เกิดใหม่เป็นภริยารองของคุณชายจอมเสเพล [BL] บทที่ 8 (อวสาน)
“เป็นอย่างไรบ้าง?” บุรุษผมขาว อดีตนักฆ่ามือฉมังที่ผันตัวมาเป็นใต้เท้า เอ่ยถามลูกน้องของตนที่กำลังเฝ้าสังเกตการณ์หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง ที่มีเป้าหมายของเขาหลบซ่อนอยู่ด้านใน
“มีทหารยามเฝ้ารอบทิศ แต่ไม่พบตัวเพ่ยอิงกับหลี่ไป๋เลยขอรับนายท่าน”
“มันจะไปหลบที่ไหนได้” ชางเหอกล่าวพลางจ้องมองเข้าไปในหมู่บ้าน เมื่อไม่นานมานี้เขาได้ลอบเข้าไปด้านใน เพื่อที่จะสังหารเจ้าคนตระกูลหลินนั่นทิ้ง ทว่ากลับทำไม่สำเร็จ มันไหวตัวทันเสียก่อน ชางเหอจึงต้องจำยอมถอนกำลัง และกลับมาซุ่มจับตามองความเคลื่อนไหวของพวกเขาแทน
ทว่าหลายวันมานี้เขากลับไม่พบเห็นแม้แต่เงาของเพ่ยอิงและหลี่ไป๋ พบเพียงชายฉกรรจ์นับสิบที่มายืนเฝ้ารอบหมู่บ้านแทนเท่านั้น เจ้าสองคนนั้นมันหายหัวไปไหนของมัน? หรือว่ามันกำลังวางแผนที่จะทำอะไรกันแน่? เขาคิดพลางเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เป็นระยะ
จนในที่สุดฝ่ายชางเหอก็ทนรอไม่ไหว วางแผนกับเหล่าลูกน้องของตนเอง เมื่อพลบค่ำเมื่อใดให้จัดการลอบเข้าไปในหมู่บ้านทันที หากใครเข้ามาขัดขวาง จงมอบความตายเป็นบทลงโทษให้กับพวกมันเสีย
ผ่านไปหลายชั่วยาม ในที่สุดก็ถึงเวลาพลบค่ำ เหล่าคนในอาภรณ์สีดำต่างพากันลอบเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งที่พวกเขาทำเป็นอย่างแรกหลังจากเข้าไปด้านในได้แล้วนั้น คือการลอบสังหารเวรยามที่เฝ้าระวังความปลอดภัยอยู่รอบทิศ ทว่าในขณะนั้นเองกลับมีธนูปริศนาถูกยิงมาจากบนฟ้า จนคนของชางเหอได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“หาที่ซ่อน!!” ว่าพลางวิ่งไปหาที่หลบซ่อนจากลูกธนูดังกล่าว เขาคาดเดาไปเองว่านี่จะต้องเป็นฝีมือของหลี่ไป๋เป็นแน่ บุรุษผู้นี้มีวรยุทธที่ล้ำเลิศอยู่พอสมควร ประมาทไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว และดูจากการเล็งธนูมาอย่างแม่นยำแล้วนั้นไซร้ ต้องเป็นเจ้าหลี่ไป๋ไม่ผิดแน่ เขาใช้สติปัญญาของตัวเองไตร่ตรองสถานการณ์ตรงหน้า
ชางเหอค่อย ๆ มองหาต้นตอของธนูที่สาดลงมา ก่อนจะต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าคนที่กำลังยิงธนูใส่พวกเขาจนจะเป็นจะตายอยู่นั้น เป็นเพียงหญิงแก่คนหนึ่งที่กำลังยืนง้างคันธนูอยู่บนหลังคาเท่านั้น ทว่าพอสังเกตมองดูดี ๆ ก็เห็นว่าแม่นางผู้นี้ก็มีวิทยายุทธที่ล้ำเลิศไม่ได้แพ้หลี่ไป๋เลยแม้แต่น้อย ชางเหอกัดกรามของตัวเองแน่นก่อนจะหยิบอาวุธประจำกายของตัวเองขึ้นมา ขว้างมันออกไปโดยเล็งเป้าหมายไปที่หญิงชรานางนั้น
เคร้ง!!
มีดสั้นของเขาถูกปัดออกโดยปลายดาบของบุคคลปริศนา แรงสะท้อนนั้นทำให้ดาบมันเด้งกลับไปยังทิศทางที่มันจากมา ชางเหอรีบกระโดดหนีมีดสั้นอาบยาพิษของตัวเอง ทว่าลูกน้องที่อยู่ด้านหลังของเขากลับรู้ตัวช้าเกินไป ชางเหอจึงต้องสูญเสียคนของตัวเองเพิ่มไปอีกหนึ่งคน
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” เขาสบถออกมาก่อนจะจ้องมองไปบนหลังคาที่เดิมอีกครั้ง ทว่าร่างของหญิงชราคนนั้นกับบุคคลปริศนากลับหายไปแล้ว ชางเหอสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ด้านหลังของตัวเอง ก็รีบหันหลังกลับไปปะทะทันที
“ฝีมือไม่ใช่เล่นเลยนี่ หลี่ไป๋!” ว่าพลางกระโดดถีบยอดอกของคนหนุ่มกว่า แรงกระแทกดังกล่าวทำให้ร่างของหลี่ไป๋กระเด็นไปไกลจากจุดเดิมที่ยืนอยู่ ความรู้สึกจุกในอกทำให้หลี่ไป๋มีอาการหายใจติดขัดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร เขาตั้งท่ารับกระบวนท่าถัดไปต่อทันที
“ส่งตัวหลิน เพ่ยอิงมาซะ อย่าให้เรื่องมันใหญ่โตไปมากกว่านี้เลย!” ว่าพลางหยิบอาวุธประจำกายของตัวเองขึ้นมา สายตาก็จ้องมองไปยังคนข้างหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าหลี่ไป๋กลับตอบมาเพียงแค่ว่า
“ไม่มีวัน” ทั้งสองเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด รอบข้างเองก็ไม่แพ้กัน เหล่าชายหนุ่มผู้ฝึกฝนวรยุทธในหมู่บ้าน ต่างพากันงัดทุกเคล็ดวิชาที่ได้ฝึกฝนกับหลี่ไป๋มาใช้กำราบคู่ต่อสู้ที่เข้ามากล้ำกรายคนในหมู่บ้าน แม้จะมีบางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บไปบ้าง ทว่าชัยชนะกลับตกเป็นของพวกเขาในที่สุด
“เลิกสอดมือมายุ่งไม่เข้าเรื่องได้แล้ว หากเจ้ายังไม่ส่งตัวมันมา ข้าจะเผาหมู่บ้านนี้ทิ้งซะ!” ว่าพลางส่งสัญญาณให้กับไพร่พลของตัวเองอีกกลุ่มหนึ่งที่ซุ่มรออยู่อีกด้านของหมู่บ้าน เตรียมการเผาหมู่บ้านแห่งนี้ให้ไหม้เป็นจุณ
หลี่ไป๋เสียสมาธิไปเพียงชั่วครู่ ชางเหอสบโอกาสพุ่งตัวเข้าไปใช้มีดอาบยาพิษ แทงเข้าไปที่ท้องของหลี่ไป๋ทันที โชคดีที่หลี่ไป๋หลบทัน ไม่ได้โดนแทงเข้าไปโดยตรง เขารีบอาศัยจังหวะนั้นจับร่างของชางเหอเอาไว้พร้อมยกขึ้นสูง หวังจะกระแทกลงกับพื้นให้กระดูกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับรู้ทันจึงสะบัดตัวหนีไปเสียก่อน
“หากเจ้ายังดึงดันเช่นนี้ก็ช่วยไม่ได้ จุดไฟ!” ชางเหอตะโกนลั่นก่อนที่เปลวไฟจะค่อย ๆ พากันลุกโชติช่วง ไล่มาตั้งแต่บริเวณหลังคาจนเกือบเผาบ้านไปทั้งหลัง คนในหมู่บ้านพากันวิ่งหนีเสียกันให้จ้าละหวั่น เหล่าชายหนุ่มไม่รอช้ารีบเข้าไปช่วยคนอื่นในหมู่บ้านทันที ความโกลาหลที่ชางเหอเป็นคนสร้างทำให้หลี่ไป๋ไม่อาจทนได้อีกต่อไป เขากัดกรามของตัวเองแน่น ก่อนจะตั้งท่าเตรียมโจมตีใส่อีกฝ่าย ทว่ากลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น...
“อึ่ก...” หลี่ไป๋ลงไปนอนกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมหน้าท้องของตัวเองเอาไว้ เขารีบถลกเสื้อของตัวเองเปิดดูก็พบว่าเกิดบาดแผลขนาดใหญ่ที่มาจากพิษบนมีดของชางเหอ ชางเหอยกยิ้มทันใดก่อนจะหัวร่อออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“เพียงแค่สัมผัสก็อาจตายไม่รู้ตัว ไม่เคยได้ยินหรือเด็กน้อย ยาพิษน่ะเขาใช้กันแบบนั้นแหละ” ว่าพลางเดินมาเข้าใกล้ร่างที่นอนอยู่กับพื้นของหลี่ไป๋เรื่อย ๆ ก่อนจะใช้เท้าของตัวเองเหยียบไปที่บาดแผลของหลี่ไป๋ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาไม่สามารถอดกลั้นเสียงกรีดร้องเอาไว้ได้
“น่าเสียดายจริงเชียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าเองก็เป็นเด็กมีอนาคตคนหนึ่งแท้ ๆ ” ว่าพลางเหยียดยิ้ม ก่อนจะใช้มีดสั้นของตัวเอง จ่อไปที่คอหอยของหลี่ไป๋ เตรียมจะปลิดชีวิตชายผู้นี้อย่างไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ
“ลาก่อน-”
“บอกตัวเองเถอะ!” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ร่างของชางเหอจะกระเด็นไปกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างรุนแรง ชางเหอกระอักเลือดออกมาทันใด เพราะอวัยวะภายในได้รับความเสียหาย แรงสั่นสะเทือนนั่นทำให้ร่างกายของเขาได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก จนเขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนด้วยขาของตัวเองได้ในชั่วครู่หนึ่ง
“พี่หลี่ พี่หลี่เป็นเช่นไรบ้าง?” บุคคลที่เข้ามาช่วยหลี่ไป๋เอาไว้ก็คือเพ่ยอิงนั่นเอง และวิชาที่เขาใช้กับชางเหอก่อนหน้านี้ก็คือหนึ่งในกระบวนท่าของวิชาหัตถ์หยาดแสงจันทร์ สาเหตุที่หลี่ไป๋ออกมาแนวรบด่านหน้าก็เพราะว่าต้องการให้เพ่ยอิงที่กำลังฝึกวรยุทธอยู่นั้นไม่เสียสมาธิ และบรรลุวิชาชั้นสูงเช่นหัตถ์หยาดแสงจันทร์ได้สำเร็จ เขาพยายามยื้อเวลาเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และแล้วเพ่ยอิงก็ทำสำเร็จ เขาร่วมยินดีกับความสำเร็จนี้ในใจ ก่อนจะกระอักเลือดออกมาเพราะพิษเริ่มไหลเวียนเป็นหนึ่งเดียวกับเลือดของเขาแล้ว
“พี่หลี่!”
“ไม่ต้องห่วงข้า ท่านรีบไปจัดการชางเหอ...ก่อนที่เขาจะหนีไป” ว่าพลางกุมบาดแผลของตัวเองด้วยความเจ็บปวด เพ่ยอิงมองหลี่ไป๋ด้วยความเป็นห่วงก่อนจะหันไปมองที่ชางเหอ จากที่เขารู้มา ผู้ใช้พิษส่วนใหญ่ย่อมมียาถอนพิษพกติดตัวเอาไว้เสมอ เพื่อเอาไว้ใช้ในยามคับขัน เจ้าชางเหอนี่ก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน
“เอายาถอนพิษมาซะ แล้วข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องอับอายขายขี้หน้าไปมากกว่านี้” ว่าพลางกระชากเส้นผมของชางเหอไปด้วย ทว่าชางเหอกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งก่อนจะเอ่ย
“ยาถอนพิษงั้นรึ? ข้าจะมีของอย่างนั้นไว้เพื่ออะไรกัน? เจ้าเตรียมใส่ชุดไว้ทุกข์ได้เลยเพ่ยอิง อย่างไรเสียเจ้าหลี่ไป๋นั่นก็ไม่มีทางรอดแล้ว-”
“อย่าพูดให้มันมากความ เอายาถอนพิษมาเดี๋ยวนี้!” ว่าพลางใช้สันมือสับคอของชายตรงหน้าอย่างแรง จนชางเหอสลบเหมือดไปอีกหนึ่งรอบ เพ่ยอิงถอนหายใจก่อนจะค้นตามเนื้อตามตัวของชางเหอ แล้วก็พบเข้ากับขวดยาถอนพิษขนาดเล็ก เพ่ยอิงจัดการนำไปป้อนให้หลี่ไป๋ดื่มทันที ผ่านไปไม่นานอาการของเขาก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงร่องรอยบาดแผลทิ้งเอาไว้เท่านั้น
หลังจากนั้นหลี่ไป๋ก็รีบจับชางเหอมามัดพันธนาการเอาไว้ เพราะกลัวว่าเขาจะอาละวาดขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะไปช่วยดับไฟที่ลุกโชนตามบ้านเรือนของคนในหมู่บ้าน จนทุกอย่างกลับมาสงบสุขดังเดิม
เพ่ยอิงกับหลี่ไป๋ช่วยกันทำนุบำรุงอาคารบ้านช่องของคนในหมู่บ้าน จนกลับมาใช้การได้เหมือนเดิม โดยไม่ลืมที่จะกล่าวขอโทษทุกคนที่ทำให้ต้องพลอยเข้ามาเดือดร้อนไปด้วย ทว่าคนในหมู่บ้านกลับรักและเอ็นดูเพ่ยอิงมาก ไม่ต่อว่าหรือกล่าวโทษว่าเพ่ยอิงเป็นคนผิดเลย ซ้ำยังพากันแห่ชมที่เพ่ยอิงจัดการกับผู้ร้ายที่เข้ามาทำลายหมู่บ้านได้ด้วยตัวเองอีกต่างหาก
ทางด้านของชางเหอที่ถูกพันธนาการเอาไว้รู้สึกเสียหน้าไม่น้อย ที่นักฆ่ามือฉมังเช่นเขา ต้องมาถูกเด็กเมื่อวานซืนสองคนกำราบเช่นนี้ จึงปลิดชีวิตตนเองด้วยดาบอาบยาพิษ จากนี้เพ่ยอิงจึงสบายใจเรื่องชางเหอไปได้เปลาะหนึ่ง เพราะอย่างไรเสียเขาก็ตายจากไปแล้ว คงไม่มีผู้ใดตามมารังควานเขาได้อีกแล้ว ทว่าเขากลับคิดผิด หลังจากที่ชางเหอตายไปได้ไม่กี่วัน ก็มีบุคคลปริศนามาเยือนที่หมู่บ้านอีกครั้ง
“เสี่ยวเพ่ย ข้าว่าเจ้าต้องลงไปพบแขกผู้นี้ด้วยตัวเองเสียแล้วล่ะ” ว่าพลางยื่นกล้องส่องทางไกลให้กับเพ่ยอิง ชายหนุ่มมองแล้วก็นิ่งไปครู่ใหญ่ ๆ หากอิงจากความทรงจำแล้วละก็ หญิงวัยกลางคนคนนั้นก็คือท่านแม่แท้ ๆ ของเพ่ยอิงนั่นเอง เขาถอนหายใจเล็กน้อยเพราะคาดเดาเอาไว้ว่าต่อจากนี้ต้องเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นอย่างแน่นอน ก่อนจะเดินลงไปเจอกับหลิน ลี่ฮวาที่รออยู่ด้านล่าง
“ลูกขอทำความเคารพท่านแม่” เพ่ยอิงกล่าวพลางโค้งคำนับผู้เป็นมารดาของตน ฝ่ายลี่ฮวาจ้องมองเพ่ยอิงอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนจะไล่ให้คนอื่น ๆ ออกไป ไม่เว้นแม้กระทั่งหลี่ไป๋ที่คอยอารักขาเพ่ยอิงอยู่ไม่ห่าง
“สบายดีหรือไม่ลูกแม่?” นางกล่าวพลางส่งยิ้มอ่อนหวานมาให้ เพ่ยอิงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย พลางตอบกลับ
“สบายดีขอรับ”
“เช่นนั้นกลับไปกับแม่ได้หรือไม่?” คำถามนั้นทำให้เพ่ยอิงนิ่งไปสักพักใหญ่ ๆ จากข่าวที่ได้ยินมา ตอนนี้ตระกูลหลินเหลือนางเป็นหัวหน้าตระกูลเพียงแค่คนเดียวแล้ว ทายาทที่จะสืบต่อก็เห็นทีจะมีแค่เขา เพราะพี่สาวก็กลายเป็นบ้าไปแล้ว เพ่ยอิงค่อนข้างหนักใจจึงไม่ได้ตอบนางไปในทันที ทว่าฝ่ายนั้นกลับลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินหันหลังออกจากห้องรับรองไป เพ่ยอิงรีบเรียกรั้งนางเอาไว้ทันใด
“ท่านแม่”
“อย่ามาเรียกข้าแบบนั้น เจ้าไม่ใช่บุตรชายของข้า” ซันที่อยู่ในร่างของเพ่ยอิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันใด ตั้งแต่เขาได้มาเกิดใหม่ในร่างของเพ่ยอิง ก็ไม่เคยมีใครทักเรื่องนี้มาก่อน มีนางคนแรกที่พูดแบบนั้น พอจะปริปากพูดนางก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
“เพ่ยอิงตัวจริงไม่มีทางปฏิเสธคำขอของข้า แค่แววตาก็ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว...ว่าเจ้าไม่ใช่เขา บุตรชายของข้าคงตายไปตั้งแต่ที่ป่วยหนักคราวนั้นแล้วสินะ... ช่างน่าสงสารจริง ๆ ยังไม่ถึงวัยอันควรเลยแท้ ๆ ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้มีผีบ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาเข้าสิงร่างของเขาแทนอีก” นางเอ่ยพลางมองมาที่เพ่ยอิงด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะเดินจากไปเสียเฉย ๆ เพ่ยอิงได้แต่เกาหัวด้วยความงุนงง พอจะออกไปส่งก็พบว่าลี่ฮวาได้เดินทางกลับไปยังเมืองที่เขาจากมาไปเสียแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลหลินก็สิ้นสุดลงที่ตรงนั้น
เพ่ยอิงได้เปิดร้านขนมเป็นของตัวเองในที่สุด ร้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่าไม่รู้เพราะว่าขนมอร่อยหรือเพราะคนขายมีรูปโฉมงดงามกันแน่ หลี่ไป๋เองก็ขยันขันแข็ง ทั้งคอยเรียนรู้เรื่องงานดูแลคนในหมู่บ้านต่อจากท่านย่า ทั้งฝึกวรยุทธ และที่สำคัญคือไม่ลืมที่จะแบ่งเวลามาช่วยเพ่ยอิงขายขนมอยู่เป็นประจำ เป็นความสัมพันธ์ที่คนในหมู่บ้านเอาแต่สนับสนุนให้สองคนนี้ตบแต่งกันไปเสียให้จบ ๆ ทว่าหลี่ไป๋กลับไม่อยากบังคับความรู้สึกของใคร หากเพ่ยอิงรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที
“รับอะไรดีจ๊ะ?” เพ่ยอิงเอ่ยถามลูกค้าคนหนึ่งที่ต่อแถวมารอซื้อขนมของตัวเองแต่เช้า ลูกค้าคนนี้เป็นชายสวมใส่ชุดสีขาวขุ่น ร่างกายผ่ายผอม ตามเนื้อตามตัวมีแต่รอยบาดแผล เขาเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งที่ทำให้เพ่ยอิงต้องหยุดชะงักไป
“ชิ้นไหนขายดีที่สุดหรือ?” น้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยทว่าภาพลักษณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพ่ยอิงชี้นิ้วไปที่ขนมชิ้นหนึ่งที่เป็นของขึ้นชื่อประจำร้าน ชายผู้นั้นพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าว
“ข้าเหมาหมดเลย” ว่าจบก็วางถุงเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้ เพ่ยอิงมองอีกฝ่ายเพียงชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“เดี๋ยวก็ปวดท้องเอาหรอก ท่านพี่” เมิ่งหานที่พยายามกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ขบเม้มริมฝีปากทันใด ก่อนที่น้ำสีใสมันจะร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วง เขายกมือขึ้นมาเช็ดอย่างลวก ๆ ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาทว่ามันกลับยากลำบากยิ่งนัก
“ไม่เป็นไร ข้าชอบกินของหวาน ยิ่งเป็นฝีมือเจ้า...มีเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ” หลังจากนั้นเพ่ยอิงก็ห่อขนมให้กับเมิ่งหาน โดยคิดค่าขนมแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เฝ้ามองเขาที่ค่อย ๆ เดินออกจากหมู่บ้านไปอย่างใจหาย ไม่คิดเลยว่าชายชาตรีเช่นเมิ่งหานจะมาตกอยู่ในสภาพนี้ได้ ตั้งแต่วันนั้นเขาคงจะต้องผ่านอะไรมามากมายเลยงั้นสินะ เพ่ยอิงคิดก่อนจะขายขนมให้กับลูกค้าคนอื่นต่อไป
ก่อนที่เมิ่งหานจะก้าวออกจากตัวหมู่บ้านไป ก็ไม่วายหันไปมองเพ่ยอิงอย่างคะนึงหา อันที่จริงความปรารถนาอันแรงกล้าของเขาคือการได้เพ่ยอิงกลับคืนมา ทว่าเพ่ยอิงในตอนนี้กลับสดใสยิ่งกว่าตอนไหน ๆ เพ่ยอิงดูมีความสุขมากตอนอยู่ที่นี้ เขาชอบรอยยิ้มของเพ่ยอิงในตอนนี้มาก และไม่อยากเป็นคนพรากมันไปอีกครั้ง จึงตัดสินใจว่าจะปล่อยให้เพ่ยอิงเป็นอิสระจากเขาสักที ตอนนี้เขาได้ตระหนักรู้แล้วว่าบางครั้งความรักก็ไม่จำเป็นต้องครอบครองหรือผูกมัดเสมอไป
เมิ่งหานตัดสินใจเดินทางกลับไปที่บ้านเกิดของตัวเอง ทว่ากลับไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนเพราะจวนสกุลซ่งก็ถูกเผาไปจนหมดสิ้น ที่ทราบข่าวมาล่าสุดพ่อแม่ของเขาก็แยกย้ายกันไปอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองกันหมดแล้ว เขากลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีที่พึ่งพิง ทว่าในตอนนั้นเองก็ได้พบเข้ากับหัวหน้าตระกูลหลินเข้า ซึ่งนั่นก็คือหลิน ลี่ฮวา นั่นเอง
“ตระกูลหลินต้องการเจ้า” นางเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะพาเมิ่งหานไปยังจวนสกุลหลิน และได้แต่งตั้งให้เมิ่งหานเป็นผู้สืบทอดตระกูลหลินรุ่นต่อไป เมิ่งหานที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนักจึงรับข้อเสนอนั้นเอาไว้ อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อมีชีวิตรอดอยู่ต่อไป
“พี่...ท่านพี่...” เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น เมิ่งหานหันไปมองตามต้นเสียงก็พบเข้ากับร่างของเพ่ยซานที่มีเนื้อตัวมอมแมมไปหมด เขารีบเข้าไปประคองร่างของนางเอาไว้ทันที
“เพ่ยซาน เจ้าจำข้าได้แล้วงั้นหรือ?” เมิ่งหานเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ ก่อนหน้านี้เพ่ยซานยังเห็นเขาเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่งอยู่เลย ทว่าในตอนนี้กลับเรียกเขาว่าท่านพี่ เหมือนกับที่นางเคยเรียกตลอดมา
“รัก...รัก รักข้า...ท่านพี่รักข้ามั้ย?” นางเอ่ยถามพลางจ้องมองใบหน้าของเมิ่งหานด้วยแววตาใส่ซื่อบริสุทธิ์ เมิ่งหานรู้สึกจุกบริเวณทรวงอกทันใด ก่อนจะรีบโผเข้ากอดภรรยาของตนเอง ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เพ่ยซานหัวเราะชอบใจก่อนจะตอบรับอ้อมกอดแสนอบอุ่นนั้นกลับ ลี่ฮวาจ้องมองมาที่บุตรสาวและบุตรเขย ก่อนที่ภาพของสามีผู้ล่วงลับไปแล้ว จะปรากฏทับซ้อนขึ้นมาให้หัวใจของนางต้องบอบช้ำอีกครั้ง นางเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง ร่ำไห้กับภาพเหมือนของคนรัก ที่ ณ บัดนี้ได้เดินทางจากไปไกลแสนไกล
ทางด้านของเพ่ยอิงและหลี่ไป๋
“วันนี้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนะเสี่ยวเพ่ย รสมือเจ้านี่แน่นอนจริง ๆ ” หลี่ไป๋กล่าวพลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับเพ่ยอิง เพ่ยอิงที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูบริเวณร้านค้าของตัวเองอยู่นั้น ทำเพียงไหวไหล่เล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทางทะเล้น
“ก็คนมันเก่งช่วยไม่ได้” หลี่ไป๋ยกยิ้มก่อนจะเผลอเอื้อมมือไปขยี้เส้นผมยาวสีดำคลับนั่นด้วยความเอ็นดู พอรู้สึกตัวก็รีบชักมือกลับทันที ปากก็ร่ายแต่คำขอโทษมากมาย
“โทษทีพอดีข้าเผลอตัวไปหน่อย” เพ่ยอิงเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมไปจับมือข้างนั้นของหลี่ไป๋เอาไว้ พลางเอียงแก้มข้างนั้นลงบนมือของหลี่ไป๋ แล้วหลับตาพริ้มพลางพูดไปด้วย
“อุ่นดีจัง” ใบหน้าของหลี่ไป๋ขึ้นสีแดงระเรื่อทันใด เขาอยากจะชักมือกลับด้วยความขวยเขิน แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าแก้มของอีกฝ่ายช่างเนียนนุ่มเสียจนไม่สามารถผละมือออกมาได้
“พี่หลี่”
“ขะ...ขอรับ?”
“ท่านชอบข้าหรือไม่?” คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเพ่ยอิง ทำให้ใบหน้าของหลี่ไป๋ขึ้นสีแดงระเรื่อหนักกว่าเดิม จนตอนนี้เขาชักจะเริ่มรู้สึกหน้ามืดขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
“ชะ...ชอบสิ...ขอรับ” เพ่ยอิงยิ้มทะเล้นออกมาทันใด ก่อนจะเอาหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายให้ใจเต้นเล่น ๆ
“ถ้าเช่นนั้นเรามาคบกันดีหรือไม่?”
“เอ๊ะ? คบ...คบกระไรนะขอรับ?” หลี่ไป๋ทำใบหน้างุนงง เพ่ยอิงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าคนยุคก่อนไม่มีสถานะคนคุยหรือว่าแฟน แต่ข้ามไปเป็นคนรักหรือสามีภรรยาเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นละก็...
“เรามาเป็นคู่รักกันเถอะ”
“เอ๊ะ!!” สิ้นเสียง หลี่ไป๋ก็ลงไปนอนกองกับพื้นทันที สร้างเสียงหัวเราะให้กับเพ่ยอิงไม่น้อยเลยทีเดียว ทว่าพอหลังจากตื่นขึ้นมาก็รีบตอบตกลงทันใด เพราะกลัวว่าเพ่ยอิงจะเปลี่ยนใจไปเสียก่อน นับแต่นั้นเป็นต้นมาเพ่ยอิงกับหลี่ไป๋ก็ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะของคู่รัก และค่อย ๆ พัฒนาเป็นสามีภรรยากันในระยะเวลาต่อมา
หลายปีต่อมา
“เยว่เยว่ กินข้าวก่อนแล้วค่อยไปเล่นสิลูก!” บุรุษผู้มีใบหน้าแสนงดงามตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ฝีเท้าน้อย ๆ ของเด็กชายชะงักทันใด ก่อนที่เจ้าตัวจะชะโงกหน้าเข้ามายังในครัวที่มีเพ่ยอิงยืนทำอาหารอยู่อย่างขะมักเขม้น
“วันนี้ข้าไม่กินได้หรือไม่ท่านแม่” สิ้นประโยคเพ่ยอิงก็หันไปมองหน้าเจ้าตัวน้อยทันที ก่อนจะย่อตัวลงไปให้ความสูงไล่เลี่ยกันพลางเอ่ย
“ทำไม เจ้าปวดท้องงั้นหรือ?” ว่าพลางเอื้อมมือไปลูบท้องของเด็กน้อยไปด้วย
“ไม่ใช่ขอรับ คราวที่แล้วข้ากินข้าวก่อนไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ แล้วเผลออ้วกออกมา วันนี้ก็เลยจะไม่กินก่อนไปเล่น แต่จะกลับมากินหลังเล่นเสร็จแล้วขอรับ” เด็กชายพูดจาเข้าท่ามีเหตุผล เพ่ยอิงจ้องมองบุตรชายบุญธรรมของตัวเองสักพักก่อนจะลูบหัวของอีกฝ่ายเบา ๆ
“เอาอย่างที่เจ้าว่าก็ได้ แต่สัญญากับแม่ก่อนว่าจะไม่กลับบ้านดึก มันอันตรายลูกเข้าใจหรือไม่?” เด็กน้อยพยักหน้ารับพลางเข้าไปซุกไซร้อ้อมกอดของเพ่ยอิงเชิงอ้อน ก่อนจะวิ่งออกจากบ้านไปวิ่งเล่นกับเหล่าสหายของเขาที่ก็เป็นเด็กในหมู่บ้านนี้เช่นเดียวกัน
“หิวข้าวจังเลย” หลี่ไป๋เอ่ยพลางเดินมุ่งตรงเข้ามาในครัว พอเห็นภรรยาของตนเองก็เข้าไปสวมกอด สูดดมกลิ่นหอมจากกายของอีกฝ่ายเสียเต็มปอด
“ข้าไม่ใช่ข้าวสักหน่อยนะพี่หลี่ และก่อนจะกินข้าวท่านก็ต้องไปอาบน้ำชำระล้างคราบสกปรกออกก่อนด้วย มิเช่นนั้นก็อดกิน” แม้ว่าจะโดนบ่นอยู่ทว่าหลี่ไป๋กลับรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขยิ่งนัก เฝ้ากอดเฝ้าหอมจนเพ่ยอิงต้องเอ่ยปรามขึ้นมา
“ถ้ายังไม่ไปอาบน้ำละก็เจอดีแน่พี่หลี่” เพียงเท่านั้นหลี่ไป๋ก็รีบวิ่งไปแช่น้ำในบ่อทันที เพ่ยอิงเห็นท่าทีแบบนั้นก็อดที่จะหัวเราะเอ็นดูออกมาไม่ได้
เมื่อปีที่แล้วหลี่ไป๋กับเพ่ยอิงได้ตัดสินใจจัดพิธีแต่งงานกันภายในหมู่บ้านแห่งนี้ และต่อมาก็ได้มีโอกาสได้พบเจอกับทารกน้อยคนหนึ่งที่โดนแม่มาคลอดทิ้งเอาไว้ในหมู่บ้าน ทั้งสองจึงรับเลี้ยงเด็กคนนั้นเอาไว้ในฐานะของบุตรชายบุญธรรม โดยตั้งชื่อให้เด็กชายคนนั้นว่า เยว่เยว่
ชีวิตคู่ของหลี่ไป๋และเพ่ยอิงถูกดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความสุขที่หาที่ไหนไม่ได้ เพ่ยอิงชอบชีวิตของตัวเองในตอนนี้มาก และอยากจะขอบคุณพระเจ้าหรืออะไรก็ตามที่ส่งเขามาเกิดใหม่ ณ สถานที่แห่งนี้ ที่ทำให้เขาได้มาเจอคนดี ๆ แบบหลี่ไป๋ และได้ครองรักกันอย่างมีความสุข แม้ว่าเขาจะยังแอบคิดถึงโลกใบเก่าอยู่บ้างในบางครั้ง ทว่าก็ไม่ได้มีความคิดที่อยากจะกลับไปมากเท่าแต่ก่อนแล้ว
และแล้วเรื่องราวของซัน หรือ หลิน เพ่ยอิง ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของครอบครัวที่มีพ่อแม่ที่รักลูกไม่เท่ากัน คนหนึ่งรักพี่คนโตมากกว่า คนหนึ่งรักน้องคนเล็กมากกว่า ส่งผลให้พี่น้องทั้งสองคนต้องมาทะเลาะกันเอง เรื่องราวของความรักที่ถูกแบ่งเป็นสองส่วนเพราะสามีเป็นคนเจ้าชู้เสเพล เลือกที่รักมักที่ชัง เรื่องราวความบาดหมางต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างตระกูล ทว่าระหว่างนั้นก็ได้พบเจอกับคนที่ทำให้ทั้งชีวิตของตัวเองต้องเปลี่ยนไป เช่น หลี่ไป๋ บุรุษขี้อายที่ไม่ว่าเพ่ยอิงจะทำอะไรก็มักจะทำให้หัวใจของเขาเต้นระส่ำอยู่ร่ำไป ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนกันเข้ามาอ่านจนถึงตรงนี้ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น