บ้านนี้มีหมา
“ระหว่างหมากับแมวอาชอบอะไรมากกว่ากัน?” หลานชายวัยกระเตาะเอ่ยถามฉันด้วยแววตาใคร่รู้ ฉันครุ่นคิดอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป
“หมามั้ง ไม่รู้ดิ อาเคยเลี้ยงแต่หมาไม่เคยเลี้ยงแมวด้วยสิ” ว่าจบก็เอื้อมมือไปจับแก้มอ้วน ๆ นั่นของเด็กชายด้วยความเอ็นดู ก่อนที่เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะฉายภาพขึ้นมาให้หวนนึกถึงอีกครั้ง
เมื่อตอนที่ฉันยังเรียนอยู่ชั้นประถม ฉันจำได้ว่าที่บ้านของเราได้รับเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งเอาไว้ เพราะเพื่อนบ้านบอกว่าจะเอามันไปทิ้งที่วัด สาเหตุเพราะมันกัดรองเท้า และมันไม่ได้น่ารักเหมือนตอนเด็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว คำพูดเหล่านั้นค่อนข้างทำร้ายจิตใจคนรักสัตว์อย่างฉันพอสมควร พ่อกับแม่ที่เห็นท่าทางแบบนั้นของฉัน เลยตัดสินใจว่าจะเป็นครอบครัวหลังต่อไป และหลังสุดท้ายให้กับเจ้าหมาน้อยตัวนี้
เจ้าหมาน้อยตัวนี้มีชื่อว่า ไข่เจียวฟู เพราะตอนเด็ก ๆ มันมีขนสีน้ำตาลฟูฟ่องเหมือนไข่เจียว แต่ส่วนใหญ่ทุกคนจะเรียกมันว่า เจ้าฟู ความน่าสงสารของเจ้าฟูคือตอนเด็ก ๆ มันเป็นที่รักของเจ้าของเก่ามันมาก ทุกครั้งที่ฉันแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน ก็มักจะเห็นมันถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมายอยู่เสมอ ด้วยความเป็นหมาเด็ก ซ้ำยังหน้าตาน่ารัก จึงไม่แปลกเลยที่ทุกคนจะให้ความสนใจ
ทว่าพอมันย่างเข้าวัยรุ่น ขนที่เคยฟูฟ่องก็โดนตัดสั้นจนเกรียนเพราะโรคผิวหนังติดเชื้อ ร่างกายผอมแห้งเพราะไม่ค่อยได้กินอาหารดี ๆ จากเจ้าของ ผลสุดท้ายพอเจ้าของไปเจอลูกหมาตัวใหม่ ก็เลยอยากจะทิ้งหมาวัยรุ่นตัวเก่าอย่างมัน บ้านฉันเลยรับมันมาเลี้ยงเอาไว้ด้วยความสงสาร
เจ้าฟูเป็นหมาที่ว่านอนสอนง่าย และฉลาดเฉลียว มันมักจะคอยเฝ้าบ้านให้พวกเราตอนกลางคืน หรือในยามที่ไม่มีใครอยู่บ้านเสมอ เจ้าฟูไม่ดุเลยถ้าเป็นคนใครครอบครัวของฉัน ทว่าพอเป็นคนนอก อาจโดนมันเห่าใส่หรือบางครั้งก็ถึงขั้นเลือดตกยางออกก็มี
สมัยนั้นแม่ของฉันยังทำงานอยู่ที่โรงงาน และแม่ต้องไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ พ่อจะเป็นคนขับรถไปส่งแม่ที่รถพนักงานทุกเช้า เวลาประมาณตีสามตีสี่ได้ เจ้าฟูก็จะวิ่งไปส่งถึงหน้าปากซอยทางเข้าบ้าน จนบางครั้งก็จะโดนแม่ไล่ตะเพิดกลับมาเพราะว่าแม่เป็นห่วง กลัวว่ามันจะโดนรถเฉี่ยวชนเข้าในสักวัน
วันเวลาผ่านไปในซอยของเราก็มีหมาตัวใหม่ปรากฏ เป็นหมาของพนักงานขับรถคนหนึ่ง เขาถูกจ้างวานจากเพื่อนข้างบ้านของฉัน ให้เข้ามาขนของไปไว้ยังอีกสถานที่หนึ่ง เขาทิ้งเจ้าตูบตัวนี้เอาไว้ด้วยเหตุผลที่ว่า
“เดี๋ยวผมกลับมารับ” ทว่านั่นกลับเป็นเพียงคำโกหกเท่านั้น เขาไม่เคยคิดที่จะเลี้ยวรถกลับเข้ามาในซอยนี้เพื่อตามหาเจ้าหมาน้อยที่แสนน่าสงสารตัวนี้เลยด้วยซ้ำ
เจ้าหมาน้อยที่ถูกทอดทิ้งช่างน่าสงสาร มันไม่มีทั้งข้าวให้กิน และที่ให้นอน แต่ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี บ้านของฉันตัดสินใจเอาอาหารกับน้ำไปให้มันกิน สร้างพื้นที่เล็ก ๆ บริเวณหน้าบ้านไว้ให้มันเข้ามาหลบฝนและหลับพักผ่อน ไป ๆ มา ๆ ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนบ้าน ที่พอจะสนิทชิดเชื้อกับพนักงานขับรถคนนั้น แล้วก็ได้ทราบว่าเจ้าหมาน้อยตัวนี้มีชื่อว่า ดิ๊ก ที่มาจากคำว่า ดุ๊กดิ๊ก
ตอนแรกพวกเราก็จะเลี้ยงมันเอาไว้จนกว่าเจ้าของเก่าจะกลับมาเอา ทว่าเขากลับไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลยตั้งแต่วันนั้น ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าเจ้าดิ๊กได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงเจ้าฟูไปแล้ว ฟูกลายเป็นหัวหน้าฝูงอย่างเต็มตัว สังเกตจากตอนกินข้าว ฟูจะกินข้าวก่อนแล้วเจ้าดิ๊กค่อยกินตามทีหลัง พวกมันไม่ค่อยกัดหรือทะเลาะกันสักเท่าไหร่นัก อาจเพราะเจ้าดิ๊กเป็นหมาที่โดนทิ้งเหมือนกันพวกมันก็เลยเข้าใจกันดีกระมัง
ผ่านไปได้ไม่นาน ก็มีหมาตัวใหม่เข้ามาในซอยอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นตัวเมีย เจ้าฟูดูท่าจะชอบเจ้าหมาตัวนี้มากเลยทีเดียว ได้ข่าวมาว่ามันหลงมาจากซอยบ้านข้าง ๆ พวกเราเลยตั้งชื่อมันว่า เจ้าหลง ย่าของฉันเป็นคนขี้สงสารก็เลยชอบให้อาหารมันบ่อย ๆ เจ้าหลงคงรับรู้ได้ว่าบ้านหลังนี้มีแต่คนรักและเอ็นดูมัน สุดท้ายมันก็เลยเข้ามาเป็นสมาชิกตัวที่สามของฝูงจนได้
ทุกอย่างเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งมาถึงเดือนติดสัด อย่างที่รู้ ๆ กันว่าสุนัขก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้นมันไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมทางเพศของตัวเองได้ เจ้าฟูเปลี่ยนไปหลังจากการติดสัดครั้งนั้น มันหวงเจ้าหลงมาก ไม่ให้หมาตัวผู้ตัวอื่นเข้าใกล้เลยแม้แต่นิด โชคดีหน่อยที่มันยังให้ครอบครัวฉันเข้าใกล้มันเหมือนเดิม โดยไม่คิดจะแว้งกัดหรือว่าอะไร
ที่ซอยบ้านข้าง ๆ มีการรวมตัวของหมาวัยหนุ่มมากหน้าหลายตา ทำให้เกิดสงครามที่ไม่เล็กระหว่างเจ้าหมาสี่ขาขึ้น พวกมันกัดและเห่าเสียงดังใส่กันเพื่อแย่งตัวเมียที่มีเพียงแค่ตัวเดียวในซอยอย่างเจ้าหลง เจ้าฟูสู้จนได้รับชัยชนะมาโดยตลอด ทว่ากลับพลาดท่าในวันที่ฝนตก เจ้าฟูโดนหัวหน้าจ่าฝูงของแก๊งหมาหนุ่มกัดและพลัดตกลงบ่อน้ำที่อยู่ใต้ถุนบ้านฉัน ไม่รู้ว่าเพราะมันติดสัดหรือว่าอะไร แต่มันไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้มันเลย ยกเว้นแม่ของฉัน แม่เป็นคนเอาอาหารไปป้อนใส่ปากให้มันเพราะสภาพมันแทบจะไม่ไหวแล้ว พวกเราพยายามพามันไปรักษาแต่ก็ไม่ทัน สุดท้ายเจ้าฟูก็จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ
ความเงียบเหงาเข้าครอบคลุมบริเวณบ้านของเราอย่างชัดเจน จากที่มีเหล่าหมา ๆ คอยวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เหลือหมาเพียงแค่สองตัว ที่พอฉันมองไปที่พวกมันทีไรก็รู้สึกใจหายทุกที
หมาตัวหนึ่งก็ท้องแก่ อีกตัวก็ท่าทางแปลก ๆ มาหลายวัน ฉันสังเกตเห็นแผลบนหัวของเจ้าดิ๊กที่มันเหวอะมากกว่าปกติ ยืนอยู่ห่าง ๆ ยังได้กลิ่นเหม็นเน่าจนแทบจะอาเจียนออกมา ฉันไปบอกเรื่องนี้กับพ่อ พ่อเลยไปหายามาทาให้กับมัน ทว่าอาการก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งพ่อรู้สาเหตุที่แท้จริงของแผลบนหัวเจ้าดิ๊ก
พ่อบอกว่าวันนั้นกำลังจะเดินออกไปทิ้งขยะ พ่อได้ยินเสียงร้องของหมาดังมาจากห้องน้ำบ้านข้าง ๆ ไม่นานเจ้าดิ๊กก็วิ่งออกมาอย่างตื่นตระหนก มีบาดแผลบนหัวและหลังเหวอะหวะไปหมด ร่างของชายคนหนึ่งที่ในมือถือไม้หน้าสามเอาไว้เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ
“ไอ้หมาเวร มานอนในห้องน้ำบ้านกู เป็นไงล่ะหัวเหวอะไปสิ” พ่อรู้ได้ในทันทีเลยว่าสาเหตุที่ทำให้ดิ๊กอาการไม่ดีขึ้น ไม่ได้เป็นเพราะมันไปกัดกับหมาที่ไหน ทว่ากลับเป็นคนต่างหากที่ใจยักษ์ใจมาร ทำร้ายสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจได้ลงคอ
หลังจากนั้นไม่นานเจ้าดิ๊กก็จากไปเพราะแผลติดเชื้อ ฉันสงสารมันมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์เหมือนอย่างปัจจุบัน ตอนนี้เหลือเพียงเจ้าหลงแล้วที่เป็นหมาเพียงตัวเดียวของซอยเรา เจ้าหลงคลอดลูกออกมาคอกหนึ่ง ข้างบ้านรีบพุ่งเข้ามาแย่งลูกหมาหน้าตาน่ารัก ๆ ไปทันที พ่อเองก็ไม่ได้ห้ามอะไรเพราะเขาก็ไม่สามารถเลี้ยงพวกมันไว้ได้ทั้งหมด สุดท้ายเหลือเพียงลูกหมาขนสีน้ำตาลเหลืองทองตัวหนึ่งไว้เท่านั้น หลานชายฉันตั้งชื่อให้มันว่า เจ้าแจ๊ซ
ทุกอย่างเหมือนจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง แต่แล้วเราก็ได้รับข่าวเศร้า เมื่อพบว่าเจ้าหลงได้จากพวกเราไปอีกตัวแล้ว เจ้าหลงเสียเพราะว่าโดนพิษงูเห่า มันแอบไปนอนหลับที่กองไม้แห่งหนึ่งที่มีรังของงูซ่อนอยู่ด้านใน กว่าพวกเราจะพบศพของมัน มันก็ขึ้นอืดจนศพบวมไปหมดแล้ว นั่นเลยทำให้ฉันคิดว่าบางทีบ้านเราอาจจะไม่มีโชคเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ก็เป็นได้ เพราะหมาแต่ละตัวก็ต่างตายไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วยกันทั้งนั้น
วันเวลาผ่านไปนานอยู่มากโข เจ้าแจ๊ซโตเป็นหนุ่มโดยมีบ้านของเราคอยให้อาหารมันทุกมื้อ แต่แล้ววันหนึ่งมันก็หายตัวไป หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเราพยายามออกตามหามันกันแล้วแต่ก็ไม่พบ จนรู้มาคร่าว ๆ ว่ามันไปติดหมาสาวที่อยู่หมู่บ้านข้าง ๆ พวกเราก็โล่งใจที่อย่างน้อย ๆ มันก็ไม่ได้ตายจากกันไป แต่ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา เจ้าแจ๊ซก็หายออกจากบ้านไปโดยที่ไม่กลับมาให้พวกเราเห็นหน้าอีกเลย
จนมาถึงเจ้าหมาตัวสุดท้าย เป็นหมาที่พวกเราไปเจอที่หลังบ้าน มันอยู่ริมคลองกับแม่ของมัน คนแถว ๆ นั้นรับมันไปเลี้ยงสองสามตัว เหลือเจ้าตัวน้อยนี่ตัวเดียว เพื่อนข้างบ้านเลยอาสารับมันไปเลี้ยง พวกเขาตั้งชื่อมันว่า เจ้าเปา มาจาก ซาลาเปา ตอนแรกฉันเห็นพวกเขาบอกว่าจะรับมันไปเลี้ยงก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่น่าจะทิ้งเจ้าเปาเหมือนอย่างกรณีเจ้าฟูในอดีตอีก
แต่กรณีของเจ้าเปาหนักกว่าหมาตัวอื่น ๆ ที่กล่าวมา เพราะว่าเจ้าเปาเป็นหมาผู้ถูกกระทำ มันทั้งโดนบีบคอ โดนเตะ โดนมัด โดนล่ามโซ่ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะห่างจากแม่ตัวจริงของมันมาได้ไม่กี่เดือน เปาน่าเวทนามากจนในที่สุดพอมันโตขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง คนพวกนั้นก็ละทิ้งพวกมันเหมือนกับเจ้าฟูอีกครั้ง พวกเราเลยอาสาเลี้ยงมันเอาไว้เอง ทว่าเปากลับเป็นหมาที่มีท่าทางเหมือนหมาออทิสติก ไม่ค่อยฟังคำสั่ง ชอบเห่า ชอบกัดคนแปลกหน้า จนพ่อของฉันต้องจำยอมใช้เชือกมัดมันเอาไว้
แต่เหมือนนั่นจะไม่ใช่วิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง เพราะผลสุดท้ายแล้วการทำแบบนั้นก็ยิ่งทำให้มันดุมากกว่าเดิม มีครั้งหนึ่งลูกพี่ลูกน้องของฉันแค่จะเดินกลับมาเอาของที่บ้านของฉันเท่านั้น เจ้าเปามันไม่คุ้นเคยกลิ่น มันก็เลยกัดที่ขาเข้าให้ ตอนนั้นต้องเสียเงินเยียวยาไปมากพอสมควรเลยทีเดียว แต่เราก็ยังเลี้ยงมันเอาไว้ พยายามสั่งสอนไม่ให้มันทำตัวแบบนี้อีก มิเช่นนั้นมันอาจจะโดนคนที่ไม่ชอบมันเอาข้าวผสมยาเบื่อมาให้กินได้
ก่อนหน้านี้มีหมาหลายตัวแถวบ้านโดนยาเบื่อพรากชีวิตไป เจ้าดิ๊กก็เคยเกือบจะเป็นหนึ่งในนั้น โชคดีที่พี่ชายข้างบ้านรีบพามันไปส่งโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที มันจึงรอดจากการโดนยาเบื่องวดนั้นมาได้ ทว่ากลับต้องจากไปด้วยความอำมหิตของมนุษย์แทน
เจ้าเปาเป็นหมาที่เป็นที่จงเกลียดจงชังของคนทั้งซอย เพราะนิสัยเสียของมันคือมันชอบเห่า ชอบคาบรองเท้าไปแทะเล่น ทำให้ช่วงนั้นรองเท้าของคนในซอยหายกันอยู่บ่อย ๆ ต้องซื้อใหม่กันรัว ๆ บ้านฉันโดนก่นด่าอยู่เป็นประจำหาว่าดูแลมันได้ไม่ดี ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง พ่อเหลืออดกับมันหลายครั้ง ทว่าก็ไม่ได้ทิ้งมันไปเพราะหนึ่งคือสงสาร สองคืออย่างน้อย ๆ ในยามที่บ้านไม่เหลือใครก็ยังมีมันเป็นเพื่อนที่ช่วยแก้เหงาได้ เพราะตอนนั้นฉันต้องไปฝึกงานต่างจังหวัด พี่สาวก็ไปทำงานที่กรุงเทพ แม่ก็เพิ่งเสีย ย่าก็อยู่โรงพยาบาล มีแค่เจ้าเปานี่แหละที่เป็นเพื่อนเพียงตัวเดียวของเขา ในยามที่เขาไม่มีใคร
เปาอยู่กับเรานานพอสมควรแม้จะไม่ได้นานเท่าแก๊งเจ้าฟูก็ตาม ว่ากันตามตรงฉันผูกพันกับเจ้าฟูมากกว่าเพราะเติบโตมาด้วยกัน เล่นกันมาตลอดตั้งแต่เล็ก ๆ ทว่ากับเจ้าเปาเหมือนพ่อจะสนิทกับมันมากกว่าฉัน พ่อดูแลเจ้าเปาไม่ได้ต่างจากลูกคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยบ่นว่ามันเป็นภาระของที่บ้าน เพราะต้องหาข้าวหาปลามาให้มันกินไม่เว้นแต่ละวัน แต่แกก็ทำได้แค่บ่น ผลสุดท้ายก็ทนเอ็นดูเจ้าหมาตัวนี้ไม่ได้ ต้องซื้ออะไรมาฝากมันอยู่ร่ำไป
จนพักหลัง ๆ มาเจ้าเปาเริ่มซูบผอม มันไม่ค่อยส่งเสียงเห่าหรือทำท่าทางแบบปกติที่มันเคยทำเลยด้วยซ้ำ ผิดแปลกไปจนน่าใจหาย จนพ่อไปรู้มาว่ามันไปกัดกับหมาหนุ่มที่อยู่ซอยถัดออกไปไม่ไกล พ่อกำชับมันว่าสภาพมันแก่มากแล้ว ไปสู้กับใครก็มีแต่ตายเท่านั้น ฉันไม่รู้เลยว่าเจ้าเปามันฟังรู้เรื่องหรือเปล่า แต่หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่เห็นมันไปหาเรื่องหมาตัวไหนเพิ่มอีกเลย
มีแต่แก๊งหมาพวกนั้นที่เข้ามาล้ำเส้นอาณาเขต ตกกลางคืนฉันมักจะได้ยินเสียงเห่า รวมถึงเสียงการทะเลาะวิวาทจากหน้าบ้าน พอเปิดประตูออกไปก็พบว่ามีหมาจำนวนมากกำลังเข้ามารุมกัดเจ้าเปา ฉันหยิบไม้กวาดไล่ตะเพิดไปทีละตัว จนพวกมันวิ่งหนีหางจุกตูด ทำให้ได้รู้ว่าที่บาดแผลของเจ้าเปาไม่หายดีสักทีเพราะโดนกัดอยู่ตลอดนี่เอง
พวกเราพยายามประคับประคองอาการของเจ้าเปาอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่งมันอาการดีขึ้น กลับมากินข้าวจนหมดจาน พ่อฉันคิดว่ามันน่าจะหายดีแล้วก็ดีใจ วันนั้นพวกเราติดธุระทั้งคู่ ต้องออกไปข้างนอก ก็ฝากให้หลานชายคอยดูมันเอาไว้ ฉันหันไปมองเจ้าเปาที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ตรงโต๊ะลายหินอ่อน แล้วขับรถออกไปข้างนอก
พวกเรากลับมาจากธุระ ใช้เวลาไปราว ๆ สองชั่วโมงได้ ฉันยังเห็นเจ้าเปานอนอยู่ในท่าเดิมก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งพ่อของฉันจะเอาข้าวมาให้มันกิน จึงได้ทราบว่าเจ้าเปาได้จากพวกเราไปอีกตัวหนึ่งแล้ว
ร่างของมันไร้ซึ่งการทำงานของอวัยวะใด ๆ เนื้อตัวยังอุ่น ๆ ราวกับเพิ่งหมดลมไปได้ไม่นาน พ่อยืนแน่นิ่งอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจยกร่างของมันไปไว้ที่หลังบ้าน จัดการขุดหลุมแล้วฝังศพมันเอาไว้ โดยมีฉันช่วยอยู่ไม่ห่าง
หลังจากวันนั้นบ้านเราก็เงียบเหงามากกว่าที่เคย ไม่มีเสียงเห่า ไม่มีเสียงพูดคุยของพ่อกับหมาตัวโปรดของเขา ว่าง ๆ พ่อก็จะบ่นพึมพำกับตัวเองว่า คิดถึงเจ้าเปามันเหมือนกันนะ ป่านนี้ไปเกิดเป็นคนแล้วมั้ง ฉันก็ได้แต่ปลอบใจแกไปวัน ๆ เพื่อบรรเทาความเศร้าที่แกกำลังประสบพบเจอ
นับแต่นั้นเป็นต้นมาพ่อก็ไม่กล้ารับเลี้ยงหมาตัวไหนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบ้านอีกเลย อาจเพราะยังฝังใจกับสัตว์เลี้ยงตัวเก่า แล้วก็ไม่อยากผูกพันกับสัตว์ตัวไหนอีก ทว่าราวกับบ้านของเราเสมือนเป็นที่พำนักสำหรับสัตว์จรทั้งหลาย บางครั้งก็มีแมวหลงเข้ามาในบ้าน แต่พ่อเขาเป็นประเภทที่ไม่ชอบแมวสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะเตะมันออกจากบ้านหรืออะไรแบบนั้น ก็มีให้ข้าวให้น้ำมันบ้างเพราะสงสาร สุดท้ายที่บ้านเราก็จะมีแมวขาจรแวะไปเวียนมาอยู่เสมอ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเพราะอย่างน้อย ๆ พ่อฉันก็ไม่ต้องเหงา ถึงแม้ฉันจะรู้ว่าภายในใจของเขา จะยังคิดถึงหมาตัวเก่าของตัวเองอยู่เสมอก็ตาม
ตัดกลับมายังปัจจุบัน ฉันที่กำลังจมอยู่กับเรื่องราวในอดีตก็หลุดออกจากภวังค์ เพราะรู้สึกอยากทำอะไรบางอย่างขึ้นมา เร็ว ๆ นี้จะวันเกิดพ่อของฉันแล้ว ฉันหวังว่าของขวัญชิ้นนี้พ่อจะชอบมันนะ
ฉันหยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่งแล้วบรรจงวาดรูปลงไป พยายามเค้นความทรงจำที่แสนเลือนรางถึงพวกเขาที่จากไปไกลแสนไกล ลงดีเทลลักษณะเด่นที่พอจะจำได้ ก่อนจะตัดเส้นและลงสีอย่างสวยสดงดงาม ฉันจ้องมองรูปภาพเหล่านั้นก็อดที่จะคิดถึงเจ้าก้อนกลม ๆ พวกนี้ไม่ได้ พวกเราเคยมีช่วงเวลาร่วมกันมา ซึ่งมันดีมาก ฉันหวังว่าในวันนี้พวกแกจะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือ ได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นสักทีนะ
ฉันค่อย ๆ เดินไปหาพ่อที่กำลังนั่งชมนกชมไม้อยู่ที่หน้าบ้าน พร้อมกับกระดาษวาดรูปในมือ ก่อนจะยื่นมันให้กับท่านพร้อมพูด
“สุขสันต์วันเกิดนะ นี่ของขวัญ”
เขามองมาที่ฉันด้วยท่าทางประหลาดใจ ก่อนจะรับของขวัญชิ้นนั้นไปพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบแว่น เพื่อจะมองได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ทันทีที่พ่อเห็นภาพตรงหน้าก็นิ่งเงียบไป เขาจ้องมองที่รูปภาพนั้นสักพัก เอามือลูบไล้มันไปมาราวกับกำลังลูบหัวของเหล่าสุนัขพวกนั้นอยู่อย่างไรอย่างนั้น ก่อนที่ท่านจะหันมามองที่ฉันแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ขอบใจนะ” ฉันยิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะเข้าไปนั่งข้าง ๆ เป็นเพื่อนพ่อ แล้วก็ชวนคุยกันเรื่องเจ้าหมาเหล่านั้นที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของพวกเรา
สุดท้ายนี้อยากฝากบอกนักอ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นคนรักหมาหรือคนรักแมว หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นก็ตาม สัตว์เหล่านี้เองก็มีชีวิตเหมือนกับพวกเรา มันมีจิตใจ มีความรู้สึก มันแค่สื่อสารเป็นภาษามนุษย์เหมือนกับเราไม่ได้เท่านั้นเอง อย่ารักมันเพียงเพราะว่าวัยเด็กมันน่ารัก แล้วละทิ้งมันในยามมันเติบโตเลยนะคะ ขอบคุณทุก ๆ คนที่อ่านมากันจนถึงตรงนี้ ไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น