เส้นทางชีวิต

เส้นทางชีวิต

ลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องที่มีพัดลมตัวเก่าๆ เปิดคลอไปพร้อมกับแสงแดดยามเช้า มีเจ้าเหมียวคู่ใจมาเดินบนตัวย้ำเตือนเราว่าถึงเวลาอาหารของมันแล้ว ลุกขึ้นเดินตามเจ้าเหมียวไป เทอาหาร เข้าห้องน้ำซะหน่อย จิบน้ำ และขับรถออกไปซื้อกาแฟ กลับมานั่งจุดบุหรี่หนึ่งตัวพร้อมจิบกาแฟ หลายๆความคิดในหัวก็แล่นเข้ามาทักทาย แต่มีความคิดนึงที่ทำให้เราสะดุดและนึกคิดไป "เรากำลังทำอะไรอยู่วะ" เสียงในหัวที่ไม่มีที่มา แล่นเข้ามาอย่างเรียบเฉย มันทำให้เรานึกย้อนกลับไป ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ สมัยที่เราต้องห่างจากบ้านไปหลายพันกิโล เป็นการใช้ชีวิตในต่างประเทศครั้งแรก ห่างบ้าน ห่างครอบครัว ห่างเจ้าเหมียว และที่สำคัญกลับไม่ได้ หลายๆคนอาจจะคิดว่าการได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศคือความฝัน ได้กินเนื้อ นม ไข่ ผลไม้ดีๆ เดินไปที่ไหนก็เจอแต่ชาวผมบลอนด์ตาฟ้า ใช่เราเคยคิดแบบนั้น ในช่วงแรกๆที่เราได้ไปอยู่ ความรู้สึกของเราเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ สังคมใหม่ อาหารใหม่ โลกใบใหม่ ชีวิตแบบใหม่ ผู้คนในโซเชียลมีเดียต่างพูดกันเป็นเสียงเดียว ว่าดีกว่าไทยหนักหนา โชคดีแค่ไหนที่ได้ไปอยู่ แต่ใครจะรู้เล่าว่าเบื้องหลังชีวิตที่แสนจะไกลบ้านเหล่านั้นมันเต็มไปด้วยความจริงอันขมขื่น และความท้าทายในการปรับตัวมากขนาดไหน เราโชคดีที่มีญาติอยู่ที่นั่นมาแล้วเป็นสิบๆปี เขาลงหลักปักฐานและมั่นคงในประเทศนี้แล้ว เราเด็กจบใหม่ไฟแรง ที่อยากย้ายประเทศเต็มทน จึงได้ขอให้ญาติช่วยและย้ายไปอยู่ด้วยเงินติดตัวหลักพัน ที่เหลือต้องไปตายเอาดาบหน้าหาเอาเอง ด้วยความดื้อรั้นและไฟแรงของเรา แน่นอนเรายอม ญาติให้ไปทำงานที่ร้านอาหารของเขา คนที่ทำงานในนั้นเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่เราได้เจอ พี่เขาใจดีจัง ทำไมพี่เขาดีกับเราจัง เป็นความรู้สึกช่วงแรกๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เราต้องทำงานไปด้วย และเรียนไปด้วยเพื่อส่งค่าบ้าน ค่าเทอม ค่าอยู่และค่ากินของตัวเอง ที่นั่นเป็นรายจ่ายแบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ ทำให้เราต้องทำงานหนัก ที่อยู่ที่แรกของเราก็ห่างไกลกับที่ทำงานเหลือเกิน ใช้เวลานั่งรถไฟเพื่อไปทำงานประมาณ 3 ชั่วโมง เรียกได้ว่าเลิกงานดึกมา กลับบ้าน อาบน้ำ นอน ตื่นมาก็ต้องออกไปทำงานอีกแล้ว เป็นแบบนั้นอยู่เกือบ 2 เดือน เราเริ่มเหนื่อยกับการเดินทางและรายได้ที่มันไม่พอ เราพยายามหางานเพิ่มเพื่อให้รายได้มันพอกับค่าเทอมที่กำลังจะถึงกำหนดจ่าย เราไปเจองานนึง เป็นงานร้านอาหารที่มีเจ้านายเป็นคนญี่ปุ่น เราพูดญี่ปุ่นแบบพอได้ แล้วเขาก็รับเราเข้าทำงานทันทีแถมยังให้ที่อยู่ใหม่อีกต่างหาก ใกล้โรงเรียน และใกล้ที่ทำงานมากขึ้น ทุกอย่างกำลังไปได้สวย เราควบงานสองงานและกำลังมีรายได้ที่ไม่มีเวลาใช้ด้วยซ้ำ แต่เพื่อนเอ๋ยงานใหม่โหดกว่างานเก่ามาก เนื่องจากเจ้านายเป็นคนรุ่นเก่าจึงใช้แรงงานเป็นหลักในการทำงาน และด้วยความเป็นญี่ปุ่นเรื่องระเบียบและความตรงต่อเวลานั้นเป็นสิ่งที่เค้าให้ความสำคัญที่สุด เราต้องตื่นเช้ากว่าเดิม ที่อยู่ใหม่ที่เราได้ไปอยู่เป็นการอยู่กับลูกเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นคนถิ่นและเป็นลูกครึ่ง แต่เนื่องจากในประเทศที่เราไปนั้นวัยรุ่นส่วนใหญ่จะหางานทำเร็ว และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษาเท่าไหร่ เพื่อนเราเลยไม่ได้เรียนจบมัธยมเพราะมาทำงานที่ร้านแห่งนี้ตั้งแต่มัธยมต้น การทำความรู้จักกับลูกเจ้าของร้าน ถ้าภาษาบ้านเราก็เรียกได้ว่าเป็นแว๊นเก่าล่ะนะ สักที่นิ้วด้วยตัวเอง กินเหล้า + กับพนันเป็นชีวิตประจำวัน เราเป็นคนชิลล์ ทำให้ไม่ได้รู้สึกอะไร แค่รู้สึกว่าได้เจอคนประเภทที่ไม่เคยเจอในชีวิตมาก่อน ก็แปลกใหม่ดี แต่การใช้ชีวิตของเพื่อนคนนี้เป็นจุดเริ่มต้นหลายๆ อย่างสำหรับขาลงของชีวิตเราในต่างประเทศ เราอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกันมากขึ้น ทำให้เริ่มเกิดเป็นความสนิทสนม แต่แล้วจุดเริ่มต้นของจุดจบมันจะเกิดขึ้นต่อจากนี้นี้แหละ ลูกเจ้าของร้านอยากย้ายบ้าน จากห้องอพาร์ทเมนต์ไปบ้านหลังใหญ่ๆ เราก็ไม่ได้ปฎิเสธนะ ด้วยความคึกคะนองและยังหลงระเริงอยู่ในแสงสี กับชีวิตใหม่ เราก็โอเคและช่วยกันหาจนได้บ้านหลังหนึ่งมา เป็นบ้านหลังใหญ่ ที่มีห้องนอนเกินจำนวนคนที่จะย้ายเข้าไปอยู่ ช่วงที่ย้ายบ้านมันเหมือนความฝันนะ ทุกคนช่วยกัน สนิทกัน ยกของย้ายกันอย่างสนุกสนาน แย่งกันเลือกห้องของตัวเอง เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำดีจริงๆ ช่วงแรกที่เข้าไปอยู่ไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกคนพอใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก และขอบอกเลยว่า การได้นอนห้องนอนของตัวเองหลังจากทำการยกของมาสามวันติดเนี่ย มันรู้สึกดีจริงๆ เพราะเราเกิดมาไม่เคยมีห้องส่วนตัวมาก่อน และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นอนบนเตียงของตัวเองในห้องตัวเอง การใช้ชีวิตโลดโผนของลูกเจ้าของร้าน เราต้องไปเรียน ต้องทำงานและต้องส่งเงินให้แม่ ซึ่งมันเป็นความรับผิดชอบของเรา และการอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มันทำให้เราต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ในทางกลับกันเหมือนเราชี้โพรงให้กระรอก ลูกเจ้าของร้านเริ่มออกลาย จัดปาร์ตี้ พาเพื่อนมาบ้าง บางทีก็เปิดเพลงแบบไม่สนลูกใครทั้งสิ้น ทำตัวเป็นเจ้าของบ้าน แต่กลับไม่ทำงานบ้าน เราอยู่ในบ้านหลังนั้นมาเกือบปี ช่วงหลังๆเป็นการปาร์ตี้แบบทุกคืน เปิดเพลงแบบผับ เบิ้ลรถ ทุกอย่างที่ตรงข้ามกับการพักผ่อนมันทำหมด สภาพจิตใจเราเริ่มแย่ และเราเริ่มทนไม่ไหว เราไม่เคยพูดเริ่งนี้กับลูกเจ้าของร้านนะ เพราะเรามองว่าเรื่องแบบนี้มันน่าจะเข้าใจ ว่าเราเองก็ต้องการการพักผ่อนเหมือนกัน แต่นั่นเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิด มันไม่เข้าใจอะไรซักนิด และดูแล้วว่าคงจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมาย เพราะความสุขของมันอยู่แค่ในขวดสีเข้ม เมื่อว่างเปล่าโบ๋เบ๋ ก็สุขใจเพียงพอ เมื่อเราใกล้กำหนดการเรียนจบ เราตัดสินใจกลับก่อนวีซ่าจะหมด เพราะเราทนอะไรแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ที่เค้าใจดีกับเรา ดีกับเรา มันก็แค่ช่วงแรกๆล่ะหนา หลังจากอยู่ด้วยกันซักพัก ก็เริ่มออกลายกันหมดพี่ที่ร้านไทย ก็เริ่มไม่ทำงานเกี่ยงงานให้เราทำ เรามารู้ทีหลังว่าญาติเราก็เอาข้อมูลเราไปลดภาษีให้ตัวเอง ร้านญี่ปุ่นก็เห็นเราเป็นแค่คที่ขยัน ทำงานหนัก ก็เลยไม่อยากให้เราไปไหน มาถึงจุดอิ่มตัวของเราสำหรับทุกอย่าง ก็เริ่มเห็นภาพและตัดสินใจที่จะกลับบ้าน ครั้งหนึ่งในชีวิตแหละนะ ได้ผ่านอะไรแบบนี้มา ของแบบนี้ไม่เจอก็ไม่รู้ และถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่คิดซะว่าเจอดีกว่าไม่เจอแหละนะ ปล่อยควันบุหรี่ จิบกาแฟอีกอึก เรื่องนี้ไม่เคยเล่าให้ใครฟังแต่ขอบคุณนะที่อ่านมาถึงตรงนี้ บางทีชีวิตก็ต้องลองออกไปเจออะไรแบบนี้แหละ ถึงจะรู้ว่าบ้านคือที่ที่เราต้องกลับมา และเรามีสิทธิ์เริ่มใหม่ได้เสมอ กลับมาที่บ้าน ก็มีเงินเก็บอยู่บ้าง เลยใช้เงินแบบไม่คิดชีวิต สภาพแบบคนใช้เงินไม่เป็น เลขหกหลัก หมดไปภายในแค่สองอาทิตย์ จริงๆ เราก็รู้สึกว่ามันก็แค่คนที่หาเงินมาตลอดโดยไม่มีเวลามาให้ใช้เงิน พอสบโอกาสมันก็เลยใช้สะเปะสะปะแบบไม่คิดชีวิต ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเอาเงินไปใช้อะไรบ้าง มารู้ตัวอีกทีก็คือไม่มีเงินให้ใช้แล้ว สุดท้ายก็ต้องกลับมาในตลาดแรงงาน กลับออกไปหางานทำ การหางานทำในประเทศไทยสำหรับคนที่ไปใช้ชีวิตต่างประเทศมานั้นไม่ง่ายเลย เราต้องปรับตัวทำความเข้าใจตลาดแรงงานที่นี่ใหม่ แต่ยังโชคดีที่เราได้ภาษาบ้าง เลยมีโอกาสได้งานทำกับเขา แต่ก็นะ งานที่แรกที่ได้ เรายังไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง แต่อยากลองกับบริษัทที่มีเจ้านายต่างชาติดูบ้าง แต่กลับกันเราไม่มีความสุขเลย ทุกๆ การตื่นไปทำงานในตอนเช้า อยากจะร้องไห้ออกมา เพราะเจ้านายเรียกเราไปด่าทุกวัน ยืนด่าเราเหงื่อแตก ตะโกนลั่นบริษัท เพื่อนร่วมงานก็ไม่ยอมช่วยเรา ปล่อยให้มันเกิดขึ้นแบบนั้นทุกวัน เจ้านายจิกหัวใช้ให้ทำเรื่องไร้สาระ คนในที่ทำงานก็ดูถูกเรา เรากลับมาจะห้องเจอเจ้าเหมียวแล้วแทบจะร้องไห้ทุกวันสุดท้ายเราก็โดนไล่ออก แล้วแถมฝ่ายบุคคลยังไล่ให้ไปสมัครร้านอาหารอีกต่างหาก เป็นประสบการณ์ที่เราเอามาเป็นบทเรียนเลย งานที่สองได้ไปทำกับอีกที่หนึ่ง เจ้านายใจดีน่ารัก ตั้งใจสอนงานเรามาก ไปเทรนเกือบเดือนก่อนจะได้ทำงานจริงๆ ซึ่งมันตรงข้ามกับที่เจ้านายสอนเราไว้ ทำให้เกิดความสับสนและเราก็ไม่เข้าใจว่าระบบที่เรากำลังอยู่มันคืออะไรกันแน่ ถ้าเกิดว่าคนนู้นสั่งงานเรา คนนี้สั่งงานเรา เราก็ต้องทำอันไหนก่อน ซ้ำยังมีงานพิเศษนอกขอบข่ายงานมาให้ทำแบบเรื่อยๆ ยิ่งอยู่ยิ่งงานเยอะขึ้น แถมยังโดนหักเงินเดือนหากทำงานผิดพลาดอีก เราไม่เข้าใจในหน้าที่ตัวเอง สุดท้ายเราก็ลาออกเอง ออกมาหารายได้เสริมทำ อยู่ในห้องตัวเองกับเจ้าเหมียว แบบยาจกเราอดแต่แมวเราอดไม่ได้ มองหางานที่ทำจากในคอมโดยใช้อินเตอร์เน็ตและอาศัยทักษาะภาษาของเรา เริ่มหางานทำในคอมเกี่ยวกับสิ่งที่เราถนัด ได้ไปทำงานสายหนึ่ง ที่เรารู้สึกอินและสนุกไปกับงานสายนี้ มีความสุขและสนุกที่ได้ทำ แถมได้ใช้ทักษะที่เรามีอย่างเต็มที่โดยไม่ฝืนด้วย กัดก้อนเกลือกินกับน้องแมวมาเกือบครึ่งปี ก็มีวันที่ท้อบ้างนะ วันที่เราอยากกินอะไร แต่เราซื้อไม่ได้ มันก็ทำให้เราเศร้าได้เหมือนกัน แถมยังต้องพาเจ้าเหมียวมาลำบาก แต่เวลาเราเข้าไปในห้องน้ำแล้วมองตัวเองในกระจก เรายังยอมไม่ได้ เรายังอยู่ เราทำได้ บอกกับตัวเอง พร้อมมุ่งมั่นที่จะหางานที่ตัวเองชอบทำให้ได้ จนวันหนึ่งมีข้อความในเว็บหางานเด้งขึ้นมา เสนอเราว่าเค้ามีตำแหน่งว่างที่ดูเหมาะสมกับเราพอดี สนใจไหม ตอนแรกมองชื่อบริษัทแล้วไม่เชื่อสายตาตัวเอง คิดว่าเป็นแสกมเมอร์ เลยไปลองเช็คดู เอ้า ของจริงนี่หว่า วันนั้นแทบจะกรี๊ดห้องแตก และบอกกับตัวเองว่านี่แหละ ที่เรารอ ที่เราต้องการ เราต้องเอาที่นี้ให้ได้ ! ตอนนี้เราได้ออฟเฟอร์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และข้อเสนอคือให้เราย้ายถิ่นเพื่อไปทำงานต่างประเทศ (ไม่ใช่ที่เขมรแน่นอน ฮ่าๆ) ถ้ามองย้อนกลับไป เหมือนชีวิตมันพาเราไปสำรวจที่ต่างๆ ให้เราได้รู้ ได้เห็น และได้ทำอะไรที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอ เหมือนชีวิตมันให้บทเรียนเรา ให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เคยพบเจอ เจ้านายนิสัยไม่ดี เพื่อนร่วมงานใจร้าย งานที่ไม่เหมาะกับตัวเอง หากเปรียบเทียบเป็นเส้นทาง คงเป็นการเดินสำรวจป่าในเส้นทางที่ยังไม่มีใครเขียนแผนที่มาก่อน การเดินไปที่ที่ไม่มีแผนที่ ถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่ามันมีหลุม มันจะไม่สนุกหรือท้าทาย แต่มันทำให้เรารู้ว่าเราควรเดินยังไง เดินแบบไหน ให้เราไปข้างหน้าต่อได้ และไม่ย้อนกลับไปเดินเส้นทางที่ทำให้เราท้อถอย เส้นทางนี้มันมีอุปสรรค มีความยากลำบาก แต่นักผจญภัยอย่างเราแค่ต้องเดินต่อไป เส้นทางที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่ดี ให้เราไม่เดินตกหลุมเดิม และเข้าใก้ลเส้นชัยขึ้นไปอีกก้าว เราไม่เคยวางแผนชีวิตล่วงหน้าเลย แต่อะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตทำให้เราเข้าใจว่า แทนที่จะวางแผน เราวางเป้าหมายแล้วทำให้สำเร็จจะเหมาะกับคนแบบเรามากกว่า ทำให้เรานึกถึงคำพูดหนึ่งจากในหนังเกาหลีเรื่อง Parasite ในช่วงที่พ่อพระเอกพูดว่า The best plan is no plan. บางทีชีวิตมันก็ไม่ได้ใจดีกับเราขนาดนั้น เพราะทุกครั้งที่เราวางแผน ชีวิตมันไม่เคยเป็นไปตามแผนเลย ทุกวันนี้เดินเข้าห้องน้ำ มองหน้าตัวเองในกระจก จากคนที่เคยหมองเพราะโดนหัวหน้าจิกหัวด่าทุกวัน จากคนที่ทำงานไม่เก่ง ทำงานไม่เป็น เพื่อนร่วมงานไม่เอา กลายมาเป็นคนที่ได้รับโอกาสจากที่ดีๆ ให้ได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบและมีอนาคตที่สดใสกว่าเดิม จิบกาแฟอึกสุดท้าย แล้วคำถามในหัวกูเมื่อกี้ว่า "เรากำลังทำอะไรอยู่นะ" จากการนึกย้อนพวกนี้ มันก็ได้คำตอบแล้วนี่หว่า กูกำลังใช้ชีวิตอยู่ไง ไม่ต้องไปคิดอะไรมากล่ะวะ คิดแค่ว่ากาแฟแม่งอร่อยเหมือนเดิมเลยว่ะ วันนี้จะเป็นวันที่แย่ได้ยังไงถ้ากูได้กินกาแฟอร่อยๆ แต่เช้าเนี่ย แถมยังมีเจ้าเหมียวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา นั่งมองหน้าจากชั้นวางของไกลๆ เห้อ ชีวิตมันก็แค่นี้อ่ะนะ เกิดมาแต่ละคนก็มีสงครามคนละแบบ แต่ที่เหมือนกันคือ ไม่มีใครมีแผนที่ทั้งนั้นอะ เขาก็เดินตามที่เขารู้สึก ท้อก็พัก เจออุปสรรคความยากลำบากกันมาหมด บางคนอาจจะเป็นฝน บางคนอาจจะเป็นดินถล่ม บางคนอาจจะสะดุดล้มเอง แต่ทุกคนที่เค้าเดินถึงจุดหมาย เค้าก็แค่ไม่ยอมแพ้กับตัวเองป่ะวะ เรื่องราวของเราก็ประมาณนี้แหละ อาจจะลำบากไม่เท่าเธอ อาจจะลำบากกว่าเธอ แต่เราเหมือนกันอย่างนึงคือเรายังอยู่ตรงนี้ทั้งคู่นะ จะเจอฝน จะเจอพายุ จะเจอดินถล่ม จะสะดุดขาตัวเอง ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนอ่ะ หายใจเข้าลึกๆ และมองไปรอบๆ ตัว มองไปที่กระจก คนในนั้นอ่ะเขาหวังพึ่งเราอยู่นะ เกิดมาดูดีขนาดนี้ สะดุดนิดหน่อย จะยอมได้ไงใช่มะ ฮ่าๆ อ่านบทความนี้จบแล้วอ่ะ เวลาคนอื่นถามว่าชอบอะไร ถ้าตอบตัวเองได้ จะสุดยอดมากเลยนะ ก่อนหน้านี้เวลาคนอื่นถามเรา เราจะตอบอย่างอื่นก่อนเสมอ ไม่เคยมีคำว่าตัวเอง เข้ามาในหัวเลย แต่ต่อจากนี้ไปกอดตัวเอง และทำความเข้าใจคนในกระจกให้ได้เยอะๆ เพราะในวันที่เราไม่เหลือใคร เขาจะเป็นคนเดียวที่ยังอยู่กับเรานะ เส้นทางชีวิตของเรามันอาจจะไม่เหมือนกัน ถึงจุดหมายไม่พร้อมกัน เจอความท้าทายที่แตกต่างกันไป แต่ระหว่างเดิน เราเอนจอยกับสิ่งรอบข้าง สิ่งที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางเราให้ดีที่สุด นึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาว่าชีวิตถ้ามันง่าย มันไม่ใช่ชีวิตเรา เรามันคนเก่ง ถ้าเล่นโหมดอีซี มันจะไม่สนุกไง โปรเพลย์อย่างเราต้องโหมดฮาร์ดคอร์เพิ่มความแข็งแกร่งซะหน่อย เพราะโชคชะตามันรู้ว่าเราเอาอยู่ แต่ละภารกิจที่เจอเลยอยู่ในระดับที่คนธรรมดาผ่านไม่ได้ เพราะเวลาเราทำได้ มันจะรู้สึกดีแบบสุดๆไปเลยไง อย่าลืมนะ เดินไปแล้วไม่ว่าจะเจออะไร ท้าทายแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน หมดแรงแค่ไหน ไม่ว่ามันจะเกิดอะไร อย่าลืมคนในกระจก เพราะมีแต่คนในนั้นเท่านั้นแหละ ที่จะสามารถกำหนดทิศทางของเส้นทางชีวิตนี้ได้

Author Avatar
Katchan
มนุษย์ที่พยายามทำให้ทุกวันเป็นวันที่ดี

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ