แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 5
แต่ไหนแต่ไร แม่มักจะบอกกับแม่ทัพน้อยกวนเป๋งเสมอว่าเขาเป็นความสุขตัวน้อยๆของแม่ พอมาอยู่ที่เพงงวนก๋วน แม่ทัพน้อยเลยเป็นความสุขตัวน้อยๆของทั้งท่านพ่อ แม่ ท่านลุงใหญ่แล้วก็อาสาม เรียกว่าทุกคนมีสิทธิ์ในความสุขน้อยๆอย่างเท่าเทียมก็ไม่ผิดนัก
ประกอบกับความฉลาดของหนุ่มเก้าขวบแบบแม่ทัพน้อยที่ฉายแววขึ้นทุกวัน บางทีแม่ก็เลยเรียกเขาว่า “ไต้เลี่ยงยก” (大良藥 ต้าเลี่ยงเย่า) หรือยาขนานใหญ่
“มีคนชื่อแบบนี้ด้วยเหรอครับสุดที่รัก?”
“เขาอยู่ในดินแดนอันไกลแสนไกลที่เรียกว่าเชินตู่จ้ะ” แม่เล่าให้ฟังในคืนหนึ่ง “ตอนที่เขาเกิดมา เทวดาวางยาวิเศษในมือของเขา ใครเอายานี้ไปฝนใส่น้ำดื่มกินก็จะหายป่วย แม้แต่พ่อของเขาเอง พอกินน้ำผสมยานี้เข้าไปก็หายอาการปวดหัวที่เป็นมาหลายปีเลย”
“วิเศษจัง! แล้วไต้เลี่ยงยกเขาทำอะไรเก่งๆไหมครับ?”
แม่เอานิ้วแตะคาง กลอกตาไปมาเหมือนคิด ก่อนจะตอบ“ไต้เลี่ยงยกเป็นเด็กฉลาดมากจ้ะ สามารถตัดสินเรื่องต่างๆได้ แล้วก็…มีครั้งหนึ่ง ฝนตกหนัก ในขณะที่เขาถูกพี่เลี้ยงพาไปอยู่ในเรือน แต่เพื่อนๆหลายคนของเขากลับต้องตากฝนอยู่ด้านนอก”
“ว้า…น่าสงสารจัง”
“คนธรรมดาๆอาจนึกถึงแต่เรื่องของตนเอง ส่วนคนพิเศษ…ก็มักจะคิดถึงคนอื่นเสมอ” พอแม่พูดมาถึงตรงนี้ แม่ทัพน้อยก็คิดในใจว่า ‘แล้วอาเป๋งเป็นคนพิเศษของแม่รึเปล่านะ?’
“ไต้เลี่ยงยกก็เหมือนกัน ตอนที่เขาอยู่ในบ้าน เขาก็คิดว่า จะทำอย่างไรดี เพื่อนๆของเขาถึงจะไม่เปียกฝน ดังนั้น…เขาก็เลยวาดแผนผังบ้านหลังใหญ่ขึ้นมา” แม่เล่าแล้วก็ทำมือไม้สื่อถึงบ้านหลังใหญ่ๆให้เขาดู “บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่หลบฝนของพวกเด็กๆเท่านั้น แต่เป็นที่พักให้คนเดินทางและคนเจ็บป่วยอีกด้วย”
แม่ทัพน้อยหวนคิดถึงเรื่องของไต้เลี่ยงยกที่แม่เล่าอีกครั้ง ก็เมื่อตอนที่มีฝนตกหนักในเพงงวนก๋วน
ไม่หรอก พวกพี่น้องทั้ง 49 คนกับพี่ใหญ่ของกลุ่มแบบพี่เลี่ยงเลี่ยงไม่ได้ตากฝนตรงลานหญ้าหรอก เพราะตอนที่ฝนเริ่มลงเม็ด ทั้งแม่ พี่เลี่ยงเลี่ยงกับพี่อามู่พากันจูงและอุ้มพวกเด็กๆไปนั่งที่ระเบียงทางเดิน ก่อนที่ฝนจะตกหนักขึ้น หนักขึ้น แล้วก็หนักขึ้น
“ฮูหยิน! ฮูหยินเจ้าขา! ตามบ่าวไปที่นอกเรือนหน่อยเถอะเจ้าค่ะ!” เสียงของสาวใช้ร่างท้วมชื่อป้าเหล่ง (宁 หนิง) เรียกให้แม่เดินออกไปจากตรงนั้น ก่อนที่ไม่นานแม่จะกลับมาพร้อมห่อผ้าที่มีเด็กทารกตัวเล็กๆกำลังร้องไห้จ้าอยู่ในอ้อมแขน
“ท่านอาจารย์ เด็กคนนั้น…” พี่เลี่ยงเลี่ยงเดินมาดู กำลังจะพูดแต่แม่ยกมือขึ้นปราม ก่อนจะเดินมาทางที่ที่แม่ทัพน้อยกับพวกพี่น้องนั่งอยู่
“สงสัยเทวดาหรือนางฟ้าที่เป็นพ่อแม่ของเด็กคนนี้คงไม่สะดวกที่จะเลี้ยงเลยเอาเขามาฝากแม่ไว้ก่อน เพราะฉะนั้น เด็กคนนี้จะเป็นน้องคนที่ 51 นะจ๊ะ” แม่พูดแล้วก็มองทุกคนไปมา “เอ้า ใครไม่มีพี่น้องของตัวเองไหนยกมือขึ้นซิ น้าจะให้ ‘น้องส่วนตัว’ ให้เอาไปเลี้ยง แต่ต้องเลี้ยงให้ดีนะ”
“ข้าขอ! เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงรึเปล่าครับท่านป้า? อาตี้กับอาจิ๋นอยากมีน้องสาว!” แฝดแซ่จิวยกมือพร้อมกัน
“ให้ข้าเลี้ยงดีกว่าเจ้าค่ะท่านน้า! อันกี๋อยากมีน้องส่วนตัว!” พี่อันกี๋ยกมืออีกคน
“นี่ นังเด็กขี้แง ถ้าน้องไปอยู่กับเจ้า ก็คงต้องขี้แงเหมือนเจ้านั่นแหละ!” พี่จิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยโดนมีพี่ตี้ทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตาอีกคน
“พวกเจ้าเป็นผู้ชาย ไม่มีทางรู้วิธีเลี้ยงเด็กผู้หญิงหรอก!” พี่อันกี๋โวยกลับ
แม่รีบยกมือขึ้นปรามทั้งสอง โดยที่มืออีกข้างยังกอดน้องคนล่าสุดไว้แนบอก “พอๆ ไม่เอาน่ะ เป็นพี่น้องกันต้องไม่ตีกันนะ เอาอย่างนี้ ป้าจะให้สลับกันเลี้ยงน้องทุกเจ็ดวัน ดีไหม?”
แฝดแซ่จิวกับพี่อันกี๋หันมามองหน้ากันแล้วก็หันมาสบตาแม่ แล้วก็พยักหน้าตกลง ก่อนที่พี่ตี้จะถาม “แล้วใครจะเลี้ยงก่อนกันล่ะครับ?”
“อืม นั่นสินะ มีวิธีไหนพอจะเสี่ยงทายไหมน้อ?”แม่ทอดสายตามองไปข้างบน ยิ้มเหมือนตอนที่เล่นทายปัญหากับแม่ทัพน้อย
“งั้นข้าว่าเป่ายิ้งฉุบเถอะ!” พี่จิ๋นเสนอ “ข้าจะออกเอง มาเลย!”
“เจี้ยนเตา สื่อโถว ปู้!” (เหมือน “ยินยังเยา ปักกะ เป่ายิ้งฉุบ” ของไทย)
ผลก็คือ…คนที่ได้น้องส่วนตัวไปเลี้ยงก็คือพี่อันกี๋ที่ออกหินไปห่อผ้า (พี่จิ๋น) เป็นอันว่าการวิวาทเลยจบลงภายในระยะเวลาสั้นๆนั่นเอง
แม่ทัพน้อยหันไปดูฝนที่ตกหนักนอกระเบียง นึกอยากให้ท่านพ่อกลับมาไวๆ เพราะตอนนี้มันหนาวเหลือเกิน แม่ทัพน้อยเคยได้ยินแม่บอกว่าชอบกอดท่านพ่อเพราะว่าตัวท่านอุ่น ท่าจะจริงเพราะแม่ทัพน้อยเองก็เคยนอนกอดท่านแล้วก็รู้สึกว่าความหนาวหายไปจริงๆด้วย
‘แล้ว…คนที่ไม่มีพ่อแม่ให้กอด หรือมีผ้าห่มไม่พอ หรือเลวร้ายที่สุดคือไม่มีบ้านล่ะ?’ แม่ทัพน้อยเริ่มคิดไปต่างๆนานา ‘พวกเขาจะหนาวแค่ไหนกันนะ แล้วตอนนี้ฝนตก แบบนี้ก็เปียกแย่เลยล่ะสิ’
พอตกเย็นมา แม่ทัพน้อยก็มานั่งวาดอะไรเรื่อยเปื่อยในห้องนั่งเล่น ไม่สิ สำหรับแม่ทัพน้อยมันไม่ใช่การวาดเล่นแบบที่เคยทำกับอาสาม แต่มันคือการวาดอะไรสักอย่างที่เขาคิดว่าถ้ามีจริงๆก็น่าจะดี
“เจ้านกกระเรียนน้อย วาดอะไรอยู่รึ?” ท่านพ่อเดินเข้ามาถามขณะนั่งลงข้างๆ
“บ้านหลังใหญ่ครับ”
“อยากสร้างให้ใครล่ะ?”
“ให้คนที่…ไม่มีบ้านให้กลับ คนเดินทางที่อยากหาที่พักก่อนกลับบ้านในเมืองอื่น ไม่ก็ใครสักคนที่ไม่มีคนให้กอดครับ”
ท่านพ่อยิ้มบางๆ ยื่นมือมาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาดู “บ้านใหญ่ที่คนมากๆเข้าไปพักได้รึ? เขาเรียกว่าโรงเตี๊ยม”
“แบบที่อาเป๋งกับแม่เคยพักก่อนมาเจอท่านพ่อที่เพงงวนก๋วนเหรอครับ?” แม่ทัพน้อยเงยหน้ามองท่านพ่อ ท่านพ่อกวักมือให้เขามานั่งใกล้ๆ
“พ่อว่าพ่อมีอะไรไปเสนอให้นายท่านแล้วล่ะ…” ท่านกระซิบ แม่ทัพน้อยได้ฟังก็ตาโต แต่ยังไม่พูดอะไรต่อ ฟังท่านไปเรื่อยๆ “เรื่องนี้เรารู้กันแค่พ่อ เจ้าแล้วก็แม่นะ เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่มากๆ และต่อไปก็จะเป็นเรื่องที่คนโตๆต้องจัดการต่อ”
แม่ทัพน้อยเอียงคอ “ต้องไม่บอกใครอื่นๆเหรอครับ กับพี่อามู่ พี่เลี่ยงเลี่ยง หรือพี่น้องของอาเป๋งก็ไม่ได้เหรอครับ?”
“ความลับบางอย่างบอกไปคนที่ฟังอาจไม่เข้าใจ หรือฟังแล้วเข้าใจผิดก็จะทะเลาะกันอีก” ท่านพ่ออธิบาย “แล้วก็นะ…คนที่รักษาความลับไว้ได้ ก็ถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง”
“งั้น…อาเป๋งไม่พูดเรื่องนี้กับใครนอกจากท่านพ่อกับแม่ก็ได้ครับ” พอแม่ทัพน้อยพูดจบ ท่านพ่อก็ยื่นมือมาลูบหัวแล้วหยิบกระดาษที่มีรูปวาดทุกแผ่นก่อนเดินออกไป แต่แล้วแม่ทัพน้อยก็นึกอะไรออกเลยร้องเรียก
“ท่านพ่อครับ! เดี๋ยวก่อน!”
“ว่าไงล่ะลูก?”
“คือ…” แม่ทัพน้อยพูดเสียงอ่อยๆ “อาเป๋งบอกเรื่องนี้กับเสี่ยวไป๋ด้วยได้มั้ยครับ?”
“ได้สิ แต่เสี่ยวไป๋จะเข้าใจรึเปล่า อันนี้พ่อไม่รู้หรอกนะ” ท่านพ่อตอบ ยิ้มมุมปากแล้วก็เดินจากไปจากตรงนั้น
เสี่ยวไป๋เดินมาข้างๆแม่ทัพน้อย ครางหงิงๆ กระดิกหางไปมา แม่ทัพน้อยหันไปมองก่อนจะเอามือลูบหัวมัน
“ถ้าเจ้าเก็บความลับของเราได้ เจ้าเองก็เป็นเด็กดีเหมือนกันนะ”
หลายวันต่อมา แม่ทัพน้อยถึงรู้ว่าเรื่องที่ท่านพ่อเอาไปบอกท่านลุงใหญ่ก็เกิดขึ้นจริงๆ
ที่มุมหนึ่งใกล้ๆประตูเมือง ท่านลุงใหญ่ให้คนไปสร้างโรงเตี๊ยมหรือบ้านหลังใหญ่สำหรับคนเดินทางไกลและคนยากจนที่ไม่มีบ้าน นอกจากห้องพักที่เก็บค่าเช่าเท่าที่คนในห้องพอจะจ่ายไหว แม่ทัพน้อยก็รู้ด้วยว่าที่โรงเตี๊ยมนั้นมีห้องพิเศษอยู่มากมายและห้องเหล่านั้นก็ถูกจัดเพื่อประโยชน์ต่างๆ
มีทั้งห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่และพ่อค้าที่มาทำงานที่เพงงวนก๋วน
มีทั้งห้องพักสำหรับคนที่เจ็บป่วยไม่สบาย และผู้หญิงที่จะมีลูก
มีห้องเล็กๆสำหรับเก็บสินค้าและสิ่งของมีค่าที่ผู้เข้าพักสามารถเอาไปฝากไว้ได้ระหว่างพัก
มีคอกที่มีหลังคาปิดสำหรับให้คนที่มาพักเอาม้า ล่าและล่อมาผูกไว้
นอกจากห้องเหล่านี้ ภายในเขตโรงเตี๊ยมนั้นยังมีห้องอาบน้ำ สวนดอกไม้และสระน้ำเล็กๆ และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลคนที่มาเข้าพักและอยู่อาศัยอย่างดีอีกด้วย
วันหนึ่ง แม่ทัพน้อยเห็นแม่กำลังเดินกับพี่เลี่ยงเลี่ยงและบรรดาสาวใช้คนอื่นๆ แม่ไม่ได้แต่งชุดสวยๆแบบทุกวัน แต่แต่งชุดชาวบ้านเนื้อหยาบๆแบบที่แม่เคยใส่ที่ฮอตัง แม่ถือตะกร้าใส่กิ่ง ก้าน ใบและดอกของอะไรสักอย่าง ส่วนพี่เลี่ยงเลี่ยงและคนอื่นๆก็ถือกล่องหลายใบเดินตามหลังแม่มา
“แม่จะไปไหนเหรอครับ?”
“จะไปดูแลคนไม่สบายในโรงเตี๊ยมน่ะจ้ะ” แม่ตอบ “อาเป๋งไม่ต้องตามไปนะ ลูกยังเล็กอยู่ ร่างกายไม่ได้แข็งแรงเท่าคนที่โตแล้ว อยู่บ้านไปก่อนเถอะ”
“แต่อาเป๋งอยากไปนะครับ” แม่ทัพน้อยเดินไปจับเอวแม่ มองแม่ด้วยสายตาออดอ้อน “วันนี้ท่านพ่อก็ไม่อยู่ด้วย อาเป๋งไม่อยากอยู่คนเดียว”
แม่ย่อตัวลงมา กอดเขาเบาๆ “แม่จะบอกอะไรให้นะ เด็กดีของแม่ ลูกไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆหรอก ในตัวของลูก ในเลือดของลูก มีพ่อกับแม่อยู่คนละครึ่งอยู่แล้วจ้ะ”
“แปลว่าอะไรหรือครับ สุดที่รักอธิบายหน่อยได้ไหม?”
“ก็…ตอนที่พ่อกับแม่สร้างอาเป๋ง เราก็แบ่งเอาวิญญาณของเราครึ่งหนึ่ง เอามารวมกัน แล้วก็ได้อาเป๋งไงจ๊ะ”
พอแม่กับทุกคนจากไปแล้ว แม่ทัพน้อยก็มานั่งวาดรึเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ใจก็ยังคิดถึงประโยคที่แม่พูด แล้วก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี
‘แม่บอกว่าท่านพ่อกับแม่สร้างอาเป๋งมา แปลว่า…อาเป๋งเป็นตุ๊กตาเหรอ? รึว่าเคยเป็น แล้วพอท่านพ่อกับแม่แบ่งวิญญาณมาใส่อาเป๋งก็เลยมีชีวิตขึ้นมา?’
คิดแล้วแม่ทัพน้อยก็หันไปมองตุ๊กตาทหารดินเผาตัวที่อาชุนเคยให้
‘แล้วถ้าเราแบ่งวิญญาณให้เจ้า เจ้าจะมีชีวิตแบบเรามั้ยนะ? รึว่า…เราต้องมีใครสักคนก่อนล่ะ? ไอ้หยา…แต่นอกจากแม่ อาเป๋งก็นึกไม่ออกเลยว่าบนโลกนี้จะมีใครสวยเท่าแม่อีกแล้วนี่นา’
แรกๆ แม่ทัพน้อยก็คิดว่าตัวเองคงจะไม่ได้ไปดูโรงเตี๊ยมแล้วตั้งแต่วันนั้น แต่ความจริงก็คือ แม่ทัพน้อยก็ได้ตามแม่ ท่านพ่อกับอาสามไปที่นั่น โดยที่อาสามกำชับว่าอย่าลืมเอาเสื้อผ้าและของเล่นที่ตัวเองเบื่อแล้วติดมาด้วย
อันที่จริง มันก็ไม่ใช่ของที่แม่ทัพน้อยกวนเป๋งเบื่อหรอก ของพวกนั้นคือของที่แม่ทัพน้อยคิดว่าตัวเองไม่ได้ใช้หรือเล่นบ่อยๆก็เท่านั้น ถ้าจะเก็บไว้ก็คงไม่รู้ว่าจะได้แตะมันอีกรึเปล่า บางที…ของพวกนั้นคงจะเหมาะกับคนอื่นๆมากกว่าเขาก็ได้
แม่ทัพน้อยไม่รู้หรอกว่าพวกคนโตๆเขาคุยอะไรกัน แต่ที่รู้ก็คือ ของที่แม่ทัพน้อยเอามานั้นถูกเอาไปให้เด็กๆที่เป็นลูกของคนที่มาเข้าพัก หรือไม่ก็เด็กเล็กๆที่เกิดในห้องสำหรับผู้หญิงที่จะมีลูก
แม่ทัพน้อยได้ขึ้นไปดูห้องที่พวกเด็กทารกอยู่กัน ในสายตาของแม่ทัพน้อย เด็กเหล่านี้ช่างดูบอบบางเหมือนดอกไม้เสียจริงๆ ใจหนึ่งแม่ทัพน้อยก็อยากจะเอามาอุ้มแบบที่ตัวเองเคยอุ้มเสี่ยวไป๋เมื่อตอนที่มันยังเป็นลูกสุนัข หรือไม่ก็บรรดาน้องเล็กๆแบบกงเจ็งและกงลิม หรืออาชุน แต่อีกใจก็รู้ดีว่าตัวเองคงทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะอุ้มแบบที่แม่เคยอุ้มน้องคนที่ 51 ไหวหรือไม่
สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจก็คือ โดยมากผู้หญิงที่มีลูกที่นี่พอเข้าพักได้ระยะหนึ่งก็จะออกไปพร้อมกับลูกของพวกหล่อน แต่บางครั้ง แม่ทัพน้อยก็จะเห็นว่าแม่ ท่านพ่อ หรือไม่ก็ท่านลุงใหญ่กลับมาที่จวนพร้อมกับเด็กตัวเล็กๆที่มาจากโรงเตี๊ยมนั้นด้วย
“สุดที่รักครับ ท่านพ่อครับ นี่น้องคนที่เท่าไหร่แล้วล่ะครับ?” แม่ทัพน้อยถามขึ้นในวันหนึ่ง ขณะมองเด็กทารกหนึ่งคนในอ้อมอกของแม่ แล้วก็เด็กชายอายุสองขวบ กับเด็กหญิงอายุหนึ่งขวบที่นั่งตักท่านพ่อ
“คนที่ 52 กับ 53 บนตักพ่อ ส่วนที่แม่อุ้มอยู่ก็คนที่ 54 จ้ะ” แม่ตอบ “พ่อแม่ของคนที่ 52 กับ 53 ท่าทางจะมีงานด่วนที่ต่างเมืองจริงๆ เลยเอามาฝากพ่อกับแม่ไว้ ส่วนคนที่ 54 นี่…แม่ของเขาไปเป็นนางฟ้าแล้วจ้ะ”
“ไปเป็นนางฟ้า…แปลว่าไปอยู่บนสวรรค์แบบท่านตาใช่มั้ยครับ?” แม่ทัพน้อยถามอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่แม่ก็ดึงตัวมากอด เสียงที่แม่ตอบมีความสั่นน้อยๆ “ใช่จ้ะ แม่ของน้องคนนี้จะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”
“คุณท่าน! ท่านอาจารย์เจ้าคะ!” พี่เลี่ยงเลี่ยงวิ่งมาจากอีกทาง ท่าทางกระหืดกระหอบ ชี้ไปด้านนอก “มีคนมาถามข้าเจ้าค่ะ ว่าเขาอยากได้ลูก จะขอลูกจากเรือนเล็กเอาไปอยู่บ้านเขาได้หรือไม่?”
วันนั้น แม่ทัพน้อยถึงได้รู้ว่าน้องคนที่ 51 เด็กที่นางฟ้าเอามาฝากให้แม่กับป้าเหล่งได้กลับไปอยู่กับพ่อและแม่ของนาง แปลว่าในบ้านเหลือพี่น้องอยู่ 53 คน และอีกวันต่อมา พ่อแม่ของน้องคนที่ 52 และ 53 ก็กลับมารับไปอยู่ด้วย ดังนั้นน้องเล็กคนที่ 54 ก็เลยกลายเป็นคนที่ 51 แทน และไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมารับเขากลับไปเลย
“พี่อันกี๋คิดถึงพ่อกับแม่ของตัวเองไหมครับ?” แม่ทัพน้อยถามขณะนั่งข้างๆพี่อันกี๋ในเย็นวันหนึ่ง โดยที่ข้างๆก็มีพี่จิวจิ๋นและพี่จิวตี้นั่งอยู่ด้วย ส่วนเจ้าเสี่ยวไป๋ก็ไปนอนเอาคางเกยตักพี่อันกี๋อย่างสบายใจ
“คิดถึงสิเจ้าคะ แต่พี่ก็ไม่รู้ว่าพวกท่านอยู่ที่ไหนแล้ว บ้านที่พี่เคยอยู่ก่อนถูกโจรจับจะเอาไปขายมันไกลจากเพงงวนก๋วนเหลือเกิน” พี่อันกี๋ตอบเสียงสั่นๆ มือลูบหัวเสี่ยวไป๋ไปมา
“พวกข้าสองคนเองก็เหมือนกันครับ” พี่ตี้เอ่ยก่อนเอาหัวซบบ่าพี่จิ๋น “แต่พวกข้าว่า พ่อกับแม่ก็คงลืมพวกเราไปแล้ว ไม่ก็นึกว่าเรา…หายไปจากโลกของคนเป็น”
แม่ทัพน้อยมองพี่น้องทุกคนในเรือนหลังเล็กอยู่นาน ก่อนกลับไปนอนที่ห้องนอนของตัวเอง ในสมองของหนุ่มเก้าขวบคิดนั่นคิดนี่หลายตลบ มือกำตุ๊กตาดินเผาตัวนั้นไว้แนบแน่น ขณะที่ดวงตาก็เหม่อมองไปยังตะเกียงที่ไฟยังไม่ดับ
‘แม่เคยบอกว่าอาเป๋งเกิดจากวิญญาณของท่านพ่อกับแม่รวมกัน แล้วแม่ก็ปั้นตุ๊กตาขึ้นมา เอาวิญญาณใส่ แล้วอบในเตา…เตาที่ผู้หญิงเท่านั้นที่มี’ แม่ทัพน้อยทวนสิ่งที่ตัวเองเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ‘แต่เตานี้ไม่ได้อบตุ๊กตาแค่ห้านาทีสิบนาที แต่อบไปตั้งเก้าเดือน อาเป๋งถึงจะออกมาได้ งั้น…เด็กคนอื่นๆก็คงเกิดมาจากเตาอบเหมือนๆกับที่อาเป๋งเกิดมาสินะ’
แม่ทัพน้อยเหลือบมองเจ้าตุ๊กตาตัวนั้นอีกครั้ง แล้วก็ยิ่งคิดหนักขึ้นไปอีก
‘แม่บอกว่าเด็กที่ออกมาจากเตาอบน่ารักทุกคน แต่เพราะยังตัวเล็กเกินไป คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็เลยต้องดูแลนานหน่อย’
‘แล้ว…น้องตัวเล็กๆที่กลับมาที่บ้านนี้เพราะพ่อแม่ไม่สะดวกหรือแม่ไปเป็นนางฟ้าล่ะ? ทำไมพ่อแม่ของน้องๆพวกนั้นถึงไม่ดูแลลูกเองนะ?’
‘แล้วพ่อแม่ของพวกพี่เลี่ยงเลี่ยง พี่ๆแฝดแซ่จิวกับพี่อันกี๋…พวกเขาหายไปไหนกันล่ะ? ทำไมไม่กลับมารับพวกเขาแบบที่พ่อแม่ของน้องคนที่ 51 คนเก่า กับคนที่ 52 และ 53 ทำกัน?’
‘แล้ว…จะมีวันไหนไหมนะที่ทั้งแม่กับท่านพ่อไม่สะดวก แล้วเอาอาเป๋งไปฝากให้คนอื่น?’
แม่ทัพน้อยอยากจะถามตุ๊กตาดินเผาจริงๆ แต่ก็รู้ดีว่ามันพูดไม่ได้ เขาก็เลย…ทำได้แค่นอนหลับให้ค่ำคืนนี้ผ่านไป และหวังว่าพวกพี่น้องทั้งหลายจะได้กลับบ้านไปเจอพ่อแม่ของพวกเขาจริงๆซะที

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น