Louis

มีเพียงความตา

0

ผู้ติดตาม

0

กำลังติดตาม

เรื่องราวของฉัน

ห้องสีขาว
ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก
ผนังสีขาวหม่น
ไม่มีหน้าต่าง
ไม่มีเสียง
โต๊ะไม้หนึ่งตัวตั้งอยู่กลางห้องเก้าอี้สองตัววางตรงข้ามกันเอกสารไม่กี่แผ่นวางเรียงตราประทับสีซีดอยู่ตรงกลางชายคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งหลังตรง มือวางบนโต๊ะ
ป้ายชื่อบนอกเขียนว่า
“ความตาย”
ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาเหมือนแบกรับเรื่องราวมากกว่าที่ควร
เด็กชายเป็นคนแรกที่เข้ามาเสื้อยืดเปียกชื้นผมติดหน้าผากกลิ่นน้ำจาง ๆ ติดตัว ในมือกำรถของเล่นแน่นล้อข้างหนึ่งบิดงอ เขานั่งบนเก้าอี้เท้าไม่ถึงพื้นแกว่งไปมา
“ลุงครับ…แม่ผมอยู่ที่นี่ไหม”
เขามองอีกฝ่ายนานกว่าปกติคิ้วขมวดเพียงเล็กน้อยเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำตอบ
“คุณกำลังจะไปหาแม่”
เด็กชายยิ้มโล่งใจแต่แววตายังสับสน
“ตอนนั้นแม่กอดผมแน่นมากเลยครับ”
เขาทำท่ากอดตัวเองแต่แรงเกินไปสำหรับเด็ก
“แม่ร้องไห้แล้วบอกว่าขอโทษนะ”
เด็กเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อเบา ๆ
“ผมหายใจไม่ค่อยออกแต่มันอบอุ่นดีเหมือนตอนแม่นอนกอดผม”
เขาวางมือบนโต๊ะกำแน่น
“แม่คุณ…ไม่ได้อยากให้คุณเจ็บ”
เด็กพยักหน้าแรงเหมือนต้องการยืนยันคำพูดนั้นกับตัวเอง
“ผมรู้ครับแม่แค่ไม่อยากให้ผมไปไหน”
เขาก้มมองรถของเล่นเสียงเล็กลง
“ผมอยากบอกแม่ว่าผมไม่โกรธเลยถ้าแม่เหนื่อยผมจะอยู่นิ่ง ๆ ก็ได้”
เขาหยิบตราขึ้นมา
“แม่คุณจะได้ยิน”
ประทับตราลงเบาที่สุดเหมือนกลัวเสียงนั้นจะทำร้ายเด็ก
เด็กชายลุกขึ้นเดินออกไป
เชื่อว่าเขากำลังจะได้กลับไปสู่อ้อมกอดนั้นอ้อมกอดที่เขาเรียกว่า ความรักของแม่
ประตูปิดแล้วเปิดอีกครั้ง
วัยรุ่นหญิงเดินเข้ามาเธอเดินช้าหลังตรงเกินไป
เหมือนคนที่ถูกสอนให้ “อย่าทำให้ใครผิดหวัง” มาตลอด
เธอนั่งลงวางมือบนโต๊ะนิ้วสั่นเล็กน้อย
“ที่นี่…ไม่มีใครรู้จักฉันใช่ไหม”
เขาพยักหน้าสายตามองเธออย่างตั้งใจ
เธอหัวเราะแผ่วเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อย
“งั้นก็ดีฉันไม่ต้องเก่งไม่ต้องสมบูรณ์ไม่ต้องเป็นคนที่เขาเอาไปเปรียบเทียบกับใครอีก”
เธอสูดหายใจเหมือนต้องรวบรวมแรง
“ฉันทำได้ดีมาตลอดเรียนดีรับผิดชอบไม่เคยสร้างปัญหา”
เธอเงยหน้าดวงตาแดง
“แต่ยิ่งฉันทำได้ดีคนรอบข้างก็ยิ่งเกลียด”
ความตายขมวดคิ้วสีหน้าเขาเปลี่ยนไป
“พวกเขาบอกว่าฉันอวด ว่าฉันหยิ่ง ว่าฉันคิดว่าตัวเองเหนือกว่า”
เธอส่ายหน้าเหมือนยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้
“ทั้งที่ฉันแค่อยากรอด
แค่อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ
แค่ไม่อยากไร้ค่า”
เสียงเธอเริ่มสั่น
“ทุกวันมันเหมือนถูกบีบ สายตา คำพูด เสียงกระซิบ ที่ดังพอให้ได้ยินแต่เบาพอจะบอกว่า ‘ไม่ได้ตั้งใจ’”
น้ำตาไหลแต่เธอไม่เช็ด
“ไม่มีใครบอกเลยว่ามันควรเจ็บได้แค่ไหนก่อนที่คนหนึ่งจะพัง”
เขาหลับตาลงเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอารมณ์ชัดเจนที่สุดในกะนี้
“แล้วตอนนี้…คุณอยากได้อะไร”
เธอเงยหน้าเสียงแผ่วโล่งอย่างน่ากลัว
“ฉันไม่อยากชนะใครไม่อยากดีกว่าใครไม่อยากพิสูจน์อะไรอีกแล้ว”
เธอสูดหายใจลึก
“ฉันแค่อยากหนีจากความคาดหวังจากความอิจฉาจากความเกลียดชังที่ฉันไม่เคยเลือกให้มันเกิด”
เขามองเธอสายตาอ่อนลง
“ที่นี่…ไม่มีใครเอาคุณไปเปรียบเทียบกับใคร”
เธอหลับตาไหล่ทรุดลงเหมือนเพิ่งวางของหนักที่แบกมาทั้งชีวิตตราประทับลงหนักชัดมั่นคง
เธอลุกขึ้นเดินออกไป
  ประตูเปิดออกแรงเหมือนถูกผลักออกมาจากที่ที่ไม่ควรทิ้ง
ชายร่างใหญ่ก้าวเข้ามาชุดดับเพลิงยังสวมอยู่
เขม่าดำเกาะตามแขน คอ ใบหน้ากลิ่นควันติดตัวเขาแน่นจนห้องอบอ้าวขึ้นทันที
เขาไม่มองรอบห้องไม่สนใจโต๊ะไม่สนใจเอกสาร
เขาหันมามองแล้วถามทันทีเสียงยังแข็งแรงเหมือนเพิ่งวิ่งมา
“ทุกคนรอดไหมครับ”
เขาที่นั่งฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ใครคือ ‘ทุกคน’”
ชายดับเพลิงขมวดคิ้วเหมือนคำถามนี้เสียเวลา
“คนข้างใน เด็ก ผู้หญิง คนแก่”
เขาพูดเร็วหายใจถี่
“ผมพาออกมาผมจำได้ว่าพาออกมาแล้ว”
เขากำมือแน่นเหมือนยังรู้สึกถึงน้ำหนักของใครบางคน
“ไฟมันแรงหลังคาจะถล่มผมเลยช่วยพวกเขาออกมาก่อน”
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องตรง
“ทุกคนรอดใช่ไหมครับ”
เขาไม่ตอบ
“คุณจำอะไรครั้งสุดท้ายได้”
ชายดับเพลิงหัวเราะเบา ๆสั้นแห้ง
“ก็…ร้อนมากหายใจไม่ค่อยออก”
เขาแตะอกตัวเองเหมือนกำลังประเมินสภาพ
“แต่ผมยังไหวผมเป็นพนักงานดับเพลิง”
เขาพูดชัดเหมือนเป็นคำสาบาน
“หน้าที่ผมคืออยู่ข้างในจนแน่ใจว่าไม่มีใครเหลือ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อเสียงเบาลงเล็กน้อย
“ผมทำงานนี้ก็เพื่อครอบครัวแต่ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย”
เขาเงยหน้าอีกครั้งถามคำเดิมเหมือนกลัวจะไม่ได้ยิน
“ทุกคน…รอดไหมครับ”
เขามองเขานานนานกว่าทุกคนก่อนหน้าสีหน้าของเขาไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นบางอย่างที่หนักกว่าเหมือนคนที่เห็นผลลัพธ์แต่ไม่อาจพูดได้
“คุณไม่รู้สึกอะไรผิดปกติบ้างหรือ”
ชายดับเพลิงก้มมองมือตัวเองนิ่งไป
“ก็…มันเงียบดี”
เขาพูดช้าเหมือนเพิ่งสังเกต
“ไม่มีเสียงแตกไม่มีไฟลุกไม่มีใครร้อง”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ปกติผมชอบความเงียบแบบนี้นะแปลว่างานเสร็จแล้ว”
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง  เหมือนยึดมันไว้เป็นหลักเดียว
“ทุกคนรอดใช่ไหมครับ”
เขาหลับตาชั่ววินาทีเดียวเมื่อเปิดขึ้นสายตาเขานิ่งมั่นคง
“คุณทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว”
ชายดับเพลิงถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งได้รับอนุญาตให้พักไหล่ที่เกร็งมาตลอดทรุดลง
“งั้นก็ดี”
เขาพยักหน้าเบา ๆเหมือนคุยกับตัวเอง
“ถ้าทุกคนรอดผมจะเป็นยังไงก็ช่าง”
พนักงานวางตราลงบนเอกสารไม่รีบไม่แรงเสียง ปึก ดังขึ้นในห้องเงียบ
ชายดับเพลิงลุกขึ้นก่อนเดินออกแต่หยุดที่ประตู
เขาหันกลับมาถามอีกครั้งเบาที่สุดตั้งแต่เข้ามา
“แน่ใจนะครับว่าทุกคนรอด”
พนักงานพยักหน้าสีหน้าไม่เปลี่ยนชายดับเพลิงยิ้มเป็นรอยยิ้มของคนที่เชื่อโดยไม่ต้องการคำอธิบาย
เขาเดินออกไป
โดยไม่เคยถามเลยว่าแล้วตัวเขาเองอยู่ในคำว่า ‘ทุกคน’ หรือเปล่า

ประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา
แทบไม่มีเสียง
หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาช้าจนเหมือนเวลาเดินตามไม่ทันหลังค่อมเล็กน้อยมือหนึ่งกุมชายเสื้อ เหมือนเคยชินกับอาการเจ็บที่ไม่ต้องอธิบาย
เธอหยุดยืนมองโต๊ะมองเก้าอี้ แล้วค่อย ๆ นั่งลง
“ที่นี่…เงียบดีนะคะ”
เขาเงยหน้าขึ้นพยักหน้าเล็กน้อย
“คุณชอบความเงียบหรือ”
เธอยิ้ม
รอยยิ้มนั้นอ่อน
แต่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าอยู่เต็มใบหน้า
“เมื่อก่อนก็ไม่ค่ะแต่พอร่างกายมันไม่ไหวเสียงทุกอย่างจะดังเกินไป”
เธอไอเบา ๆ
ยกมือขึ้นปิดปาก
แล้วรีบพูดต่อเหมือนไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่
“ไม่เป็นไรนะคะฉันชินแล้ว”
เขามองมือที่สั่นเล็กน้อยมองลมหายใจที่สั้นแต่ไม่พูดอะไร
“คุณมาที่นี่เพราะอะไร”
เขาถาม
หญิงชรานิ่งไป
สายตามองเลยไปไกล
เหมือนมองผ่านผนัง
“ฉัน…อยากรอค่ะ”
“รอใคร”
เธอยิ้มอีกครั้งคราวนี้ยิ้มกว้างกว่าเดิมแต่ดวงตากลับว่างเปล่า
“ลูก ๆ หลาน ๆ”
เธอหัวเราะเบา ๆ
เหมือนขำตัวเอง
“เขาคงยุ่งงานเยอะชีวิตก็ต้องเดินต่อ”
เธอลูบเข่าตัวเองช้า ๆ
“หมอบอกว่าฉันเหนื่อยง่าย ต้องพักทต้องมีคนดูแล”
เธอเงยหน้าเหมือนอยากขอโทษใครสักคน
“แต่ฉันไม่อยากเป็นภาระแค่อยากเห็นหน้าแค่ครั้งเดียวก็พอ”
เขาก้มมองเอกสาร
มีเพียงกระดาษไม่กี่แผ่นขอบซีด
เหมือนถูกจับเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“คุณเจ็บมากไหม”
หญิงชราส่ายหน้า
ช้า ๆ
“มันไม่ใช่ความเจ็บแบบร้องไห้เสียใจ”
เธอแตะหน้าอกตัวเอง
“มันเป็นความเหนื่อยเหมือนเดินมาทั้งชีวิตแล้วไม่มีแรงจะก้าวต่อ”
เธอหลับตาลมหายใจแผ่ว
“บางคืนฉันนั่งมองประตูคิดว่าเดี๋ยวเขาก็มา”
เธอเปิดตามองตรง ๆ
“ฉันไม่ได้โกรธนะคะแค่…เสียดาย”
คำว่า เสียดาย
เบาจนแทบหายไปกับอากาศ
“ถ้าได้เจอพวกเขาคุณอยากพูดอะไร”
หญิงชรายิ้มน้ำตาคลอแต่ไม่ไหล
“ไม่ต้องพูดอะไรเลยค่ะ”
เธอส่ายหน้า
“แค่นั่งเฉย ๆเห็นว่าเขายังอยู่ดีแค่นั้นฉันก็พอแล้ว”
ความเงียบปกคลุมห้อง
ความตายยกตราขึ้นช้ากว่าทุกครั้งมือหนักแต่มั่นคง
“คุณไม่ต้องรอแล้ว”
เขาพูดเสียงเบา
หญิงชราขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หมายความว่า…เขามาแล้วหรือคะ”
ความตายไม่ตอบตรงเพียงพยักหน้าเบา ๆตราประทับลงเสียงไม่ดังแต่แน่น
หญิงชราหลับตาลมหายใจยาวไหล่ที่ตึงมาตลอดชีวิตค่อย ๆ คลาย
เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มของคนที่ไม่ต้องฝืนอีกต่อไป
“งั้นก็ดีค่ะ”
เธอลุกขึ้นยืนช้า ๆแต่มั่นคงอย่างประหลาดก่อนเดินออกเธอหันกลับมา
“ถ้าเจอเขาช่วยบอกหน่อยนะคะ”
ความตายเงยหน้าขึ้น
“บอกว่าอะไร”
หญิงชรายิ้ม อ่อนโยน สงบ เหมือนคนที่ปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว
“บอกว่าฉันไม่เจ็บแล้วแล้วก็…ไม่ต้องรีบมา”
เธอเดินออกไป
โดยเชื่อว่า
เธอกำลังจะได้พักไม่ใช่จากชีวิตแต่จาก การรอคอย

เด็ก
“มือที่บอกว่ารัก อาจเผลอออกแรงเกินไป
แต่หัวใจดวงเล็กนั้น ไม่เคยรู้เลยว่ากำลังถูกทำร้าย”
วัยรุ่นหญิง
“โลกผลักเธอด้วยคำว่าเก่ง จนไม่มีที่ให้พัก
และเรียกการพังทลายของเธอว่า ความอ่อนแอ”
ชายดับเพลิง
“เขาเลือกยืนในไฟ เพื่อให้คนอื่นออกมา
และยอมเผาตัวเอง จนลืมถามว่าควรถูกช่วยหรือไม่”
หญิงชรา
“ไม่มีใครมาส่ง แต่เธอก็ไม่โกรธ
เพราะคนที่รอทั้งชีวิต ย่อมรู้วิธีปล่อยวางได้เงียบที่สุด
ห้องสีขาว ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ผนังสีขาวหม่น ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเสียง โต๊ะไม้หนึ่งตัวตั้งอยู่กลางห้องเก้าอี้สองตัววางตรงข้ามกันเอกสารไม่กี่แผ่นวางเรียงตราประทับสีซีดอยู่ตรงกลางชายคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งหลังตรง มือวางบนโต๊ะ ป้ายชื่อบนอกเขียนว่า “ความตาย” ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาเหมือนแบกรับเรื่องราวมากกว่าที่ควร เด็กชายเป็นคนแรกที่เข้ามาเสื้อยืดเปียกชื้นผมติดหน้าผากกลิ่นน้ำจาง ๆ ติดตัว ในมือกำรถของเล่นแน่นล้อข้างหนึ่งบิดงอ เขานั่งบนเก้าอี้เท้าไม่ถึงพื้นแกว่งไปมา “ลุงครับ…แม่ผมอยู่ที่นี่ไหม” เขามองอีกฝ่ายนานกว่าปกติคิ้วขมวดเพียงเล็กน้อยเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำตอบ “คุณกำลังจะไปหาแม่” เด็กชายยิ้มโล่งใจแต่แววตายังสับสน “ตอนนั้นแม่กอดผมแน่นมากเลยครับ” เขาทำท่ากอดตัวเองแต่แรงเกินไปสำหรับเด็ก “แม่ร้องไห้แล้วบอกว่าขอโทษนะ” เด็กเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อเบา ๆ “ผมหายใจไม่ค่อยออกแต่มันอบอุ่นดีเหมือนตอนแม่นอนกอดผม” เขาวางมือบนโต๊ะกำแน่น “แม่คุณ…ไม่ได้อยากให้คุณเจ็บ” เด็กพยักหน้าแรงเหมือนต้องการยืนยันคำพูดนั้นกับตัวเอง “ผมรู้ครับแม่แค่ไม่อยากให้ผมไปไหน” เขาก้มมองรถของเล่นเสียงเล็กลง “ผมอยากบอกแม่ว่าผมไม่โกรธเลยถ้าแม่เหนื่อยผมจะอยู่นิ่ง ๆ ก็ได้” เขาหยิบตราขึ้นมา “แม่คุณจะได้ยิน” ประทับตราลงเบาที่สุดเหมือนกลัวเสียงนั้นจะทำร้ายเด็ก เด็กชายลุกขึ้นเดินออกไป เชื่อว่าเขากำลังจะได้กลับไปสู่อ้อมกอดนั้นอ้อมกอดที่เขาเรียกว่า ความรักของแม่ ประตูปิดแล้วเปิดอีกครั้ง วัยรุ่นหญิงเดินเข้ามาเธอเดินช้าหลังตรงเกินไป เหมือนคนที่ถูกสอนให้ “อย่าทำให้ใครผิดหวัง” มาตลอด เธอนั่งลงวางมือบนโต๊ะนิ้วสั่นเล็กน้อย “ที่นี่…ไม่มีใครรู้จักฉันใช่ไหม” เขาพยักหน้าสายตามองเธออย่างตั้งใจ เธอหัวเราะแผ่วเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อย “งั้นก็ดีฉันไม่ต้องเก่งไม่ต้องสมบูรณ์ไม่ต้องเป็นคนที่เขาเอาไปเปรียบเทียบกับใครอีก” เธอสูดหายใจเหมือนต้องรวบรวมแรง “ฉันทำได้ดีมาตลอดเรียนดีรับผิดชอบไม่เคยสร้างปัญหา” เธอเงยหน้าดวงตาแดง “แต่ยิ่งฉันทำได้ดีคนรอบข้างก็ยิ่งเกลียด” ความตายขมวดคิ้วสีหน้าเขาเปลี่ยนไป “พวกเขาบอกว่าฉันอวด ว่าฉันหยิ่ง ว่าฉันคิดว่าตัวเองเหนือกว่า” เธอส่ายหน้าเหมือนยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ “ทั้งที่ฉันแค่อยากรอด แค่อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ แค่ไม่อยากไร้ค่า” เสียงเธอเริ่มสั่น “ทุกวันมันเหมือนถูกบีบ สายตา คำพูด เสียงกระซิบ ที่ดังพอให้ได้ยินแต่เบาพอจะบอกว่า ‘ไม่ได้ตั้งใจ’” น้ำตาไหลแต่เธอไม่เช็ด “ไม่มีใครบอกเลยว่ามันควรเจ็บได้แค่ไหนก่อนที่คนหนึ่งจะพัง” เขาหลับตาลงเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอารมณ์ชัดเจนที่สุดในกะนี้ “แล้วตอนนี้…คุณอยากได้อะไร” เธอเงยหน้าเสียงแผ่วโล่งอย่างน่ากลัว “ฉันไม่อยากชนะใครไม่อยากดีกว่าใครไม่อยากพิสูจน์อะไรอีกแล้ว” เธอสูดหายใจลึก “ฉันแค่อยากหนีจากความคาดหวังจากความอิจฉาจากความเกลียดชังที่ฉันไม่เคยเลือกให้มันเกิด” เขามองเธอสายตาอ่อนลง “ที่นี่…ไม่มีใครเอาคุณไปเปรียบเทียบกับใคร” เธอหลับตาไหล่ทรุดลงเหมือนเพิ่งวางของหนักที่แบกมาทั้งชีวิตตราประทับลงหนักชัดมั่นคง เธอลุกขึ้นเดินออกไป ประตูเปิดออกแรงเหมือนถูกผลักออกมาจากที่ที่ไม่ควรทิ้ง ชายร่างใหญ่ก้าวเข้ามาชุดดับเพลิงยังสวมอยู่ เขม่าดำเกาะตามแขน คอ ใบหน้ากลิ่นควันติดตัวเขาแน่นจนห้องอบอ้าวขึ้นทันที เขาไม่มองรอบห้องไม่สนใจโต๊ะไม่สนใจเอกสาร เขาหันมามองแล้วถามทันทีเสียงยังแข็งแรงเหมือนเพิ่งวิ่งมา “ทุกคนรอดไหมครับ” เขาที่นั่งฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “ใครคือ ‘ทุกคน’” ชายดับเพลิงขมวดคิ้วเหมือนคำถามนี้เสียเวลา “คนข้างใน เด็ก ผู้หญิง คนแก่” เขาพูดเร็วหายใจถี่ “ผมพาออกมาผมจำได้ว่าพาออกมาแล้ว” เขากำมือแน่นเหมือนยังรู้สึกถึงน้ำหนักของใครบางคน “ไฟมันแรงหลังคาจะถล่มผมเลยช่วยพวกเขาออกมาก่อน” เขาเงยหน้าขึ้นจ้องตรง “ทุกคนรอดใช่ไหมครับ” เขาไม่ตอบ “คุณจำอะไรครั้งสุดท้ายได้” ชายดับเพลิงหัวเราะเบา ๆสั้นแห้ง “ก็…ร้อนมากหายใจไม่ค่อยออก” เขาแตะอกตัวเองเหมือนกำลังประเมินสภาพ “แต่ผมยังไหวผมเป็นพนักงานดับเพลิง” เขาพูดชัดเหมือนเป็นคำสาบาน “หน้าที่ผมคืออยู่ข้างในจนแน่ใจว่าไม่มีใครเหลือ” เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อเสียงเบาลงเล็กน้อย “ผมทำงานนี้ก็เพื่อครอบครัวแต่ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย” เขาเงยหน้าอีกครั้งถามคำเดิมเหมือนกลัวจะไม่ได้ยิน “ทุกคน…รอดไหมครับ” เขามองเขานานนานกว่าทุกคนก่อนหน้าสีหน้าของเขาไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นบางอย่างที่หนักกว่าเหมือนคนที่เห็นผลลัพธ์แต่ไม่อาจพูดได้ “คุณไม่รู้สึกอะไรผิดปกติบ้างหรือ” ชายดับเพลิงก้มมองมือตัวเองนิ่งไป “ก็…มันเงียบดี” เขาพูดช้าเหมือนเพิ่งสังเกต “ไม่มีเสียงแตกไม่มีไฟลุกไม่มีใครร้อง” เขาหัวเราะเบา ๆ “ปกติผมชอบความเงียบแบบนี้นะแปลว่างานเสร็จแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เหมือนยึดมันไว้เป็นหลักเดียว “ทุกคนรอดใช่ไหมครับ” เขาหลับตาชั่ววินาทีเดียวเมื่อเปิดขึ้นสายตาเขานิ่งมั่นคง “คุณทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว” ชายดับเพลิงถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งได้รับอนุญาตให้พักไหล่ที่เกร็งมาตลอดทรุดลง “งั้นก็ดี” เขาพยักหน้าเบา ๆเหมือนคุยกับตัวเอง “ถ้าทุกคนรอดผมจะเป็นยังไงก็ช่าง” พนักงานวางตราลงบนเอกสารไม่รีบไม่แรงเสียง ปึก ดังขึ้นในห้องเงียบ ชายดับเพลิงลุกขึ้นก่อนเดินออกแต่หยุดที่ประตู เขาหันกลับมาถามอีกครั้งเบาที่สุดตั้งแต่เข้ามา “แน่ใจนะครับว่าทุกคนรอด” พนักงานพยักหน้าสีหน้าไม่เปลี่ยนชายดับเพลิงยิ้มเป็นรอยยิ้มของคนที่เชื่อโดยไม่ต้องการคำอธิบาย เขาเดินออกไป โดยไม่เคยถามเลยว่าแล้วตัวเขาเองอยู่ในคำว่า ‘ทุกคน’ หรือเปล่า ประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา แทบไม่มีเสียง หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาช้าจนเหมือนเวลาเดินตามไม่ทันหลังค่อมเล็กน้อยมือหนึ่งกุมชายเสื้อ เหมือนเคยชินกับอาการเจ็บที่ไม่ต้องอธิบาย เธอหยุดยืนมองโต๊ะมองเก้าอี้ แล้วค่อย ๆ นั่งลง “ที่นี่…เงียบดีนะคะ” เขาเงยหน้าขึ้นพยักหน้าเล็กน้อย “คุณชอบความเงียบหรือ” เธอยิ้ม รอยยิ้มนั้นอ่อน แต่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าอยู่เต็มใบหน้า “เมื่อก่อนก็ไม่ค่ะแต่พอร่างกายมันไม่ไหวเสียงทุกอย่างจะดังเกินไป” เธอไอเบา ๆ ยกมือขึ้นปิดปาก แล้วรีบพูดต่อเหมือนไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ “ไม่เป็นไรนะคะฉันชินแล้ว” เขามองมือที่สั่นเล็กน้อยมองลมหายใจที่สั้นแต่ไม่พูดอะไร “คุณมาที่นี่เพราะอะไร” เขาถาม หญิงชรานิ่งไป สายตามองเลยไปไกล เหมือนมองผ่านผนัง “ฉัน…อยากรอค่ะ” “รอใคร” เธอยิ้มอีกครั้งคราวนี้ยิ้มกว้างกว่าเดิมแต่ดวงตากลับว่างเปล่า “ลูก ๆ หลาน ๆ” เธอหัวเราะเบา ๆ เหมือนขำตัวเอง “เขาคงยุ่งงานเยอะชีวิตก็ต้องเดินต่อ” เธอลูบเข่าตัวเองช้า ๆ “หมอบอกว่าฉันเหนื่อยง่าย ต้องพักทต้องมีคนดูแล” เธอเงยหน้าเหมือนอยากขอโทษใครสักคน “แต่ฉันไม่อยากเป็นภาระแค่อยากเห็นหน้าแค่ครั้งเดียวก็พอ” เขาก้มมองเอกสาร มีเพียงกระดาษไม่กี่แผ่นขอบซีด เหมือนถูกจับเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า “คุณเจ็บมากไหม” หญิงชราส่ายหน้า ช้า ๆ “มันไม่ใช่ความเจ็บแบบร้องไห้เสียใจ” เธอแตะหน้าอกตัวเอง “มันเป็นความเหนื่อยเหมือนเดินมาทั้งชีวิตแล้วไม่มีแรงจะก้าวต่อ” เธอหลับตาลมหายใจแผ่ว “บางคืนฉันนั่งมองประตูคิดว่าเดี๋ยวเขาก็มา” เธอเปิดตามองตรง ๆ “ฉันไม่ได้โกรธนะคะแค่…เสียดาย” คำว่า เสียดาย เบาจนแทบหายไปกับอากาศ “ถ้าได้เจอพวกเขาคุณอยากพูดอะไร” หญิงชรายิ้มน้ำตาคลอแต่ไม่ไหล “ไม่ต้องพูดอะไรเลยค่ะ” เธอส่ายหน้า “แค่นั่งเฉย ๆเห็นว่าเขายังอยู่ดีแค่นั้นฉันก็พอแล้ว” ความเงียบปกคลุมห้อง ความตายยกตราขึ้นช้ากว่าทุกครั้งมือหนักแต่มั่นคง “คุณไม่ต้องรอแล้ว” เขาพูดเสียงเบา หญิงชราขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่า…เขามาแล้วหรือคะ” ความตายไม่ตอบตรงเพียงพยักหน้าเบา ๆตราประทับลงเสียงไม่ดังแต่แน่น หญิงชราหลับตาลมหายใจยาวไหล่ที่ตึงมาตลอดชีวิตค่อย ๆ คลาย เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มของคนที่ไม่ต้องฝืนอีกต่อไป “งั้นก็ดีค่ะ” เธอลุกขึ้นยืนช้า ๆแต่มั่นคงอย่างประหลาดก่อนเดินออกเธอหันกลับมา “ถ้าเจอเขาช่วยบอกหน่อยนะคะ” ความตายเงยหน้าขึ้น “บอกว่าอะไร” หญิงชรายิ้ม อ่อนโยน สงบ เหมือนคนที่ปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว “บอกว่าฉันไม่เจ็บแล้วแล้วก็…ไม่ต้องรีบมา” เธอเดินออกไป โดยเชื่อว่า เธอกำลังจะได้พักไม่ใช่จากชีวิตแต่จาก การรอคอย เด็ก “มือที่บอกว่ารัก อาจเผลอออกแรงเกินไป แต่หัวใจดวงเล็กนั้น ไม่เคยรู้เลยว่ากำลังถูกทำร้าย” วัยรุ่นหญิง “โลกผลักเธอด้วยคำว่าเก่ง จนไม่มีที่ให้พัก และเรียกการพังทลายของเธอว่า ความอ่อนแอ” ชายดับเพลิง “เขาเลือกยืนในไฟ เพื่อให้คนอื่นออกมา และยอมเผาตัวเอง จนลืมถามว่าควรถูกช่วยหรือไม่” หญิงชรา “ไม่มีใครมาส่ง แต่เธอก็ไม่โกรธ เพราะคนที่รอทั้งชีวิต ย่อมรู้วิธีปล่อยวางได้เงียบที่สุด
death