พระยายักษ์เวศกรรม"ลอกคราบ"
พระยายักษ์เวศกรรม"ลอกคราบ"
ฝ่ายเจ้าเมืองเรืองฤทธิ์อดิศร
เมื่อแต่ก่อนเปนกุ้งใหญ่ในละหาน
อยู่ที่บึงนั้นมาก็ช้านาน
จะประมาณหมื่นปีมัดดีครัน
แล้วลอกคราบจากกุ้งเหมือนมุ่งหมาย
เปนยักษ์ร้ายฤทธิแรงแข็งขยัน
ปลีกุ้งก็เปนเพ็ชร์สำเร็จกัน
ก้ามของมันเปนมณีดูสีพราย
แต่แก้วบนเกศาศักดาใหญ่
ฤทธิไกรแลแดงเปนแสงสาย
ถ้าแม้นขว้างฟ้าดินสินทะลาย
ราพณ์ร้ายเอาคราบมันกุมภัณฑ์มาร
เข้าซ่อนไว้ในเขาลำเนาถ้ำ
อยู่ใต้น้ำตรงบุรินทร์ที่ถิ่นฐาน
ไม่บอกใครให้แจ้งแสดงการ
ทั้งวงศ์วานลูกเมียกลัวเสียความ
เพราะเผารูปจึงจะตายมันร้ายนัก
พระยายักษ์ลือจบในภพสาม
แล้วขึ้นมาเปนเจ้าเมืองเรืองสงคราม
ทรงพระนามเวศกรรมดูขำครัน
ตัวก็ลื่นเหมือนปลาไหลวิไลสุด
แม้นยงยุทธ์จับไม่อยู่คิดดูขัน
เวศกรรมคนนี้ดีฉกรรจ์
พวกกุมภัณฑ์นับแสนแน่นนคร
จาก กายเพ็ชร์ เล่ม ๒๐ หน้า ๗๙๖-๗๙๗
https://www.sac.or.th/databases/siamrarebooks/th/website/oldbook/flibbook_all/8528/4543/5#book/
วิเคราะห์ได้ว่า
พระยายักษ์เวศกรรมนั้น เดิมเป็นกุ้งใหญ่อยู่ในบึงมานานประมาณร่วมหมื่นปี (ถ้าเป็นสำนวนจีน น่าจะเรียกว่า อยู่บำเพ็ญตบะ) กระทั่งลอกคราบออกมาเป็นยักษ์ร้ายมีฤทธิ์ และประกอบด้วยของวิเศษดังนี้
กรี (ปลี-ในที่นี้หมายถึงส่วนยอด ความหมายตรงกับ กรีบนศีรษะกุ้ง) เป็นเพชร ก้าม เป็นมณี (แดง) สีเลื่อมพราย เหนือศีรษะปรากฏดวงแก้วสีแดงฉานที่สามารถถอดออกขว้างไปทำลายฟ้าดินได้ ซึ่งดวงแก้วนี้ น่าจะเป็น “คดสัตว์” ที่เกิดในร่างกุ้งนั้นและสำเร็จเป็นของวิเศษเมื่อลอกคราบเป็นยักษ์ ส่วนคราบกุ้งร่างเก่าที่ถอดมานั้น ก็ได้นำไปซ่อนที่ถ้ำน้ำใต้นครโดยไม่บอกใครแม้คนในครอบครัว เพราะหากคราบนี้ถูกเผาจะตายทันที
จากนั้นเจ้ายักษ์กุ้งจึงขึ้นบกมาปกครองนคร และตั้งชื่อตนเองว่า เวศกรรม ซึ่งพระยายักษ์นี้ยังมีกายลื่นเหมือนปลาไหล คู่ต่อสู้ไม่อาจจับตัวได้
อนึ่ง ที่เรียกว่า ยักษ์ ปัจจุบันน่าจะเรียกว่า ปีศาจ แต่สมัยก่อนมักเหมารวมเรียกอมนุษย์มีเขี้ยวที่มีองคาพยพคล้ายมนุษย์ (ไม่ว่าจะเขี้ยวโง้งรึเขี้ยวดอกมะลิเล็กๆ) และอมนุษย์ที่มีองคาพยพร่างกายคล้ายมนุษย์แต่มีศีรษะเป็นสัตว์ ว่าเป็น ยักษ์ ทั้งหมดนั่นเอง โดยบรรยายว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานที่เปลี่ยนร่างกลายเป็นยักษ์

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น