โอกาสเดียวในชีวิต

โอกาสเดียวในชีวิต

"คำว่า โอกาส หากใครเป็นคนได้รับ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสเพียงเล็กน้อย หรือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ก็ตาม ขึ้นชื่อว่าโอกาสล้วนทำให้ชีวิตของใครบางคนเปลี่ยนไป และอาจจะเปลี่ยนไปตลอดชีวิต สำหรับคนที่ไม่เคยได้สัมผัสกับคำว่าโอกาสเลยในชีวิต คงไม่รู้ว่า การได้รับเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนเหล่านั้นไปตลอดกาล" เสียงปรบมือดังขึ้นหลังจากคำพูดที่มีความหมายอันลึกซึ้งนั้นได้จบลง สายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจมองชื่นชมผู้คนที่กำลังปรบมือให้กับเขา ความรู้สึกตื้นตันใจเกิดขึ้น พร้อมกับภาพความทรงจำในอดีตที่หวนกลับคืนมาอีกครั้ง และเขาก็มักจะขอบคุณโอกาสในวันนั้นที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปจนพาตัวเองมาได้ไกลจนถึงทุกวันนี้ เพราะถ้าไม่มีโอกาสในวันนั้น ชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยในวันนี้คงไม่มีใครรู้จักในนามว่า ชลธี หลังจากจบงานชลธีจึงขอตัวกลับทันที เพราะต้องรีบไปรับงานที่อื่นต่อ ซึ่งช่วงนี้เขามีงานที่ต้องไปเป็นวิทยากรอยู่บ่อยครั้ง และอีกที่ที่กำลังจะไปก็อยู่ค่อนข้างไกล เพราะอยู่ต่างจังหวัด เขาจึงใช้ช่วงเวลาดังกล่าวงีบพักผ่อนเพื่อเก็บแรงในการไปบรรยายต่อ อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้า เขาจึงผล็อยหลับไปค่อนข้างนานและฝันถึงเหตุการณ์ในอดีตซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตเขามาจนถึงทุกวันนี้ "แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้มาช่วยแม่ทำงาน ไม่ใช่หนีไปเรียนอะไรบ้าบอพวกนั้น" กล่าวพร้อมกับใช้ฝ่ามือตีลงบนตัวของเด็กชายวัย 15 ปี แต่เด็กชายกลับไม่โต้แย้งด้วยคำพูดใดๆออกมา ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เขาโดยตีแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ถ้าแม่รู้ว่าเขาแอบไปเรียนหนังสือกับพี่ๆทีมจิตอาสาที่มาช่วยสอนหนังสือให้กับเด็กในชนบท เพราะแม่มักจะบอกเสมอว่า เกิดมาจนก็ต้องทำงานให้หนัก และลืมความฝันที่จะเรียนไปได้เลย หากชีวิตในตอนนี้ยังไม่มีเงินซื้อข้าว และเขาก็เจ็บปวดกับคำพูดที่หลุดออกมาจากปากแม่ทุกครั้ง แต่เขากลับไม่เคยโทษแม่เลย เพราะเขาไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เขาก็มีสิทธิ์เลือกให้กับตัวเองเช่นเดียวกัน แม้ว่าวันนี้แม่จะยังไม่เห็นด้วยกับความตั้งใจที่เขาทำมาโดยตลอด แต่เขากลับเชื่อมั่นว่า เขาจะทำมันได้สำเร็จ หลังจากที่ถูกแม่ตีในวันนั้น ชลธีก็ไม่ได้กลับไปเรียนอีกเลย เพราะต้องช่วยแม่ขายของ ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจแย่ลง ลูกค้าไม่ค่อยเยอะเหมือนเดิม แม่จึงให้เขาเฝ้าหน้าร้านขนาดเล็กซึ่งมีของเพียงไม่กี่อย่าง แต่อย่างน้อยก็พอมีรายได้ช่วยให้แม่และเขามีเงินซื้อข้าว และวันนี้แม่ต้องออกไปเร่ขายของข้างนอก เพราะยอดขายลดลง การเฝ้าหน้าร้านจึงเป็นหน้าที่ของเขาแทน แม้ว่าทุกอย่างจะไม่ได้ดั่งใจ แต่เขากลับไม่ละทิ้งความฝันที่มีอยู่ เขาจึงเลือกนำสมุดที่จดบันทึกเอาไว้ออกมาอ่านเพื่อทบทวน พยายามฝึกเขียนและอ่านซ้ำไปซ้ำมาจนจดจำตัวอักษรได้ อาจจะเป็นเพราะว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฝึกฝน แต่เขามักจะแอบแม่ไปเรียนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลดีให้เขาสามารถอ่านและเขียนได้ดีขึ้น ภาพของเด็กชายนั่งอ่านหนังสือสร้างความประทับใจให้ผู้คนที่ผ่านไปมา และหนึ่งในนั้นก็เป็นพี่ๆในทีมจิตอาสาที่ผ่านมาเจอ เขาจึงตัดสินใจเข้าไปทักทายเด็กชายด้วยความคุ้นเคย "ชลธี วันนี้ไม่ไปเรียนหรอ พี่ไม่เห็นเราไปหลายวันแล้ว" "ครับ วันนี้แม่ต้องออกไปขายของข้างนอก ผมเลยต้องอยู่เฝ้าร้าน" "เป็นแบบนี้นี่เอง งั้นวันนี้พี่ขออุดหนุนเราเลยแล้วกัน ไหนมีอะไรขายบ้าง" "ขอบคุณครับ มีกับข้าวแล้วก็ขนมไทยครับ พี่เลือกได้เลยนะครับ" "พี่ขอเหมาทั้งหมดเลยแล้วกัน พี่จะซื้อไปฝากเพื่อนๆและเด็กๆที่ไปเรียนวันนี้ด้วย เราจะได้กลับไปเรียนกับเพื่อนด้วย" "ขอบคุณพี่มากๆเลยนะครับ" ชลธีรีบจัดแจงนำถุงกับข้าวและขนมจำนวนมากใส่ถุงรวมกัน จากนั้นจึงรีบปิดร้านและไปยังศูนย์การเรียนรู้สำหรับจิตอาสา ซึ่งทุกวันเขาก็มักจะเจอกับเด็กคนเดิมๆเป็นประจำ เพราะทุกคนที่มาเรียนที่นี่ต่างก็ใฝ่เรียนกันทุกคน เพียงเพราะไม่มีโอกาสเหมือนเด็กคนอื่น การดิ้นรนและพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีโอกาสจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทุกคนสามารถทำได้ เมื่อถึงเวลาเรียน เด็กๆทุกคนจึงตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังให้ความร่วมมือเวลาทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนใหญ่เด็กๆที่มาเรียนอายุจะไล่เลี่ยกัน อาจจะมีเด็กกว่าบ้าง ซึ่งอายุราวๆ 7-8 ปี นอกนั้นก็จะมีอายุราวๆ 13-15 ปี ซึ่งการรวมตัวมาเป็นจิตอาสาที่ชนบทแห่งนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของนักศึกษา ปกติทางมหาวิทยาลัยจะจัดขึ้นทุกปี และมักจะมีนักศึกษาแต่ละรุ่นอาสามาทำกิจกรรมที่นี่ เป็นการเปิดโอกาสให้กับเด็กๆที่อยู่ห่างไกลความเจริญ อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งการมีจิตเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆในภาคฤดูร้อน ซึ่งจัดขึ้นแค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่การมาในทุกๆครั้งก็มักจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจระหว่างผู้ให้โอกาสและผู้ได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน หลังจากเรียนเสร็จในวันนี้ ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าปกติ เพราะบทเรียนดังกล่าวใกล้จะจบแล้ว และจะมีการสอบเบื้องต้นเพื่อให้เด็กๆได้ฝึกทักษะของตัวเองไปด้วย วันนี้ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านก่อนเวลา เพราะต้องรีบไปอ่านหนังสือทบทวนเพื่อเตรียมตัวสอบในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง ชลธีจึงเดินเข้าไปหาพี่ๆทีมจิตอาสา ก่อนจะตัดสินใจขอความช่วยเหลือ "พี่ๆครับ ผมไม่ได้มาเรียนหลายวัน ผมเลยอยากสอบถามเพิ่มเติมในส่วนที่ผมไม่ได้เข้าเรียน หรือพี่ๆพอจะมีแบบฝึกหัดให้ผมไปฝึกทำไหมครับ" "จริงด้วย พี่ไม่เห็นเรามาเรียนหลายวันเลย งั้นเอาแบบนี้ วันนี้เลิกเรียนเร็ว ถ้าเราไม่รีบกลับ พี่จะช่วยทบทวนบทเรียนให้" "ขอบคุณมากๆครับ" กล่าวพร้อมกับยกมือไหว้ด้วยความรู้สึกดี เพราะวันนี้เขายังพอมีเวลาบ้าง อีกอย่างของที่ร้านก็ช่วยแม่ขายไปจนหมดแล้ว หวังว่าวันนี้จะไม่โดนแม่ตีเหมือนเดิม หรือต่อให้เขาต้องโดนแม่ตีเหมือนทุกครั้ง เขาก็ยินยอมที่จะให้แม่ตีเหมือนทุกครั้ง เพราะเขาไม่อยากจะทิ้งโอกาสเดียวที่เขามีในตอนนี้ ต่อให้ไม่มีโอกาสได้เรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่เขาก็จะใช้โอกาสที่มีในตอนนี้ตั้งใจเรียนให้มากที่สุด ในระหว่างที่ชลธีตั้งใจทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาด้วยความตั้งใจ เขากลับไม่รู้เลยว่า ทุกบทสนทนาและการกระทำทุกอย่างกำลังถูกจับตามองจากสายตาคู่หนึ่ง ซึ่งยังคงเฝ้ามองเพื่อสังเกตทุกอย่างที่เกิดขึ้น จนกระทั่งการทบทวนบทเรียนเสร็จสิ้น เขาจึงขอตัวรีบกลับบ้านทันที เพราะอีกใจก็กลัวว่าแม่จะตำหนิและตีเขาเหมือนที่ผ่านมา ณ บ้านของชลธี ทันทีที่มาถึงบ้าน เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย บ้านค่อนข้างเงียบราวกับไม่มีคนอยู่ในบ้าน เพราะปกติแม่น่าจะกลับมาแล้ว เขาจึงตัดสินใจเปิดประตูและเดินเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งเป็นอย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้ ไม่มีคนอยู่ในบ้าน เพราะแม่ยังไม่กลับบ้านเลย ด้วยความกังวลใจจึงเดินไปถามป้าที่อยู่ข้างบ้านด้วยความเป็นห่วง เพราะปกติแม่น่าจะกลับมาถึงบ้านแล้ว "ป้าครับ เห็นแม่ผมไหมครับ" "อ้าวแม่ยังไม่กลับหรอ ปกติไม่น่าจะกลับมาช้านะ ป้าก็ยังไม่เห็นเหมือนกัน" "ขอบคุณครับ สักพักแม่น่าจะกลับ" แม้จะตอบไปแบบนั้น แต่ในใจลึกๆเขากลับกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่ เพราะตอนนี้ก็เกือบหกโมงเย็น ด้วยความกังวลเขาจึงรีบปิดประตูและออกไปตามหาแม่ แต่ยังไม่ทันได้เดินออกไปจากบริเวณบ้าน เขาก็เห็นแม่กำลังเดินมาพร้อมกับถุงพลาสติก ซึ่งมีสีและรูปร่างที่ค่อนข้างแตกต่างไปปกติที่เขาเคยเห็น แต่ยังไม่ได้คิดว่าข้างในเป็นอะไร เสียงเรียกของแม่ก็ดังขึ้น "มาช่วยแม่ถือของหน่อย" "ครับแม่" เขารีบเดินไปช่วยแม่หิ้วถุงพลาสติกสีแปลกตาที่เขาสงสัย และวันนี้ก็คาดเดาได้ว่า แม่ขายของหมดเกลี้ยง เพราะกระเป๋าที่แม่นำไปด้วยทุกวันนั้นไม่มีของเหลือเลย บางครั้งเขาก็นึกสงสารแม่เหมือนกันที่ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปให้ทันรถที่จะเข้าไปในตัวเมือง เพื่อที่จะได้ไปเร่ขายของ ตอนแรกเขาอาสาไปเอง แต่แม่กลับปฏิเสธ เขาจึงได้เพียงแค่ตั้งใจเฝ้าร้านให้แม่ และใช้ช่วงเวลาว่างเพื่ออ่านหนังสือทบทวนบทเรียน ในระหว่างที่ช่วยแม่ขนของเข้าบ้านเขากลับรู้สึกว่าวันนี้แปลกไปจากเดิม แต่ก็เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ จนกระทั่งแม่กล่าวในสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ฟัง "แม่ซื้อขนมมาฝาก อยู่ในถุงพลาสติกใบนั้น" "ขนมหรอคับ แม่ไม่น่าซื้อมาเลย" "ทำไมล่ะ ไม่อยากกินหรอ แม่แค่อยากให้ลูกได้กินขนมเหมือนคนอื่นบ้าง" "ขอบคุณครับแม่ ผมแค่อยากให้แม่เก็บเงินเอาไว้ใช้" "ซื้อแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ไปกินข้าวได้แล้ว จะได้รีบไปอาบน้ำนอน" "ครับแม่" จากนั้นทั้งสองแม่ลูกจึงไปนั่งทานข้าวร่วมกัน ซึ่งอาหารวันนี้เป็นอาหารที่แม่เขาซื้อมาจากในตัวเมือง เพราะที่บ้านไม่มีตู้เย็นเอาไว้เก็บอาหาร การทำอาหารไว้ขายในแต่ละวันจึงทำในปริมาณที่ขายหมด ซึ่งไม่เยอะและไม่น้อยจนเกินไป ซึ่งปกติแม่ของเขาจะซื้อผักสดและอาหารสดบางส่วนเอามาเก็บไว้ในถังน้ำแข็งเพื่อเตรียมสำหรับทำอาหารในมื้อถัดไป และอาหารที่ทั้งสองคนกำลังทานในมื้อนี้ก็เป็นเมนูไข่พะโล้ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของชลธี ต่างคนต่างตั้งใจทานข้าวเงียบๆเหมือนทุกๆวัน แต่วันนี้กลับมีเรื่องที่สร้างความแปลกใจให้กับชลธีเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าแม่จะพูดเรื่องนี้กับเขา "พรุ่งนี้ตั้งใจสอบนะ ไม่ต้องเฝ้าร้านให้แม่แล้ว ไปสอบและตั้งใจเรียนเหมือนที่ผ่านมาก็พอ" "แม่พูดจริงหรอคับ" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เพราะในที่สุดแม่ก็เข้าใจและให้โอกาสนี้กับเขา "แม่พูดจริง แม่เห็นความตั้งใจที่ผ่านมาทั้งหมด แล้วแม่ก็ขอโทษที่ไม่สามารถส่งลูกเรียนเหมือนคนอื่นๆได้" "แม่ไม่ต้องโทษตัวเองเลยครับ แค่แม่ดูแลผมเป็นอย่างดี แค่นี้แม่ก็ทำดีที่สุดแล้ว ผมจะตั้งใจเรียน และจะช่วยแม่หาเงินไปด้วย" ด้วยความดีใจเขาจึงรีบลุกขึ้น แล้วเดินอ้อมไปหาแม่เพื่อสวมกอดด้วยความรู้สึกดีราวกับทุกอย่างที่เคยเป็นปัญหาระหว่างเขากับแม่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว การทานข้าวในมื้อนี้จึงเป็นมื้อที่อร่อยและมีความสุขมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา และเขาก็บอกกับตัวเองว่า เขาจะใช้ทุกโอกาสที่มีผลักดันให้ชีวิตเติบโตไปข้างหน้า จะดูแลแม่ให้ดีที่สุด จะทำทุกอย่างเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้น ชลธีตื่นแต่เช้าเพราะต้องรีบมาช่วยแม่ทำอาหารเพื่อเตรียมขายในตอนเช้า จากนั้นจึงรีบไปอาบน้ำก่อนจะรีบไปที่ศูนย์การเรียนรู้ เพราะวันนี้เขามั่นใจว่า ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี หลังจากที่มาถึงเขาจึงรีบไปนั่งประจำจุดที่เตรียมไว้ให้ และนั่งรอเวลาตามที่พี่ๆแจ้งเอาไว้ จากนั้นจึงลงมือทำข้อสอบด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไป ทุกคนจึงส่งข้อสอบคืนให้กับพี่ๆ และนั่งรอเพื่อสอบวิชาถัดไป ซึ่งเป็นวิชาที่หลายๆคนมีความกังวลเล็กน้อย เพราะการสอบในวิชาถัดไปเป็นการสอบพูด โดยจะเป็นการสอบพูดบรรยายตามหัวข้อที่แต่ละคนได้รับ ซึ่งจะรันตามคิวที่พี่ๆจิตอาสาเป็นคนจัดไว้ให้ เมื่อถึงคิวตามชื่อที่เรียกแต่ละคนจึงลุกขึ้น พร้อมกับไปยืนอยู่หน้าห้องและพูดตามหัวข้อที่ได้รับ จนกระทั่งมาถึงคิวของชลธี เขาจึงออกไปหน้าห้องด้วยความมั่นใจ และเริ่มบรรยายตามหัวข้อที่ได้รับ "การได้รับโอกาสเปลี่ยนชีวิตได้อย่างไร สำหรับผมโอกาสไม่ว่าจะมากหรือน้อยล้วนมีความหมายสำหรับผมเสมอ เพราะผมไม่มีทางรู้เลยว่า โอกาสที่เข้ามาในชีวิตกำลังจะพาผมไปในทิศทางไหน ผมไม่มีทางรู้ว่าโอกาสนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ แต่ทุกครั้งที่ได้รับโอกาส ผมก็มักจะบอกกับตัวเองเสมอว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่างที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งผมไม่รู้เลยว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นอย่างไร จะทำให้ชีวิตผมต่างไปจากเดิมหรือไม่ แต่อย่างน้อยการกล้าที่จะรับโอกาสเอาไว้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งอาจจะนำพาไปสู่โอกาสดีๆในรูปแบบอื่นๆอีกมากมาย การได้รับโอกาสสำหรับผมจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า ผมจะใช้โอกาสนั้นอย่างไร และมีความคิดแบบไหนต่อโอกาสที่เข้ามาในชีวิต" เสียงปรบมือดังขึ้นทันทีที่เข้าบรรยายถึงหัวข้อที่ได้รับมา และการบรรยายในครั้งนี้ก็สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนที่ได้ฟัง เพราะความคิดและน้ำเสียงที่กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจนั้นกำลังสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนที่กำลังฟัง และไม่ใช่แค่การสอบพูดในวันนี้ที่เขาทำมันได้ดี แต่ที่ผ่านมาเขาก็ทำได้ดีมาโดยตลอด จนทำให้พี่ๆจิตอาสาหลายคนมีความคิดเห็นร่วมกันว่าจะให้โอกาสชลธีได้ไปพูดบรรยายในงานที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้น เป็นงานที่เปิดโอกาสให้กับนักบรรยายหลายๆคนได้เข้าร่วม ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยให้เขามีคนรู้จักมากขึ้น จนนำไปสู่การให้โอกาสด้านอื่นๆตามมา หลังจากการสอบในวันนี้ ทางทีมพี่ๆจิตอาสาทุกคนจึงจัดงานเพื่อกล่าวอำลาเด็กๆที่มาเรียนด้วยกันตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน พร้อมกับเชิญชวนคนที่สนใจที่จะไปร่วมงานที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้น แต่ผลตอบรับกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อาจจะเป็นเพราะว่าเด็กๆส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลและไม่มั่นใจที่จะแสดงความสามารถของตัวเอง แต่สิ่งที่พวกเขาตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกก็เกิดขึ้นจริง โดยที่พวกเขายังไม่ได้กล่าวเชิญชวนเป็นรายบุคคล เพราะมีเพียงแค่ชลธีคนเดียวเท่านั้นที่ยกมือเพื่อแสดงความสนใจที่จะไปเข้าร่วมงานที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นมา เมื่อพูดคุยกันถึงวันที่และเวลาเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเก็บเรื่องนี้ไปปรึกษากับแม่อีกครั้ง ทันทีที่มาถึงบ้าน เขาจึงรีบนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษากับแม่ทันที เพราะการไปครั้งนี้แม่อาจจะไม่เห็นด้วย เขาจึงแอบกังวลเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ต้องบอกแม่ให้รับรู้อยู่ดี "แม่ครับ วันมะรืนจะมีการแข่งขันการพูดบรรยาย พี่ๆที่มหาวิทยาลัยเลยชวนผมไปเข้าร่วมด้วยครับ เป็นการเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ แม่เห็นด้วยไหม ถ้าผมต้องไปจริงๆ" "แล้วจะไปกี่วัน" "2 วันครับ เดินทางพรุ่งนี้ วันมะรืนแข่งขัน แข่งขันเสร็จก็กลับบ้านเลยครับ" "ไปคนเดียวไม่กลัวหรอ ไม่เคยเข้าไปในเมืองมาก่อนไม่ใช่หรอ" "ครับ แต่พี่ๆจะคอยดูแลเองครับ" "พี่ๆเชื่อถือได้มากแค่ไหน" "เชื่อถือได้ครับ ผมสนิทกับพี่พงษ์ พี่เขาเคยมาอุดหนุนอาหารที่บ้านเราบ่อยๆ" "ถ้าอยากไปแม่ก็ไม่ห้าม แค่สัญญาว่าจะดูแลตัวเองดีๆ พรุ่งนี้แม่จะไปส่ง" "ขอบคุณแม่มากๆเลยครับ" ชลธีรีบสวมกอดแม่ด้วยความดีใจ ซึ่งโอกาสครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่เขาจะได้เข้าไปในตัวเอง ไปเจอกับผู้คนมากมาย และได้ลองใช้ความสามารถที่ตัวเองมี ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ทำให้เขาได้รับโอกาสดีๆตามมาอีก วันรุ่งขึ้น แม่เดินไปส่งชลธีกับพี่ๆทีมจิตอาสา พร้อมกับกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาส อีกทั้งยังรบกวนให้ทุกคนช่วยดูแลชลธีในระหว่างที่อยู่ที่นั่น เพราะเธอค่อนข้างเป็นห่วง แต่อย่างน้อยการไปครั้งนี้ก็มีผู้ใหญ่บ้านไปด้วย เพราะไปเพื่อเป็นตัวแทนจากหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง ชลธีจึงสวมกอดแม่อีกครั้งก่อนจะเดินไปขึ้นรถด้วยความหวังกับสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังจากที่ชลธีเดินทางมาถึงที่มหาวิทยาลัย เขาจึงมีเวลาพัก 1 วันก่อนวันเริ่มงาน และเขาก็ใช้เวลาเพื่อฝึกซ้อมพูดบรรยายจนเริ่มคุ้นเคยกับการพูดมากขึ้น เขาพยายามบอกกับตัวเองว่าไม่ต้องกดดันตัวเอง แค่ทำให้เต็มที่ เพราะครั้งนี้อาจจะเป็นแค่โอกาสเดียวที่คนจำนวนมากจะได้มองเห็นความสามารถที่เขามี เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ต้องขึ้นไปกล่าวคำบรรยายบนเวที เขาจึงเข้าไปสวมกอดรุ่นพี่ที่ชื่อพงษ์อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ "ขอบคุณพี่พงษ์และพี่ๆที่มีส่วนร่วมด้วยนะครับที่ให้โอกาสนี้กับผม" "พี่ขอบคุณเราเหมือนกันที่ยอมมาด้วย คนเก่งและมีความสามารถสมควรที่จะได้รับโอกาสไม่ใช่หรอ ทำให้เต็มที่นะ" "ขอบคุณครับ ผมจะทำมันให้เต็มที่" ทันทีที่เสียงเรียกชื่อดังขึ้น ชลธีจึงเดินออกไปยืนอยู่ตรงกลางเวที การกลายเป็นจุดสนใจในวันนี้ค่อนข้างทำให้เขารู้สึกประหม่า เพราะผู้ชมในห้องประชุมค่อนข้างเยอะ แต่เขาก็บอกกับตัวเองเช่นกันว่า จงใช้โอกาสนี้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาทำได้ เมื่อรวบรวมความกล้าให้กับตัวเองอีกครั้ง เขาจึงแนะนำตัวเองก่อนเริ่มกล่าวคำบรรยายจากหัวข้อที่ได้รับในวันนี้ "สวัสดีครับ ผมชื่อชลธี อายุ 15 ปี วันนี้ขอบคุณมากๆที่ได้รับโอกาสนี้ และวันนี้ผมก็ตั้งใจที่จะบรรยายถึงหัวข้อต่อไปนี้ครับ" "ชีวิตที่ไร้โอกาส" "ชีวิตที่ไร้โอกาส ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากเลยทีเดียว หากการใช้ชีวิตนี้รอแค่โอกาสวิ่งเข้ามาหา เพราะความเป็นจริงเราทุกคนสามารถสร้างโอกาสนั้นขึ้นมาได้เองครับ ซึ่งการสร้างโอกาสในแบบที่ผมหมายถึงนั้นก็คือ การสร้างโอกาสจากตัวเอง ทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเราเองกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดทุกโอกาสเข้ามาในวันที่กล้ามากพอที่จะรับโอกาสนั้นเอาไว้ เพราะสำหรับผม ผมไม่เคยมองว่า เราทุกคนจะไร้โอกาส ตราบใดที่เราไม่หยุดที่จะสร้างโอกาสนั้นด้วยตัวเอง อาจจะเริ่มต้นจากการฝึกฝนหรือทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำทุกอย่างด้วยความรัก แม้ว่าสิ่งที่ทำลงไปจะไม่มีใครมองเห็น และไม่มีใครหยิบยื่นโอกาสนั้นให้ แต่จงเชื่ออยู่เสมอครับ ต่อให้ไม่มีใครมองเห็นเลย แต่ยังคงมีตัวเราเองที่มองเห็น และไม่เคยหยุดที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป ทำต่อไปเรื่อยๆจนกว่าคนที่มองเห็นจะหยิบยื่นโอกาสนั้นให้กับเราในวันที่เราคู่ควร เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตของผมตลอดเวลา 15 ปี ผมไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่น แต่ผมก็ไม่เคยยอมแพ้กับคำว่า ไม่มีโอกาสในตอนนั้น เพราะผมเริ่มต้นสร้างมันขึ้นด้วยตัวเอง และโอกาสนี้ก็มอบการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับผมในวันนี้ จนทำให้ทุกคนได้รู้จักกับผมในวันนี้ ขอบคุณครับ" เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกัน ทุกคนในห้องประชุมต่างกล่าวชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่คิดว่าเด็กอายุแค่ 15 ปีจะมีความสามารถในการบรรยายออกมาได้ดีขนาดนี้ และผลการตัดสินก็ไม่ค้านสายตาทุกคนที่เข้าร่วมเช่นเดียวกัน เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ ชลธีได้อันดับหนึ่ง และได้รับเงินรางวัลจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นความภาคภูมิใจแรกที่เขาทำมันสำเร็จ อีกทั้งยังได้พูดคุยกับบุคคลสำคัญภายในงานถึงโอกาสดีๆที่จะตามมา และเขาก็ไม่ลืมที่จะซื้อของเพื่อตอบแทนกลุมพี่ๆทีมจิตอาสาทุกคนที่มอบโอกาสดีๆแบบนี้ให้กับเขา เพราะไม่ใช่แค่โอกาสในครั้งนี้ แต่เขายังได้รับโอกาสดีๆตามมาอีกจำนวนมาก และการรับงานในแต่ละครั้งก็ช่วยให้เขามีรายได้ที่มากขึ้น จนเขาสามารถนำเงินบางส่วนไปเป็นทุนการศึกษาให้กับตัวเองมากขึ้น อีกทั้งยังมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆให้กับแม่เขามากขึ้น และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขากับแม่ดีขึ้นตามลำดับ ครืด ครืด ครืด เสียงโทรศัพท์สั่นเป็นเวลานานจนกระทั่งชลธีรู้สึกตัวอีกครั้ง เขาไม่รู้ตัวว่าเผลอหลับไปนานแค่ไหน แต่คิดว่าน่าจะหลับไปนานพอสมควร เพราะภาพความทรงจำในอดีตย้อนเข้ามาในความทรงจำตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งวันที่เขาได้รับโอกาสดีๆมากมาย และนำพาชีวิตเขามาไกลจนถึงทุกวันนี้ เมื่อนึกได้ว่ามีสายเรียกเข้า เขาจึงรีบกดรับสายทันที "ครับแม่" "วันนี้เป็นยังไงบ้างลูก" "ทุกอย่างราบรื่นดีครับ กำลังเดินทางไปชลบุรีต่อ" "เหนื่อยหรือเปล่า" "ไม่เลยครับ ได้ทำสิ่งที่รัก ผมไม่เคยรู้สึกเหนื่อย เพราะสิ่งที่ผมทำเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ช่วยผู้คนได้" "ได้ยินแบบนี้แม่ก็ไม่ห่วงแล้ว งั้นแม่ไม่รบกวนแล้ว อย่าลืมทานข้าว นอนหลับให้เพียงพอนะ" "ครับ แม่ก็เหมือนกันนะครับ เจอกันอาทิตย์หน้านะครับ ผมจัดตารางงานเรียบร้อยแล้ว จะได้มีเวลากลับบ้านไปอยู่กับแม่ด้วย" "เจอกันนะลูก งั้นแม่ไม่รบกวนแล้ว" "ครับแม่" หลังจากวางสายจากคนเป็นแม่ ชลธีจึงเปิดไอแพดเพื่อเช็ครายละเอียดของงานอีกครั้ง ก่อนจะมองดูเวลา ซึ่งเขายังพอมีเวลาอยู่บ้าง เพราะตอนนี้ก็ใกล้จะถึงสถานที่ที่เขาต้องไปบรรยายต่อ แต่เขาและคนขับรถยังไม่ได้ทานข้าวเลย เขาจึงบอกให้คนขับรถแวะจอดที่ร้านอาหารเพื่อทานข้าวก่อนที่จะเดินทางต่อ และมื้อนี้เขาก็จ่ายค่าอาหารให้กับคนขับรถทุกครั้ง ซึ่งเขามักจะทำแบบนี้มาโดยตลอด อีกทั้งยังซื้อเครื่องดื่มต่างๆสำหรับคนขับรถเสมอ เพราะเขารู้ดีว่า คนขับรถต้องทำงานหนักเพื่อเขามาโดยตลอด การแบ่งปันจากสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จึงเป็นการช่วยเหลือคนขับรถไปในตัว เพราะเขาเลือกจ้างคนขับรถจากคนในหมู่บ้านเดียวกัน เป็นคนที่มีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน อีกทั้งยังมีภาระมากมาย การที่เขาเลือกให้มาทำงานด้วยจึงเป็นการให้โอกาสที่อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของบางคนไปตลอดชีวิต เช่นเดียวกับโอกาสที่เขาได้รับเพียงแค่ครั้งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล และทำให้เขามีโอกาสได้ช่วยเหลือและแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับอีกหลายชีวิตที่ไม่เคยได้รับโอกาสมาก่อน

Author Avatar
Meen
ว่าด้วยเรื่องของงานเขียนที่ทำให้หัวใจพองโต เป็นตัวแทนของความรู้สึกที่อยากส่งต่อ เพื่อมอบกำลังใจผ่านทุกตัวอักษรให้กับผู้อ่านทุกคน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ