ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 5
“ท่านพี่ หน่วยสอดแนมที่ท่านได้มอบหมายเอาไว้ เมื่อครู่นี้รายงานมาว่าพบพวกจิ้งจอกทมิฬแล้วขอรับ” หมิงเยี่ยนเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้น เสวียนหลิงฟังจบก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะออกคำสั่งอีกครั้ง
“นำตัวพวกเขามา โดยให้ข้อเสนอว่าเราจะมอบที่อยู่และอาหารให้กับพวกเขา” หมิงเยี่ยนโค้งคำนับรับฟังคำสั่ง ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าออกจากห้องทำงานของเสวียนหลิงไป ฝ่ายเสวียนหลิงมีรอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้าทันใด เป็นตามที่เจ้าจวินเย่าคาดการณ์เอาไว้ หากจิ้งจอกทมิฬให้ความร่วมมือ ศึกกับเผ่าสวรรค์ในครานี้ ฝ่ายที่ปราชัยเห็นทีจะต้องเป็นพวกมัน
พอคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของน้องคนสุดท้องอย่างจวินเย่า เลยอยากจะตกรางวัลให้งาม ๆ สักชิ้นสองชิ้น
“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง?”
“ขอรับนายท่าน” เสียงข้ารับใช้คนหนึ่งตอบรับในทันใด เสวียนหลิงจึงเอ่ยความต้องการของตนออกมา
“พาตัวจวินเย่ามาพบข้า ณ เวลานี้”
“รับทราบขอรับ” โค้งคำนับเสร็จก็รีบเดินออกตามหาองค์ชายเล็กแห่งเผ่ามารทันที
ทางด้านของจวินเย่า
“ทำไมปลาในดินแดนปีศาจมันหน้าตาอุบาทว์แบบนี้ทุกตัวเลยวะ?” ไม่รู้ว่าวันนี้เขานึกครึ้มอะไรขึ้นมา อยากจะตกปลาขึ้นมาเสียเฉย ๆ อาจมีสาเหตุหลักมาจากอาหารที่กินทุกมื้อรสชาติมันเหมือนขยะเปียกกระมัง ก็เลยพาตัวเองเดินมาเรื่อย ๆ จนมาโผล่ ณ ลำธารสายหนึ่ง ที่แม้กระทั่งสีของแม่น้ำก็ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะว่าในดินแดนปีศาจไม่ได้มีคันเบ็ดให้ซื้อตามร้านค้าทั่วไป เขาเลยจัดการประดิษฐ์มันขึ้นมาเสียเอง โดยใช้กิ่งไม้และเส้นเอ็น ผลสรุปก็คือ...ตกไม่ได้สักตัว
“วิธีนี้น่าจะได้ผลละมั้ง เคยเห็นในหนังเขาทำกันบ่อย ๆ ” ว่าพลางหยิบไม้ที่เหลาจนแหลมขึ้นมา หรี่ตามองเพื่อเล็งไปยังเป้าหมาย พอปลามันหยุดนิ่งก็พุ่งตัวเข้าไปใช้ไม้แหลมนั่นเสียบทันที จนในที่สุดก็ล่าปลามาได้สามตัวถ้วน ซ้ำร้ายยังเป็นปลาขนาดเล็กอีกต่างหาก
จวินเย่าจ้องมองปลาที่ตนเองจับมาได้ด้วยใบหน้าหดหู่ ไม่ได้หดหู่เพราะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่เพราะหน้าตาของปลาแต่ละตัวมันไม่น่ากินเอาเสียเลยต่างหาก ตัวหนึ่งก็ตาโปนจนเส้นเลือดฝอยในตาแตก ทั้งลูกตาเลยกลายเป็นสีแดงฉาน บางตัวก็มีฟันแหลมคมเสียยิ่งกว่าเลื่อย พอมองแบบนี้ก็ไม่แปลกใจเลย ที่เนื้อของมันจะออกมารสชาติอุบาทว์ได้มากขนาดนั้น
“ไม่อยากเอาไปทำอะไรกินเลยว่ะ แต่จะทิ้งก็เสียดาย ไหน ๆ ก็ตกมาแล้วด้วย” เขาบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่สายตาก็กำลังจ้องมองไปที่ปลาสามตัวนั้น ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่างจากพุ่มไม้ จวินเย่ารีบคว้าไม้แหลมที่ใช้จับปลานั่นมาเป็นอาวุธทันใด หัวใจเริ่มเต้นถี่ระรัวด้วยความหวาดหวั่น ขนาดปลายังหน้าตาน่ากลัวขนาดนี้ สัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ ของที่นี่จะน่ากลัวขนาดไหน เขาจินตนาการไม่ออกเลย
ฟึ่บ!
ทันใดนั้นร่างอ้วนท้วมของสัตว์สี่ขา ผู้มีขนสีขาวบริสุทธิ์กับหางอันฟูฟ่องทั้งเจ็ด ก็เดินออกมาจากพุ่มหญ้านั้น ก่อนจะจ้องมองไปที่ปลาสามตัวที่จวินเย่าเป็นคนตกได้ด้วยดวงตาเป็นประกาย ทว่ามันกลับไม่ได้พุ่งตัวเข้าไปกินอาหารตามสัญชาตญาณเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานตัวอื่น ๆ มันหันมาสบตากับจวินเย่าด้วยท่าทางน่าสงสาร ราวกับกำลังอ้อนวอนขออะไรสักอย่างอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“อะ...อยากกินเหรอ?” ว่าพลางหยิบปลาหน้าตาอัปลักษณ์พวกนั้นแกว่งไปมา เจ้าจิ้งจอกอ้วนส่ายหางทั้งเจ็ดของมันทันใด ก่อนจะพยักหน้าระรัว จวินเย่าตั้งใจจะโยนปลาเหล่านั้นให้มัน แต่พอลองพิจารณาท่าทีก่อนหน้าของมันแล้ว ก็รู้สึกว่าเจ้าสัตว์น้อยตัวนี้ช่างมีมารยาทงามยิ่งนัก ในเมื่อมีมารยาทมา เขาก็จะมีมารยาทตอบเช่นกัน
จวินเย่าช้อนปลาขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วเดินไปป้อนให้กับมัน ก่อนที่มันจะฝังขมเขี้ยวลงบนปลาตัวนั้น แล้วก็เหลือบมองหน้าของจวินเย่าอยู่ครู่หนึ่ง มันพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยเชิงขอบคุณ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินปลาอย่างเอร็ดอร่อย
“มัน...อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?” ด้วยท่าทางเช่นนั้นทำให้จวินเย่าอดที่จะถามคำถามนี้ออกมาไม่ได้เลย ในขณะนั้นเองชายหน้าสวยก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของข้ารับใช้ของตนเอง ที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“องค์ชายเล็กขอรับ อยู่ที่ใดขอรับ?!!” เขาหันมามองเจ้าจิ้งจอกตัวน้อย ก่อนจะย่อตัวลงไปเพื่อลูบหัวของมันแล้วบอกลา
“พี่ต้องไปก่อนแล้ว กินเยอะ ๆ เลยนะอ้วน” ว่าจบก็รีบวิ่งตามต้นเสียงไปทันที เจ้าจิ้งจอกน้อยเงยหน้าขึ้นมามองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ วิ่งจนลับสายตาไปของผู้มีพระคุณ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากินปลาทั้งสามตัวอย่างหิวโหย
“องค์ชายเล็ก-”
“ข้าอยู่นี่ มีอะไรหรือเปล่า?” จวินเย่าเอ่ยตอบพลางหอบหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เพราะก่อนหน้านี้วิ่งมาหาอีกฝ่ายด้วยความเร็วเท่าที่เขาจะทำได้ ฝ่ายข้ารับใช้โค้งคำนับเขาเล็กน้อยพลางเอ่ย
“นายท่านเรียกเข้าพบขอรับ” ว่าพลางเดินนำหน้าของจวินเย่าไป จวินเย่าทำใบหน้าฉงนทันใด นายท่าน? เสวียนหลิง...เรียกเขาเข้าพบอีกแล้วงั้นรึ? ด้วยเหตุผลอะไรอีกกันเล่า? หรือว่าจะเป็นเพราะพลังมารของเขายังไม่พัฒนาไปไหนก็เลยจะลงโทษ แค่คิดก็เสียวสันหลังวาบแล้ว จวินเย่ารู้สึกวิตกกังวลเป็นยิ่งนัก ทว่าพอเดินทางมาถึงที่หมายกลับพบว่าเหตุผลที่พี่ใหญ่เรียกเขาเข้ามาพบ ช่างแตกต่างกับสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้โดยสิ้นเชิง
“เห็นแก่ความดีของเจ้า เจ้าปรารถนาสิ่งใด ข้าจะมอบมันให้เป็นของรางวัล” เสวียนหลิงเอ่ยบนบัลลังก์ของตัวเอง สายตาก็จดจ้องมาที่น้องชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ด้านล่างของตน จวินเย่าครุ่นคิดกับสิ่งที่เสวียนหลิงพูดออกมาอยู่ครู่ใหญ่ ๆ จนเสวียนหลิงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ถ้าจะขอขึ้นไปเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์อีกเห็นทีจะไม่ได้ ซ้ำร้ายข้าจะลงโทษเจ้าเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว” จวินเย่าพยักหน้าอย่างเข้าใจ อันที่จริงเขาเองก็ไม่ได้มีความอยากไปเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์สักเท่าไหร่นัก เท่าที่อ่านในนิยายมาโลกมนุษย์ค่อนข้างน่าเบื่อ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือน่าสนใจเหมือนอีกสองภพ เต็มที่ก็มีพวกนักพรตที่ร้อนวิชา วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากท้าประลองกัน ผลสุดท้ายคนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือแม่ค้าพ่อค้าริมทาง ก็มันเล่นต่อสู้กันจนตึกรามบ้านช่องเละเทะไปหมดเลยนั่นไง
“คิดได้หรือยัง เสียเวลางานข้ายิ่งนัก” จวินเย่าอยากจะทุบหัวพี่ใหญ่ของตัวเองเหลือเกิน เป็นคนบอกเองแท้ ๆ ว่าจะให้รางวัล แต่กลับประพฤติตัวเหมือนเขามาขอส่วนบุญ ระหว่างที่กำลังก่นด่าพี่ชายของตัวเองในใจก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยออกไป
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเลี้ยงสัตว์ได้หรือไม่?” เสวียนหลิงเลิกคิ้วทันใด ก่อนจะทวนประโยคของจวินเย่าอีกครั้ง
“เลี้ยงสัตว์? เจ้าเนี่ยนะ?”
“ขอรับ ได้หรือไม่ขอรับท่านพี่?” เสวียนหลิงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งเพราะโดยปกติแล้วหากจวินเย่าได้รับความดีความชอบ รางวัลที่เขามักจะขอจากจวินเย่าล้วนเป็นของมีค่าในโลกมนุษย์ เช่น ทอง อัญมณี เพราะจะนำเอาของพวกนั้นไปให้สตรีที่เขาตกหลุมรักบนโลกมนุษย์เป็นของขวัญ ทว่าวันนี้กลับร้องขอเพียงเลี้ยงสัตว์อย่างนั้นรึ? เขานึกฉงนในใจ
“จะว่าได้มันก็ได้ แต่เจ้าจะเลี้ยงตัวอะไร อสรพิษ? หรือสัตว์อสูร?” จวินเย่าเผยรอยยิ้มออกมาทันใดก่อนจะตอบผู้เป็นพี่ชาย
“จิ้งจอกขอรับ” เสวียนหลิงเลิกคิ้วด้วยใบหน้าฉงนงุนงงอีกครั้ง
“จิ้งจอก? อย่าบอกนะว่าเจ้าจะเลี้ยงจิ้งจอกทมิฬที่ข้ากำลังไปนำตัวมา-”
“ไม่ใช่ขอรับท่านพี่ ข้าแค่จะขอเลี้ยงจิ้งจอกที่ไปเจอในป่ามาวันนี้ขอรับ ร่างกายมันซูบผอมมากเสียจนน่าสงสาร ข้าเลยว่าจะถือโอกาสนี้รับมันมาเลี้ยงอย่างเป็นทางการเสียเลยขอรับ” ว่าพลางจ้องมองมาที่เสวียนหลิงเล็กน้อย พอเห็นแววตาดุดันนั่นก็รีบหรุบตามองต่ำโดยอัตโนมัติ
“ป่าแถวนี้มีจิ้งจอกอาศัยอยู่ด้วยงั้นรึ? ไม่เห็นรู้มาก่อน” จวินเย่าสะดุ้งตัวเล็กน้อย สิ่งที่เจ้าสงสัยมันถูกต้องแล้วละเสวียนหลิง เพราะเจ้าจิ้งจอกตัวนี้มันไม่ใช่จิ้งจอกที่เกิดในนรกอย่างไรเล่า เส้นขนสีขาวบริสุทธิ์กับหางที่ฟูฟ่องทั้งเจ็ด ลักษณะเด่นเหล่านี้ชี้ชัดแล้ว ว่ามันคือจิ้งจอกสวรรค์
“คงหลบหนีมาจากทางทิศใดสักทิศหนึ่งกระมัง ท่านก็น่าจะทราบดีว่าในเพลานี้ภพมารมันโกลาหลมากเพียงใด” ตอบกลับไปด้วยท่าทางสุขุม เสวียนหลิงจ้องมองน้องชายตนเองอยู่สักพักก่อนจะเอ่ย
“เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า แต่จงจำไว้เสมอว่าสัตว์ทุกตัวมีชีวิตจิตใจ หากรับมันมาเลี้ยงแล้วก็ต้องดูแลรักษามันให้ดีที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้ ห้ามปล่อยปละละเลยมันเป็นอันขาด” เสวียนหลิงกล่าวด้วยท่าทางราวกับบิดาที่กำลังดุลูกของตัวเอง ที่เอาหมาจรจัดมาเลี้ยงที่บ้านโดยไม่ได้บอกกล่าว จวินเย่าพยายามอดกลั้นเสียงหัวเราะของตัวเองเอาไว้ เพราะยังไม่อยากหัวหลุดออกจากบ่าตอนนี้
“ขอรับ...” กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะกลั้นขำเอาไว้
“เช่นนั้นก็หมดธุระแต่เพียงเท่านี้ ออกไปซะ แล้วอย่าลืมว่าเย็นนี้เจ้ามีประลองฝีมือกับหลานเยวียน ฝึกปรนวิชามารของตัวเองให้ดีเสีย มิเช่นนั้นเจ้าอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงชีวิตได้” จวินเย่าหน้าซีดเซียวลงทันใด คงเพราะหลานเยวียนเอาแต่พูดเป็นต่อยหอยยามที่กำลังฝึกปรนวิชา ทำให้เขาจำไม่ได้เลยว่าเสวียนหลิงนัดประลองฝีมือในวันนี้ด้วย จากที่ดีใจว่าตัวเองกำลังจะได้เลี้ยงจิ้งจอกอ้วนที่น่าฟัดน่าหอมนั่น กลายเป็นทุกข์ใจเสียแทนเพราะต้องมาประลองฝีมือกับหลานเยวียน ผู้ที่ภายนอกดูใจดีทว่าฝีมือกลับคนละเรื่องกับรูปลักษณ์อย่างสิ้นเชิง หากเทียบระดับพลัง เสวียนหลิงต้องเป็นอันดับหนึ่งแน่นอนอยู่แล้ว ถัดลงมาก็คือหมิงเยี่ยนกับหลานเยวียนที่สูสีกันอยู่ หมิงเยี่ยนจะมีข้อดีในเรื่องของพลังกายมากกว่า ในขณะที่หลานเยวียนชำนาญพลังมารของตัวเองเทียบเท่าเสวียนหลิงเลยทีเดียว
“ตายแน่กู” จวินเย่ายกมือขึ้นมาทึ้งผมบนศีรษะของตัวเองทันใด ถ้าเปรียบเทียบเป็นเกม หลานเยวียนคงอยู่แรงค์เอส ส่วนเขาที่ฝีมือทั้งทางกายภาพและพลังโคตรกากก็คงไม่พ้นแรงค์อี ไม่ต้องลองสู้กันก็พอจะเดาออกว่าเรื่องราวมันจะจบลงเช่นไร แค่คิดก็รู้สึกเหมือนไมเกรนจะขึ้น เริ่มมวนท้องขึ้นมาเล็กน้อย
“หนีดีมั้ยวะ?” เขาบ่นพึมพำออกมาก่อนจะต้องล้มเลิกความคิดนั้นทันที เมื่อทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าแล้วเจอตัวประหลาดบินไปบินมาราวกับนกพิราบ สำหรับเขาแล้วนั้นพระราชวังแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว หากพ้นเขตวังหลวงไป มีหวังได้กลายเป็นศพเร็วกว่าตอนประลองฝีมือกับหลานเยวียนอีกกระมัง
ในเมื่อหนีไม่ได้ ซ้ำร้ายยังมองไม่เห็นหนทางชนะอีกต่างหาก จวินเย่าจึงพูดออกมาคำหนึ่งที่ทำให้ความเครียดทุกอย่างที่กำลังพรั่งพรูอยู่ในสมองมลายหายไป...
“ช่างมันเถอะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดละวะ” ว่าจบก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในป่า จุดหมายคือพาเจ้าจิ้งจอกอ้วนนั่นกลับมาดูแลด้วยตัวเอง ก่อนที่จะมีปีศาจหรืออสูรตนอื่นจับมันไปกินเสียก่อน
“เจ้าอ้วน อยู่ไหนเอ่ย? ออกมาหาพี่เร็ว” ว่าพลางเดินไปรอบ ๆ บริเวณที่ตนได้พบเจอกับเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนั้น ที่พื้นหญ้ายังมีซากก้างปลาเหลือเอาไว้อยู่เลยด้วยซ้ำ แล้วเจ้าตัวกลมนั่นมันไปที่ไหนของมันกันนะ? จวินเย่าคิดพลางเดินไปแหวกพงหญ้าแถว ๆ นั้น
ทันใดนั้นเองเจ้าก้อนกลมสีขาวก็พุ่งตัวเข้ามาหาเขา เลียใบหน้าสวยจนน้ำลายชุ่มหน้าไปหมด
“อย่าเลียสิเจ้าอ้วน หน้าพี่เปียกไปหมดแล้วเนี่ย” ว่าพลางดึงร่างเจ้าจิ้งจอกออกไปเล็กน้อย ก่อนจะใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำลายบนใบหน้าของตนเอง จิ้งจอกอ้วนส่งยิ้มหวานพลางเอาหัวมาซุกไซร้ที่ฝ่ามือของจวินเย่าอย่างขี้เล่น จวินเย่าที่แพ้ทางให้กับสัตว์น่ารักจึงตกหลุมรักเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้เข้าเต็มเปา
“กลับไปอยู่ด้วยกันนะ” จิ้งจอกขาวพยักหน้าระรัวพลางกระโดดมาเกาะบนไหล่ของจวินเย่าทันใด
“นี่คงเป็นคำตอบงั้นสินะ ถ้าอย่างนั้นจะตั้งชื่อว่าอะไรดีล่ะ?” ว่าพลางใช้สมองของตัวเองครุ่นคิด จะให้ชื่อเจ้าขาวก็จะไปซ้ำกับที่เรียกเสี่ยวเฟิง ขนสีขาวฟูฟ่องอย่างนั้นรึ...
“ก้อนเมฆ เอาชื่อนี้แล้วกัน ชอบชื่อนี้มั้ยอ้วน?” ราวกับเขาเห็นสีหน้าแววตาของเจ้าจิ้งจอกตัวนี้ที่เหมือนจะไม่ชื่นชอบชื่อที่เขาตั้งให้สักเท่าไหร่ ทว่าพอหันกลับไปมองอีกครั้งก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดแปลกไป เลยคิดว่าเขาน่าจะแค่คิดไปเองนั่นแหละ
“กลับดีกว่า เดี๋ยวต้องไปฝึกกระบวนท่าการต่อสู้อะไรนั่นอีก ไหน ๆ ก็จะแพ้อยู่แล้วก็ขอป้องกันตัวสักหน่อยแล้วกัน” จวินเย่าเอ่ยด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยวลงทันใดพอพูดถึงเรื่องประลอง ก่อนจะอุ้มเจ้าก้อนเมฆมาไว้ในเสื้อของตัวเอง พลางเอ่ยกระซิบ
“หากคนอื่นเห็นเข้าจะต้องวุ่นวายแน่เลย ซ่อนตัวในเสื้อพี่ไปก่อนนะ” ราวกับเจ้าจิ้งจอกมันฟังภาษามนุษย์เข้าใจอย่างไรอย่างนั้น มันพยักหน้ารับก่อนจะซุกซ่อนอยู่ในเสื้อของจวินเย่าอย่างแนบเนียน เนียนจนถึงขนาดข้ารับใช้ของจวินเย่าที่เฝ้าอยู่หน้าห้องยังมองไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
“นอนเล่นอยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวพี่หาของมาให้กิน” ว่าพลางลูบหัวเจ้าก้อนเมฆด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเดินไปบริเวณประตูแล้วเอ่ยขึ้นมา
“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง?”
“ขอรับนายท่าน” ข้ารับใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูรีบขานรับทันใด จวินเย่าแง้มประตูของตัวเองออกไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวกับข้ารับใช้คนนั้น
“ข้ารู้สึกหิวนิดหน่อย ช่วยเอาอะไรมาให้กินหน่อยได้หรือไม่ ขอพวกปลาเป็นหลักนะ”
“รับทราบขอรับ” ว่าจบก็ไม่ลืมที่จะโค้งคำนับ แล้วเดินไปยังห้องครัวเพื่อทำตามคำสั่งของผู้มียศสูงกว่าทันที ระหว่างรอจวินเย่าเลยกลับเข้ามาภายในห้อง หยิบคัมภีร์และตำราเรียนต่าง ๆ มากมายมากาง แล้วอ่านมันผ่าน ๆ ตา
“จุดอ่อนของมารวารีคืออะไรวะ เหมือนว่าจะยังอ่านไม่ถึงหรือเปล่านะตัวกู เฮ้อ...” ว่าพลางเกาหัวของตัวเองแล้วล้มฟุบลงไปกับกองกระดาษเหล่านั้น เจ้าจิ้งจอกน้อยลอบสังเกตการณ์ผู้เป็นนายก่อนจะเดินมาคลอเคลียบริเวณเรียวขาของอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน
“หิวแล้วเหรอ? รอแป๊บหนึ่งนะ พี่บอกคนให้ไปหาของกินมาให้แล้ว รอแป๊บเดียว ๆ ” ว่าพลางอุ้มเจ้าก้อนเมฆมาวางไว้บนตัก ลูบหัวของมันไปพลาง อ่านตำราไปพลาง ไม่นานข้ารับใช้ก็นำอาหารมาให้ตามที่สั่ง จวินเย่ากล่าวขอบคุณก่อนจะนำอาหารเหล่านั้นมาป้อนให้สัตว์เลี้ยงของตัวเอง
“อร่อยขนาดนั้นเหรอ?” จวินเย่าเอ่ยถามออกไปอย่างประหลาดใจ เพราะดูเหมือนเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้จะชื่นชอบอาหารหน้าตาประหลาดเหล่านี้มากอยู่พอตัวเลยทีเดียว
หลังจากป้อนอาหารเจ้าก้อนเมฆเสร็จ ก็จัดการเก็บถ้วยชามไปล้างให้เสร็จสรรพ แล้วกลับมานั่งทำหน้าทุกข์ที่โต๊ะอ่านหนังสือเช่นเดิม ทว่าต่อให้เพ่งสายตาอ่านมากเพียงใดก็ไม่ได้ทำให้พลังมารในกายแข็งแกร่งขึ้นมา เขาถอนหายใจอย่างท้อแท้ ก่อนจะผล็อยหลับไปคากองหนังสือ
จิ้งจอกน้อยเลียแต่งขนของตัวเองเสร็จก็เดินมาคลอเคลียผู้เป็นนาย ก่อนจะกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะอ่านหนังสือที่จวินเย่านอนน้ำลายยืดอยู่ มันจ้องมองไปที่หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยอักษรเหล่านั้นก่อนจะหันมามองหน้าของจวินเย่า แล้วเดินเอาหน้าผากมาชนกัน แสงสว่างวาบบางอย่างปรากฏเพียงชั่วครู่ก่อนทุกอย่างจะกลับมาในสภาพปกติดังเดิม จิ้งจอกน้อยเอาหัวไปถูไถจวินเย่าเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลงนอน แล้วจมสู่ห้วงนิทราไปด้วยอีกคน

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น