ทำไมเราไม่สนิทกันเหมือนเก่า
เคยรู้สึกมั้ยว่าทำไมยิ่งเราโตขึ้นมากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ในครอบครัวกลับแย่ลงไปทุกที ๆ จากคนที่เคยสนิทกันมากถึงขนาดนั้น ทว่าพอวันเวลาผ่านไปเขากับปฏิบัติกับเราเยี่ยงคนไม่เคยรู้จักกัน ไม่ต้องเอาแค่ความสัมพันธ์ของครอบครัวเพียงแค่อย่างเดียวก็ได้ ความสัมพันธ์แบบเพื่อนก็สามารถตั้งคำถามแบบเดียวกันนี้ได้เช่นกัน ว่าเพราะอะไรทำไมเราถึงไม่สนิทกันเหมือนเดิม?
ครอบครัวของฉันมีด้วยกันทั้งหมดสี่คนถ้วน ประกอบด้วย พ่อ แม่ พี่สาว และตัวฉันเอง ฐานะทางบ้านของเราอยู่ในชนชั้นที่จัดว่าค่อนไปทางยากจน เพราะว่าทั้งพ่อและแม่ก็ต่างมีอาชีพรับจ้าง ที่มีรายได้ไม่มั่นคงและไม่แน่นอน
พ่อของฉันเป็นช่างศิลปะ งานที่รับทำส่วนใหญ่ก็จำพวกวาดภาพเหมือน วาดลายไทยตามวัด ตามโบสถ์ ช่วงไหนที่เจอลูกค้าที่กระเป๋าหนัก ๆ หน่อย ก็ได้เงินเยอะอยู่พอสมควร ถ้าไม่ติดว่าพ่อเป็นคนฟุ่มเฟือยละก็ บ้านฉันก็คงได้เลื่อนสถานะเป็นชนชั้นกลางไปนานแล้ว
ผิดกับแม่ของฉันที่ขยันผิดมนุษย์มนา แม่ทำมาแล้วเกือบทุกอาชีพ ไล่มาตั้งแต่เป็นสาวโรงงาน จากนั้นก็ตามด้วยพนักงานทำความสะอาดของโรงพยาบาล ถัดมาก็เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน และขายลูกชิ้นปิ้งที่ตลาดแทบทุกวัน หยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้น ระหว่างนั้นก็มีรับงานเสริมเป็นงานล้างจานตามงานเลี้ยง งานรื่นเริง งานขาวดำ สารพัดอย่าง แม่เป็นคนหาเงินเก่งแล้วก็เก็บเงินเก่งมาก เงินที่ใช้จ่ายแต่ละครั้งผ่านการคำนวณในสมองของท่านมาทั้งหมดแล้ว อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่สำคัญ สมาชิกในบ้านจะไม่มีสิทธิ์ได้รับการอนุมัติซื้อของชิ้นนั้นเป็นอันขาด จนบางครั้งฉันก็เผลอคิดนะ ว่าบ้านเราจนถึงขนาดต้องประหยัดมากขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่ก็ทำได้แค่ถามในใจ ไม่กล้าโพล่งออกไปเพราะกลัวว่าจะโดนเขกกะโหลกเข้า
ตัดมาที่พี่สาวของฉัน ฉันกับพี่สาวอายุห่างกันทั้งหมดสิบสองปีพอดี เธอแทบจะเป็นแม่อีกคนหนึ่งของฉันได้เลยทีเดียว และด้วยช่วงวัยที่ห่างกันมากขนาดนี้เลยทำให้ฉันค่อนข้างที่จะยำเกรงพี่สาวตัวเองเป็นพิเศษ อีกอย่างเธอเป็นคนเก่ง ฉลาด จนเรียกได้ว่าแทบจะเป็นอัจฉริยะของบรรดาสมาชิกในบ้าน ทำอาหารก็อร่อย ซ้ำยังเก่งเรื่องวิชาการอีก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ฉันยำเกรงเขา เหตุผลหลัก ๆ เลยก็คือพี่สาวของฉันเป็นคนดุ และพูดจริงทำจริง หลานชายตัวแสบของฉันเคยเข้าไปแกล้งพี่สาวฉันแล้วทำตัวกวนโอ๊ย สุดท้ายก็โดนไล่ตีจนตูดกับน่องลายกันไปข้างเลยทีเดียว
ตอนที่ยังเด็กฉันสนิทกับพี่สาวของตัวเองมาก มีเรื่องอะไรก็จะคอยปรึกษาก่อนตลอด เพราะฉันคิดว่าเธอมักจะมีความคิดเห็นดี ๆ ให้กับฉันอยู่เสมอ ถ้ามีแบบสอบถามว่าคุณสนิทกับใครมากที่สุดในบ้าน ฉันก็จะเลือกพี่สาวฉันเป็นอันดับแรก อาจเพราะด้วยช่วงวัยและความน่าเข้าหาด้วยกระมังที่ทำให้ฉันมีความคิดเห็นแบบนั้น
พี่สาวของฉันไปทำงานที่กรุงเทพ จะกลับบ้านมาก็ช่วงวันเสาร์และเดินทางกลับหอพักของตัวเองในวันอาทิตย์ ช่วงไหนที่มีวันหยุดยาวก็จะได้พักอยู่ที่บ้านนานสักหน่อย
ฉันชอบช่วงเวลาที่พี่สาวกลับมาบ้านมาก เพราะทุกครั้งที่พี่กลับมา เธอมักจะพาฉันไปที่ร้านสะดวกซื้อแล้วจ่ายเงินค่าขนมให้ฉันเสมอ ในขณะที่ถ้าหากไปกับพ่อแม่ฉันอาจจะไม่ได้กินขนมบางอย่างที่อยากลองกิน ทว่าพอเป็นพี่สาวก็จะหยิบอะไรก็ได้มาใส่ในตะกร้า ช้อปปิ้งแบบชิล ๆ โดยไม่ต้องสนว่าเงินจะพอจ่ายหรือเปล่า
บางครั้งพี่เขาก็จะมีของติดไม้ติดมือกลับมาจากกรุงเทพ อย่างเช่นพวกโดนัทร้านดัง ๆ ที่บ้านเราไม่ค่อยได้กินบ่อย ๆ หรือขนมที่กำลังเป็นกระแส ฉันมักจะได้ของเหล่านั้นจากพี่สาวของตัวเองมาโดยตลอด จนฉันติดเป็นนิสัย เพราะเป็นฝ่ายได้รับตลอดมาเลยให้อะไรกับคนอื่นก่อนไม่เป็น นั่นคือข้อเสียของฉัน
ทุกอย่างเหมือนจะดูอบอุ่น ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ก็เป็นอย่างที่ฉันได้เกริ่นไปตอนต้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวของฉันมันค่อย ๆ เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีสักเท่าไหร่เสียด้วย มันเกิดเรื่องขึ้นมากมายที่ทำให้ฉันกับพี่สาวแทบจะมองหน้ากันไม่ติด จนทำให้ระหว่างฉันกับพี่สาวเปลี่ยนสถานะจากพี่น้อง กลายเป็นเพียงแค่คนรู้จัก ไม่สิ เป็นแค่คนเคยรู้จักกันเสียด้วยซ้ำ
หลังจากสูญเสียแม่ที่เป็นช้างเท้าหน้าของครอบครัวไป คนที่รับไม้ต่อจึงกลายเป็นพี่สาวของฉันที่มีหน้าที่การงานที่มั่นคงมากกว่าแทน เธอคงได้รับความกดดันมากมายทำให้เธอค่อย ๆ เย็นชากับคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้นทุกวัน จากที่เคยกลับบ้านมาเดือนละสามสี่ครั้ง ก็กลายเป็นมาแค่เดือนละครั้ง หรือไม่ถ้าทะเลาะกับคนในครอบครัวก็เลือกที่จะหายหน้าหายตาไปเลย ไม่ว่าเรื่องที่ทะเลาะนั้นใครจะเป็นฝ่ายผิด หรือเป็นเธอที่เข้าใจคนในครอบครัวผิด เธอจะไม่เป็นฝ่ายขอโทษก่อนเด็ดขาด สงครามประสาทจะเกิดขึ้นไม่หยุดถ้าหากไม่มีฝ่ายใดพูดขอโทษก่อน ซึ่งเท่าที่ประสบพบเจอมา พี่สาวฉันเคยพูดขอโทษแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ทำเหมือนเรื่องทุกอย่างมีเพียงเธอเท่านั้นที่ถูกต้องเพียงแค่คนเดียว จากที่ฉันเคยสนิทและเคารพพี่สาวคนนี้เสมือนเธอเป็นแม่อีกคนหนึ่ง เริ่มมีความคิดที่แปรเปลี่ยนไป เราสองคนเริ่มห่างกันเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เราสองคนก็ทะเลาะกันหนักมากกว่าเดิม และต้องเป็นฉันที่มีฐานะทางการเงินด้อยกว่าเป็นฝ่ายขอโทษก่อนทุกที เพราะพ่อให้เหตุผลว่าถ้าหากไม่ทำแบบนั้น พ่อก็จะไม่ได้เงินเยียวยารายเดือนจากพี่สาวของฉันเลยแม้แต่บาทเดียว
ความอบอุ่น ความรักในครอบครัวมันถูกสะบั้นได้ง่าย ๆ ด้วยเรื่องของเงินทองและสมบัติ พี่สาวของฉันเคยทะเลาะกับพ่อเรื่องโฉนดที่ดิน พี่สาวจะขอโฉนดที่ดินจากพ่อโดยให้เหตุผลว่าเธอไม่ไว้ใจให้คนที่มีรายได้ไม่มั่นคงแบบพ่อ ถือโฉนดที่ดินอันแสนล้ำค่านั้นเอาไว้ในมือ พ่อไม่โกรธแต่พยายามเจรจาว่าพ่อไม่สามารถมอบโฉนดให้กับลูกคนใดคนหนึ่งได้ เพราะว่าพ่อมีลูกสองคน ถ้าเกิดในอนาคตฉันกับพี่สาวเกิดผิดใจขึ้นมา แล้วเป็นฉันที่ไม่มีที่ซุกหัวนอนเพราะโฉนดที่ดินเป็นของลูกสาวคนโตจะทำอย่างไร พ่อบอกว่าถ้าเป็นแบบนั้นพ่อคงตายตาไม่หลับ ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจพ่อเลยว่าทำไมถึงไม่ไว้ใจลูกสาวตัวเอง ทั้งๆ ที่พี่เขาก็หวังดีกับคนในครอบครัวทุกคนแท้ ๆ
ทว่าพอวันเวลาผันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ฉันก็ได้เข้าใจ ว่าสิ่งที่พ่อทำลงไปมันคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ฉันกับพี่สาวทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขนาดที่จะตัดพี่ตัดน้องกันเลยทีเดียว พี่สาวฉันเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก และเอาแต่ใจ ส่วนฉันก็เป็นคนปากไว ปากเสีย แล้วก็ใจร้อน ดังสุภาษิต ขิงก็ราข่าก็แรง การทะเลาะกันของเราสองคนในครั้งนี้ไม่มีใครยอมใคร ด่ากันไปด่ากันมาจนต้องบล็อกช่องทางการติดต่อของอีกคนไป ถ้าหากไม่จำเป็นก็จะไม่คุยกัน ใช้ชีวิตแบบเห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่คนที่เคยรู้จักเท่านั้น
ว่าด้วยเรื่องความสนิทที่แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวเท่านั้น บางครั้งก็เกิดกับเพื่อนที่เคยสนิทกันมาก ๆ ตอนเด็ก ลูกพี่ลูกน้องที่เคยเล่นด้วยกัน เคยกินข้าวด้วยกันราวกับเป็นพี่น้องฝาแฝด ทว่าพอโตขึ้นมา กลับไม่ได้สนิทกันเหมือนวันเก่า ๆ ดังเช่นเรื่องราวที่ฉันจะขอเล่าคั่นกลางต่อไปนี้
ฉันเคยมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกัน เราสองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เราสองคนมักจะหาเรื่องเล่นด้วยกันบ่อย ๆ แม้ว่าเราสองคนจะเป็นเพื่อนต่างเพศกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาในการทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนใหญ่ก็เล่นซ่อนแอบ วิ่งไล่จับ เล่นของเล่นด้วยกัน พวกเราสนิทกันมากจนคาดไม่ถึงเลยว่าพอพ้นวัยเด็กออกมาได้ไม่ทันไรจะทำให้ความสนิทของพวกเราสองคนมันลดน้อยลงราวกับกราฟหุ้นตกขนาดนั้น
ลูกพี่ลูกน้องของฉันคนนี้มีเหตุจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นเพราะเรื่องหน้าที่การงานของพ่อแม่ และนั่นคือภาพความทรงจำสุดท้ายของพวกเราสองคนในวัยเด็ก
วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งฉันได้กลับมาเจอกับเพื่อนสมัยเด็กคนนี้อีกครั้ง ทว่าเรากลับทำเพียงทักทายกันด้วยรอยยิ้มเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปพูดคุยกันเหมือนครั้งอดีต ฉันก็ไม่กล้าเข้าไปคุยเพราะเราไม่ได้เจอกันนาน ฝ่ายนั้นเองก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเมื่อตอนเด็กอยู่มาก สุดท้ายฉันกับเพื่อนสนิทคนนี้ก็เป็นได้เพียงแค่คนที่เคยรู้จักกันเท่านั้นในปัจจุบัน
ทว่าชีวิตคนเรามันก็ไม่ได้น่าเศร้าขนาดนั้น ฉันเองก็เคยมีเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งที่สนิทกันมาก ๆ ผ่านไปสี่ห้าปีได้กลับมาเจอกัน ก็ยังสามารถคุยกันได้ปกติอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าตอนแรกฉันจะแอบกังวลว่าพวกเราอาจจะไม่ได้กลับมาสนิทกันเหมือนเดิมก็ตาม
พูดถึงสมัยมัธยมฉันเคยมีกลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันตอนประถม ที่สัญญากันเอาไว้ว่าจะเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมแห่งนี้และเรียนอยู่ห้องเดียวกันให้ได้ ทว่าทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมด ตอนสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้จะมีให้เลือกว่านักเรียนอยากอยู่ในห้องที่เน้นสายการเรียนอะไรเป็นหลัก พวกเราคุยกันเอาไว้ว่าจะเลือกห้องภาษาไทยไม่ก็ภาษาอังกฤษ ฉันก็ทำแบบที่เราได้ตกลงกันเอาไว้
ทว่าในวันที่ประกาศผลสอบเข้า ทำให้ฉันได้ค้นพบความจริงที่ว่ากระดาษใบนั้นที่ให้ฉันเลือกว่าตัวเองอยากอยู่ห้องอะไรไม่ได้มีผล เพราะผลสุดท้ายแล้วทางโรงเรียนก็จะดูคะแนนข้อสอบเป็นหลักอยู่ดี กลายเป็นว่ามีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับเพื่อน ๆ ฉันโผล่มาอยู่ห้องวิทย์คณิตแทนเสียซะอย่างนั้น ส่วนเพื่อนเก่าทั้งหมด ที่มาด้วยกันได้ไปอยู่ห้องพละกับคหกรรม ฉันแอบรู้สึกเหงาเล็ก ๆ ที่พวกเราไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน ทว่าความสัมพันธ์ช่วงวันเปิดเทอมใหม่ ๆ ของพวกเราก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากมายอะไรขนาดนั้น ฉันก็ยังคงแวะทักทายพวกเขาอยู่ คุยเล่นกันในเวลาพัก
ทว่าพอเริ่มสนิทกับเพื่อนใหม่ ก็เริ่มห่างกันไปทีละน้อย ๆ จนในที่สุดกลายเป็นว่าช่วงพักที่เคยมานั่งคุยกันก็หายไป บางครั้งเดินสวนกันยังไม่ทักทายกันเลยด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเพื่อนสมัยประถมที่เคยสนิทกันมาก ๆ ก็เลยจบลงเพียงเท่านั้น
ฉันรู้สึกแย่นะที่ไม่สามารถกลับไปสนิทกับเพื่อนเก่าของตัวเองได้ แต่ก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะเข้าไปพูดคุยกันเหมือนอย่างแต่ก่อน เพราะเพื่อนเองก็มีเพื่อนสนิทคนใหม่กันหมดแล้วด้วย ฉันก็เปรียบเสมือนส่วนเกินของพวกเขาไปแล้วในตอนนี้
แต่ว่าเรื่องนี้จะโทษฝ่ายเพื่อนอย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะฉันก็คิดว่าเหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากลักษณะนิสัยของตัวเองด้วย ฉันเป็นคนขี้อายมาก เคยมีครั้งหนึ่งฉันไปเดินตลาดแล้วเดินสวนกับเพื่อนเก่า ฉันจำหน้าเขาได้แทบจะในทันทีเลยด้วยซ้ำ ทว่าไม่กล้าทักทายออกไปเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะจำเราไม่ได้ สุดท้ายคนที่ต้องอับอายก็จะกลายเป็นฉันเอง พอคิดได้แบบนั้นฉันก็เลยไม่ได้เอ่ยทักทายออกไป ทำเพียงเดินผ่านเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันเท่านั้น
ล่าสุดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ฉันแวะไปซื้อของเข้าบ้านกับพ่อที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่กำลังทำการจ่ายเงินอยู่นั่นเอง ก็มีพนักงานคนหนึ่งทักฉันขึ้นมา เธอเรียกชื่อของฉันพร้อมขายของที่เหมือนว่าจะโดนผู้จัดการร้านกำชับมา ว่าต้องขายให้ได้ตามยอดที่กำหนด ฉันพยายามขุดคุ้ยความทรงจำของตัวเองแล้ว แต่ก็จำไม่ได้เลยว่าเธอคนนี้คือใคร เป็นเพื่อนสนิทฉันงั้นเหรอ? แต่ในช่วงเวลาไหนกันล่ะ? ฉันทำใบหน้างุนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแสร้งพูดคุยกับเธอไปราวกับเราสองคนสนิทกัน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงนั้นฉันจำเธอไม่ได้เลยก็ตาม
กลับมาที่ประเด็นความสัมพันธ์ของฉันกับพี่สาว อย่างที่ฉันบอกไปว่าเราทะเลาะกันหนักจนถึงขั้นจะตัดพี่ตัดน้อง เพราะมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่หนักกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ฉันเพิ่งจะตกงานมาหมาด ๆ พี่สาวฉันก็ปรี๊ดแตก ทักไปหาพ่อแล้วบ่นเรื่องของฉัน ด่าฉันด้วยถ้อยคำหยาบคายมากมายโดยไม่ให้ฉันรู้ พ่อเก็บงำเรื่องนั้นมาโดยตลอดจนหลุดเล่าเรื่องนี้ออกมาให้ฉันได้ยิน ฉันเองเมื่อได้ยินแบบนั้นก็โกรธมาก ด่าเสียเทเสียพี่สาวตัวเอง ไม่สนว่าเธอจะเคยมีบุญคุณกับฉันมากมายขนาดไหน สาปแช่งให้เขาล้มป่วยไม่ก็ตาย ๆ ไปซะ โดยที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าสิ่งที่ฉันพูดมันจะเกิดขึ้นจริง ๆ
พี่สาวของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเกือบเอาชีวิตไม่รอด พี่เขยเองก็อาการไม่ต่างกัน ทั้งสองถูกส่งตัวเข้าห้องไอซียูทันทีเพื่อทำการรักษาแบบเร่งด่วน ฉันกับพ่อเป็นกังวลมากเพราะกลัวว่าครอบครัวเราจะเหลือกันแค่สองคน เมื่อหลายปีก่อนก็เพิ่งจะเสียแม่ไป คราวนี้ก็จะต้องมาเสียพี่สาวไปอีกคนงั้นหรือ? ฉันได้แต่ตั้งคำถามในหัวตัวเองแบบนั้น
แต่ก็เหมือนกับสวรรค์เห็นใจ พี่สาวกับพี่เขยของฉันพ้นขีดอันตราย แม้ว่าอาจจะต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่หลายสัปดาห์ ทว่าอย่างน้อย ๆ ก็ยังดีที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ฉันไปเฝ้าพี่สาวของตัวเองที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถึงกระนั้นฉันกับพี่สาวก็ยังตึง ๆ ใส่กันอยู่ พูดคุยกันเฉพาะกับเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น จนในที่สุดพี่สาวก็เป็นฝ่ายพูดขอโทษออกมา ฉันค่อนข้างตกใจที่คำคำนั้นหลุดออกมาจากปากพี่สาวของตัวเอง ตอนแรกฉันนึกว่าเธอสมองกระทบกระเทือนไม่ก็โดนผีเข้า ทว่าพอมองใบหน้านั้นที่เหมือนจะรู้สึกผิดก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปโผกอดเธอเอาไว้ทันที ฉันเองก็ขอโทษขอโพยเธอสำหรับเรื่องที่ฉันทำไม่ดีกับเธอเอาไว้ ทั้งเรื่องคำพูดคำจา และพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างที่ไม่ดีของตัวเอง กลายเป็นว่าพวกเรากลับมาดีกันหลังจากเหตุการณ์เฉียดเป็นเฉียดตายในวันนั้น และสัญญากันว่าต่อจากนี้จะไม่ใช้อารมณ์คุยกัน จะให้เหตุผลมาก่อนเสมอ
ตัดภาพมายังปัจจุบัน ความสัมพันธ์ในครอบครัวของฉันก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ อาจจะไม่ได้สนิทกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่ได้เอาแต่เกลียดกันเหมือนก่อนหน้านี้ พี่สาวฉันก็ยังคงกลับบ้านมาเดือนละครั้งเหมือนเดิม เพราะทราบดีว่าที่บ้านมีฉันอยู่คอยดูแลบ้านและพ่ออยู่แล้ว ทุกครั้งที่กลับมาก็จะมีของฝากมาให้ฉันกับพ่ออยู่ร่ำไป ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติสุขอย่างที่มันควรจะเป็น ฉันก็ดีใจมากพอแล้ว
สุดท้ายครอบครัวก็คือครอบครัวอยู่เสมอ แม้จะมีวันที่แตกร้าวแต่ก็สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ถ้าหากเราทำความเข้าใจกันให้มากพอ ฉันที่เคยทะเลาะกับพี่สาวหนักถึงขนาดจะตัดพี่ตัดน้อง ทว่าในวันนี้กลับมารักและใส่ใจกันได้เหมือนเดิม ราวกับเรื่องราวที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น อย่างที่เขาว่ากันว่ายิ่งคนใกล้ชิดยิ่งห้ามดูถูกดูแคลนกัน คนในครอบครัวคือสิ่งล้ำค่าที่หาที่ไหนทดแทนไม่ได้ ดังนั้นจงรักษาความสัมพันธ์ที่แสนอบอุ่นนี้เอาไว้ จวบจนวันสุดท้ายของกันและกันคือคำตอบที่ดีที่สุด เรื่องราวในวันนี้ของฉันก็จบลงเพียงเท่านี้ ขอบคุณที่อ่านจนจบ ไว้พบกันใหม่ครั้งหน้า สวัสดีค่ะ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น