[BL] Day-Star ดาวเจ้าเอ๋ย : ตอนที่ 1 (1)
วันที่ 1 ทรงมอบแสงสว่างแยกจากความมืด (1)
บรื้นนน~~!
“ระวัง!!”
โครม!
วินาทีที่ถูกรถบรรทุกชน ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาคือ รู้งี้ไม่น่าเข้าไปช่วยเลย ขณะเดียวกันความย้อนแย้งในใจก็รีบแทรกตัวตนของมันขึ้นมาว่า ไม่สิ ต่อให้เป็นใครมาเห็นก็ต้องออกตัวแรงเหมือนกันนั่นแหละ
ร่างผอมสูงกระเด็นเหมือนลูกบาสที่กำลังชู้ตเข้าห่วง เกิดเป็นภาพสโลโมชั่นในการรับรู้ของคนที่เจ็บไปทั้งตัว เครื่องในบริเวณส่วนหน้าถูกแรงกระแทกรุนแรงอัดเข้าอย่างจัง ส่งผลให้ความเจ็บปวดเหมือนเปลวเพลิงที่ลุกลามไปทั่วร่าง จนกล้ามเนื้อและจิตใจกรีดร้องโหยหวน ภายในดวงตาคล้ายจะเห็นแต่คำว่าเจ็บเหลือจะทนสลักเอาไว้ ส่วนเรื่องที่วนเวียนอยู่ในอกขณะแผ่นหลังกำลังจะแตะพื้นคืออะไรน่ะเหรอ
อา... มันต้องเริ่มเล่าจากเมืองบ้าๆ นี่สินะ
.
.
.
.
.
ออเรีย เมืองหลวงของประเทศเอตาเลียที่อยู่ติดกับนครรัฐอะมาเดอุส มันเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เฟื่องฟูไปด้วยตึกหรูหราสูงใหญ่เรียงสลับกัน ประกอบไปด้วยบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า ห้องสมุดกึ่งศูนย์การเรียนรู้ โรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากพักชมแสงสีในตัวเมือง รวมไปถึงย่านการค้าที่พลุกพล่านไปด้วยร้านขายของมากมาย อีกทั้งยังมีคาเฟ่หลากหลายธีมที่ตั้งกระจายไปทั่วย่าน
ถัดออกมาจากโซนคึกคักเหล่านั้นจะเป็นคอนโดมิเนียมราคาแพงติดกับสถานีรถไฟใต้ดิน จากนั้นก็จะเป็นบ้านขนาดย่อมที่สร้างเรียงกันโดยชั้นล่างจะเปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆ บ้าง ร้านอาหารบ้าง หรือไม่ก็ร้านเบเกอร์รี่ บริเวณย่านนี้ค่อนข้างสงบเหมาะกับการพักอาศัยมากกว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนมักจะเลือกมานั่งชิลหลังเลิกงานหรือเลิกเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพนักงานกินเงินเดือนที่ต่างกรูกันเข้าไปในร้านกินดื่มซึ่งเปิดตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงเช้ามืด
คิริวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเป็นชายวัยสามสิบปีธรรมดาๆ หน้าตาจืดชืด ผมดำ ตาดำ รูปร่างผอมแห้งดูเหมือนพวกขี้โรค ประกอบอาชีพพนักงานขายหรือที่เรียกกันสวยๆ ว่าเซลล์นั่นแหละ ซึ่งใครหลายคนคงมองว่าเป็นตำแหน่งที่ได้เงินน้อยจนพากันเบือนหน้าหนีสินะ
ไม่หรอก ไม่ใช่เลย เพราะความจริงแล้วพนักงานขายอย่างพวกเขาไม่ได้กินเงินเดือน แต่กินเงินค่าคอมมิชชั่นต่างหาก ไหนจะเบี้ยขยันและสารพัดค่านู่นค่านี่ที่บวกมาหลังจบแต่ละโปรเจ็กต์
ให้พูดเข้าใจง่ายๆ ก็คือ หากคุณขยันก็จะเป็นพนักงานขายที่รวย ยิ่งมีความสามารถทำให้บริษัทอู้ฟู่ได้ คุณจะโดนจับตามองแล้วมีโอกาสเลื่อนขั้นไปยังตำแหน่งที่สูงกว่า ได้เงินเดือนเยอะกว่า
และนั่นเป็นความคิดของเขาตลอดการทำงานมาห้าปี ไม่เคยคิดเปลี่ยนบริษัทเลยสักวัน ทำไมจะไม่ล่ะ ในเมื่อบริษัทที่เขาถวายดวงใจให้อยู่นี้เป็นถึงหนึ่งในสี่บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศ เด่นด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าจนส่งขายไปทั่วโลก ไม่ว่าบ้านไหนก็จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทของเขากันทั้งนั้น
บริษัทของเขา? เฮอะ ที่จริงบริษัทนั่นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขานอกจากเป็นสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่พอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนเริ่มกลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว สมองก็จะบอกว่า นี่แหละ ครอบครัว นี่แหละบ้านอีกหลัง เพราะงั้นมาช่วยสร้างบ้านให้หลังใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะได้อยู่อย่างสุขสบายกันเถอะ
ทุกอย่างกลายเป็นมายาคติแค่เพื่อดึงให้พนักงานมัวเมาไปกับฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึง ใช้มันเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นฟันเฟืองชั้นดีเพื่อขับเคลื่อนการมีอยู่ของพวกนายทุนต่อไป
โลกทุนนิยมมันเฮงซวยครับ
คิดมาถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็คว้าแก้วเบียร์ขึ้นดื่มอึกๆ เขามักจะมานั่งหน้าเคาน์เตอร์แล้วสั่งเครื่องดื่มมึนเมามาหลอกสมองให้ลืมความทุกข์ชั่วครู่ หากถามว่าทำได้จริงหรือไม่ คำตอบก็คือใช่ หากไม่ติดว่าพอสร่างแล้วอารมณ์แง่ลบพวกนั้นจะกลับมาเล่นงานเท่าทวีคูณล่ะก็นะ
คิริวชอบมาร้านนี้มาก ด้วยบรรยากาศสงบท่ามกลางความจอแจของเมืองใหญ่ แสงไฟสีเหลืองนวลจากหลอดไฟทรงหยดน้ำที่ติดไล่เรียงกันไปทั่วเพดานร้าน ไหนจะเสียงดนตรีบรรเลงเพลง Ave verum corpus ของโมสาร์ทที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจ ราวกับมันกำลังโอบกอดเขาไว้จากความทุกข์เศร้า ราวกับมันกำลังปกป้องตัวเขาจากความทรงจำขมขื่นที่ลืมไปแล้วว่าความสุขมีหน้าตาแบบไหน
‘คิริวคือชื่อของลูก’
พ่อแม่เคยบอกไว้เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มจำความได้แล้ว ครอบครัวของเขาย้ายมาจากแผ่นดินตะวันออกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่แทนที่จะละทิ้งทุกอย่างที่เกี่ยวกับที่แห่งนั้นกลับตั้งชื่อให้เขาด้วยภาษาของบ้านเกิดตัวเอง พอเขาถามก็อธิบายเพียงว่ามันมีหลายความหมายในตัวเองมันเอง ทั้งมังกรบริสุทธิ์ ทั้งการชำระล้าง ทั้งการให้กำเนิด หรือกระทั่งชีวิต พวกท่านจึงอยากให้เขาเติบโตมาแข็งแรงผ่านการคุ้มครองด้วยชื่อนี้
นั่นเป็นความทรงจำดีๆ ความทรงจำเดียวที่เขามีร่วมกับพ่อแม่ และเมื่อไหร่ก็ตามที่มานั่งดื่มในร้านนี้ ฟังเพลงบรรเลงนี้ มันเหมือนได้รับการย้ำเตือนว่าต่อให้ชีวิตจะแย่ยังไง คิริวก็จะปลอดภัยเสมอ
ฮ่า ฮ่า แน่นอนว่าไม่จริง
แววตาอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างเมื่อตระหนักได้ถึงความเป็นจริงตลอดชีวิตที่ใช้มา หลังจากเขาโตขึ้นอีกหน่อยก็แทบไม่ได้ใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ เพื่อนพ้อง หรือกระทั่งกับตัวเอง ต้องคอยทำตามคำสั่ง เคลื่อนไหวไปตามการคาดหวังของคนอื่น วนซ้ำทุกวันอยู่แบบนั้นจนตัวตนค่อยๆ ลบเลือนไป
ร่างกายนี้ว่างเปล่าเหมือนแก้วเบียร์ที่อยู่ตรงหน้า คล้ายมันถูกประกอบขึ้นจากตัวต่อและชิ้นที่พอไม่ได้ดั่งใจก็ทำลายแล้วสร้างใหม่ หากต่อพลาดไปก็ยังรื้อแก้ไขได้จนกว่าจะพอใจ เสร็จแล้วก็ชักใยให้เป็นไปตามบทบาทที่ตัวเองกำหนด ถ้าทำดีก็จะได้รับคำชมและอ้อมกอดชวนฝันหวาน ถึงบ่อยครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นการถูกทุบให้พังแล้วเฆี่ยนตีจนกว่าจะเชื่อฟังก็ตาม
อยู่นอกสายตา ไม่เคยถูกนึกถึง ไม่เคยรับรู้ได้ถึงความรักจากใครๆ
แต่พวกเขาคงลืมไปว่าแม้จะต่อได้ใหม่อีกกี่ครั้ง มันก็ไม่มีทางเหมือนเดิม
จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงซุบซิบของหญิงสาวดังมาโต๊ะจากด้านหลัง นอกจากมันจะดึงสติเขากลับมายังช่วงเวลาปัจจุบันแล้ว ยังทำลายบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ของร้านแห่งนี้อีกต่างหาก ชายหนุ่มคว้าแก้วเบียร์แก้วใหม่บนเคาน์เตอร์ขึ้นมาดื่มเงียบๆ
“นี่ ได้ยินมาบ้างหรือเปล่า”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“ตำนานเมืองช่วงนี้น่ะ”
“อ๋อ ที่ว่ามีปูออกอาละวาดใช่มั้ยคะ”
ไร้สาระชะมัด
“เห็นมีคนเล่าว่าศาลเจ้านอกเมืองเต็มไปด้วยงูขาวนัยน์ตาแดงก่ำด้วยล่ะ”
“กรี๊ด แบบนั้นก็น่ากลัวจริงๆ นั่นแหละค่ะ~”
น่ารำคาญ
“เห็นว่ามีคนเจอตัวเป็นๆ ด้วยนะ”
“ฉันได้ยินว่ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับยายแก่ที่ชอบท้าแข่งความเร็วด้วยนี่คะ”
“ว้าย น่ากลัวจังเลยเนอะ คิกๆๆ”
เงียบๆ หน่อยไม่ได้หรือไง
“แต่ล่าสุดที่เพื่อนฉันได้ยินมา มีกลุ่มคนไปรวมตัวกันที่ป่าท้ายเมือง”
“เอ๋? ป่าที่ว่ามีคนชอบได้ยินเสียงบทสวดแปลกๆ นั่นน่ะเหรอคะ”
“อื้อ ป่าที่ร้องเรียกให้คนเข้าไปปลิดชีวิตตัวเองน่ะ”
จะพูดกันอีกนานมั้ย
“เมื่อคืนก่อนเพื่อนฉันขับรถไปละแวกนั้น แล้วเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินเหม่ออยู่ข้างทาง พอลงไปถามว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย เธอกลับไม่ตอบแล้วเอาแต่เดินโยกเยกไปเรื่อยๆ เพื่อนฉันเลยขับรถตามไปดูด้วยความเป็นห่วงปนอยากรู้ แล้วพอถึงท้างโค้งที่ 66 เธอก็หันมาเอียงคอพูดด้วยรอยยิ้มปากฉีกถึงหูว่า ‘ท่านกำลังเรียกพวกเราอยู่ เพื่อไปสู่โลกใบใหม่’ ล่ะ!”
“กรี๊ด!!”
ปึ้ง!
คิริวกระแทกก้นแก้วลงกับโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์นัก หันขวับไปมองหญิงสาวสองคนนั้นผ่านทางหางตา คล้ายกำลังเตือนว่าหากพวกเธอยังไม่ยอมหยุดทำลายบรรยากาศดีๆ ของร้านนี้เสียอีกล่ะก็ เขาจะไม่หยุดแค่การเตือนแบบนี้แน่
“อะไรของหมอนั่นน่ะ”
“สงสัยกลัวผีล่ะมั้ง”
“เราออกไปกันเถอะค่ะ”
สองสาวตั้งใจประชดออกมาให้ชายหนุ่มได้ยินแน่นอน พร้อมเดินมาที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงินกับบาร์เทนเดอร์ซึ่งก้มหัวให้ปลกๆ เป็นการขอโทษ
พวกเธอมีหุ่นใกล้เคียงกันจนแทบแยกไม่ออก สิ่งที่ช่วยให้เห็นถึงความแตกต่างคือใบหน้าอ่อนเยาว์กับใบหน้ามีรอยย่นปราฏให้เห็น บ่งบอกถึงอายุที่ไม่น่าจะมาคบหากันได้เลย แต่พลวัตโลกแบบนี้ใครจะกล้าตัดสิน แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจอยากรู้คำตอบด้วย
คนสาวกว่ามีผมสีบลอนด์ สวมเดรสสั้นเหนือเข่าสีดำเข้ม ส่วนคนสูงวัยมีผมหยิกสีดอกเลา สวมชุดราตรีสีเดียวกัน แต่บนเนื้อผ้าของเธอประดับไปด้วยเพชรปลอมเม็ดเล็กๆ ทั้งตัวจนดูเหมือนท้องฟ้าพร่างดาวเดินได้ การแต่งหน้าแม้จะไม่ได้จัดจ้านแต่ก็นับได้ว่าเหมาะสมกับสถานที่กลางคืนแบบนี้ดี
ก่อนเสียงของบาร์เทนเดอร์จะดังเรียกความสนใจจากคิริวไป
“แล้วกลับมาใช้บริการอีกนะครับ คุณเบรด คุณลอร่า”
“เฮอะ ถ้าไม่ถูกทำให้กลัวล่ะก็นะ”
คนชื่อเบรดตอบพร้อมเชิดใบหน้าขึ้น แต่กดดวงตาสีฟ้ากระจ่างลงมองคิริวที่มองอยู่ก่อนแล้ว สายตาที่ปะทะกันนั้นเหมือนจะเกิดไฟฟ้าสถิตย์เหมือนฉากในอะนิเมะก็ไม่ปาน พักใหญ่หล่อนถึงสะบัดหน้าไปทางอื่น กอดอก จิ๊ปากคล้ายเขาเป็นแมลงวันที่กำลังก่อกวนจิตใจของเธอ
ก่อนลอร่า หญิงที่มีอายุแก่กว่าจะเหลือบมองเขาด้วยดวงตาไม่ฉายแววใดๆ เธอจดจ้องอยู่แบบนั้นจนเขานึกกลัวว่ากำลังจะมีภัยมาถึงตนหรือเปล่า แถมนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มยังชวนให้นึกถึงพวกนักล่าที่จับจ้องเหยื่อไว้ได้แล้ว
กระทั่งเขาได้ยินคำพูดถากถางถึงเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายเกือบหาเรื่องพวกเธอแทน
“ทนฟังคนมีความสุขไม่ได้สินะคะ ฉันเข้าใจ ไม่ถือสาหรอกค่ะ”
“ป้า!”
“แล้วเจอกันนะคะ”
ลอร่ารับบัตรเครดิตและใบเสร็จจากบาร์เทนเดอร์ก่อนกะพริบตาข้างหนึ่งให้คิริว สีหน้ามีเลศนัยนั้นชวนให้ไม่สบายใจอย่างร้ายแรง แต่เขาบอกตัวเองให้เลิกคิดมาก บางทีป้าอาจหมายถึงการมานั่งดื่มที่ร้านนี้อีกก็ได้ ยังไงชีวิตเขาก็ไม่มีทางเจอเรื่องแย่ได้มากกว่าตอนอยู่ที่บ้านเกิดแล้วล่ะ
จากนั้นลอร่าก็เดินออกไปโดยมีเบรดเดินกระแทกส้นสูงตามหลัง โดยไม่ลืมหันมามองเขาด้วยสายตาสาปแช่งให้ลงนรก
เมื่อประตูร้านปิดลงแล้วคิริวก็ส่งเสียงเหอะในลำคอ คว้าแก้วเบียร์มากระดกดื่มรวดเดียวหมด หวนคิดถึงสายตานั้นแล้วได้แต่ประชดเธอกลับไปในใจ
สาปแช่งให้ลงนรกงั้นเหรอ ชีวิตเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้ยิ่งกว่านรกเสียอีก
สาปแช่งให้ลงนรกงั้นเหรอ ชีวิตเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้ยิ่งกว่านรกเสียอีก
ต้องทำงานหัวหมุนหาเลี้ยงปากท้องตัวเองไม่พอ ยังต้องคอยส่งเงินกลับไปให้ที่บ้านจนแทบไม่มีใช้ พอเริ่มคิดว่าอยากจะเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้ส่วนตัว ก็เริ่มตั้งข้อสงสัยกับตัวเอง
ถ้าเลี้ยงพ่อแม่ไม่ดีจะเป็นบาปหรือเปล่า ถ้าทำให้พวกเขาสบายจะได้บุญมากพอเปลี่ยนแปลงชีวิตตอนนี้ไหม
วันๆ เอาแต่คิดอยู่แค่นั้น หมั่นขยันปั่นค่าคอมมิชชั่นจนลืมเวลา ไม่ไปเที่ยว ไม่คบหาใคร ไม่เข้าสังคมเพราะกลัวจะเสียเงินที่มีน้อยอยู่แล้วลงไปอีก ทุกอย่างเพื่อหาเงินให้มากพอเอาไปให้สองคนนั้นใช้สุรุ่ยสุ่ร่าย บริจาคให้โบสถ์ ทำนุบำรุงศาสนา ไม่สนลูกตัวเองที่ไม่มีกระทั่งบ้านดีๆ อยู่ ไม่มีอาหารดีๆ กิน แต่กลับไม่สามารถป่วยหรือหยุดพักได้
ทั้งที่เป็นคนบีบให้เขาออกมาดิ้นรนอยู่แบบนี้เองแท้ๆ
“แม่งเอ๊ย”
หลังสบถออกมาคำหนึ่ง คิริวก็วางแก้วเบียร์ลง ตัดสินใจว่าเลิกคิดเรื่องเครียดๆ นั่นด้วยการหลับตาลงแล้วซึมซับบรรยากาศร้านดีกว่า หากไม่ติดบาร์เทนเดอร์ที่ชอบหาหัวข้อมาชวนคุยเรื่อยเปื่อยล่ะก็นะ
“วันนี้อารมณ์ไม่ดีเหรอครับ คุณลูกค้า”
“อืม”
ชายหนุ่มตอบคำถามของบาร์เทนเดอร์ที่ดูอายุน้อยกว่าแบบขอไปที ถึงจะหน้าตาดีชวนมอง ไหนจะน้ำเสียงนุ่มน่าฟังพาให้หัวใจเคลิบเคลิ้มนั่นอีก แต่การรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวกันแบบนี้จะให้เขายกป้ายคะแนนเต็มสิบเหมือนคนอื่นไม่เอาด้วยหรอก
“ออนเดอะร็อกแรงๆ สักแก้วดีมั้ยครับ”
“แค่เบียร์ก็พอ ขอบใจ”
“ดูท่าคุณลูกค้าจะชอบเบียร์มากเลยนะครับ”
คนผมดำเหลือบสายตาขึ้นปรามคนที่เอาแต่ชวนคุย ไม่หัดสังเกตท่าทีของคู่สนทนาเลยเหรอไง เจอการตอบคำห้วนๆ แบบนั้นยังจะกล้าเซ้าซี้ต่อได้อีก ถึงมองมุมหนึ่งมันจะเป็นการสอบถามความคิดเห็นและทำให้ลูกค้าดูเป็นส่วนหนึ่งของร้านก็เถอะ แต่ไม่ใช่กับลูกค้าอย่างเขา
“อ่า ดูท่าว่าลูกค้าจะอารมณ์ไม่ดีมากจริงๆ ...”
แหงสิ แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับคนวัยทำงานที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับงานไปจนหมด แต่กลับถูกลดคุณค่าแค่เพราะไม่ใช่คนโปรด มันต้องรู้สึกแบบนั้นอยู่แล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยเข้างานสาย มาเช้าเลิกช้ากว่าใครเพื่อนเสมอ แถมยังทำตามคำสั่งโดยไม่คิดตั้งคำถามหรือบ่ายเบี่ยงเลยสักอย่าง คาดหวังเอาไว้ว่าจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการทำงานหนักเพื่อเอาไปพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถมากพอรับตำแหน่งสูงขึ้น ตั้งใจขยันขันแข็ง ไม่หยุดพักทั้งที่เป็นวันหยุด ไม่ยอมแพ้แม้จะเจออุปสรรคมากมายแค่ไหน ไม่เคยบ่นเวลาต้องยกเงินให้คนอื่นเอาไปใช้ตามอำเภอใจ เพราะคิดเพียงว่าขอแค่ขยันหาเงินให้ได้มากๆ สักวันก็จะรวยได้เหมือนคนอื่นเขา
แต่ความหวังนั้นก็พังทลาย เมื่อมีหญิงสาวอายุน้อยกว่าปรากฏตัวขึ้น
“นี่คือเอวา เป็นน้องใหม่ที่จะมาทำงานกับเราตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“ฝากตัวด้วยนะคะ พวกรุ่นพี่”
“ฉันได้ยินมาว่าเอวาเรียนจบสาขาบริหารด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งล่ะ”
“ไม่ไหวๆ จะให้แข่งกับอัจฉริยะแบบนั้น เหมือนลงไปทรมานตัวเองเปล่าๆ”
“มาแค่เดือนเดียวก็ทำยอดขายพุ่งเป็นที่หนึ่งติดกันห้าเดือนซ้อน”
“เขี่ยคิริวหลุดจากโผแล้วแฮะ”
“หมอนั่นเคยติดสิบอันดับแรกแค่เดือนเดียว แต่ทำเป็นอวดดี”
“นั่นสินะ ฮ่าๆๆ”
ชายหนุ่มยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ดี วันที่เห็นความพยายามของตัวเองถูกย่ำยีต่อหน้าต่อตา
เพื่อนร่วมงานต่างไปเข้าข้างเด็กใหม่เสียหมด แม้แต่หัวหน้าก็ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาไปนานแล้ว
เสียงหัวเราะแสดงความยินดีที่ดังอยู่รอบตัวเพราะผลงานของคนอื่น มันทำให้รู้สึกเหมือนพื้นโลกใต้เท้าหายไป
ทุกครั้งที่ต้องคุยกับเอวา เขาต้องพยายามปรับไม่ให้น้ำเสียงเจือความขื่นขมไปด้วย
แต่ใครจะไปทำได้กัน!?
ต้องฝืนอยู่แบบนั้น วันแล้ววันเล่า พยายามไล่ตามให้ทัน แต่กระทั่งแผ่นหลังของเธอก็มองไม่เห็นด้วยซ้ำ
เอวามักจะถูกชมว่าเป็นคนเก่ง อัจฉริยะ และมีพรสวรรค์รอบด้าน ระยะเวลาทำงานของเธอสั้นกว่าเขาแท้ๆ แต่กลับพาให้บริษัทสาขาออเรียเติบโตแบบก้าวกระโดด จนบริษัทแม่ส่งคนมาเรียนรู้งาน หรือแม้แต่พวกเขาทาบทามเธอให้ย้ายไปทำงานที่สาขาหลักก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน
ความเกลียดชังเริ่มพอกพูนในหัวใจ แต่จะมีอะไรแย่ไปกว่าการรู้ว่าแม้แต่ตนเองก็ยังเห็นด้วยกับคำเยินยอพวกนั้นที่มีต่อเธอ
กระทั่งวันหนึ่ง
“เมื่อเช้าฉันเพิ่งปฏิเสธงานที่หัวหน้าโยนมาให้ทำไปค่ะ รุ่นพี่คิริว”
“ทำไมล่ะ”
“งานของหัวหน้าก็ต้องให้หัวหน้าทำสิคะ! โยนให้คนอื่นแบบนี้ไม่แฟร์เลย ดูท่าจะทำบ่อยจนติดเป็นนิสัยไปแล้วด้วยค่ะ”
“...นั่นสินะ”
“รุ่นพี่เองก็ต้องหัดปฏิเสธให้เป็นนะคะ หัวหน้าน่ะชอบเอาผลงานของพวกเราไปเอาหน้ากับบริษัทแม่ แถมยังไม่เคยให้ค่าพวกเราด้วย ที่ชมฉันก็แค่เพราะอยากให้ฉันทำงานให้เท่านั้นแหละ ฉะนั้นผลงานของตัวเองน่ะตัวเราต้องเป็นคนปกป้องให้ได้นะคะ”
นั่นสินะ
“อะไรนะ? แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ! เพราะงี้ไงถึงทำงานได้ไม่ดีเท่าเอวา! ฉันผิดหวังในตัวแกจริงๆ คิริว!!”
ทำไมกัน
“แกคิดว่าตัวเองทำงานดีมากพอให้ฉันเลือกแกหรือไง แกมันก็แค่ลูกเป็ดที่อยากเป็นหงส์เท่านั้น คนแบบแกมีถมเถไป จำใส่สมองไว้ด้วย”
ทำไมล่ะ
นับจากวันนั้นคิริวมักถูกหัวหน้ากลั่นแกล้งจนแทบรับความเครียดไม่ไหว ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นทุกวัน นอนก็ไม่พอ เขาเครียดถึงขนาดที่ว่าต่อให้ร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตาไหลด้วยซ้ำ ในหัวเอาแต่คิดหาเหตุผลจนต้องไปไล่ถามกับคนอื่นๆ หวังจะได้รับคำปลอบใจหรือความเห็นใจ ทว่าสิ่งที่ได้มากลับทำหัวใจว่างโหวง สมองมึนงงด้วยไม่รู้ว่าจะต้องตอบกลับไปอย่างไร
“แหงอยู่แล้วสิ แกไม่รู้จักกฎ ‘โลกจะยุติธรรมกับคนที่ใช่เสมอ’ หรือไง”
“นั่นเอวานะ ลูกรักหัวหน้าเขาเลยแหละ เขาจะยอมเธอไม่ยอมแกก็ไม่แปลก”
“ต่อให้แกพูดเหมือนเอวาเป๊ะๆ ทำหน้าแบบเดียวกัน แต่แกไม่ใช่เอวานะเว้ย”
“ใช่ โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าไปคิดมากเลย คิริวเอ๊ย”
ทั้งที่พยายามมากขนาดนั้น แต่กลับถูกเมินเฉยนับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งที่พยายามสุดตัวมาตลอด แต่กลับพ่ายแพ้ให้คำว่าพรสวรรค์
ทั้งที่พยายามจนแทบตาย แต่กลับถูกปฏิเสธแค่เพราะไม่ใช่คนที่ใช่
ที่ไม่แฟร์น่ะ
มันโลกบ้าๆ นี่ต่างหาก!!
ปึ้ง!
“เฮือก”
“ผมขอเลี้ยงเบียร์ได้มั้ยครับ คุณลูกค้า”
เมื่อได้ยินเสียงก้นแก้วกระแทกพื้นโต๊ะ คิริวก็ถูกดึงออกจากห้วงความคิดดำมืดกลับมายังช่วงเวลาปัจจุบัน เขากะพริบตา มองไปยังบาร์เทนเดอร์ที่กำลังส่งยิ้มให้กำลังใจมาหา พร้อมมือขวาที่เลื่อนแก้วเบียร์มาให้ตรงหน้า ฟองของมันฟูจนล้นแก้ว สีเองก็ดูเหลืองทองน่าดื่ม มันต่างจากแก้วอื่นๆ ที่เขาเคยสั่ง
แหงล่ะ นี่มันเบียร์สด ไม่ใช่ของราคาถูกที่คนตกงานแบบเขาจะสั่งไหว
แต่ชายหนุ่มกลับไม่รับน้ำใจนั้นไว้ เขาขยับลุกพร้อมออกปาก
“คิดเงินเลย ฉันจะกลับแล้ว”
“ไม่ดื่มสักหน่อยเหรอครับ ผมตั้งใจเลี้ยงเลยนะ ถือว่าเป็นกำลังใจในการทำงานวันพรุ่งนี้ของคุณเป็นไงครับ”
“ที่นี่เขามีบริการโฮสต์ด้วยหรือไง”
“ไม่มีครับ” บาร์เทนเดอร์หัวเราะให้กับคำจิกกัดนั้น “แต่ถ้าคุณลูกค้าต้องการ ผมยินดีบริการนะ”
“คิดเงินด้วยครับ”
คิริวเมินประโยคไร้สาระของอีกฝ่ายแล้วหยิบกระเป๋าเงินออกมา หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยก็เดินออกจากร้านโดยไม่ยอมรับนามบัตรของคนหนุ่มกว่ามาด้วย
ซอย 6
เมื่อเดินจากร้านกินดื่มมาอีกประมาณห้าร้อยเมตร จะเจอกับซอยที่ข้างหน้าเป็นมุมตัดสำหรับเลี้ยวเข้าไปในโซนที่อยู่อาศัย จากนั้นพอเดินต่อไปอีกสองร้อยเมตรก็จะเจอกับทางแยกซึ่งเป็นที่ตั้งของอะพาร์ตเม้นต์ที่เขาอาศัยอยู่
และเพราะมันเป็นซอยที่อยู่ติดกับถนนใหญ่ทำให้แสงไฟข้างทางได้รับการดูแลเป็นพิเศษ มันสว่างมากพอให้เขามองเห็นแทบทั้งเมืองได้เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ช่วงกลางวันมักมีรถสัญจรผ่านไปหลายร้อยหลายพันคัน แต่พอเวลาเริ่มเดินเข้าสู่เช้าวันใหม่กลับแทบไม่มีรถขับผ่าน บริเวณนี้จึงเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ นอกจากเขาที่เดินผ่านทุกวันจนชินชากับมันไปแล้ว
กระนั้นเขากลับมักมีอาการปวดศีรษะแปลบเป็นระยะราวกับมีไฟมาช็อตให้รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ถึงขนาดที่ว่าได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเดินย่ำไปบนพื้นคอนกรีตเปื้อนฝุ่น ทางหนึ่งคงเป็นเพราะแถวนี้มันเปลี่ยวด้วยกระมัง แม้ว่าจะมีบ้านคนปรากฏให้เห็นบ้างตามทางแต่กลับปิดไฟมืดสนิท เหมือนเป็นการย้ำว่าเขาก็แค่มนุษย์ตัวเล็กท่ามกลางเมืองใหญ่ในอีกทางหนึ่ง หากเกิดอุบัติเหตุหรือโดนปล้นขึ้นมาคงไม่ต้องหวังขอความช่วยเหลือเลย
“เฮ้อ”
แล้วชายหนุ่มก็ทอดถอนหายใจราวกับจะปลดปล่อยเรื่องเครียดทั้งหมดออกมาพร้อมกัน พออยู่เงียบๆ แบบเหงาๆ ก็อดคิดเรื่องที่ทำงานขึ้นมาไม่ได้ทุกที แล้วพอจิตใจโดนรบกวนด้วยเรื่องพวกนี้ อารมณ์มักจะดิ่งจนแทบกู่ไม่กลับ
สำหรับวันนี้มันหนักกว่าวันไหนๆ เมื่อเขาถูกไล่ออกกะทันหันโดยไม่ได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้ แถมภายใต้เศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ ท่ามกลางการแข่งขันสูงของสังคม สมัครงานไปกี่ที่ก็คงไม่ถูกเรียกสัมภาษณ์เร็วๆ นี้แน่นอน จะกลับไปพึ่งครอบครัวก็ทำไม่ได้ ขืนสองคนนั้นรู้เข้าคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและกล่าวว่านี่คือบาปจากการท้าทายพระเจ้า แล้วฝันร้ายในโบสถ์แห่งนั้นก็จะกลับมาเล่นงานเขาจนเกือบตายอีกครั้ง
ไม่เอา ไม่เอาแบบนั้นเด็ดขาด
กลับกันเขาอยากรู้จริงๆ ว่าถ้าเป็นเอวา เธอจะหางานได้ทันทีเลยหรือเปล่า
ไม่สิ
ถ้าเป็นเด็กนั่นคงมีแต่คนแย่งตัวกันมากกว่า
“ไอ้โลกเฮงซวย ช่วยล่มสลายไปสักทีเถอะ”
ก็ว่าไปนั่น
คิริวขำให้กับคำประชดของตัวเอง เขามองท้องฟ้าที่แสงดาวมีน้อยกว่าเมืองบ้านเกิดเป็นไหนๆ แสงสว่างของเมืองใหญ่มักทำให้มองเห็นผืนฟ้าผิดจากความเป็นจริง ทันใดนั้นมือของชายหนุ่มก็ยื่นออกไปหมายคว้าจับที่ยึดเหนี่ยวซึ่งไม่มีอยู่อีกแล้ว
ก่อนเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลังจะปลุกสติชายหนุ่มให้หลุดจากภวังค์ เขาหันไปมองด้วยกลัวว่าจะเป็นโจร แต่พอเห็นเป็นเด็กในชุดคลุมสีแดงที่กำลังวิ่งเดาะลูกบอลมาตามทางก็ได้แต่ขมวดคิ้ว ถึงจะรู้สึกว่าเด็กนี่มาเล่นอะไรเอาเวลาแบบนี้ พ่อแม่อยู่ที่ไหนทำไมถึงปล่อยให้ลูกออกมาวิ่งอยู่คนเดียวดึกๆ ดื่นๆ แต่พออีกฝ่ายวิ่งเลยตัวเขาไป เขาก็เลิกให้ความสนใจแล้วกลับมาโฟกัสที่ความคิดของตัวเอง
เมื่อกี้พูดถึงอะไรอยู่นะ?
อ้อ วันสิ้นโลกใช่ไหม

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น