลภลง ฉันจะไม่ทำตัวสนิทกับใครมาก เพราะไม่มีเงินไปสังสรรค์หรือให้ใครยืม ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตตามที่พ่อแม่สั่งสอนมา ด้วยเหตุนี้การคาดหวังกับคอนเนคชั่นในการหางานไม่สามารถที่จะพึ่งพาในส่วนนี้ได้เลย ฉันไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณใคร แม้ในใจจะรู้สึกอยากได้รับความช่วยเหลือมากก็ตาม รู้สึกโดดเดี่ยวมากก็ตาม แต่ฉันจำเป็นที่จะต้องเข้มแข็งเงยหน้าสู้ต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งฉันได้รับโอกาสให้ได้ทำงานใหม่ที่เป็นอัตราจ้างรายวัน แม้ว่ารายได้จะไม่เยอะนักแต่ก็ดีกว่าที่เก่าที่แม้แต่ฐานเงินเดือนยังไม่มี ฉันรีบส่งใบสมัครในทันที เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ฉันกระตือรือร้นอยากจะได้งานนี้มาก เพราะมันคือความฝันที่ฉันเคยลบทิ้งออกสมัยเด็ก ๆ มันคือการเป็นครูสอนวาดรูปยังไงล่ะ ฉันรู้สึกสนุกสนาน ไฟแรงกับการทำงานที่นี่มาก ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามาก ได้เห็นว่าตัวเองทำประโยชน์มากแค่ไหน ดูเด็ก ๆ ที่ฉันสอนสิ ทักษะของพวกเขาเติบโตไปตามพัฒนาการของตัวเอง ฉันถนัดงานนี้มากเพราะฉันรู้ว่าเด็ก ๆ แต่ละคนต้องการอะไร ฉันจะไม่ยัดเยียดความรู้ให้กับพวกเขา แต่ฉันจะสร้างความรู้ไปพร้อม ๆ กับพวกเขา จะไม่เดินนำทาง แต่จะอยู่เคียงข้างพวกเขาไปตลอดจนกว่าพวกเขาจะมั่นใจว่าสามารถเดินไปตามเส้นทางของตัวเองได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ร้องขอความช่วยเหลือใด ๆ ความสามารถของฉันโดดเด่นมาก ฉันไม่ได้คิดไปเอง มีผู้ปกครองกล่าวชื่นชมฉัน รายได้ของร้านเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ฉันนั่งเก็บสถิติ หาข้อมูลตามที่เคยเรียนเกี่ยวกับธุรกิจ ประสบการณ์มากมายฉันเอามาใช้หมดไม่มีเหลือ แต่เคยได้ยินไหมเมื่อความสามารถของเราโดดเด่นไป ก็มักจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าเป้าสายตาตามมา ฉันในตอนนั้นมั่นใจกับศักยภาพการสอนของตัวเองมากเกินไป ในความเป็นจริงฉันไม่ได้มองเรื่องทักษะการเข้าสังคมเลย มองว่ามันไม่จำเป็นด้วยซ้ำ ท้ายที่สุดสิ่งที่เรามองข้ามก็มักจะกลับมาเล่นงานเราเสมอ ฉันเพิ่งมาสังเกตถึงระบบแบ่งพรรคแบ่งพวกของคนในที่ทำงาน เพิ่งสังเกตว่าตัวฉันที่ทำงานหนักมากกว่าคนอื่นถึงสองสามเท่ากำลังถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบที่เรียกกันว่า อยู่กันแบบครอบครัว ฉันเริ่มมีปากเสียงกับหัวหน้าเรื่องระบบการบริหาร หัวหน้ายังคงยืนยันคำเดิมว่าเขาจำเป็นต้องใช้ระบบแบบครอบครัว คนที่เข้ามาก่อนคือผู้อาวุโสที่มีศักยภาพมากมายหาใครเทียบ แม้เขาจะมาสาย แต่เขาก็ยังทำงานได้ดี นี่เป็นสิ่งที่หัวหน้าพูดกับฉัน และฉันได้โต้แย้งกับสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีประสบการณ์แต่ระบบครอบครัวมันทำให้ธุรกิจมันไปต่อไม่ได้ แล้วหลักสูตรที่สอนมันไม่ตรงกับคอนเซ็ปต์ที่หัวหน้าบอกมาตั้งแต่ว่าอยากสร้างโรงเรียนสอนศิลปะที่ให้คุณค่ากับงานเด็ก ให้เด็กได้ฝึกวาดฝึกทำเอง โดยที่คุณครูช่วยนิดหน่อยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้มันกลับกันล่ะ คุณเที่ยวแซะโรงเรียนศิลปะที่อื่นว่าครูช่วยเด็กวาด เด็กไม่ได้ทำเอง ทำไมร้านเรากลับเป็นแบบนั้นเสียเองล่ะ คุณไม่ละอายใจเหรอ ฉันพูดออกมา น่าแปลก ฉันควรต้องทำงานตามที่นายจ้างสั่งสิ ฉันมีสิทธ์อะไรไปพูดกับเขาแบบนั้น ฉันเป็นแค่ลูกจ้างไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ฉันกำลังทำงานอย่างเต็มความสามารถอยู่เหรอเนี่ย ฉันแปลกใจกับตัวเอง คนที่ไม่เคยจริงจังกับงาน คนที่ขี้ขลาดไม่มั่นใจในตัวเอง เป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลไปตามคำพูดของคนอื่น ไม่เคยปฏิเสธหรือโต้แย้งใด ๆ ตอนนี้ฉันเริ่มเห็นความจริงบางอย่างของการใช้ชีวิตแล้ว ฉันมองเห็นทะลุทุกอย่าง กำแพงที่ขวางกั้นศักยภาพของฉัน และนี่ยังคงไม่สายที่ฉันจะเปลี่ยนแปลงมันตั้งแต่ตอนนี้ ฉันตัดสินใจลาออกทันทีหลังจากได้เคลียร์ใจกับหัวหน้า ไม่ลืมที่จะขอโทษกับคำพูดรุนแรงที่ได้เอ่ยออกไป ฉันลาออกโดยที่ไม่สนคำพูดของพ่อแม่ หรือใครก็ตามที่ยังคงห้ามฉัน ฉันฉีกกระดาษความฝันสมัยเด็กนั่นออกไป หยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาเขียนพร้อมกับตกแต่งวาดภาพช้างที่เคยชอบวาดสมัยเด็ก ๆ ลงไปด้วย ฉันจะเปิดโรงเรียนเป็นของตัวเอง ฉันแปะกระดาษนั่นไว้บนผนังห้องนอน นั่งเขียนแผนการชีวิตที่จะทำให้ฉันไปถึงความฝันนั่นได้อย่างเร็วที่สุด ฉันถอนเงินจากธนาคารออกมาฝากบัญชีใหม่ แม้มันจะน้อยนิดแต่ตอนนี้ยังไม่สาย ฉันมั่นใจว่าฉันทำได้ทุกอย่าง ฉันรู้แล้วว่าฉันไม่เหมาะกับการเป็นลูกจ้างใคร ฉันอีโก้สูงเหรอ เปล่าเลย ก็คนบนโลกนี้มันเอาแต่ตัดสินฉัน บังอาจมาพูดกับฉันว่าฉันห่วยแตก ฉันมันไร้คุณค่า พอสักทีเถอะ คุณจะมารู้ดีกว่าตัวฉันได้ยังไง นี่มันเรื่องของฉันนะ ฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนตัดสินใจ ฉันต่างหาก ฉันนั่งอ่านหนังสือ เที่ยวหาข้อมูลในเว็บไซต์ต่าง ๆ เรื่องการสร้างโรงเรียน เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันไม่ได้ยินเสียงใคร มันเป็นวันที่สงบมากแม้ว่าจะมองไม่เห็นภาพในอนาคตก็ตาม แต่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ฉันอยากจะทำ ไร้ซึ่งความกลัวใด ๆ ฉันไม่สนใจ ฉันต้องทำมันให้ได้ฉันพูดกับตัวเอง ปัจจุบันฉันยังคงมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันควบคู่กับการหาจ๊อบพิเศษ และพัฒนาทักษะของตัวเองไปด้วย บางทีก็มีลังเลบ้างสิ่งที่เลือก สิ่งที่ตัดสินใจมันถูกต้องหรือไม่ ฉันยังมีเผชิญกับความผิดหวัง แล้วในบางอารมณ์ก็รู้สึกว่าด่วนตัดสินใจเกินไป อยากจะทำงานที่นั่นต่อเพราะจะได้เงินมาลงทุนมากกว่านี้ แต่ก็ไม่เป็นไร ก็ตัดสินใจไปแล้วนี่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงโทษตัวเองหนักแน่ ๆ แต่ตอนนี้ฉันไม่กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว ฉันสามารถเดินได้ด้วยตัวคนเดียว และยังพร้อมที่จะเดินไปกับคนอื่นที่มีเป้าหมายร่วมกับฉันด้วย ความฝันสมัยเด็กของฉันในกระดาษที่ถูกฉีกออกใบนั้นมันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมนั่นแหละ มันเหมือนกับลายเส้นที่เด็กทุกคนได้วาดมันออกมา มันอาจจะรก อาจจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไรบ้าง ถูกผู้ปกครองบังคับให้วาดออกมาเส้นเนี๊ยบ ๆ บ้าง ระบายสีอยู่ในกรอบบ้าง แต่เชื่อสิ ทุกคนมีลายเส้นเป็นของตัวเองตั้งแต่เกิดกันทั้งนั้น แล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรตัวเราไม่ได้หรอก เหมือนกับเหล่าเด็ก ๆ ที่ฉันได้เคยสอน ต่อให้ถูกครูคนอื่นบังคับให้วาดภาพตามแบบราวกับเครื่องปริ้นก็ตาม แต่สักวันใดวันหนึ่งเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น ฉันหวังว่าพวกเขาจะจำในสิ่งที่ฉันเคยสอนได้ หรืออาจจะไม่ได้ฉันก็ขอให้พวกเขาสามารถก้าวข้ามสิ่งที่ขวางกั้นศักยภาพของพวกเขา เหมือนกับตัวฉันในปัจจุบันนี้ พอย้อนกลับไปความฝันของฉันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย แล้วความฝันของคุณล่ะ เปลี่ยนไปเยอะเลยหรือเปล่า ? ChoLE

Author Avatar
ChoLE
ตัวฉันประสบกับความล้มเหลวในชีวิต แต่ใครตัดสินล่ะ พวกคุณ หรือตัวฉันเอง.... ?

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ