เรื่องที่อยากขอบคุณแฟนเก่า
สวัสดีค่ะ เราเป็นนักศึกษาชั้นปี2 วันนี้อยากมาถ่ายทอดเรื่องราวความคิดและความรู้สึกของตัวเราเกี่ยวกับมุมมองความรักและการก้าวต่อไปเมื่อต้องเลิกรา ในระหว่างทางที่ได้เติบโตมา 19 ปี เราไม่ได้เป็นคนที่เคยผ่านการมีแฟนมากมายนัก แต่มันก็จะมีรักครั้งนึงที่ทำให้หัวใจของเราในวัยเยาว์เจ็บปวดแบบที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็อยากขอบคุณเรื่องราวนั้นมากๆที่ทำให้เราเติบโตมาเป็นเราในทุกวันนี้
เรื่องราวของเราเริ่มขึ้นตอนเราพึ่งอายุ 16 ปี มีเด็กหนุ่มคนนึงเป็นรุ่นน้องและสนิทกับเรามานานกว่า3ปี ก่อนที่ความรู้สึกชอบพอกันจะเริ่มก่อตัว ในวัยมัธยมปลายของเรานั้น เขาพึ่งขึ้นม.4และเราม.5 ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่ได้เรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่เขาก็มาเข้าโรงเรียนนี้เพราะอยากเรียนอยู่ที่เดียวกับเรา จนเปิดเทอมเรานัดกันไปโรงเรียนพร้อมกันทุกเช้าและทุกเย็นที่กลับบ้าน จนเขาเริ่มมีความรู้สึกชอบเราขึ้นมาและเริ่มเข้ามาทำให้หวั่นไหวด้วยการหยอดล้อด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วชวนหวานหูซะเหลือเกิน อีกทั้งยังมีการกระทำการเทคแคร์เอาใจใส่ในแบบที่เด็กวัย 16 คนอื่นยังคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้ตกหลุมรักเขาไปเลยซะทีเดียวนะ อาจเพราะว่าเราเป็นคนชอบคนยากและเรากลัวว่าคนที่เข้ามาจะเสแสร้งไม่จริงใจ และทำให้เราเจ็บปวด เขาใช้เวลาที่จะพยายามเอาชนะใจเรานานอยู่เป็นเดือนเดือน แต่ก็ยังไม่สำเร็จเพราะเราได้มีปัญหากันเรื่องหึงหวงอยู่บ่อยครั้งจนเรารู้สึกอึดอัด ทั้งที่เราก็ไม่ได้เป็นแฟนกัน ซึ่งทุกคนอาจจะคิดว่าถึงเราจะไม่ได้เป็นอะไรกันแต่เราก็ควรให้เกียรติเขาแต่เราอยากจะบอกว่าตอนนั้นเราจำเป็นต้องไปซ้อมและแข่งกีฬา ซึ่งเรามีเพื่อนสนิทในทีมเป็นผู้ชายที่ซ้อมและโตมาด้วยกันหลายปีแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่าคนนั้นเป็นแค่เพื่อนเราจริงๆ จนครั้งนั้นเราทะเลาะกันหนักมากเพราะว่าเราไปเดินห้างกับเพื่อนคนนั้นหลังเลิกซ้อม(มีเพื่อนคนอื่นด้วย) เขาโกรธมากขนาดที่ว่าจะให้เราเลิกคบกับเพื่อนคนนั้น เรารู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเราเพราะที่ผ่านมาไปไหนกับใครเราก็บอกตลอดไม่เคยโกหกและไม่เคยไปกับเพื่อนผู้ชายกันสองต่อสอง เราจึงได้บอกเลิกคุยเขาไปในที่สุด
จนถึงตอนนี้ทุกอาจคิดว่าเราไม่ควรที่จะไปต่อผู้ชายคนนี้อีกแล้วรึป่าวคะ? และใช่ค่ะ “เรากลับไปง้อเขา55555” ย้อนก่อนว่าในวันที่เรากำลังบอกเลิกคุยไป เขาฟูมฟายหนักมากๆและพยายามยื้อเราในแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อนและจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนที่ยื้อเราเท่านั้นอีกแล้ว เขาบอกว่าเขายอมทุกอย่างแต่อย่าให้เราทิ้งเขาเลย เขายอมกราบยอมไหว้เราแค่ขอให้เราอยู่ ซึ่งตอนนั้นเราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกมากมายขนาดนั้น และเอาเข้าจริงๆเรารู้สึกผิดกับเรื่องในวันนั้นมากจนถึงขั้นเป็นปมความรู้สึกผิดของเราในช่วงชีวิตตอนนั้นเลย หลังจากที่เราเลิกคุยกันไปผ่านไปสักพักในช่วงแรกเรารู้สึกโล่งๆแปลกๆเหมือนไม่ชินกับการที่ไม่มีเขาคุยอยู่ด้วยในทุกๆวัน เราเข้าใจว่าตอนนั้นเรายังเด็กและอาจมีความรู้สึกเหงาและเราก็รู้ตัวดีว่าเรายังไม่ได้รู้สึกว่ารักเขาขนาดนั้น แต่ด้วยความเอาแต่ใจของตัวเองที่เราคิดถึงและอยากมีเขาอีกครั้งโดยที่ไม่ได้นึกถึงปัญหาที่เราเคยผ่านมากันเลย ทำให้เรากลับไปตามง้อ ซึ่งตอนนั้นเขาพยายามใจแข็งและเย็นชากับเรามาก จนเราร้องไห้ จนวันนึงเขาก็ได้บอกว่าให้เราพอ ไม่ต้องง้อเขาอีก และนั่นก็เป็นครั้งแรกเลยที่ได้หยุดความสัมพันธ์กับใครสักคนแล้วรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ พอเราได้รับข้อความแบบนั้นเราร้องไห้ในทันทีและรู้สึกจุกอยู่ในใจเหมือนกับว่าเราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เรากลับมานอนร้องไห้แบบเงียบๆเพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่รู้ และที่ทรมานที่สุดคือการหลับแล้วสดุ้งตื่นพร้อมกับหัวใจที่สั่นรัว นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่รู้สึกแบบนั้น เหมือนกับว่าบทเราและเขาสลับกันชั่วขณะ ตอนนั้นเราเข้าใจความรู้สึกของเขาที่โดนเราทิ้งในครั้งนั้นแล้วว่าทำไมเขาถึงขอร้องเราขนาดนั้น มันคงเป็นเพราะว่าเรารู้สึกรักใครสักคนและยังอยากอยู่กับคนคนนั้นมากๆและก็พยายามเพื่อให้ได้อยู่กับเขาแต่สุดท้ายก็โดนเท
หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้คุยกันอยู่นานเกือบเดือนจนเราคิดได้ว่าจะตัดใจ แต่!! จู่ๆเขาก็ทักมาชวนไปดูหนังเรื่องที่เราเคยคุยกันไว้ว่าจะไปดูด้วยกันตอนที่ยังคุยกันอยู่ และแน่นอนว่าเราตอบตกลงในทันที
“และนี่คือจุดเริ่มต้นความเจ็บปวดอันแสนยาวนานของเรา”
หลังจากที่เราตัดสินใจกลับมาคุยกันเราก็ได้รู้ว่าตอนนั้นเขาแค่พยายาทำเป็นเหมือนไม่ได้ชอบเราแล้ว เพราะเขากลัวที่จะต้องเสียใจอีกถ้าจะกลับมาแต่เขาก็ยังคิดถึงเราอยู่มากๆจึงได้กลับมา และนั่นเองเราก็เริ่มมีความรู้สึกกับเขาขึ้นเรื่อยๆ จนได้คบกันเป็นแฟน ตอนที่คบกันเขาดีกับเรามากๆและแสดงความรักกับเราในแบบที่เราไม่สงสัยเลยว่าเขารักเราจริงๆมั้ย ซึ่งในปัจจุบันเราจะเรียกกันว่า Basic Love จำได้ว่าตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่โชคดีมากเหลือเกินที่ได้เจอเขา แต่ในอีกมุมนึงเราก็ยังคงมีเรื่องทะเลาะกันเรื่องความหึงหวงเหมือนเดิม พยายามปรับกันแล้วแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นซักเท่าไหร่แต่เราก็ยังมองข้ามกันไปเพราะสุดท้ายพอกลับมาดีกันมันก็ดีมากซะจนลืมเรื่องพวกนั้นไปซะสนิทราวกับว่าถ้าไม่มีใครจุดประกายมันขึ้นมาอีกก็ไม่จะไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ส่วนเรื่องทะเลาะเล็กน้อยกุ๊กกิ๊กตามประสาคนเป็นแฟนกันก็มีปรกติเป็นเรื่องธรรมดา ในจุดนี้ยังไม่ได้มีอะไรมากเท่าไหร่
แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเราเริ่มอยู่ในจุดที่ใช้ความรู้สึกนำทางและยกให้เขาเป็นตัวกำหนดความสุขของเราเพราะความรักและความผูกพันธ์ุในสิ่งดีๆที่เขามอบให้เราในตั้งแต่เริ่มความสัมพันธุ์ หลังจากคบกันมาได้สักพักเขาเริ่มเป็นตัวของตัวเองและปล่อยใจสบายๆขึ้น อะไรที่เคยทำให้เราในช่วงแรกๆหลังๆก็ไม่ค่อยได้ทำ เช่น การทักถามไถ่ตอนพักเที่ยง การใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ และในขณะที่เรากำลังลุ่มหลงอยู่กับการกระทำของเขาในอดีตและอยากได้รับมันอยู่เรื่อยๆทำให้เราเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและกังวลอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมเขาถึงไม่ทำแบบนั้นแบบนี้แล้ว ไม่รู้ว่าเพราะเขาสบายกับความสัมพันธ์ุมากขึ้นหรือแค่ไม่สามารถเสมอต้นเสมอปลายได้แล้ว แต่นั่นก็เป็นจุดที่ทำให้เริ่มกระวนกระวายใจ อยากเรียกร้องเขาและเกิดความคาดหวังให้เขากลับมาทำดีให้เหมือนช่วงแรกที่คบกัน เราเริ่มตั้งหน้าตั้งตารอแชทเขามากขึ้นกว่าเมื่อก่อน อาจะเพราะว่าเมื่อก่อนเขาส่งข้อความมาแบบที่เราไม่ต้องรอหรือกังวลอะไรเลย แต่หลังๆมันน้อยลงจนน่าแปลกใจและการใช้เวลาตอบกลับแต่ละข้อความก็นานขึ้นเรื่อยๆแถมจะไปไหนก็ต้องให้คอยถามก่อนตลอด เรารู้ว่าไม่ใช่เพราะเรื่องผู้หญิงหรือมีมือที่3 แต่เพราะคงเป็นช่วงวัยที่เด็กผู้ชายก็อยากออกไปเล่นกับเพื่อนและเขาก็อาจจะอยากโฟกัสกับการเรียนเพราะที่บ้านเข้มงวดต่างจากบ้านเราที่สบายๆ เมื่อเป็นแบบนี้ไปนานๆเข้าเราก็เริ่มเรียกร้องความสนใจจากเขามากขึ้นเรื่อยๆและเริ่มกดดันเขาที่จะให้เป็นเหมือนเดิม ทุกครั้งที่เราเรียกร้องเขามักจะพูดแค่คำว่า “ขอโทษ รอบหน้าจะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้ว” ตลอดทุกครั้งจนเราไม่อยากได้ยิน แต่แค่เพียงคำพูดนี้ก็ทำให้เราให้อภัยเขาและเกิดความคาดหวังอีกครั้งแต่ก็ยังคงได้รับการกระทำแบบเดิม จนเราเริ่มกลับมาทบทวนทั้งตัวเองและเขาว่าแบบนี้มันถูกต้องมั้ย ซึ่งเรายอมรับว่าตอนนั้นเรายังเป็นแค่เด็กที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความรักมากนัก ไม่ได้รู้เรื่องการรักตัวเอง การปล่อยวางใจเมื่อความสัมพันธุ์อยู่ในจุดที่ย่ำแย่ การไม่คาดหวังกับใครมากเกินไป
ความรู้สึกของเราดิ่งลงเรื่อยๆ เรากังวลเรื่องเขาตลอดถ้าเราไม่ได้รับรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ ถ้าวันไหนเขาดีเราก็จะมีความสุข ถ้าวันไหนเขาไม่ดีเราก็จะทุกข์ไปทั้งวัน เหมือนกับว่าเราเสพติดความทุกข์และการได้รับรางวัลและความหวังจากคนรัก เราจำได้ว่าช่วงนั้นเรารู้สึกอยากร้องไห้กับเรื่องของเขาตลอดเวลา เราพยายามที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นโดยไม่พึ่งเขาแล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น จนเราขอห่างเพื่อให้พวกเรากลับไปทบทวนตัวเอง และเขาก็บอกว่าเขาขอเวลา1สัปดาห์ เราก็รอ แต่ผ่านไปครบเวลาเขาดันเงียบหายจนเราเกิดความกังวลและทักไปหาเขา แต่เขาก็ยังไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่ได้ทำตัวเหมือนอยากจะปล่อยเราไปซะทีเดียว เราฟุ้งซ่านและร้องไห้เรื่องเขาอยู่นานกว่า3เดือน จนวันนึงเราทนไม่ไหวเพราะเราไม่สามารถหยุดคาดหวังในตัวเขาได้เลย และเขาก็ไม่สามารถรักษาคำพูดของตัวเองได้ เราจึงบอกเลิกเขาทั้งที่ในใจไม่ได้อยากเลิกเลย ซึ่งตอนที่บอกเลิกเราแค่หวังว่าเขาอาจจะยื้อเราสักหน่อยแต่กลับกลายเป็นว่าเขายอมเลยแบบง่ายๆ ซึ่งเราก็เสียใจแต่ก็เข้าใจเขาว่าเขาก็คงกดดันจนไม่อยากทนต่อแล้ว ซึ่งพอเลิกมาเรารู้สึกสบายใจขึ้นเพียงแค่นิดเดียวเพราะเหมือนเราไม่ต้องคาดหวังอะไรกับเขาแล้ว แต่ความคิดถึงและความอยากมีเขาอยู่มันมีมากกว่า และนั่นแหละค่ะ เรากลับไปง้อเขา555
เรากลับมาหากันแต่เป็นในฐานะอะไรก็ไม่รู้ ทำเหมือนแฟนแต่ก็ไม่เหมือน เหมือนแค่คุยกันไปงั้นๆไม่มีท่าทีที่จะมีใครสักคนขอกลับมาเป็นแฟน ซึ่งตอนไปง้อแรกเขาก็ยังนิ่งๆแต่ผ่านไปไม่นานก็เขาก็เริ่มกลับมาสนใจเราเหมือนเดิม แต่ปัญหาเรื้อรังที่มันไม่เคยถูกแก้ไขก็กลับมาอีกครั้งคือเรื่องของความหึงหวง เราทะเลากันหนักและเลิกกันอีกครั้ง แต่ก็ยังกลับมาหากันอยู่อีกหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายเรากลับมาง้อเขาอีกครั้งเพราะครั้งก่อนหน้าที่เลิกกันปัญหามาจากความผิดพลาดของเราเองซึ่งเราก็จำไม่ค่อยได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่เราจำได้แค่ว่าเราโทษตัวเองตลอดเวลาและพยายามให้เขาให้อภัยเราและกลับมาเหมือนเดิม และแน่นอนว่าไม่สำเร็จ เขาบอกว่าเขาไม่อยากมีความรักแล้วและต้องการอยู่คนเดียว ! แต่สุดท้ายเขาดันเปิดตัวผู้หญิงคนไหนก็ไม่รู้ลงสตอรี่ไอจี ซึ่งเราค่อนข้างช็อคเพราะตลอดเวลาที่เลิกและกลับมาหากันเขาก็ยังมีบอกรักและคิดถึงเราอยู่ นั่นจึงทำให้เราบล็อคเขาทุกช่องทางและได้เลิกกันอย่างถาวร
หลังจากเลิกกันครั้งนั้นเราก็ยังคงมีความเสียใจและโทษตัวเองอยู่นานเป็นเดือน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและได้รู้จักการ “รักตัวเอง” การปลอบโยนตัวเองและเลือกที่จะไม่รักใครมากกว่าตัวเองอีก นั่นทำให้เราสามารถเลิกยึดติดกับเขาได้และไม่โทษตัวเองอีกเลย เพราะเราที่โตมาในครอบครัวที่เลี้ยงดูเรามาเป็นอย่างดีนั้นไม่สมควรที่จะมาเจอใครก็ไม่รู้มาทำให้เราต้องร้องไห้
เราไม่รู้ว่าอายุ16สำหรับบางคนนั้นดูโตแค่ไหนแต่ในมุมมองเราในวัย 19 คิดว่าตอนนั้นตัวเราและเขายังเด็กกันอยู่มาก และก็อาจจะมีบางคนที่คิดว่าอายุแค่ 16 เองทำไมถึงได้โอเวอร์ขนาดนั้น เราจะบอกว่าเราก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ5555 แต่เรารับรู้ได้เลยว่าความรู้สึกตอนนั้นมันเป็นของจริงมากๆจนตอนนี้ผ่านมาสองปีแล้วที่เลิกกับเขา และถึงแม้ว่าเราจะลืมความรู้สึกรักเขาไปจนหมดหัวใจแล้วและแทบจะลืมเขาไปจากชีวิต แต่พอนึกย้อนไปทีไรเราก็ยังคงจดจำความเสียใจของเราเองในวันนั้นได้อยู่ ถ้าเป็นไปได้เรายังแอบคิดอยู่เลยว่าอยากจะนั่งไทม์แมทชีนไปกอดตัวเองตอนนั้น ซึ่งตอนนั้นความทุกข์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากความเด็กและเอาแต่ใจของตัวเองก็จริงแต่เราก็สามารถผ่านและเรียนรู้มันมาได้และเติบโตมาอย่างดี เราเลยอยากขอบคุณบทเรียนในตอนนั้นมากๆที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดและมุมมองเกี่ยวกับความรักใหม่ และอยากจะบันทึกเรื่องราวนี้ไว้ก่อนที่เราในอนาคตจะลืมมันไป และสุดท้ายนี้เราอยากจะบอกกะบทุกคนว่า “อย่ารักใครมากกว่าตัวเอง และเลือกตัวเองก่อนเสมอไม่ว่าอะไรก็ตาม”
ท้ายสุดคือถ้าทุกคนสงสัยว่ารูปปกภาพเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ เราจะบอกว่ารูปนี้คือ “คืนสุดท้ายที่เรายังมีเขาอยู่ในชีวิต”

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น