ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 3

ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 3

“ทุกอย่างปกติดีขอรับ” หมอหลวงประจำตระกูลโม่เอ่ย หลังจากได้ทำการตรวจสภาพร่างกายของจวินเย่าตั้งแต่หัวจรดเท้า ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายแข็งแรงดี ไม่ได้เจ็บป่วยภายนอกหรือภายในแต่ประการใด หมิงเยี่ยนถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากขอบคุณท่านหมอ แล้วเดินไปส่งที่หน้าประตูเฉกเช่นเดิม พอเห็นว่าเขาไม่ได้จับตามองตนเองอยู่ก็แอบก้มหน้ามามองเจ้ามังกรตัวน้อย สังเกตท่าทางของมันเป็นระยะ กลัวว่ามันจะเผลอส่งเสียงออกมา และทำให้เรื่องที่เขาเก็บมังกรไข่มุกสวรรค์มาเลี้ยงเอาไว้จะถูกเปิดเผย “อยู่เงียบ ๆ นะตัวเล็ก” เขาเอ่ยเสียงเบา ก่อนที่พี่ชายคนกลางของเขาจะหันมามอง จวินเย่ารีบดึงผ้าห่มมาคลุมตัวทันใด ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้กับอีกฝ่าย “วันนี้เจ้ามีฝึก อย่าได้เถลไถล” ว่าจบก็ยืนมองท่าทางอันแปลกประหลาดของน้องชายอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะเดินออกจากประตูไป จวินเย่าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะปล่อยให้เจ้ามังกรตัวจิ๋วที่หลบซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม ได้ออกมาเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ “เฮ้อ เกือบไปแล้วมั้ยละ” ว่าพลางยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ เจ้ามังกรตัวน้อยยิ้มชอบใจก่อนจะเดินเข้ามาคลอเคลีย จวินเย่าใช้ฝ่ามือลูบหัวมันอย่างเบามือพลางเอ่ย “อย่างกับลูกหมาเลย” ว่าพลางเกาคางของมังกรตัวจิ๋ว ชั่งใจอยู่นานว่าจะตั้งชื่อให้มันเพื่อเอาไว้เรียกระหว่างที่อยู่ด้วยกันดีหรือไม่ ทว่าอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะยิ่งผูกพันกันเข้าไปใหญ่ “แต่จะให้เรียกว่าเจ้ามังกรน้อยตลอดมันก็...” เขาจ้องมองเกล็ดสีขาวเหลือบทองที่เป็นประกายวิบวับนั่นก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นชื่อเรียกง่าย ๆ อย่างเช่นเจ้าขาวแทนแล้วกัน ตกลงมั้ยเจ้าขาว?” มังกรตัวน้อยยิ้มดี๊ด๊าทันใด ก่อนเลื้อยตัวมาพันแข้งพันขาของจวินเย่าด้วยความรักใคร่ “เอาละ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เราออกไปตามหาพ่อแม่ของเจ้ากันเถอะ ป่านนี้ท่านคงเป็นห่วงเจ้าแย่แล้ว” กล่าวจบก็ลงไปช้อนตัวเจ้าขาวขึ้นมา ก่อนจะนำมันไปซ่อนเอาไว้ในเสื้อของตัวเอง ลอบออกมาจากในห้องนอนแล้วมุ่งตรงไปยังสถานที่ที่เขาเจอกับเจ้าขาวเมื่อหลายวันก่อนทันที “จำได้ว่าตรงนี้เป็นที่ที่เจ้าขาวตกลงมานะ” พูดไปด้วยมองรอบข้างไปด้วย ที่บริเวณพื้นหญ้าตรงนั้นยังมีรอยไหม้อยู่เลยด้วยซ้ำ เขามองพื้นหญ้าตรงนั้นสลับกับมองท้องฟ้าสีเลือดในแดนมาร ระยะทางจากเผ่าสวรรค์มายังเผ่ามารมันห่างกันหลายกิโลเมตรเลยนะ เป็นไปได้ด้วยเหรอที่ไข่ใบหนึ่งจะพลัดตกลงมา เขานึกฉงนในใจ ในตอนนั้นเองจวินเย่าก็ได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนไหวตรงด้านหน้าของเขา เขารีบกอดรัดร่างของเจ้าขาวเอาไว้ทันที เพราะกลัวว่ามันจะได้รับอันตราย เขาเพ่งสายตามองไปข้างหน้าเพื่อค้นหาว่าสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในตอนนี้คืออะไร เป็นสิ่งมีชีวิตหรือแค่ต้นไม้มันสั่นไหว และถ้าหากเป็นสิ่งมีชีวิตแล้วนั้นไซร้ มันมาร้ายหรือว่าดี เขาตั้งท่าเตรียมวิ่งก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของบุคคลปริศนาจะปรากฏตรงหน้าของเขา “...” ฝ่ายนั้นยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า จวินเย่าสัมผัสไม่ได้ถึงรังสีอำมหิตจึงไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร และกำลังหาโอกาสที่จะวิ่งหนีไป ทว่าเจ้าขาวกลับดิ้นไปมาในอกของเขา ก่อนจะโผล่หน้าออกมาและส่งเสียงร้อง จวินเย่าหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที มังกรไข่มุกสวรรค์เป็นสิ่งมีชีวิตเลอค่าทั้งสามโลก ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ โลกมนุษย์ หรือแม้กระทั่งเผ่ามาร หากชายผู้นี้เพ่งเล็งเจ้าขาวขึ้นมาจะทำอย่างไร คิดได้ดังนั้นก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง “ตัวเล็กกลับเข้าไป มันอันตราย” ว่าพลางพยายามดันให้เจ้ามังกรน้อยกลับเข้าไปในเสื้อ ทว่ามันกลับหันมามองหน้าของเขาด้วยใบหน้าฉงน ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปหาชายแปลกหน้าคนนั้นด้วยความเร็วสูง จวินเย่าพยายามจะจับร่างของเจ้าขาวเอาไว้แล้วแต่ก็ไม่ทัน ความเร็วของเขากับมันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ชายหนุ่มจ้องมองเจ้ามังกรตัวน้อยที่อยู่ในอุ้งมือใหญ่พลางกำหมัดของตัวเองแน่น แล้วคิดในใจ ช่างหัวมันสิวะ เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยงมันแต่แรกอยู่แล้วด้วย ต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงก็เรื่องของมัน ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว! ทว่าความคิดกับร่างกายกลับสวนทางกัน เขาเร่งฝีเท้าของตัวเองแล้วพุ่งตัวเข้าไปหาชายร่างใหญ่คนนั้นทันที พยายามจะคว้าร่างของเจ้าขาวให้คืนกลับมา ทว่ากลับโดนฝ่ายนั้นคว้าแขนข้างหนึ่งเอาไว้ได้เสียก่อน หมับ! “เจ้าขาวหนีไปเร็ว!” เขาตะโกนบอกพลางดิ้นไปมา เจ้าขาวทำใบหน้างุนงงเล็กน้อย แล้วเอาหัวเข้าไปคลอเคลียชายคนนั้นอย่างสนิทสนม สร้างความงุนงงให้จวินเย่าไม่น้อยเลยทีเดียว หลังจากนั้นเจ้าของร่างยักษ์ก็ปริปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม “พ่ออยู่นี่แล้วลูกรัก” พอจวินเย่าได้ยินแบบนั้นก็ทราบได้ในทันทีเลยว่า บุรุษร่างใหญ่ราวยักษ์ปักษาผู้นี้ก็คือราชาเผ่าสวรรค์ องค์จักรพรรดิเทียน อวี้จวิน หรือพ่อแท้ ๆ ของเจ้ามังกรน้อยตัวนี้นั่นเอง “ขออภัยที่เสียมารยาท” เอ่ยพลางปล่อยข้อมือของจวินเย่าให้เป็นอิสระ ร่างเพรียวถอยหลังห่างออกมาเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ฝ่ายข้าต่างหากที่ต้องเป็นคนพูดคำนั้น ท่านคือ...” จวินเย่าแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ประจวบเหมาะกับทางด้านขององค์จักรพรรดิเผ่าสวรรค์ ที่กำลังต้องการปลอมแปลงตัวตนของตัวเองอย่างพอดิบพอดี “ข้ามีนามว่าหลาง อี้เทียน เป็นบิดาของเจ้ามังกรน้อยผู้นี้” ว่าพลางเข้าไปกอดหอมเจ้าขาวอย่างรักใคร่กลมเกลียว จวินเย่าเห็นแบบนั้นก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้ เขาอุตส่าห์เลี้ยงดูปูเสื่อเจ้ามังกรน้อยเป็นอย่างดีตั้งแต่แรกเกิด ทว่าพอมันเจอพ่อแท้ ๆ ของมันเข้า เจ้าขาวก็ลืมเขาไปเสียสนิทเลย “อย่างนี้นี่เอง พอดีข้าเจอเขาตกอยู่ในพงหญ้าก็เลยเก็บมาดูแล แล้วก็วางแผนเอาไว้ว่าจะออกตามหาพ่อแม่ของเขาอยู่พอดีเลย โชคดีจริง ๆ ที่เขาได้กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของผู้ปกครองตัวจริงของเขาสักที” จวินเย่าพูดด้วยท่าทางเศร้าสร้อย พลางเหลือบตาไปมองที่เจ้าขาวอย่างไม่ลดละ “ถ้าเช่นนั้นหากไม่มีอะไรแล้วข้าต้องขอตัวก่อน ทีหลังอย่าคลาดสายตาจากเขาอีกนะขอรับ” ว่าพลางก้มหน้าก้มตาเดินออกไป ทว่ากลับได้ยินเสียงของเจ้าตัวน้อยร้องขึ้นมา มันรีบพุ่งตัวมาหาจวินเย่าทันที ก่อนจะเอาหัวถูไถราวกับกำลังขอโทษ “อย่าทำแบบนี้สิตัวเล็ก พ่อมารับแล้วนะ หมดหน้าที่ของพี่แล้ว” ว่าพลางลูบหัวของเจ้ามังกรน้อยอย่างเอ็นดู ก่อนจะอุ้มมันไปส่งคืนให้กับผู้ปกครองตัวจริง “เจ้าคงจะเป็นคนที่จิตใจดีมาก บุตรชายของข้าถึงได้ถูกใจเจ้ามากถึงเพียงนี้” เอ่ยพลางรับบุตรชายในร่างมังกรของตัวเองไปอุ้มเอาไว้ เจ้าขาวมองมาที่จวินเย่าด้วยสายตาละห้อยคล้ายจะร้องไห้ ชายหนุ่มหน้าสวยไม่รีรอบอกลาอีกฝ่ายทันที เพราะเขาเริ่มจะอดกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว “ถ้าเช่นนั้นขอให้ท่านทั้งสองเดินทางปลอดภัย ข้าไปก่อน” ว่าจบก็รีบวิ่งหนีไปทันที เทียน อวี้จวิน เฝ้ามองแผ่นหลังเล็กนั่นค่อย ๆ วิ่งห่างออกไปจนลับสายตา ก่อนจะมีรอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้า เจ้ามังกรตัวน้อยส่งเสียงร้องออกมาทันใดหลังจากพบว่าจวินเย่าได้ละทิ้งเขาไปแล้ว ผู้เป็นพ่อจึงต้องพูดปลอบประโลม “ไม่ร้องนะคนเก่ง เดี๋ยวไว้ครั้งหน้าเรามาเยี่ยมเขากันใหม่ ดีหรือไม่?” เจ้ามังกรน้อยยังคงร้องไห้เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่บิดากล่าว อวี้จวินไม่รอช้ารีบพุ่งทะยานสู่เบื้องบน กลับไปยังถิ่นฐานของตัวเองภายในชั่วพริบตาทันที “เจ้าร้องไห้มารึ? เหตุใดใต้ต้าถึงได้บวมปูดขนาดนั้น?” หลานเยวียนเอ่ยถามน้องชายคนสุดท้องในขณะที่พวกเขากำลังฝึกปรนวิชามารของตัวเองกันอยู่ จวินเย่าหันไปมองหน้าพี่ชายก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธคำครหานั้น เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขาเพิ่งจะสูญเสียสัตว์ที่เก็บมาเลี้ยง (?) ไป เขารู้สึกราวกับตัวเองถูกหญิงสาวปฏิเสธความรัก รู้สึกอกหักทั้ง ๆ ที่ไม่ได้หลงรักผู้ใด เขานอนร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ภายในห้องพักของตัวเอง จนกระทั่งถึงเวลาต้องลงมาฝึกวิชากับพวกพี่ ๆ สภาพถึงได้น่าเวทนาขนาดนี้ “ทำไม? แม่สาวเผ่ามนุษย์นั่นหักอกเจ้ามาหรืออย่างไร?” เสวียนหลิงที่กำลังฝึกลมปราณของตัวเองอยู่นั้น เอ่ยขึ้นมาพลางเหลือบมองจวินเย่าด้วยหางตา จวินเย่าได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสมเพชตัวเองยิ่งนัก เพราะสาเหตุที่ทำให้เขาร้องไห้มันไม่ได้เป็นเพราะเขาอกหักจากความรักของมนุษย์ ทว่าเป็นความรัก ความผูกพันกับสัตว์ต่างหาก “เป็นเอามาก” หลิงหลิงพูดเสริมขึ้นมาก่อนจะกลับไปประลองอาวุธกับหมิงเยี่ยนต่ออย่างดุเดือดเลือดพล่าน มีเพียงแค่เขากับหลานเยวียนนี่แหละที่ฝึกกันแบบเหลาะแหละ ไม่เป็นโล้เป็นพายสักที “อย่ามัวแต่เสวนาไม่เข้าเรื่อง ตั้งใจฝึกด้วย” หมิงเยี่ยนเอ่ยพลางใช้ดาบขนาดใหญ่ของตนฟาดลงไปที่หลิงหลิง ทว่าอีกฝ่ายกลับตั้งรับเอาไว้ได้ทัน และทำการสวนกลับด้วยดาบขนาดเรียวเล็กของตัวเองต่อทันที จวินเย่ามองสองคนนั้นแล้วก็รู้สึกมีความกระตือรือร้นขึ้นมา จึงตั้งใจฝึกวิชามารในส่วนของตัวเองให้เต็มที่ที่สุด เท่าที่จะทำได้ เวลาผ่านไปหลายชั่วยามจนฟ้าด้านนอกมืดสนิท (อันที่จริงมันก็มืดมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วนั่นแหละ) การฝึกจึงได้จบลง จวินเย่าลงไปนอนหอบหายใจถี่ระรัวบนพื้นอย่างทุกข์ทรมาน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอดีตนักกีฬาอย่างเขาจะมาเหนื่อยกับอีแค่การฝึกออกกระบวนท่าเช่นนี้ อาจเป็นเพราะสภาพร่างกายของร่างที่อาศัยอยู่ไม่เอื้ออำนวย เขาเลยรู้สึกว่าเขาไม่ได้แสดงศักยภาพของตนเองออกมาได้มากพอ เขาค่อนข้างจะผิดหวังในตัวเองอยู่พอสมควร “แยกย้ายกันไปชำระล้างร่างกาย แล้วไปพบกันที่ห้องอาหาร ห้ามมาสายแม้แต่วินาทีเดียว” เสวียนหลิงหยิบอาภรณ์ของตัวเองขึ้นมาพาดบ่า ก่อนจะเดินออกจากโรงฝึกไปก่อนใครเพื่อน โดยไม่ลืมที่จะเหลือบมองมาที่จวินเย่าที่นอนแผ่หลาอย่างหมดสภาพบนพื้น ด้วยแววตาดูถูกดูแคลน “คิดว่าจะแน่” หลิงหลิงพูดลอย ๆ ขึ้นมาก่อนจะเดินตามหลังของพี่ใหญ่ไปติด ๆ จวินเย่าอยากจะกระชากคอเสื้อของไอ้หนุ่มนั่นแล้วตะโกนถามใส่หน้ามันว่า มันเป็นอะไรนักหนา! อยากด่าก็ด่าตรง ๆ ไปเลยสิวะ! จะพูดลอย ๆ หาสวรรค์วิมานอะไรมิทราบ?! แต่ก็ทำได้แค่คิด เพราะอย่างไรเสียวิชาพิษของชายผู้นี้ก็ยังน่ากลัวสำหรับเขาอยู่ดี “วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก” หมิงเยี่ยนเดินเข้ามาหาจวินเย่าพลางเอ่ยปากชม หลังจากนั้นก็ยื่นมือมาให้อีกฝ่ายทรงตัวลุกขึ้นยืน จวินเย่ารู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันใดก่อนจะรีบจับมือนั่นเอาไว้แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “รีบไปอาบน้ำแต่งตัว อย่ามาสายล่ะ” เอ่ยจบก็เดินออกจากโรงฝึกไป จวินเย่ารู้สึกประทับใจพี่กลางของเขาเป็นอย่างมาก ตอนอ่านในหนังสือรู้สึกเฉย ๆ กับตัวละครนี้ ทว่าพอได้เข้ามาใช้ชีวิตในนิยายจริง ๆ กลับชื่นชอบตัวละครหมิงเยี่ยน ชอบมากกว่าเสวียนหลิงที่เอาแต่พูดจาแดกดันเขาไปวัน ๆ อีกเป็นเท่าตัว “วันนี้จะมีอะไรให้กินกันนะ ท้องเริ่มร้องแล้วด้วยสิ” หลานเยวียนกล่าวพลางลูบท้องของตัวเองไปด้วย จวินเย่ามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าประหลาด เขาเดาว่าสิ่งที่นักเขียนไม่ได้ระบุเอาไว้ในนิยายน่าจะเป็นเรื่องที่หลานเยวียน มารวารี พิการด้านการรับรู้รสชาตินี่แหละ อาหารหน้าตาอุบาทว์ขนาดนั้นยังจะมาหิวอะไรอีก? แค่นึกถึงเขาก็จะอ้วกออกมาได้แล้วด้วยซ้ำ “เฮ้อ...” จวินเย่าถอนหายใจ พอเหลือบมองไปที่แขนเสื้อของตัวเองทีไรก็จะนึกถึงเจ้าขาวอยู่ตลอด ไม่คิดเลยว่าการรับเลี้ยงมังกรหลงทางเพียงไม่กี่วัน จะทำให้เขารู้สึกผูกพันกับอีกฝ่ายได้มากถึงขนาดนี้ คิดแล้วก็จะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เลยรีบเดินจ้ำอ้าวไปยังห้องของตัวเอง แล้วจัดการชำระล้างร่างกายให้สะอาด เพื่อเตรียมตัวไปกินข้าวเย็นกับพวกพี่ชายทันที “เฮ้อ...คิดถึงเจ้าขาวว่ะ” หลังจากกินข้าวร่วมโต๊ะกับพวกพี่ ๆ เสร็จก็ไม่ลืมที่จะแวะไปอาเจียน สำรอกเอาอาหารที่ไม่พึงประสงค์ออกจากกระเพาะ แล้วกลับมาพักผ่อนที่ห้องของตัวเอง เขานอนแผ่หลาอยู่บนเตียง เหม่อมองเพดานห้องด้วยจิตใจที่ว่างเปล่า หลายวันก่อนยังรู้สึกโลกมันสดใสเป็นสีชมพูอยู่เลย เพราะว่ามีเจ้าขาวคอยเป็นเพื่อนยามเหงา แต่ในตอนนี้เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น “เพราะแบบนี้ไงกูเลยไม่เลี้ยงสัตว์ตัวไหนเลย มันผูกพัน พอจากกันแล้วใจมันเจ็บปวด...” ว่าพลางเอาผ้าห่มมาคลุมใบหน้าของตัวเองแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น “ใครครับ- เอ๊ย! ขอรับ?” จวินเย่าถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ขึ้นจมูก เขาเช็ดหน้าเช็ดตาของตัวเองก่อนจะเดินไปหยุดยืนที่หน้าประตู ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา เขานึกฉงนเพราะโดยปกติแล้วหากเป็นข้ารับใช้ก็มักจะตอบรับเขาในทันที หากเป็นพวกพี่ ๆ ก็ไม่น่าใช่ เพราะส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นจะเคาะประตูเป็นสัญญาณก่อนเดินเข้าห้องเขาเลยด้วยซ้ำ จวินเย่าเอาหูไปแนบฟังตรงประตูทว่ากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไป แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ขนทั่วทั้งตัวพากันลุกชูชันทันใด “ภพมารนี่เนอะ จะมีผีมาหลอกบ้างก็ไม่แปลก” เขาพูดพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น ก่อนจะหรุบตามองต่ำแล้วพบเข้ากับกล่องขนาดใหญ่ใบหนึ่งเข้า พอเห็นแบบนั้นจึงใจชื้นขึ้นมาเพราะผีไม่น่าจะเอาของมาวางเอาไว้แบบนี้ได้ แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนเขาก็ไม่เห็นร่องรอยของคนที่เอาของชิ้นนี้มาวางเอาไว้เลย “หรือที่ภพมารจะมีบริการส่งสินค้าถึงที่หมาย เจ้าจวินเย่ามันไปสั่งอะไรไว้หรือเปล่าวะ?” อาจเพราะเจอแต่เรื่องแปลกประหลาดมากมายเลยเริ่มพูดจาเพ้อเจ้อ ไม่รอช้าหยิบกล่องปริศนานั้นเข้าไปในห้องทันที จวินเย่าพิจารณากล่องใบนี้อยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนจะจัดการเปิดมันออกอย่างระมัดระวัง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีข้อความเขียนเอาไว้ ความว่า... ‘ขอบคุณที่เอ็นดูและคอยดูแลบุตรชายข้าเป็นอย่างดี นี่คือของขวัญสำหรับคนจิตใจดีเช่นเจ้า’ “บุตรชาย? เทียน อวี้จวินงั้นรึ?” จวินเย่าวางจดหมายลงทันใด ก่อนจะต้องตกตะลึงกับของขวัญที่อีกฝ่ายให้มา มันมีลักษณะคล้ายดอกไม้ธรรมดาทั่วไป ทว่ากลับมีขนาดใหญ่มากกว่าเป็นเท่าตัว แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจไม่ใช่เพราะขนาดที่ใหญ่มหึมา ทว่าเป็นสีของมันที่ดอกไม้ธรรมดาไม่อาจมีได้ กลีบดอกไม้มีสีใสทว่าเมื่อยามต้องแสงจะเปล่งประกายเป็นสีรุ้งคล้ายแก้ว กลิ่นหอมหวานชวนให้หลงใหล พลันทำให้จวินเย่านึกถึงเนื้อหาในนิยายขึ้นมาทันใด ลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดถ้าเขาจำไม่ผิด เจ้าดอกไม้หน้าตาแปลกประหลาดนี้ก็คือ... “บุปผาแดนสวรรค์!”

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ