เกิดใหม่เป็นภริยารองของคุณชายจอมเสเพล [BL] บทที่ 1
“นั่นใช่คุณชายหลิน ภริยารองของคุณชายซ่งที่เขาลือกันหรือเปล่า?”
“ตายแล้ว ใช่จริงด้วย แต่ข้าได้ยินมาว่าเขามีใบหน้าอัปลักษณ์มิใช่หรือ แต่ว่านี่...” เสียงซุบซิบนินทาจากบรรดาสตรีที่ไร้ซึ่งมารยาทเหล่านั้น สร้างความรำคาญให้กับบุรุษโฉมงามเช่น ‘หลิน เพ่ยอิง’ เป็นอย่างยิ่ง เจ้าตัวเหลือบไปมองทางต้นเสียงก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อย หญิงสาวเหล่านั้นพากันอ่อนระทวยต่อรอยยิ้มพิฆาตนั่นเข้าเต็มเปา เพ่ยอิงยิ้มเยาะทันใดก่อนจะต้องชะงัก เมื่อพบว่าที่ข้างกายมีร่างสูงโปร่งของใครบางคนเข้ามาแนบชิด ลมหายใจอุ่นรดอยู่ที่ซอกคอ เพ่ยอิงรู้สึกจั๊กจี้เป็นอย่างยิ่งจึงค่อย ๆ ถอยห่างออกมา ทว่ากลับโดนมือหนาคว้าแขนเอาไว้ได้เสียก่อน
“จะไปไหนหรือคนงาม? คงมิใช่ว่าจะไปสร้างปัญหาอีกหรอกใช่หรือไม่?” เสียงทุ้มนั่นเอ่ยพลางยกยิ้มมุมปาก เพ่ยอิงหันไปมองก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ ยกมือขึ้นแล้วส่ายไปมาเชิงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่อีกฝ่ายยกขึ้นมา
“ท่านก็กล่าวหาข้าเกินไป หลิน เพ่ยอิงผู้นี้เคยสร้างปัญหาอะไรให้กับท่านที่ไหนกันเล่า?” ว่าพลางถอยหนีมือหนานั่นทีละนิด ๆ เจ้าของร่างสูงโปร่งเหลือบมองร่างเล็กตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมา พลางปล่อยมือที่จับเอาไว้ให้เป็นอิสระทันที
“อยู่ร่ำไป” ว่าจบก็เดินตัวลิ่วไป หลิน เพ่ยอิงมองตามแผ่นหลังกว้างนั่นเพียงชั่วครู่ก่อนจะก่นด่าออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ
“คนที่สร้างปัญหามากที่สุดมันแกไม่ใช่หรือไงฮะ ไอ้คนเจ้าชู้” ว่าจบก็เดินตามหลังอีกฝ่ายไปติด ๆ พลางเหม่อลอย เพราะกำลังหวนคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในสมองอยู่ รวมไปถึงเรื่องที่เขาไม่ใช่หลิน เพ่ยอิงตัวจริงด้วย
คนที่อาศัยอยู่ในร่างของหลิน เพ่ยอิงตอนนี้ คือ ‘ซัน’ เด็กหนุ่มวัยยี่สิบสามปีที่เพิ่งจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาหมาด ๆ และกำลังเดินทางเข้าสู่ชีวิตวัยทำงานที่ตัวเองรอคอยมาเนิ่นนาน ทว่าสวรรค์กลับหมั่นไส้ปล่อยรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาปะทะเข้ากับร่างของเขาเข้าอย่างจัง บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย จนผลสุดท้ายเขาก็เสียชีวิตคาที่ ทว่าพอรู้สึกตัวอีกทีกลับกลายเป็นว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ ซ้ำร้ายยังต่างวัฒนธรรมและยุคสมัยกันมากอยู่พอสมควรเลยทีเดียว
ในช่วงแรก ๆ ซันแทบจะเป็นตัวประหลาดประจำจวนเลยเสียด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างที่นี่มันยังใหม่สำหรับเขาไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชื่อ อาหาร สถานที่ ราวกับตัวเองหลุดเข้ามาในนิยายจีนโบราณ ทว่าในขณะที่ทุกคนรัวภาษาจีนใส่เขา แต่เขากลับสามารถแปลความหมายของประโยคเหล่านั้นได้ และยังสื่อสารกลับไปได้อีกด้วย เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ของการมาเกิดใหม่ในยุคจีนโบราณ
หลังจากใช้ชีวิตในร่างใหม่ในฐานะของคุณชายหลินมาอยู่หลายเดือน ซันก็ได้ทราบเรื่องราวของชายผู้นี้อย่างคร่าว ๆ หลิน เพ่ยอิง เป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูลหลิน เขามีพี่สาวที่อายุห่างกันเพียงสองปี ผู้มีนามว่า ‘หลิน เพ่ยซาน’ แม้ว่าทั้งสองจะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ทว่าเพ่ยซานกับเพ่ยอิงกลับไม่ได้รักใคร่กลมเกลียวกันดังเช่นพี่น้องคู่อื่น เหตุเพราะฝั่งพ่อก็รักแต่ลูกสาว ฝั่งแม่ก็แคร์แต่ลูกชาย ผลสุดท้ายก็เกิดการชิงดีชิงเด่นกันแบบไม่มีที่สิ้นสุด แต่ด้วยลักษณะนิสัยที่มักจะยอมคนอื่นง่าย ๆ ของเพ่ยอิง เลยทำให้เขามักจะเป็นรองพี่สาวของตนเองอยู่ร่ำไป ทั้ง ๆ ที่หากเทียบจากความงดงามแล้วนั้นไซร้ เพ่ยอิงชนะขาดลอยได้เลยด้วยซ้ำ
“ท่านพี่ กำไลหยกชิ้นนี้ช่างงดงามเหลือเกิน ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่?” เสียงเล็กแหลมแสบแก้วหูของใครบางคนดังขึ้นที่ด้านหน้า ซันในร่างของเพ่ยอิงชะโงกมองดูก่อนจะต้องเบ้ปากทันใด เจ้าของเสียงนกแก้วนกขุนทองนั่นจะเป็นใครได้อีกนอกเสียจาก หลิน เพ่ยซาน พี่สาวแท้ ๆ ของเขา
ซันไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมของคนที่นี่สักเท่าไหร่นัก แต่ก็น่าจะคล้าย ๆ กับวัฒนธรรมยุคก่อนจากดินแดนที่เขาจากมา สองพี่น้องตระกูลหลินถูกแต่งเข้าเรือนตระกูลซ่งพร้อมกัน เท่านั้นยังไม่พอ สามียังเป็นคนเดียวกันอีกต่างหาก คงเพราะทางผู้หลักผู้ใหญ่ทราบดีว่า ‘ซ่ง เมิ่งหาน’ เป็นคนเช่นไร จึงส่งทั้งบุตรหญิงบุตรชายมาเป็นเครื่องบรรณาการ เพื่อแลกกับมิตรไมตรีทางการค้าของทั้งสองตระกูล
ทว่าแม้จะเป็นถึงชายที่มากรักอย่างเมิ่งหาน ที่เขาลือกันให้จ้าละหวั่นว่าขอเพียงแค่คลำไปแล้วไม่เจอหางชายผู้นี้ก็สามารถร่วมรักกับเขาได้แบบไม่ติดใจอะไร แต่กับปฎิบัติต่อเขาและพี่สาวต่างกันราวฟ้ากับเหว ในขณะที่ไม่ว่าเพ่ยซานจะขออะไร เมิ่งหานก็จะจัดการให้เสียเสร็จสรรพ ไม่มีอิดออด ขอเพียงฮูหยินเอกของข้าพอใจเป็นพอ ตัดมาเป็นเพ่ยอิงกลับตรงกันข้ามกันทั้งหมด เพ่ยอิงร้องขอสิ่งใดเมิ่งหานไม่เคยบันดาลให้สักครั้ง เรียกร้องขอความรัก ความเอ็นดูดังเช่นที่พี่สาวตนได้ เมิ่งหานก็ไม่เคยมอบให้ ซันรู้สึกสงสารเจ้าของร่างของตัวเองจับใจ หลังจากที่ได้ทราบเรื่องนี้จากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของหลิน เพ่ยอิง
แต่ในเมื่อตอนนี้หลิน เพ่ยอิงที่เคยเป็นเบี้ยล่าง ผู้ถูกกดขี่ข่มเหงสารพัดจากไปอย่างสงบแล้ว ซันที่ได้เข้ามาอยู่อาศัยร่างนี้แทนจึงตัดสินใจแล้วว่าจะหนีจากเงื้อมมือของชายผู้เสเพลคนนี้ไป แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในต่างแดน แต่ก่อนที่เขาจะไปตั้งรกรากที่ไหนก็ต้องมีต้นทุน ตอนนี้หลิน เพ่ยอิงไม่มีอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง สมบัติที่แม่เคยให้มาก็ถูกพี่สาวเอาไปจนเกือบหมด ดังนั้นก่อนที่เขาจะจากจวนตระกูลซ่งไป เขาสาบานเลยว่าจะปอกลอกเจ้าซ่ง เมิ่งหานนี่ให้ล้มละลาย จะไม่ให้เหลือรอดแม้แต่ทองสลึงเดียว
“น้องพี่ สายตาแบบนั้น เจ้าเองก็อยากได้กำไลหยกนี้เหมือนกันงั้นหรือ?” เพ่ยซานเหลือบมองมาที่น้องชายของตนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สร้างความรำคาญให้เพ่ยอิงไม่น้อยเลยทีเดียว เจ้าของเรือนผมสีดำคลับยาวถึงกลางหลังหันไปสบตากับผู้เป็นพี่ ก่อนจะเอ่ยพร้อมยกยิ้มมุมปากไปด้วย
“ใครจะไม่อยากได้ของสวย ๆ งาม ๆ มาเก็บเอาไว้เป็นของตัวเองกันเล่าขอรับท่านพี่”
“นั่นสินะ แต่ทำอย่างไรดีล่ะ สามีของเราน่าจะซื้อให้ข้าเพียงแค่คนเดียวด้วยสิ” เอ่ยพลางเหยียดยิ้มเยี่ยงตนเป็นผู้ชนะ เพ่ยอิงหัวเราะในลำคอก่อนจะหันไปออดอ้อนออเซาะผู้เป็นสามี สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งตัวคุณชายซ่งเอง และตัวพี่สาวของเขาด้วย
“ท่านพี่ ข้าเองก็อยากได้กำไลหยกนั่นเหมือนกัน ท่านซื้อให้ข้าสักอันได้หรือไม่?” คุณชายซ่งนิ่งอึ้งไปสักพักใหญ่ ๆ ก่อนจะผลักไสเพ่ยอิงดังเช่นที่เขาทำมาโดยตลอด
“เห็นทีจะไม่ได้ คราวที่แล้วเจ้าก็เพิ่งขอกำไลไม้แกะสลักไปเองมิใช่หรือ มันพังแล้วรึอย่างไร?” คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้ใบหน้าของเพ่ยอิงถมึงทึงขึ้นมาทันใด เขาอุตส่าห์งัดทักษะการแสดงชั้นสูงที่เคยเรียนมาในชาติก่อนมาใช้ แต่ไอ้หมอนี่กลับไม่คิดที่จะหลงกลต่อการแสดงของเขาเลยแม้แต่น้อย เพ่ยอิงปล่อยแขนของอีกฝ่ายทันใดก่อนจะเดินหนีออกมาทันที รู้สึกหงุดหงิดจนอยากใช้บาทาฟาดเข้าไปที่หน้าของบุรุษคนนี้แล้วกระทืบซ้ำ ๆ เสียให้รู้แล้วรู้รอด
“ตายจริงน้องพี่ อย่าน้อยใจสามีของเราไปเลย ท่านพี่ก็อย่าไปเย้าแหย่เขานักสิเจ้าคะ ท่านก็รู้ว่าเขาขี้น้อยใจมากขนาดไหน” เพ่ยซานเอ่ยด้วยประโยคเห็นอกเห็นใจ ทว่าใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสะใจ ก่อนที่นางจะต้องชะงักไปเมื่อพบว่าสามีของตนเอง กำลังทอดสายตามองไปยังร่างเพรียวที่เพิ่งจะเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป ด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“ท่านพี่?”
“หืม? เจ้าว่ากระไรนะเพ่ยซาน?” หญิงสาวกำหมัดของตัวเองแน่นก่อนจะแสร้งยิ้มออกมา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
ตัดมาทางฝั่งของเพ่ยอิงที่เดินออกมาด้วยความโมโหโกรธา ระหว่างที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้า ก็เอาแต่คิดแผนที่จะเอาคืนคุณชายซ่งให้สาสม โดยไม่ได้ระวังว่ามีใครบางคนมายืนขวางทางเอาไว้
“โอ๊ย! ทำไมเดินไม่ดูตาม้าตาเรือบ้างเลย!?” เสียงเล็กแหลมของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นทันทีหลังจากที่เพ่ยอิงบังเอิญไปเดินชนอีกฝ่ายเข้า เพ่ยอิงรีบเข้าไปพยุงร่างของนางขึ้นมาทันทีก่อนจะเอ่ยปากขอโทษ
“ขอโทษด้วยจริง ๆ ขอรับ แม่นางเป็นอะไรมากหรือไม่?”
“เจ็บน่ะสิถามมาได้ จ่ายเงินค่าเสียหายมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ว่าพลางแบมือขอเงินกับเพ่ยอิง ฝ่ายชายหนุ่มเลิกคิ้วทันใดก่อนจะเอ่ยถามกลับ
“ค่าเสียหาย? แต่ข้าไม่เห็นว่าท่านจะได้รับบาดเจ็บร้ายแรงอะไรเลยนี่ขอรับ” ฝ่ายหญิงสาวขึ้นเสียงทันใดพลางชี้หน้าต่อว่าเพ่ยอิงด้วยถ้อยคำหยาบคาย
“เจ้าชนข้าจนล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าเช่นนั้นยังจะบอกว่าข้าไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนอีกหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นถึงนางโลมอันดับสามของหอดอกท้ออำพันเชียวนะ!!”
“แล้วมันที่ไหนกันล่ะนั่น” เพ่ยอิงเอ่ยพึมพำแล้วกำลังจะเดินหนีไป ทว่าฝ่ายสตรีนางนั้นกลับไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น
“เด็ก ๆ สั่งสอนไอ้เจ้าคนไร้มารยาทผู้นี้เสียให้เข็ด เอาให้มันเดินขาถ่างกลับจวนมันไปเลย!!” ชายหนุ่มหน้าสวยเมื่อจับใจความของประโยคดังกล่าวจบ ก็พอจะเดาสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ เขารีบเร่งฝีเท้าของตัวเองทันที พยายามวิ่งไปยังแหล่งที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน อย่างน้อย ๆ ถ้าไม่มีพลเมืองดีเข้ามาช่วยเหลือ ก็ยังสร้างความสับสนให้กับเจ้าพวกนั้นได้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้เตี้ย!”
“ฮะ?”
เพ่ยอิงหยุดชะงักฝีเท้าของตัวเองทันใด ก่อนที่จะหันไปมองหน้าของกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นอย่างหาเรื่อง เพ่ยอิงจ้องเขม็งไปที่พวกเขาเหล่านั้น ก่อนจะถลกแขนเสื้อขึ้นพลางพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ผู้ชายเขาไม่ให้ล้อกันเรื่องส่วนสูง จำเอาไว้ด้วยนะไอ้พวกหน้าปลาหมอคางดำ!” ว่าจบก็พุ่งตัวเข้าไปหวังจะซัดหน้าคนพวกนั้นที่ล้อส่วนสูงของตัวเองเสียให้สิ้นซาก ทว่ากลับโดนมือหนาของใครบางคน คว้าหมับเข้าให้ที่เอว ร่างของเพ่ยอิงถูกบางสิ่งที่รวดเร็วและว่องไวโฉบไปต่อหน้าต่อตากลุ่มคนพวกนั้น พวกเขาพยายามมองหาร่างของเพ่ยอิงที่จู่ ๆ ก็หายไปเสียเฉย ๆ ก่อนจะรีบวิ่งกันกลับไปหาผู้เป็นนายของตน
“เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่?” เสียงนุ่มเอ่ยกระซิบถามที่ข้างใบหู ตอนนี้ร่างของบุรุษทั้งสองแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เหตุเพราะดันมาแอบพวกคนร้ายเหล่านั้นที่ซอกอาคารแห่งหนึ่ง ที่ทั้งคับแคบและเหม็นอับ เพ่ยอิงค่อย ๆ เงยหน้ามามองผู้มีพระคุณของตัวเองก่อนจะตอบกลับไป
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ เอ่อ...ถ้าเช่นนั้นพวกเราออกไปจากตรงนี้กันก่อนดีหรือไม่ขอรับ ข้าเริ่มเมื่อยแล้ว” ชายผู้นั้นหัวเราะในลำคอเพียงชั่วครู่ ก่อนจะพาร่างของเพ่ยอิงออกมาจากซอกอาคารนั้น และพาเดินออกมาเจอกับฝูงชนที่เดินพลุกพล่านกันไปมาแทน
เพ่ยอิงหันไปมองบุรุษแปลกหน้าผู้นี้เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาทั้งยังคมเข้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ขนตางอนยาว มีผิวสีน้ำผึ้งน่ามอง ในระหว่างที่เขากำลังไล่สายตาสังเกตการณ์อีกฝ่ายอยู่นั่นเอง ก็บังเอิญสบสายตากันเข้าพอดี
“มีอะไรหรือเปล่า?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพ่ยอิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรีบพูดปฏิเสธด้วยท่าทางร้อนรน
“ปะ..เปล่าขอรับ พอดีว่าข้าอยากจะขอบคุณคุณชายที่อุตส่าห์ช่วยชีวิตของข้าเอาไว้เท่านั้นเอง”
“ไม่ต้องเกรงใจ เราเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็ต้องช่วยเหลือกันสิจริงมั้ย?” เพ่ยอิงมองอีกฝ่ายอย่างนึกศรัทธา ในใจเขาอยากจะสร้างหุ่นจำลองของชายคนนี้แล้วกราบไหว้ทั้งเช้าและเย็นไปเลยเสียด้วยซ้ำ
“ถ้าเช่นนั้นหากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะ หวังว่าเราจะยังมีวาสนาต่อกัน และได้เจอกันอีก” เอ่ยจบก็เดินหายไปท่ามกลางฝูงชนที่เดินผ่านไปผ่านมา เพ่ยอิงรู้สึกประทับใจชายผู้นั้นมาก และอยากจะนับถือให้เขาเป็นลูกพี่ของตนเอง
“คุณชายอยู่ตรงนี้นี่เอง! ทราบหรือไม่เจ้าคะว่าเขาออกตามหากันเสียให้วุ่น” หญิงรับใช้คนหนึ่งพูดไปด้วย หอบหายใจถี่ระรัวไปด้วย เพ่ยอิงเลิกคิ้วนึกประหลาดใจ จากความทรงจำของเพ่ยอิงคนเก่า ไม่ว่าเจ้าตัวจะหายตัวจากจวนไปนานแค่ไหนก็ไม่เห็นจะมีใครเป็นห่วง เพราะทุกคนเอาแต่มอบความสนใจทั้งหมดให้กับหลิน เพ่ยซานไปจนหมด แต่มาวันนี้กลับมีสาวรับใช้วิ่งหน้าตั้งมาหา พร้อมบอกว่ามีคนออกตามหาเขาอยู่งั้นหรือ? เขาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยจริง ๆ
“เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ ข้าเดินจนเมื่อยตุ้มไปหมดละ” ว่าพลางเดินนำหน้าสาวรับใช้นางนั้นไป ทว่าผ่านไปได้สักพักก็ต้องสลับตำแหน่งเป็นคนเดินตามแทน เพราะว่าหลงทาง
“ฮูหยินเล็กกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!” เสียงสาวรับใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง คุณชายซ่งที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินไปหาเพ่ยอิง ผู้ทำให้เขากระวนกระวายใจแทบเป็นแทบตายทันที
“เจ้าหายหัวไปไหนมาเพ่ยอิง?”
“ข้า...หลงทางนิดหน่อยขอรับ” เพ่ยอิงตอบกลับไปเช่นนั้นก่อนจะหลบสายตามองไปทางอื่น บังเอิญไปสบตาเข้ากับพี่สาวของตนเข้า ที่ในตอนนี้มีสีหน้าที่น่ากลัวมากกว่าครั้งไหน ๆ
“สร้างความวุ่นวายได้ไม่เว้นแต่ละวัน ขาดความอบอุ่นนักหรือไง?” เพ่ยอิงคิ้วกระตุกทันใดที่ได้ยินประโยคนั้นจบ เขาหันไปมองค้อนใส่คุณชายซ่งแต่ก็ยังข่มอารมณ์เอาไว้ เลยยังไม่ได้พ่นอะไรออกมา ทว่าฝั่งคุณชายซ่งกลับไม่หยุดเพียงเท่านั้น ยังก่นด่าชายารองของตนเองต่อ โดยไม่สนว่ามันจะสร้างความอับอายให้กับอีกฝ่ายมากขนาดไหน
“งานอดิเรกของเจ้าคือการเรียกร้องความสนใจหรืออย่างไร ทำไมไม่หัดทำตัวให้สูงศักดิ์เหมือนพี่สาวเจ้าบ้าง-”
“ก็หย่ากันไปเลยสิให้มันจบ ๆ กูก็ไม่ได้อยากได้มันนักหรอกอีตำแหน่งเมียรองอะไรเนี่ย ใครเขาจะไปอยากมีผัวใช้ร่วมกับคนอื่นกัน ถ้ารักแค่เมียเอกก็หย่ากับเมียรองไปสิวะ จะควบสองหาพระบิดาอะไรมิทราบ!!!” เสียงของเพ่ยอิงที่ตะโกนออกมาดังสนั่นไปทั่วอาณาบริเวณ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นที่กำลังเดินจ่ายตลาดพากันหยุดชะงักทันใด ก่อนจะจ้องมาที่เพ่ยอิงอย่างสนอกสนใจ เพ่ยอิงหันไปมองค้อนใส่จนคนเหล่านั้นกลับไปทำธุระของตัวเองต่อ
“เพ่ยอิง เจ้ากล้าดีอย่างไร-”
“กูจะไปหาผัวใหม่ กูจะเลิกกับมึงให้ได้เลยคอยดู!!” ว่าจบก็เดินหนีออกไปอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับโดนพวกข้ารับใช้พาตัวกลับมาได้เสียก่อน เพราะเป็นคำสั่งของคุณชายซ่ง

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น