ครุ่นครวญเดินทาง

ครุ่นครวญเดินทาง

ปั้นลังเล จะขับรถเองหรือเรียกแท็กซี่ไปส่งอ่อนนุช แล้วค่อยต่อรถไฟฟ้าลงอนุสาวรีย์ เหตุการณ์เมื่อวานทำปั้นคิดหนัก

เมื่อวานปั้นโบกมือเรียกแท็กซี่หน้าหอพัก ตั้งใจนั่งยาวจนถึงโรงพยาบาล ร. ดีกว่าโหนรถเมล์กระเตงลูกขึ้นลงฉุกละหุก โดยสารพ้นบางนาไม่ทันไร ลูกชายก็อาเจียนเปรอะเบาะ โชเฟอร์ถลึงตาผ่านกระจกมองหลังก่อนเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน นอกจากค่ามิเตอร์ ปั้นเพิ่มเงินให้โชเฟอร์สองร้อยบาทสำหรับทำความสะอาดรถ หลังเช็ดล้างหน้าตาเลอะเทอะของลูกชายในห้องน้ำ ปั้นจูงเจ้าตัวเล็กมายืนริมถนนเรียกแท็กซี่คันใหม่

คล้อยหลังฤทัยออกจากห้องไม่นานปั้นก็ปลุกลูกชาย มิว่าเลือกทางใด การออกเดินทางแต่เช้าตรู่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะรถติดได้บ้าง ขั้นแรกเขาต้องปล้ำลูกชายอาบน้ำเสียก่อน ระหว่างนั้นก็ค่อยคิดอ่าน เย็นวานเขาเล่าเรื่องราวที่บังเกิดให้ฤทัยฟัง เธอสวมกอดลูกชาย แม้นเจ้าตัวเล็กไม่เข้าใจถ้อยคำก็ตาม ฤทัยกระซิบข้างใบหูน้อย ๆ ให้เข้มแข็งอดทน

ตกกลางคืน ฤทัยถามปั้นว่าเขาจะทำอย่างไร

“นั่นสิ พ่อยังคิดไม่ตกเลย บางทีอาจขับรถไป แต่ลูกงอแงไม่ยอมนั่งเอง คอยแต่จะปีนมานั่งตัก เจอด่านมีหวังโดนตำรวจจับ”

“เอ หรือแม่ลางานดี นั่งรถจะได้ช่วยอุ้มแก” ฤทัยเอ่ยอย่างตรึกตรอง

“อย่าเลย ไม่งั้นได้ลาทุกวัน เสียการเสียงานกันพอดี เอาเถอะ ไว้เป็นธุระพ่อเอง”

ตอนที่ฤทัยกับลูกหลับไปแล้วนั้น ปั้นยังนอนคิด ไม่อาจข่มตา

ปั้นชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย ขับรถเองสะดวกสบายก็จริง ทว่าลูกชายนี่สิไม่ยอมอยู่นิ่ง ป่ายปีนไปมาน่าหวั่นอุบัติเหตุ เบาะนิรภัยสำหรับเด็กราคาหลายพันใช้งานไม่คุ้ม ค่าที่เจ้าตัวเล็กไม่ยอมนั่ง พอใช้กำลังบังคับแกก็กรีดเสียง ดีดดิ้นจนตัวลอดออกมา ไม่นับเขาเองยังใหม่ต่อกรุงเทพฯ ถนนรนแคมพาดคดเคี้ยว ที่สำคัญปั้นยังไม่เคยขับรถจากหอพักไปโรงพยาบาล ร. มาก่อน เคยแต่นั่งรถเมล์รถแท็กซี่ ต่อให้เขาจดจำเส้นทางละเอียดปานใด ระหว่างเป็นผู้โดยสารกับคนขับ ภูมิทัศน์ปรากฏต่อสายตาย่อมแตกต่าง ดีไม่ดีทำเขาหลงทางไม่ถึงจุดหมาย หรือต่อให้ไปถึง ต้องหนักใจเรื่องที่จอดรถอีก ยามปั้นนั่งรอหน้าห้องตรวจ เขาได้ยินคนบ่นเรื่องหาที่จอดรถยากเย็น บางคนขับวนค่อนวันจนตกลงใจจอดปิดท้ายคันอื่นดื้อ ๆ

“นอนไม่หลับหรือพ่อ” ฤทัยงัวเงีย

“จะหลับแล้ว คิดอะไรเพลิน”

อากาศเมืองหลวงร้อนอบอ้าว หอพักใกล้ที่ทำงานฤทัย เสียแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ยังดีมีพัดลมติดผนัง ฤทัยย้ายมาช่วยราชการเพียงหกเดือน หากปั้นซื้อเครื่องปรับอากาศมาติด ไม่ทันไรก็ต้องขนย้ายกลับเชียงใหม่ให้ทุลักทุเล อาศัยเปิดพัดลมส่ายไปมา พอขับไล่กระไอร้อนได้บ้าง ปั้นนอนฟังเสียงครืดคราดของพัดลม พยายามข่มตา นี่ขนาดเขาเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันยังหลับใหลยากเย็น

ปั้นพลิกตัวกอดลูกชายที่นอนหลับปุ๋ย จมูกน้อยนิดระบายลมหายใจสม่ำเสมอ ปั้นสงสัยเสมอมาว่าฝันของเด็กวัยสองขวบเป็นอย่างไร แหละฝันนั้นเปล่งสุ้มเสียงที่แกเพิ่งทำความรู้จักหรือไม่


สมัยยังเล็ก ปั้นมักเก็บเหตุการณ์ที่บังเกิดกับตัวมาฝันเป็นเรื่องราว แม้แต่นิทานไม่รู้จบที่ผู้ใหญ่เอ่ยเล่า ก็ยังดำเนินบทต่อไปในห้วงฝัน บางค่ำคืนยึดกุมเนื้อหาใจความเดิม บางคืนกลับแตกรยางค์จากแกนดั้งเดิม ปรับแปรเนื้อหาสุดกู่

ความทรงจำแสนเลือนราง ปั้นเพียรรื้อฟื้นภาพฝันเก่าแก่ เขาไม่แน่ใจขวบวัยชัดเจน ทว่าไม่น่าเกินชั้นประถมต้น รสชาติไม้เรียวยังทิ้งร่องรอยจดจำ คืนฤดูร้อนลมนิ่งสนิท เด็กชายปั้นคว้าขลุ่ยมาเป่าไม่เป็นเพลง ถ่มโน้ตไร้ระเบียบไร้จังหวะจะโคน ปู่ตวาดดุดันให้หยุดเล่น เขาทำหูทวนลม ยิ่งตะเบ็งโดเรมีหนักกว่าเดิม โบราณว่าเป่าขลุ่ยยามคืนค่ำ เท่ากับเรียกงูหงอนเลื้อยจากรวงรัง ปั้นหาใส่ใจถ้อยคำขู่ขวัญ พ่นลมเป่าขลุ่ยไม่ยั้ง จนไม้เรียวนาบน่อง มือค่อยปล่อยขลุ่ยร่วงพื้น คืนนั้นปั้นนอนฝันร้าย ในฝัน งูเกล็ดสีทองน่าขยะแขยงเลื้อยพันแขนขา เมื่อปั้นร้องวอนขอความช่วยเหลือ งูก็แถกหายเข้าลำคอ

ฝันของปั้นมักมีงูเกี่ยวพัน พอเอ่ยเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง พวกเขาพูดกันว่าคงเพราะปั้นเกิดปีมะโรงนั่นเอง ปั้นเก็บงำความสงสัย หากเขาเกิดปีมะเส็ง งูในฝันไม่พ้นตัวเล็กปราศจากเขี้ยวเล็บพิษภัย เขาคงผ่านพ้นค่ำคืนหลอนประสาทสะดวกดายขึ้น

ในความทรงจำ งูปรากฏตัวชัดเจนในปีที่ปั้นเรียนประถมปลาย วันนั้น แสงแดดสุกปลั่ง ท้องฟ้าแขวนตัวอยู่สูงลิบ ปั้นกับอาผู้หญิงลงสวน เก็บผลกาแฟมาตากแห้ง

พุ่มกาแฟสูงราวคางเด็กชาย ปั้นเด็ดกาแฟลูกแดงฉ่ำเข้าปากก่อนตีหน้าเบ้ถ่มคายแทบไม่ทัน ไม่นึกว่าผลกาแฟรสชาติไม่ได้เรื่อง กลับเป็นที่มาของกลิ่นเครื่องดื่มหอมกรุ่นยามเช้า

ยามอาเผลอ ปั้นใช้ผลกาแฟต่างกระสุนหนังสติ๊ก กวดยิงนกหนูแตกเปิง รอจนอาร้องดุเขาจึงหยุดเล่น ทำทีขมีขมันเหงื่อโชกเสียทีหนึ่ง

สวนรกเรื้อด้วยพรรณไม้ บริเวณปลูกกาแฟปรับพื้นที่เตียนโล่ง ส่วนอื่น ๆ ปกคลุมด้วยกอหญ้า ไม้ใหญ่มีเถาวัลย์เลื้อยคลุมยุ่งเหยิง อาก้ม ๆ เงย ๆ เด็ดผลกาแฟใส่ตะกร้าไม่หยุดหย่อน ปั้นวิ่งวนผลุบโผล่ตามสุมทุมพุ่มไม้ พลางเหลือบแลไปยังทิศที่อายืนอยู่ ปั้นระแวดระวังมิให้ตัวถูกเอ็ด

“งู! งู! อา ระวัง!”

งูตัวใหญ่ยาวสีหมิ่นหม้อซุกตัวใต้ต้นกาแฟ ปั้นตะเบ็งสุดเสียง อาไม่แสดงอาการตื่นตระหนก ยังสืบเท้ากระชั้นงูเข้าไปทุกขณะ ปั้นตะเบ็งตะโกนจนแสบคอ อาเดินเหินราวกับไม่มีภยันตรายใดซุ่มซ่อนอยู่

“โอย! อา ระวัง! งูจะกัดแล้ว!”

อายืนห่างงูไม่ถึงคืบ มวลความกดดันพุ่งแผ่จากไขสันหลังมาจุกแน่นหน้าอกทำปั้นหายใจไม่ออก ประสาทเด็กชายตึงเครียด ปั้นร้องเตือนอาจนหมดเสียง ตอนนี้เขาได้แต่สะอื้นออกมา สมองปั้นตื้อตันจนมุม ไม่ทราบจะช่วยอาอย่างไรดี จนมือไม้เปะปะเจอก้อนหินขนาดย่อมข้างตัว ปั้นหยิบเขวี้ยงไม่รั้งรอ

“โอ๊ย!”

อารามรีบร้อน ผนวกความตกใจ ก้อนหินปลิวกระทบขาอา คนเจ็บทิ้งตะกร้าลงพื้น ก้มดูน่องพบจ้ำเขียว อารี่มาบิดหูปั้น

“ดื้อซนนักใช่ไหม ชั้นไม่หัวแตกก็บุญแค่ไหน”

ใบหูปั้นแดงเถือก เขาปวดร้าวจนน้ำตาเล็ด ไม่ทันสังเกตว่างูเลื้อยหายเข้าพงตั้งแต่เสียงร้องของอาดังขึ้น

“งูตัวใหญ่ งูจะกัดอา ปั้นช่วย...” เด็กชายละล่ำละลักเอ่ยความ

“เอาแต่เล่น งานการไม่เคยช่วยให้เบามือ เด็กอะไรสร้างความเดือดร้อนไม่หยุด เดี๋ยวคอยดูเถอะ จะฟ้องพ่อแม่ เด็กแบบนี้ต้องใช้ไม้เรียวกำราบ”

ปั้นเพิ่งรู้จักความเจ็บปวดที่แท้จริง ไม่ใช่บาดเจ็บทางกาย ทว่ามันเต้นตุบตรงก้อนหัวใจ ปั้นเพียรอธิบายแก้ความเข้าใจผิด อาทำราวกับว่าถ้อยคำปั้นเป็นลมบางเบา ปั้นปล่อยโฮ วิ่งผละจากไป ในใจเคียดแค้น ไม่ยุติธรรมเสียเลย แทนที่จะได้รับคำชมฐานะวีรบุรุษผู้ช่วยชีวิต กลับได้รับผลตรงข้าม ปั้นผรุสวาทอาเจ็บแสบ เขาไม่ทันสำเหนียกหรอกว่าทุกถ้อยคำของเขาแต่เล็กจนบัดนี้นั้นอาไม่เคยได้ยินเลย


ตกเย็น พ่อเฆี่ยนปั้นด้วยไม้เรียว ปั้นเล่าเหตุการณ์ยืดยาว แต่พ่อคิดว่าเขาแต่งเรื่องแก้ตัว ยิ่งปั้นพยายามอธิบาย แรงมือของพ่อยิ่งเข่นเฆี่ยนหนักหน่วง

“ไอ้ขี้หมา! ขอให้พวกมึงตกนรกหมดทุกคน”

สิ้นคำปั้น หน้าตาพ่อแดงจัด เด็กชายไม่เพียงเป็นเด็กปลิ้นปล้อน ดวงใจยังทมิฬอีกต่างหาก พ่อทิ้งไม้เรียว กำหมัดปรี่มาหาปั้นอย่างดุดัน แม่ร้องหวีดพุ่งเข้าขวาง ขณะแม่ยุดยื้อพ่อไว้ อาก็รีบพาปั้นหลบเข้าห้อง

“ผมไม่ผิด ปั้นไม่ได้ทำอะไรผิด...”

ปั้นเอาแต่หมกตัว แม่ยกข้าวปลามาให้เขาก็หาแตะต้องไม่ บางอย่างในตัวปั้นแตกพัง ปั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร บางครั้งปั้นแว่วยินคำว่าเด็กอกตัญญูทะลุผ่านผนังห้องเข้ามา ปั้นหลับทั้งน้ำมูกน้ำตาเกรอะกรัง

เด็กชายสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อรู้สึกขัดแน่นหน้าอก ปั้นหายใจไม่ออก อ้าปากสูดลมเข้าไม่ทั่วปอด สักพักดวงตาปั้นแดงก่ำ เส้นเลือดฝอยโป่งพองราวปริแตก ดวงตาขวาปั้นถูกดันจนถลนจากเบ้า แล้วงูก็ชำแรกตัวผ่านเยื่อบุแก้วตาออกมา

เป็นอ้อมตักอาบรรเทาอาการหวาดกลัว ปั้นนอนแนบตักฟังเพลงที่อากล่อม น้ำเสียงอาใสเสนาะ ไม่น่าเชื่อว่าหูอาเสียกระทั่งมิอาจยินสรรพสำเนียง ปั้นรู้ว่าคนหูหนวกพูดไม่ได้ แต่อาเอื้อนเพลงไพเราะเหลือเกิน เป็นไปได้อย่างไรที่หูของอามีฉนวนกั้นเสียงเอาไว้

“ขอโทษนะลูก อาผิดเอง”

อาประคองศีรษะปั้นหันมาสบตา เด็กชายเพิ่งตระหนักว่าอาอาศัยอ่านปากคู่สนทนา เสียงที่พุ่งแผ่จากด้านหลัง ต่อให้เร่งปุ่มแรงดังปานใด ย่อมถูกกลืนเป็นเนื้อเดียวกับเสียงแห่งความเงียบที่ดังกลบส่ำเสียงอื่น ๆ

“ต่อไปปั้นจะพูดให้ช้า อาว่าปั้นพูดเร็วไปใช่มั้ย”

ปั้นขยับริมฝีปากให้อาเห็นถนัด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจำนรรจ์โดยไร้เสียง

ช่วงเวลาต่อจากนั้น ปั้นหล่นไปยังมหรรณพแห่งเรื่องเล่าของอา จนลืมเลือนเรื่องงู ลืมไม้เรียวที่นาบเนื้อหัวใจบางส่วนเน่าตาย

“เรื่องราวเกิดกับอาสมัยอายุเท่าปั้นนี่แหละ ทำให้อาไม่มีโอกาสได้ยินเสียงใดอีกเลย”

ปั้นหลับตา สดับฟังเรื่องเล่า

“สมัยอายุเท่าปั้น เพราะชอบฟ้อนรำ อาได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนโรงเรียน ร่วมรำฟ้อนต้อนรับแขกเหรื่อ ฟ้อนครัวทานงานบุญประเพณี เมื่อจบมัธยมต้น อาตั้งใจเรียนต่อวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ หลังเลิกเรียน อาซ้อมร่ายรำไม่ขาดเว้น ก่อนงานฟ้อนรำใหญ่ประจำปี ครูสอนนาฏศิลป์ตั้งใจอวดฝีมือนักเรียนคนโปรด ถึงกับประดิษฐ์ท่วงท่าอ่อนช้อยสำหรับอาขับฟ้อนโดยเฉพาะ ใกล้วันงาน อาอยู่ไม่เป็นสุขเลย ทั้งกลัว ประหม่า ทั้งตื่นเต้น ใจหนึ่งเร่งวันคืนมาถึง แต่อีกใจก็อยากยืดเวลาออกไป ความรู้สึกมันระคนปนเปไปหมด อาไม่เคยประสบอาการดังกล่าวมาก่อน เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิด จะวางหน้าอย่างไรหากแสดงแย่ ไหนจะแบกความคาดหวังของครู ไหนจะหมายถึงชื่อเสียงโรงเรียนอีกล่ะ นับวันอาการอาแย่ลง กินไม่ได้นอนไม่หลับ ตกกลางคืน อานอนกระสับกระส่าย ทนไม่ไหวลุกขึ้นร่ายรำกลางดึก ค่ำคืนไร้เสียงเพลง มีแต่เสียงกรีดปีกของแมลง อาขยับท่าทางแขนขาตามเพลงบรรเลงในความคิด อาไม่รู้หรอกว่านั่นคือลางบอกเหตุ เป็นลางร้ายทำนายอนาคต โอ ถ้าเพียงแต่รู้อนาคตสักนิด อาคงไม่ขับขานบทเพลงความเงียบออกมา...”

น้ำเสียงไพเราะของอา แปลกแยกกับเรื่องโศกรันทดที่กระเพื่อมผ่านริมฝีปาก วูบคิดหนึ่งของเด็กชายวัยสิบเอ็ดสิบสอง นั่นเพราะอาไม่ได้ยินเสียงตัวเอง จึงไม่อาจปรับโทนเสียงให้เหมาะสมกับเรื่องเล่า ความคิดดังกล่าวทำปั้นเบิกบานใจ คล้ายพบเจอของเล่นชิ้นใหม่ แน่ล่ะ ปั้นโศกซึมต่อชะตากรรมของอา ทว่าด้วยน้ำเสียงสดใสราบเรียบ เรื่องเล่าคราวนี้คงไม่ทำเขาหยิบไปประสมแต่งเติมจนเกิดฝันร้าย

“ปั้นคงเดาตอนจบออกใช่ไหม ถูกละ ความเครียดแหละการอดนอนทำอาล้มป่วย ครูทราบข่าวรุดเยี่ยมถึงบ้าน กลิ่นยาที่รับจากสุขศาลาตรลบอบอวลทั้งห้อง ครูอังมือลงหน้าผากก่อนชักกลับทันควัน ค่าพบว่ามันร้อนจนลวกผิวหนัง ครูบอกว่าคงต้องงดรายการฟ้อนรำ อาสมควรพักผ่อนจนหายดีเสียก่อน ถ้อยคำของครูฉุดอาหล่นไปยังก้นเหว อาป่วยนอนซมไม่มีท่าทีทุเลา ถึงที่สุดต้องเข้าโรงพยาบาล หมอวินิจฉัยปอดติดเชื้อ จับอาเติมน้ำเกลือแหละฉีดยาฆ่าเชื้อ อานอนสะลึมสะลือบนเตียง เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนหูดับสนิท เป็นเสียงร้องเจ็บปวดครวญครางของคนไข้เตียงข้าง อาสลบไสลก่อนน้ำเกลือหมดขวด ตอนตื่น กวาดสายตาไปทั่ว อาพบว่าห้องทั้งห้องเงียบสงัด ความป่วยไข้โชยกลิ่นสาบรุนแรง อาผ่านพ้นฤดูร้อนปีนั้นบนเตียงพยาบาล ไม่หวนกลับโรงเรียน หมดโอกาสเข้าวิทยาลัยนาฏศิลป์...”


การจราจรเมืองหลวงมิเพียงบังคับฤทัยออกจากห้องแต่เช้าตรู่ ยังเป็นเพราะหากเธอโอ้เอ้ รอจนลูกชายตื่นมาเจอะ แกจะงอแงดึงดันตามแม่ไปทำงาน กว่าปะเหลาะจนยอมพรากจากแม่ก็เหงื่อตกตามกัน มิหนำซ้ำวันนั้นทั้งวันอารมณ์แกจะบูดบึ้ง หน้าหงิกงอ สองสามครั้งที่เด็กชายตื่นก่อนผู้เป็นแม่ ปั้นทั้งขู่ทั้งปลอบจนแกยอมปล่อยมือจากชายกระโปรง ผลปรากฏว่าการฝึกรับฟังเสียงที่โรงพยาบาล ร. แทบล้มเหลว ด้วยแกไม่ยอมให้ความร่วมมือ

ลูกชายหลับตาพริ้ม อุณหภูมิอบอ้าวร้อนร้ายทำแกเตะถีบผ้าห่มหลุดจากตัว ปั้นเห็นเจ้าตัวเล็กหลับปุ๋ยพาลไม่อยากเรียกแกตื่น ทว่าทุกวินาทีที่เคลื่อนผ่าน หมายถึงปริมาณรถราเพิ่มบนถนน แข็งใจเขย่าตัวลูกชาย ปลุกแกให้ลุกขึ้นมา

เขย่าลูกชายนานเกือบนาทีแต่แกไม่ยอมลืมตา ฟังลมหายใจระบายสม่ำเสมอแสดงว่าหลับสนิท ปั้นสงสารลูก เมื่อคืนแกเข้านอนสองทุ่ม ไม่ดูเคเบิลทีวีช่องการ์ตูนเหมือนทุกวัน การเดินทางสมบุกสมบันคงทำแกอ่อนเพลีย หัวถึงหมอนจึงหลับเป็นตาย

“ไอ้หนู ตื่น สว่างแล้ว”

แม้นยามหลับ ลูกชายมิได้สวมเครื่องแปลงสัญญาณประสาทหูเทียม ปั้นยังส่งเสียงเรียกเสมือนแกได้ยิน อาจารย์หมอแหละครูฝึกการได้ยินแนะนำปั้นหมั่นพูดคุยกับลูกชาย ไม่ว่าแกจะสวมเครื่องรับสัญญาณหรือถอดวาง ปั้นฉงนฉงาย มาเข้าใจก็ต่อเมื่ออาจารย์หมออธิบายว่าคลื่นเสียงที่ปั้นเปล่งออกมา มีโอกาสกระตุ้นประสาทรับสัมผัสลูกชายตื่นตัว ปั้นต้องปรับตัวไม่น้อยทีเดียว เพราะเขาติดนิสัยพูดคุยโดยไม่เปล่งเสียงมาตั้งแต่ครั้งจำนรรจ์กับอา

“แหม วันนี้ชุดหล่อเฟี้ยวฟ้าวเหลือเกิน” เหลือบเห็นเสื้อผ้าที่ฤทัยตระเตรียมให้ลูกชายสวมใส่ ปั้นร้องเริงร่า

“หมดเวลานอนแล้วคนเก่ง”

ปั้นอุ้มเด็กชายวัยสองขวบพาดบ่า พาเข้าห้องน้ำ กะว่าเอาน้ำลูบใบหน้าประเดี๋ยวเจ้าหนูก็ลืมตา

“แล้วก็ช่วยคิดหน่อยนะ พ่อควรขับรถไปเองหรือเรานั่งแท็กซี่ดี คิดว่าไง หืม...”


เด็กชายตัวเล็กเพิ่งฝันเป็นเรื่องราว ก่อนหน้านี้ฝันของแกมีเพียงสีกับรูปทรง ค่ำคืนสีสันจัดจ้านตัดกันรุนแรงทำแกตระหนก เยี่ยงเดียวกับภาพวั��ถุใหญ่โตเทอะทะสารพัดเหลี่ยมคม ซึ่งทิ่มแทงเนื้อนวลอ่อนนุ่มจนแกสะดุ้งลุกมาโยเยงอแงยามดึกดื่น

พักหลังมานี้เจ้าตัวเล็กหลับตั้งแต่หัวค่ำ ต่อให้อยากเล่นสนุก แต่ทำไมหนังตากลับหนักอึ้งยกไม่ขึ้นก็ไม่รู้

ในฝันนั้น เด็กน้อยถูกขังในห้องที่ทั้งแคบทั้งร้อน จะกระโดดโลดเต้นก็ไม่สมอยาก แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าบางความฝันแสนอึดอัด ซึ่งแกตกอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแล่นโขยกเขยกไม่สบายตัวก็แล้วกัน

อุณหภูมิอบอ้าวร้อนร้ายทำเด็กน้อยเตะถีบผ้าห่มหลุดจากตัว อีกหลายปีต่อมา เมื่อคร้านได้ยินเสียงบ่นดุของพวกผู้ใหญ่ เด็กน้อยซึ่งกลายเป็นวัยรุ่นก็จะถอดเครื่องแปลงสัญญาณประสาทหูเทียมออก สดับเสียงแห่งความเงียบด้วยอาการหวงแหนอย่างยิ่ง


  • รวมเรื่องสั้นฤดูร้อน 2560, สำนักพิมพ์ตำหนัก (ค.ศ. 2017)

Author Avatar
เด็กชายจากหุบตะวัน
คนเขียน​ คนอ่าน คนดูหนัง คนดูดบุหรี่ แหละเป็นอะไรแหละไม่เป็นอะไรอีกเยอะแยะ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ