ความทรงจำกับแม่.. ที่ไม่เคยมีแม่อยู่

ความทรงจำกับแม่.. ที่ไม่เคยมีแม่อยู่

นี่คือเรื่องจริง ไม่ดัดแปลงและไม่ใช้ตัวแสดงแทน เป็นเรื่องที่ฉันเคยเล่าให้คนอื่นฟังมาหลายครั้ง แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงเรื่องราวบางส่วน เพื่อระบายความในใจบ้าง เพื่อตัดพ้อชีวิตบ้าง หรือเพียงแค่ตอบคำถามของคนที่สงสัย แต่ก็มีครั้งนึงที่ฉันเคยต้องเล่าเรื่องนี้เพื่อหาเงิน นั่นคือสมัยกู้ยืมเรียนแล้วกรรมการถามถึงปริศนาของชื่อพ่อและแม่บนเอกสาร อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เคยทำให้ฉันมีเงินเรียนหล่ะนะ ออกตัวก่อนว่า.. ผ่านมาหลายปีก็ไม่ได้เศร้าใจกับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้แล้ว อาจมีบ้างที่นึกขึ้นมาแล้วก็.. น่าเจ็บใจจัง แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว อาจเพราะมีอย่างอื่นที่ฉันสนใจมากกว่าแล้ว และคิดได้จริงๆ ว่ามันไม่มีประโยชน์จะฟูมฟายกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ทุกวันนี้ถ้ามีคนถาม ฉันก็สามารถเล่าไปพร้อมรอยยิ้มอย่างจริงใจได้ บางจังหวะก็จะชงให้เป็นเรื่องตลกได้อีกด้วย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็บอกเลยว่าฉันคือคนหนึ่งที่มีบาดแผลทางใจจากคนเป็นแม่ ดังนั้นก็อยากให้เรื่องราวนี้ ปลอบใจหลายคนที่มีบาดแผลจากครอบครัว และยืนหยัดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอความรักจากใครอีกแล้ว และหวังว่าจะมีแม่ของใครบางคนที่ผ่านมาอ่าน แล้วคิดได้ว่าเวลาระหว่างแม่กับลูกนั้นไม่ได้ยาวนาน และมันไม่ได้สิ้นสุดเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดลมหายใจเสมอไป มากกว่านั้นคือเด็กต้องการเวลาคุณภาพร่วมกับพ่อแม่ มากกว่าสิ่งของนอกกายที่ผู้ใหญ่มองว่าสำคัญ จุดเริ่มต้นของรอยร้าว วันหนึ่งในหน้าร้อนที่ฉันยังจำได้แม่น แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีเหลือเกิน มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินหิ้วกระเป๋าเข้ามาที่บ้าน แม่ของฉันต้อนรับขับสู้อย่างดี แต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าเธอคนนั้นนอบน้อมแม่ของฉันพอสมควร ฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อน แต่ก็เดาได้ว่าคงเป็นญาติสักคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาไกลเพื่อขอความช่วยเหลือบางอย่าง เพราะมันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง พ่อของฉันเป็นข้าราชการ มีหน้ามีตาและนับว่ามีเงินในยุคนั้น แม้แม่จะไม่ได้มีอาชีพอะไร บ้านเราก็อยู่สุขสบายด้วยเงินของพ่อ จึงไม่แปลกที่จะมีญาติๆ มาขอพึ่งพาในบางครั้ง แต่หนนี้ต่างออกไปแบบเหนือความคาดหมาย ญาติที่หิ้วกระเป๋ามาแค่ใบเดียวคนนี้ เธอคือแม่แท้ๆ ของฉัน และประโยคแรกที่เขาพูดกับฉันก็คือ ไปอยู่กับแม่ไหม แน่นอนว่าฉันส่ายหัวปฏิเสธในทันทีแบบไม่ต้องคิด เจอกันไม่ถึง 5 นาที ฉันจะอยากไปอยู่กับคนแปลกหน้าได้ยังไง ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ก็เถอะ ตลอดหลายปีที่ฉันเติบโตมา ฉันไม่เคยเห็นหน้าของเธอคนนี้ ไม่มีใครที่บ้านพูดถึง ไม่เคยเห็นรูปถ่าย ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแค่ชื่อเท่านั้นที่ฉันเคยเห็น ชื่อในใบสูติบัตรกับคำโกหก ฉันเห็นชื่อของแม่แท้ๆ ในใบสูติบัตรครั้งแรก ตอนที่ต้องใช้เอกสารยื่นสอบหรือเข้าเรียนอะไรสักอย่าง มันเป็นชื่อใครบางคนที่ฉันไม่รู้จักเลย ด้วยความเป็นเด็กฉันจึงถามแม่ที่อยู่ด้วยกันไปว่า ทำไมใบเกิดถึงเป็นชื่อคนอื่น ไม่ใช่ชื่อของแม่ คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ แม่คลอดฉันแล้วมีเหตุจำเป็นให้จดชื่อในใบไม่ได้ ต้องอาศัยฝากญาติๆ กันนี่แหละ ช่วยจดให้ไปก่อน และเมื่ออายุฉันได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย ก็จะไปแก้ไขให้เป็นชื่อแม่อย่างถูกต้อง ....ตอนนั้นฉันยังไม่ถึง 10 ขวบด้วยซ้ำ และการหาข้อมูลความรู้ก็ไม่ได้ง่ายดายเหมือนสมัยนี้ ฉันจึงเชื่อคำพูดของแม่ไปอย่างสนิทใจ มันตลกมากที่ฉันต้องกรอกเอกสารต่างๆ ที่มีชื่อพ่อแม่ เป็นชื่อคนอื่นที่ฉันไม่รู้จัก และต้องเขียนสถานะว่า พ่อเสียชีวิต และแม่ไม่มีข้อมูล ทั้งๆ ที่สถานการณ์ของฉันตอนนั้นคือ พ่อยังมีชีวิตอยู่และกำลังจะเป็นข้าราชการเกษียณ ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านที่มีเพื่อนฝูงมากมาย ฉันในตอนนั้นไม่เข้าใจอะไรหรอก ผู้ใหญ่ให้ทำยังไงก็ทำไปตามนั้น ------- ก่อนจะไปกันต่อ เพื่อไม่ให้งงว่าใครเป็นใคร ฉันขอใช้ชื่อสมมติแทนแม่ทั้ง 2 คน ดังนี้ แม่ที่ให้กำเนิด เป็นแม่แท้ๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน คือ แม่วัน ส่วนแม่ที่เลี้ยงดูมา ซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นแม่แท้ๆ คือ แม่เล็ก เพิ่มเติมอีกนิด คือพ่อแท้ๆ ของฉันเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ตั้งแต่ฉันยังเด็ก ส่วนพ่อที่เป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นอะไรกับฉันเลย เป็นเพียงสามีของแม่เล็กเท่านั้น -------------- ญาติผู้ไม่หวังดี แม่เล็กเป็นคนที่มีความเชื่อว่าไม่มีใครดีไปกว่าพี่น้อง ดังนั้นเมื่อพ่อใกล้เกษียณและต้องการจะสร้างบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง แม่เล็กจึงขอให้สร้างบ้านใกล้พี่น้องของตัวเอง ไม่อยากไปอยู่คนเดียวที่อื่น ฉันเลยต้องย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดที่ค่อนข้างเป็นเมืองเล็ก ธรรมชาติดีมาก อากาศดีแบบเหลือเชื่อ แต่ที่ไม่ดีคือพี่น้องของแม่เล็กนี่แหละ เรื่องอื่นฉันขอยังไม่พูดถึงในตอนนี้ เอาเรื่องแม่แท้และแม่เทียมนี่ก่อน เพราะวีรกรรมญาติคนนี้เยอะมากจริงๆ ขณะที่พ่อข้าราชการกับแม่เล็กพยายามจะปิดเรื่องพ่อแม่แท้ๆ ของฉัน ญาติคนนี้ที่มีศักดิ์เป็นป้า ก็เดินมาบอกว่า แกควรได้รู้ความจริง แล้วก็เปิดด้วยประโยคที่ว่า "แกไม่ได้เป็นลูกของพ่อกับแม่นะ" แล้วก็เล่าความเป็นมาของพ่อแม่แท้ๆ ซึ่งเอาจริง ณ เวลานั้นเราไม่เชื่อเท่าไร คิดว่าเขาอาจเข้าใจผิด แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะกันระหว่างฉันกับแม่เล็ก ประเด็นการทะเลาะก็คือ ฉันอยากรู้ความจริง ทำไมผู้ใหญ่ต้องโกหก ส่วนแม่เล็กก็มองว่าทำไมฉันเป็นเด็กไม่ดี เลี้ยงมาขนาดนี้ ยังถามหาแม่แท้ๆ อยู่อีก ก็ประมาณนี้เลย ยังไม่รวมการไซโคจากญาติว่าฉันอยากไปอยู่กับแม่แท้ๆ ทำให้แม่เล็กเสียใจ และมองฉันเปลี่ยนไป ทั้งที่ในใจฉันคือแค่อยากรู้ความจริงเท่านั้น แค่พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ยังไงฉันต้องรักแม่เล็กมากกว่าแม่วัน เพราะเราอยู่ด้วยกันมาตลอด แม่แท้ๆ ที่ได้เจอเพียงครั้งเดียว เหลือจะเชื่อจริงๆ แม่วันที่เป็นคนให้กำเนิดฉัน มาที่บ้านให้ฉันได้เห็นหน้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจากนั้นก็เหมือนคนหายสาบสูญไปเลย ไม่ติดต่อไม่อะไรทั้งสิ้น มีแต่เรื่องเล่าที่ว่า แม่มีฉันเมื่อไม่พร้อม และก็ไม่ได้ดูแลฉันดีพอตอนที่ท้อง ฉันจึงค่อนข้างอ่อนแอ เป็นคนภูมิต้านทานต่ำ หลังจากคลอดฉันแล้วก็ไม่ได้เลี้ยงดู จนฉันแทบจะขิต ต้องให้ญาติๆ ช่วยกันดูแลแทน ถามว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงแค่ไหน ฉันก็ไม่รู้ แต่จากสัญชาตญาณและหลักฐานหลายอย่าง ฉันว่ามันจริง เพราะในความทรงจำอันเลือนลาง ฉันต้องย้ายไปอยู่กับญาติคนนั้นที คนนี้ที และมีเพียงย่าแท้ๆ ที่เลี้ยงดูฉันยาวนานที่สุด ก่อนจะมาอยู่กับแม่เล็กเป็นการถาวรในช่วงวัยที่ต้องเข้าโรงเรียน ประเด็นของแม่วันทำให้ฉันเป็นเด็กมีปมในใจอยู่ช่วงหนึ่ง ยิ่งในจังหวะที่แม่เล็กไม่ได้ทำกับฉันเหมือนที่แม่ทำกับลูก ในตอนนั้นฉันยิ่งรู้สึกเจ็บปวด และอดคิดไม่ได้ว่า เพราะเขาไม่ใช่แม่ของฉันหรือป่าว ทุกอย่างมันเลยออกมาเป็นแบบนี้ ความเจ็บปวดทางใจที่เป็นผลกระทบจากแม่วัน คงอยู่กับเด็กอย่างฉันหลายปีทีเดียว แต่ถ้าถามว่าเรื่องนี้มันหายไปจากหัวเมื่อไร ฉันก็จำไม่ได้เหมือนกัน แม่แท้ๆ ไม่เท่าไร แม่เลี้ยงสิโหดกว่า พอประเด็นของแม่วันสิ้นสุดลง ทุกอย่างก็น่าจะกลับมาดีเหมือนเดิมใช่ไหม บอกเลยว่าไม่ เพราะแม่เล็กได้สร้างรอยแผลในใจที่ใหญ่ยิ่งกว่า หลังจากย้ายบ้านมาอยู่ต่างจังหวัด ฉันก็ไม่รู้ว่าญาติๆ พาแม่เล็กไปแนะนำให้รู้จักกับใครบ้าง แต่แม่เริ่มเล่นการพนันและติดมันอย่างจริงจัง และนี่แหละคือต้นเหตุของหายนะทั้งหมด ยิ่งเมื่อพ่อที่เป็นข้าราชการแยกกันอยู่กับแม่เล็ก ทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ไม่มีใครคอยห้ามแม่เล็กอีกต่อไป เขาจึงทำอะไรตามใจตัวเองแบบสุดขีด กิจวัตรประจำวันของแม่เล็กช่วงหนึ่งคือ เล่นการพนัน มีแค่นั้นจริงๆ เวลามาตรฐานที่แม่เล็กจะออกไปเล่นการพนันก็คือ ช่วงกลางวันประมาณ 8 โมง ยาวไปจนถึงช่วงเย็น แต่เวลามาตรฐานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะสิ่งที่ฉันเห็นคือแม่เล็กกลับมาบ้านตอนเที่ยงคืนบ้าง ตี 5 บ้าง หรือ 7 โมงเช้าก็เห็นอยู่บ่อยๆ พีคมากคือส่วนใหญ่เขาแวะกินข้าวและนอนไม่ถึงชั่วโมงก็ออกไปอีก บางครั้งไม่กลับบ้านเลย 2-3 วัน ที่บ้านจึงมีแค่เด็กอย่างฉันและย่าที่อายุมากแล้วอีกคน ความเจ็บปวดที่ทยอยมาหลายรูปแบบ แม้ว่าพ่อข้าราชการจะไม่ได้เป็นอะไรกับฉัน แต่ท่านก็รักฉันมาก และเป็นห่วงอนาคตของฉันพอสมควร จึงได้ฝากเงินเอาไว้ก้อนใหญ่ เพียงพอให้เรียนจนจบปริญญาตรีได้ ซึ่งถ้าเพื่อนๆ ยังจำได้ ฉันบอกไปแล้วตอนต้นว่าฉันกู้ยืมเรียน นั่นเพราะเงินทั้งหมดแม่เล็กเอาไปละลายกับการพนัน เรื่องนี้เราอยากขยายความสักหน่อย ในมุมมองของเด็กคนหนึ่งตอนนั้น ฉันไม่ได้รู้สึกแย่ที่แม่ติดการพนัน หรือเศร้าเสียใจที่แม่เอาเงินทุนการศึกษาของฉันไปละลายกับบ่อน แต่จิตใจของเด็กคือเสียใจกับสิ่งที่แม่ทำกับตัวเองมากกว่า ตอนนั้นฉันเรียนอยู่ประถม 6 ทุกวันจะห่อข้าวกล่องไปกินที่โรงเรียน แต่บ่อยครั้งฉันไม่ได้กินข้าวเที่ยงกับเพื่อนๆ แม่จะมารอรับหน้าโรงเรียน และครูประจำชั้นก็เดินมาตาม แม่พาฉันไปเบิกเงินที่ธนาคาร ต้องรอทำธุรกรรมที่ธนาคารจนหมดเวลาพัก แม่เอาเงินไป แล้วส่งฉันทิ้งไว้หน้าโรงเรียน ต้องเดินกลับมารีบกินข้าวกล่องหลังห้อง เพื่อให้ทันเรียนคาบต่อไป สิ่งเหล่านี้สิ้นสุดไปเองเมื่อเงินทุนการศึกษาของฉันหมดบัญชี พอขึ้นมัธยมต้น ฉันเริ่มโดนเพื่อนล้อเรื่องแม่ติดการพนัน และยังต้องเผชิญหน้ากับหลายคนที่มาทวงเงินที่บ้าน แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่ทำให้ฉันเจ็บช้ำใจเท่ากับการถูกกล่าวหาว่าขโมยเงิน ใช่แล้ว.. แม่เล็กของฉันเอง เขาว่าฉันขโมยเงินจำนวน 2000 บาท ไปจากห้องนอนของเขา ทะเลาะกันใหญ่โตทีเดียวในตอนนั้น ฉันบอกให้เขาไปค้นเลยเพราะไม่ได้ขโมย ถ้าอยากได้ก็ขอเอาจะขโมยทำไม แต่เขาก็มองว่าฉันคงเอาเงินไปใช้หมดแล้ว และทุกครั้งที่มีกิจกรรมโรงเรียน ไม่ว่าจะวันที่ฉันได้รับรางวัลจากการแข่งขัน กิจกรรมวันแม่ หรือเทศกาลไหนๆ แม่.. ไม่เคยอยู่ที่นั่น เอาเข้าจริงแม่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าฉันเรียนสายอะไร สอบได้ที่เท่าไร หรือเป็นตัวแทนโรงเรียนไปทำอะไรบ้าง ตอนที่กำลังจะจบมัธยมปลาย ฉันก็มีความฝันอยากจะสอบเข้าคณะที่ชอบ แต่แม่ของฉันก็ไม่สนับสนุนเลย บวกกับญาติๆ ที่บอกว่าเดี๋ยวฉันก็ต้องมีแฟน แต่งงานไปอยู่กับผู้ชาย แล้วจะเรียนสูงให้เปลืองเงินไปทำไม ญาติพวกนั้นจะพูดยังไงฉันก็ไม่สน แต่ที่เจ็บคือแม่เห็นด้วยกับเขาทุกอย่าง ฉันต้องหาเงินไปสอบเอง พยายามหาทุนต่างๆ และผลักดันตัวเองอย่างมากเพื่อให้ได้เรียน แม้ว่าจะต้องทะเลาะกับแม่แทบทุกวันก็ตาม สุดท้ายฉันสอบได้อย่างที่หวัง ได้ย้ายไปอยู่ไกลบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แม่ไม่เคยโทรหาเพื่อคุยกับฉันเลย นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนจนถึงวัยทำงาน มีแต่ฉันที่โทรกลับบ้าน ซึ่งนานวันเข้าก็โทรน้อยลง ถ้ามีเบอร์แม่โชว์ที่หน้าจอ ฉันจะรู้ทันทีว่ามันเป็นเรื่องเงิน มันน่าอึดอัดและเศร้าใจมาก ขนาดฉันขอทุนระหว่างเรียนมาได้ แม่ก็ยังรีดจากฉันไปจนหมด แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ทั้งหมดที่สร้างรอยแผลในใจเอาไว้ยาวนาน และทุกอย่างที่สะสมรวมกัน มันยากมากในการฮีลใจตัวเอง แม่อยู่ในชีวิตฉันจริง แต่ไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์ไหนในความทรงจำดีๆ ของฉันเลย ทุกครั้งที่นึกย้อนอดีตมันมีแต่เรื่องเจ็บปวดใจ หลายเรื่องฉันลืมไปได้อย่างสนิทใจแล้ว แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับฝังแน่น สลัดเท่าไรก็ไม่หลุดออก เช่น เราไม่มีแม่ในวันที่เพื่อนทุกคนมี ความสำเร็จที่เราพยายามอย่างหนักไม่เคยมีแม่ร่วมยินดี การปรับตัวในแต่ละช่วงวัยไม่เคยมีแม่คอยให้คำปรึกษา ....มีแม่ก็เหมือนไม่มี..... ฉันได้เห็นเรื่องราวของตัวเองในเด็กคนอื่นด้วย ช่วงหนึ่งฉันได้สอนพิเศษแบบตัวต่อตัว ก็พบว่าเด็กบางคนพัฒนาการเร็วมาก ขณะที่เด็กบางคนไม่ก้าวไปไหนเลย สิ่งที่เหมือนกันในเด็ก 2 กลุ่มนี้คือ เด็กที่มีพัฒนาการเร็วและมี IQ มี EQ ดีเยี่ยม คือคนที่ครอบครัวอบอุ่นและพร้อมซัพพอร์ตทางใจ ส่วนเด็กที่พัฒนาได้น้อย มักจะมีบ้านที่ไม่ค่อยเหมือนบ้าน บางคนบ้านรวยพอตัว แต่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้เลย บางคนโดนกดดันเรื่องเรียนอย่างหนัก โดยไม่สนใจว่าเด็กชอบอะไร พอเห็นแบบนี้บ่อยเข้า ก็เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าตัวฉันมีครอบครัวที่ดีจะไปได้ไกลกว่านี้มากไหมนะ ฉันไม่ได้อยากให้โพสต์นี้เป็นการตีดราม่าของตัวเอง แต่อยากส่งข้อความบางอย่างไปให้ถึงคนเป็นแม่ ฉันรู้ว่าทุกคนที่เป็นแม่ในตอนนี้ ต้องเคยเป็นลูกของใครสักคนมาก่อน ถ้าคุณได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี และส่งต่อสิ่งนี้ให้ลูกของคุณ นั่นดีมาก แต่ถ้าคุณเติบโตมาอย่างยากลำบาก มีเรื่องเจ็บแค้นใจมากมาย โปรดอย่าส่งต่อให้ลูกเด็ดขาด และควรย้ำเตือนกับตัวเองบ่อยๆ ว่าลูกนั้นต้องการเวลาคุณภาพ มากกว่าหลายอย่างที่เรากำลังประเคนให้ การตรากตรำทำงานหรือประสบการณ์ชีวิตของวัยผู้ใหญ่ อาจทำให้เราลืมความต้องการที่แท้จริงในวัยเด็กไปก็ได้ คุณภาพชีวิตที่ดีนั้นควรมีอยู่แล้ว แต่คุณภาพทางจิตใจก็สำคัญและมองข้ามไม่ได้ วัยเด็กที่ฉันไม่มีแม่ในความทรงจำดีๆ ทำให้ฉันไม่สนิทกับแม่เลย ไม่ใช่ว่าเราไม่รักท่าน แต่มันไม่มีจุดเชื่อมต่อระหว่างกัน เราคุยกันคนละภาษา และเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นได้ง่าย เนื่องจากเราทั้งคู่ไม่รู้จักกันเลย ไม่รู้ว่าชอบอะไร ไม่รู้ว่าทัศนคติเชิงลึกเป็นแบบไหน การดุด่าหลายครั้งที่คนเป็นแม่มองว่าสมเหตุสมผล มันก็อาจไม่ได้มีเหตุผลในมุมมองของลูก แน่นอนว่าเด็กที่ยังไม่มีประสบการณ์อะไร ก็อาจทำผิดหรือพลาดได้ง่าย แต่หากผู้ใหญ่ทำได้แค่ด่า ลงโทษ หรือสั่งห้าม ผลลัพธ์ที่มองไม่เห็นด้วยตานั้นน่ากลัวมาก สิ่งที่เห็นทันทีคือเด็กอาจจะเชื่อฟังและทำตาม แต่คนเป็นแม่เคยรู้ถึงปมลึกๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจลูกหรือไม่? ตัวฉันเอง.. นอกจากจะไม่มีช่วงเวลาดีๆ กับแม่แล้ว ก็ยังถูกสั่งสอนด้วยวิธีผิดๆ อยู่เสมอ เช่น การเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นที่ทำไม่ดี แล้วดุด่าเพื่อบอกให้ฉันอย่าทำตาม การด่าแบบสาดเสียเทเสียหรือทำการประจานให้ได้อับอาย การดึงคนอื่นมาร่วมดุด่าด้วย และอื่นๆ อีกมากมาย มันหล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และกลัวมากกับความผิดพลาด ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดนี้มันขัดขวางการเติบโตและการประสบความสำเร็จอย่างมาก กว่าฉันจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองได้ ก็เสียโอกาสในช่วงวัยที่เหมาะสมไปตั้งมากมาย ซึ่งฉันเชื่อว่าจะมีเด็กอีกหลายคนที่ไม่สามารถก้าวผ่านปมเหล่านี้ได้เลย จนกระทั่งเขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพ และจากโลกนี้ไป สำหรับทุกคนที่กำลังเป็นแม่ ฉันมีเคล็ดลับจะบอก จากประสบการณ์ของตัวฉันเองและเด็กอีกหลายคนที่ฉันรู้จัก ถ้าอยากรู้สึกสนิทกับลูกและอยากให้ลูกเปิดใจ นึกถึงแม่เมื่อมีเรื่องอะไร ก็จงใช้เวลาในช่วงวัยเด็กกับลูกอย่างดีที่สุด ช่วงเวลานี้มันผ่านไปเร็วมาก และมันย้อนกลับไม่ได้ จะสร้างความผูกพันตอนที่พวกเขาโตไปแล้วก็ไม่ได้เหมือนกัน ทำทุกวันในช่วงนาทีทองนี้ให้เหมือนกับพรุ่งนี้อาจไม่ได้เจอกันอีก ถ้าอยากให้ลูกไว้วางใจและยกให้แม่เป็น No.1 จงให้พื้นที่ส่วนตัวกับลูกเสมอ ถึงแม้เขาจะเล็กมาก และยังห่วงบางเรื่องที่อาจเป็นอันตราย ก็ขอให้ดูแลอยู่ห่างๆ และเข้าช่วยเหลือเมื่อจำเป็น แต่อย่าสั่งห้ามหรือละลาบละลวงความเป็นส่วนตัวเด็ดขาด อย่าแกะจดหมาย อย่าแอบอ่านข้อความในโทรศัพท์ อย่าเข้าไปสืบเรื่องราวต่างๆ ในห้องส่วนตัว แต่หมั่นสอบถามและพูดคุย ส่วนไหนอยากรู้ให้ขอกันตรงๆ พร้อมแสดงถึงความห่วงใยให้ชัดเจน ถ้าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน ทำตัวเองให้เป็นแบบนั้น การออกคำสั่งไม่ช่วยอะไรเลย และเด็กบางคนก็ต่อต้านการถูกสั่งสอนด้วยซ้ำ แต่พวกเขาจะเลียนแบบพ่อแม่โดยธรรมชาติ เขาจะไม่มีวันเคารพผู้อื่นถ้าพ่อแม่เขาไม่ทำ เขาจะไม่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจังถ้าพ่อแม่เป็นคนไม่เอาไหน เขาจะใช้เงินเหมือนเบี้ยถ้าพ่อแม่บริหารเงินไม่เป็น เด็กอาจยังผ่านโลกไม่มากนัก แต่พวกเขาก็มีความเป็นตัวของตัวเอง และมีความคิดที่เป็นของเฉพาะตัว ถ้าผู้ใหญ่รับฟังได้ และโต้ตอบกันอย่างมีเหตุผลได้ มันจะส่งเสริมเอกลักษณ์ของเด็กคนหนึ่งให้งอกงามมาก อย่าเอาแต่บอกว่า "ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน แกจะไปรู้อะไร" หรือเอาแต่พูดว่า "เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว" บางคำพูดที่พ่อหรือแม่พูดออกมา ไม่นานคนพูดอาจจะลืมไป แต่คนฟังจำได้ยาวนานกว่า และมันปิดกั้นทั้งจินตนาการและศักยภาพในทันที ฉันไม่เชื่อเรื่องอภิชาตบุตรนะ ถ้าลูกดีมันจะดีด้วยตัวมันเอง เป็นเกียรติเป็นศรีให้กับพ่อแม่ ฉันมองว่ามันมีแค่ในนิยายเท่านั้นแหละ เพราะความจริงคือพ่อแม่จะเป็นเบ้าหลอมแรกของลูก ก่อนที่เขาจะออกไปเผชิญโลกกว้าง และต่อยอดจากเบ้าหลอมเดิม นอกจากนี้ถ้าพ่อแม่ทำให้บ้านเป็นบ้านของลูกจริงๆ ภัยสังคมโหดร้ายแค่ไหนก็จะน่ากลัวน้อยลงมาก เพราะลูกจะมีเกราะคุ้มกันทางใจที่แข็งแรง และพาตัวเองให้ห่างไกลจากความเสี่ยงได้ง่าย เพราะลูกเลือกแม่ไม่ได้ สำหรับเพื่อนๆ ที่เป็นลูกของใครบางคน ซึ่งแม่อาจสร้างรอยร้าวเอาไว้ในใจมากมาย แน่นอนว่าเราคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้มากนัก และไม่อาจรู้ได้ว่าเขาอยากจะเปลี่ยนตัวเองเมื่อไร ขอให้รู้ไว้ว่าแม่ไม่ใช่พระอรหันต์ของลูก ไม่จำเป็นต้องเทิดทูนไว้บนหิ้งที่แตะต้องอะไรไม่ได้เลย ถึงตรงนี้ทัวร์อาจลงฉันแบบเต็มเหนี่ยวก็ได้ แต่ช่างเถอะ... เพราะแท้จริงแม่คือพระพรหมของลูก แม่ที่ดีจะอุปการะเลี้ยงดูด้วยความเมตตา มีความเชื่อมั่น ยินดีกับความสำเร็จ และอยู่เคียงข้างลูกเสมอ ถ้าแม่ของเรามีข้อบกพร่องบ้างก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป แต่ถ้าแม่เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ก็อย่าเอาตัวเองไปผูกติดกับความเป็นแม่ลูกมากนัก ประคองความสุขและสภาพจิตใจของตัวเองให้ดี และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ข้างนอกให้มาก เราเรียนรู้สิ่งดีๆ จากคนอื่นได้ พยายามก้าวข้ามปมในใจครั้งแรกให้ได้ก่อน แล้วครั้งต่อไปมันจะง่ายขึ้น สุดท้ายมันอาจให้สกิล หรือให้นิสัยดีๆ ติดตัวเราไป ช่วงแรกมันยากจริงๆ แต่ทุกคนทำได้แน่ เพราะเราทำมาแล้ว สิ่งที่ต้องระวังมากๆ คือ ต้องรู้ตัวเองก่อนว่า เรามีปมบางอย่างในใจที่มันฝังแน่น ที่อาจทำให้บางคนอ่อนไหวกับคำว่าความรักได้ง่าย หรือเป็นคนขี้กลัวจนไม่กล้าลองทำอะไรเลย ดังนั้นทุกครั้งที่อยากจะทำอะไร คิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนถึงผลที่จะตามมา เราจะได้อะไรจากสิ่งนี้ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง สุดท้ายคือท่องไว้ว่าเราคือคนรับผิดชอบตัวเองในทุกกรณี ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะฉันมีเพื่อนหลายคนที่ขาดความรักและความเข้าใจจากครอบครัว จนกลายเป็นคนโหยหาความรักมากเกินไป ฉันเองก็ด้วย และมันทำให้ชีวิตช่วงนึงเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ พร้อมทิ้งผลลัพธ์แสนสาหัสเอาไว้ให้ด้วย กลายเป็นว่าเราหนีรอยช้ำจากที่บ้าน มาเจอรอยช้ำที่หนักยิ่งกว่าภายนอก ยิ่งกว่านั้นคือเราอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการบรรเทารอยช้ำนั้น เพราะไม่มีคนที่บ้านให้พึ่งพิงทางใจได้ ดังนั้นจงเดินไปบนเส้นทางที่ตัวเองเลือกอย่างระมัดระวัง สุดท้ายนี้ ขอให้แม่หลายคนได้เห็น และเข้าถึงจิตใจของลูกได้มากขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และขอให้ลูกทุกคนได้รับความรักอย่างที่ควรจะเป็น ส่วนคนที่คิดว่าไม่อาจได้ความรักที่โหยหาจากครอบครัวแล้ว ก็ขอให้เรียนรู้การรักตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ วันละนิดก็ยังดี

Author Avatar
inging85
คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กำลังเอาตัวรอด และเดินตามฝันสุดกำลัง

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ