ความขันเขที่เบ่งพองตัวเนื่องมาแต่เรื่องเล่าของแม่
1
แม่โทรอวยพรวันเกิดช้าไปสองวัน น้ำเสียงแม่เจือความสำนึกผิด การอวยพรวันเกิดลูกล่าช้า สำหรับผู้เป็นแม่คือบาปยากยกอภัย แหละยิ่งไม่อาจผ่อนผันเมื่อมูลเหตุมาจากอาการหลงลืม
ขณะละล่ำละลักขอโทษขอโพย แม่ไม่รู้หรอกว่าตนซึ่งถือโทรศัพท์อยู่ปลายสายอดขำเหตุผลแม่มิได้ แม่เล่าสู่ตนฟังหลายคราว ถึงความลำบากขณะอุ้มท้อง มิหนำซ้ำ ความเจ็บปวดที่จู่จับขณะเบ่งคลอด น่าจะเตือนย้ำแม่ถึงขวบวันแสนทรมานยามคะนิงหวน แม่ไม่น่าลืมเลือน ตนรู้สึกขันเขเพราะคิดถึงความข้อนี้ เป็นไปได้อย่างไรกันนะที่แม่ไม่สามารถจดจำวันอันน่ารำลึกนี้ แล้วตรู่เช้าซึ่งแม่ลุกมาฉีกปฏิทินเป็นกิจวัตรเล่า หรือยามบ่ายขณะพลิกหนังสือพิมพ์ไปหน้าละครทีวี แม่คงนึกถึงอะไรอื่นกระมังจึงทำเลขวันที่เล็ดลอดหูตา ครั้นแล้วความขันเขได้เบ่งตัวมัน ขยายพองละม้ายลูกโป่งสวรรค์ยามถูกอัดแก๊สในงานกาชาด กระทั่งตนต้องเบือนหน้าหลีกโทรศัพท์ หาไม่แล้วเสียงหัวเราะคิกคัก อาจโดยสารคลื่นไร้สายแขวนลอยในมวลอากาศเดินทางถึงหูแม่ ดีไม่ดีกระตุ้นต่อมน้ำตา ให้ร่ำรินอาบรดใบหน้า เพราะแม้แต่ลูกชายยังเห็นเป็นเรื่องขบขัน
ตนกักเสียงหัวเราะให้เริงรำในกระเปาะแก้ม ยามคะนิงถึงบทสนทนากับแม่สามเดือนก่อน ความขันเขจึงขยับขยายอาณาเขต จากเรื่องหนึ่งไปยังปริมณฑลของอีกเรื่องราว คราวนั้นแม่ถูกรางวัลเลขท้ายสามตัว รี่ต่อโทรศัพท์หาตน น้ำเสียงลิงโลดเล่าที่มาของเลขนำโชค ซึ่งมาสู่แม่วินาทีสุดท้าย ก่อนคนเดินโพยย่างลงกระไดเรือน เลขนำโชคสามตัวมิได้มาจากการตีความฝัน ทั้งมิใช่ตัวเลขจากใบใบ้หวยแทรกแถมนิตยสาร หากมาจากสามสิบหกปีเก้าเดือน-อายุตนในวันนั้น แหละ 369 ก็บันดาลโชคลาภแก่แม่ ทว่าพอตนอายุสามสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ แม่กลับลืมวันอันควรค่าจดจำเสียนี่ แต่นั่นหาใช่เหตุสำคัญไม่ กลับเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ที่นำความขันเขใหญ่หลวงมาสู่ตน
“น้ำตาลขึ้นเท่าไหร่ แม่ลืมกินยาไหม”
ตนสามเดือนก่อนเอ่ยถาม แม่ชะงักอึดใจใหญ่ คงเพราะเพลิดเพลินพัวพันในเรื่องเล่าของตัวเลข แม่จึงตั้งตัวไม่ติด ยามตนพรวดโพล่งไปอีกเรื่อง
อายุขนาดนี้ โรคสุมรุมเป็นเจ้าเรือนไม่พ้นความดันเบาหวาน ดังนั้นแต่ละเดือน แม่มีภาระกระทำที่โรงพยาบาลอำเภอ แม่เรียกการจ่อมตัวยังโรงพยาบาลว่าภาระ วัดความดัน เจาะเลือด นั่งรอเรียกคิวพบหมอ ล้วนเป็นเวียกภาระทั้งสิ้น ครั้นหิ้วยาถุงใหญ่กลับถึงเรือน แม่จึงถือว่าสะสางภาระเหล่านั้นสำเร็จ ภาระถูกปลดวางชั่วคราวหลังคอนหามค่อนวัน รอคอยแม่บรรทุกบนหลังไหล่อีกครั้งเดือนหน้า ต่อเรื่องนี้ ตนยามโทรศัพท์พูดคุยปะปัง ไม่เคยลืมย้ำเตือนเรื่องหยูกยา แม้นทราบแก่ใจ การกินยารวมถึงดูแลสุขภาพ หาใช่ภาระการงานที่แม่ปฏิบัติเคร่งครัดไม่
ชะงักอึ้งพักใหญ่ แม่ก็เรียกสติคืนได้
“ยังไม่แก่จนหลงลืมย่ะ หมอยังออกปากชมว่าคุณป้าคุมน้ำตาลเก่ง ความดันคงที่ ต่อไปอาจลดยาบางตัว ใช้วิธีควบคุมอาหารแทน”
แน่ล่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินคำพูดทำนองนี้ น้องสาวทำงานไม่ห่างบ้าน กลับไปเยี่ยมแม่เดือนละหลายหน หมั่นโทรศัพท์มาบ่นเรื่องแม่ปล่อยปละละเลยสุขภาพ แม่กินยาตามใจนึก คือสุดแต่นึกใจได้ ยาเดิมไม่ทันพร่อง ครบเดือนรับยาใหม่มากองเต็มเรือน ระดับน้ำตาล ระดับความดันไม่เฉียดกรายเกณฑ์ปกติ สำรับกับปลายิ่งไปกันใหญ่ พอกพูนเมือกไขมันเกรอะหลอดเลือด ตนไม่เคยงดไถ่ถามแม่เรื่องหยูกยาอาหาร แหละเช่นเดียวกัน แม่ก็ไม่เคยเปลี่ยนเนื้อหาของเรื่องเล่า ซึ่งดำเนินในท่วงทำนองกินยาไม่ขาดตก สำทับด้วยคำเอ่ยชมของหมอ ในความคิดตน แม่เองก็รู้ดีว่าลูกชายไม่ใคร่เชื่อถือ ทว่าจนใจไม่อาจปรับแปรใจความเรื่องเล่า ด้วยผลกระเทือนของเรื่องเล่าที่กลายเป็นอื่น ต่อให้เนื้อหาซึ่งบรรจุในถ้อยคำน้ำเสียงเป็นเรื่องจริงก็ตาม อาจกระทบบางคุณค่าที่แม่ยึดเหนี่ยว บางคุณค่าซึ่งเป็นสายใยบอบบาง ถักร้อยแม่เข้ากับโลกใบนี้ ในโมงยามที่แม่ตื่นตารับแสงตะเว็นลำพัง ในห้องหับซึ่งปรากฏรายละเอียดสามีไม่มากกว่าเถ้าตะกรันลอยในอากาศ ซึ่งจะรำเพยกลิ่นอายฤดูร้อนต่อเมื่อผู้เป็นภรรยาคะนิงหาคืนวันเปี่ยมสุข คะนิงถึงคืนวันก่อนจากพรากชั่วนิจนิรันดร์ ก่อนปราณชีวิตผู้เป็นที่รักถึงกาละแตกดับ แหละในห้วงยามแม่ชันกายลุกจากสะลี ตื่นรับเสียงไก่กาคูขันอย่างเปลี่ยวดาย ข้างกายปราศจากเลือดเนื้อเคยชุบชูมาแต่น้อย เรือนชานใบ้เบื้อ สงัดหัวเราะร่ำไห้แหละการละเล่นแก่นซน นับแต่วันลูกชายลูกสาวเดียงสา พกความมีชีวิตชีวาเดินทางไปกับตัว เดินทางสู่เรือนมหาวิทยาลัย แหละหลั่นรั้วแห่งหน้าที่การงาน
เรื่องเล่าของแม่ไม่เคยเปลี่ยน ยามโดยสารคลื่นโทรศัพท์ ตนขณะรับฟังคลับคล้ายเลนส์ตาปะทุใบหน้าเพื่อนเก่าแก่คุ้นเคย เช่นนั้นแล้ว แม่-คนต้นเรื่องอีกฟากสายโทรศัพท์ สำนึกคุ้นชินต่อเนื้อหาเรื่องเล่าเดิม คงไม่ต่างจากสายโยงใย รึงรัดแม่ไม่ให้ลอยเคว้ง การพำนักยังเรือนรังหลังใหญ่โตผู้เดียว อาจเหลือคุณค่าให้จับคว้าไม่มากนัก หลังรับยาลากยาวถึงนัดครั้งหน้า ห้วงยามระหว่างการรอคอยอันยืดเยื้อเรื้อรังนั้น การไม่กินยาอาจเป็นอีกภาระซึ่งแม่ยอมแบกเทิน เพื่อส่งมอบไปสู่ภาระเข้าพบหมอ เสมือนเชื่อมต่อวงจรไม่ให้ขาดสะบั้น ข้อเท็จจริงไม่ใช่มวลสารสำคัญของเรื่องเล่า กลับเป็นประจุจากท่วงทำนองเดิมที่พุ่งแผ่พลังสู่คนฟัง ความขันเขของตนต่อเรื่องเล่า หาใช่ขาดความเคารพยำเกรงแม่ผู้ให้กำเนิดไม่ หากการสดับยินนำมาซึ่งความอบอุ่นไซร้ ความขันเขก็คือลูกหลานผลิคลอดตามมา
หลังล่ำลาวางโทรศัพท์ หัวใจตนสงบเย็นน่าประหลาด ความคับข้องเนื่องมาแต่การงาน ถูกเรื่องเล่าของแม่ปัดเป่าคลายจาง กระทั่งตะกอนผิดบาปที่คลุ้งในใจ ค่าที่น้อยครั้งจะกลับบ้านเยี่ยมเยียนแม่ ก็เจือจางบางเบาด้วยถ้อยคำน้ำเสียงอันชินคุ้น
คำให้การของนาง
อิฉันไม่อยากให้ลูกกังวล เฉพาะงานหน้าที่ก็เบาน้อยเสียเมื่อไหร่ ลำพังอิฉันเองไม่มีอะไรให้วิตกห่วง ตาเฒ่าก็ตัดช่องน้อยไปดีแล้ว ยังแต่ไอ้หนูนี่แหละ ต่อให้โตใหญ่อายุปานใด ประสาแม่ก็อดห่วงใยลูกเต้าไม่ได้ อย่างว่าแหละนะ สุขภาพกรำใช้งานหนักหน่วงทั้งชีวิต จะให้แข็งแรงเหมือนตอนเป็นสาวเป็นแส้ได้หรือ สมัยโน้นน่ะ อิฉันสู้งานไม่แพ้ตาเฒ่า แรงน้อยกว่าก็จริง แต่อาศัยลูกอึดลูกทน แกลบดินเหนียวช่วยกันกับตาเฒ่า โกยใส่ล้อรุนมาโรงเผา แรกขุดหลุมทำโพรงเผากลางแจ้ง เรามันยากจน ปลูกโรงหลังคาก็เกินตัว หน้าฝนก็ปิดเตาไปทำอย่างอื่นเสีย รับจ้างทำโน่นทำนี่ ตาเฒ่าบางปีติดรถไปกับเขา ไปเร่ขายเสื่อขายผ้าสะลีในเมือง เดือนสองเดือนโน่นแหละจึงกลับ ค่อยยังชั่วตอนรับเงิน ธ.ก.ส. เอามาก่อโรงไม้มุงหลังคาจนเผาอิฐได้ทั้งปี ความเป็นอยู่ค่อยกระเตื้อง ใจหายพอเห็นคนอาชีพเดียวกันล้มจากทีละคนสองคน บ้างเลิกเพราะเรี่ยวแรงแข่งขันสู้โรงอิฐในเมืองไม่ไหว รุ่นลูกรุ่นหลานหาคนสืบทอดทำยายาก ไปเอาดีด้านอื่นเสียมาก ไอ้หนูก็เหมือนกัน ได้ร่ำเรียนหนังสือสมใจตาเฒ่า แกน่ะไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนรุ่นพ่อแม่ โรงเผาก็ปิดเตาตั้งแต่เสียตาเฒ่า ไอ้หนูขอร้อง ไม่อยากขัดใจ มันบอกไม่อยากเห็นแม่เหนื่อย แม่ลำบากเลี้ยงลูกได้ดิบได้ดี แล้วลูกจะเลี้ยงแม่ทั้งคนไม่ได้เชียวหรือ เรื่องเงินทองเป็นธุระฉันส่งให้จับจ่ายใช้สอย เหลือกินให้ทำบุญกรวดน้ำส่งพ่อ นึกแล้วสงสารตาเฒ่า บุญทำมาน้อย อยู่ชื่นชมวาสนาลูกไม่เท่าไร ก็ดับตายไม่ทันสั่งเสีย กระสุนเจาะขมับตาเฒ่า หมอว่าตายตั้งแต่นัดแรกแล้ว ไอ้สี่ห้านัดบนหลังมันยิงซ้ำตอนคว่ำกองแบบกับพื้น คงกะเล่นให้ตายสนิท คนบ้านเราไปกันหลายคน เพื่อนพ้องน้องพี่ชักชวนกันไป แต่ขากลับมากันไม่ครบ ตาเฒ่ายังโชคดีกว่าคนอื่นเขา แม้นเหลือแต่ร่างก็เถอะ หลายคนสาบสูญไปเลย กระทั่งศพก็ไม่มีร่องรอยให้รู้เห็น ครอบครัวเขาก็รอคอยจนทุกวันนี้ อย่างน้อยได้เผาตามประเพณีก็ยังดี
ปีอะไรนะ อิฉันก็เลือนเฟือนเสียแล้วสิ อายุเพิ่มขึ้น หัวสมองคิดนึกก็เนิบนาบเชือนช้าเป็นธรรมดา สมัยอิฉันยังเล็ก ครูใหญ่เอ็นดูรักใคร่นักหนา ค่าหัวไวท่องจำหนังสือง่ายดายไปหมด หากไม่ติดตรงยากจน อิฉันคงได้ร่ำเรียนอะไรบ้างหรอก ไม่ปีสามห้าก็ห้าสาม สามนำห้าหรือห้านำสามอิฉันจำไม่แม่นเสียด้วย แต่ไม่เพี้ยนจากนี้หรอก บุญวาสนาไอ้หนูแท้ ๆ มีโอกาสเล่าเรียนชั้นสูง จบมาใหญ่โตเป็นเจ้านายคน อิฉันกรวดน้ำสู่ตาเฒ่าไม่เคยงด เรื่องราวไอ้หนูก็เล่ากล่าวถ่ายเทไม่งดเว้น อยู่ทางโน้นตาเฒ่าคงมีเรื่องให้ใจชื่นขึ้นบ้าง
อิฉันรอจนขี้คร้าน อ้อนวอนก็แล้ว ขู่อย่างไรก็แล้ว ตาเฒ่าไม่โผล่ให้เห็น คู่ผัวตัวเมียกัน ตายไปไม่หวนมาดูดำไยดี เลขเก็งสักงวดสองงวดยังปากแข็ง เข้าฝันสักคืนหน่อยไม่ได้ ไอ้เลขที่ถูกเป็นลูกนำโชค คำนวณจากวันเดือนปีเกิดของมัน ส่วนที่แทงตลอดคือ 35–53 ดูเถิดตาเฒ่าใจจืดเพียงไร กระทั่งปีที่ตายสักน้อยไม่เคยถูก
สุขภาพเดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี อายุปูนนี้ ขบเนื้อเมื่อยตัวไม่เท่าไร กินยาก็หาย รำคาญพวกเรื้อรัง รักษาไม่หายขาด ไปโรงพยาบาลเดือนละหน หมอบอกต้องคุมด้วยยาตลอดชีวิต แรกได้ยินใจอ่อนตีนเปลี้ย อิฉันไม่ถูกกับยาแต่ไหนแต่ไร กินทีเป็นกำมือ หนำซ้ำต้องกินตลอด นึกขึ้นคราวใดขยอกขย้อนปั่นป่วนมวนไส้ ไอ้หนูนาน ๆ มาเยี่ยมก็จริง แต่ไม่ลืมหอบวิตามินพะรุงพะรังมา สำมะหายาเท่าที่มี ชั่วกระเดือกกลืนยังยากเข็ญ กลับสรรหาสารพัดหยูกยามาบำรุง ต่อหน้าลูกก็กินนะ ไม่อยากให้น้อยใจ อุตส่าห์มีแก่ใจห่วงใยแม่ พอไอ้หนูกลับค่อยแจกเพื่อนบ้าน ก็ล้วนป่วยเบาหวานความดัน โรคเดียวกันนั่นแหละ
อิฉันว่าสุขภาพเหมือนอิฐ ชีวิตเหมือนการปั้นทำ ตั้งแต่ขุดดินห้วยขึ้นมา อิฐทนทานหรือบางเปราะใช่ขึ้นกับชนิดดินเท่านั้นไม่ ยังมีปริมาณแกลบแหละน้ำประสมประสาน การอัดดินลงเบ้า การตาก เผา กระทบอิฐแต่ละก้อนหนักเบาต่างกัน อิฐบางก้อนนำไปก่อวัดวาปราสาท บางก้อนก่อตึกโรงเรียน บ้างก่อส้วม ก่อก้อนเส้าเตาไฟ ตาเฒ่าไม่ใช่อิฐวางผิดที่หรอก ใครจะคิดว่ามันเล่นแรงถึงตาย ขั้นเลือดตกยางออกก็เกินไปแล้ว ปีสามห้า-ไอ้หนูไม่ทันรู้ประสา มัวขี่รถเครื่องตามสาวต้อย ตอนตาเฒ่าย่างลงกระไดเรือน มันยังโบกมือให้ ยิ่มร่าชอบใจ เมื่อยินพ่อมันบอกจะซื้อกางเกงยีนริมดำริมแดงกลับมาฝาก เอ! หรือเป็นปีห้าสามกันแน่ ถ้าใช่ปีหลังไอ้หนูห้ามอย่างไรตาเฒ่าก็ไม่ฟัง ดึงดันไปกับเขาให้ได้ ตาเฒ่าว่าเห็นผิดแล้วนิ่งดูดาย ภายหน้าลูกหลานขุดกระดูกขึ้นไถ่ถาม จะไม่นอนสะดุ้งอับอายขายหน้าหรือ ดูจากภายนอกตาเฒ่าเหมือนอิฐผ่านเตาเผามานาน สีปูนกร่อนร่วน แต่ความจริงอิฐเก่าคร่ำน่ะทนทายาด แดดลมบ่มอัดเนื้อดินข้างในแข็งแกร่งกว่าอิฐใหม่ ตาเฒ่าเป็นอิฐไม่ทันก่อวางฐานรากด้วยซ้ำ ก็โดนทุบแตกกระจัดกระจายก่อน ราคาอิฐตอนนี้หรือ ตกสิบหกสิบเจ็ดสตางค์ต่อก้อน ถ้าจวนสิ้นปีงบประมาณราชการ ก็พรวดถึงสามสิบห้าสิบ เขาว่าต้องเร่งใช้เงินให้หมด หน่วยงานไหนก็เร่งใช้เงิน อำเภอ ตำรวจ โรงพยาบาล โรงเรียน เร่งก่อสร้างอะไรต่ออะไร ตึกอาคาร แม้แต่รั้วกำแพง ช่วงนี้ความต้องการอิฐมีสูง ราคาเลยเขยิบขึ้น ให้อิฉันคิดคงคิดนึกไม่ออก อาจล้านล้านก้อนกระมัง เรียงทบกันคงแตะริมขี้เมฆโน่น ประมาณนั้นกระมังกว่าจะเท่าเงินเยียวยาอะไรนั่น เงินกี่หมื่นแสนไม่คุ้มแลกชีวิตตาเฒ่าหรอก อิฉันอยากให้ลากตัวคนผิดมาลงโทษมากกว่า
คำแก้ต่างของหล่อน
เขาเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้องคลอดตามกันมา แม้นไม่ใช่ญาติเชื้อ ทว่าพ่อแม่ของเขาก็คือพ่อแม่หนู หนูสาบานต่อพระธาตุถิ่นแถนหลวงว่าเขาไม่ได้โป้ปดแม้นหนึ่งคำเท็จ เรื่องราวหาได้ซับซ้อนอะไรเลย หนูจะค่อย ๆ ลำดับเรื่องราว ทยอยเล่าออกมา ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่งานที่หนูถนัด รับฟังแล้วปะติดปะต่อเรื่องราว ระดับความยากไม่ถึงกับต่อภาพจิ๊กซอว์
เขาเป็นพี่ชายแสนดี ออกจะดื้อรั้น ค่อนข้างเอาตัวเองเป็นหลักตั้ง ประสาคนมากความสามารถ พ่อแม่แสนภูมิใจในตัวลูกชาย ยิ่งเป็นลูกคนเดียว ร่ำร้องสิ่งใดไม่เหลือบ่ากว่าแรงสู้สรรหามอบให้ ลองตระเวนถามไถ่ละแวกบ้าน ผู้ไม่ทราบเรื่องราวพี่ชายหนูน้อยเต็มที ตำบลเล็กครัวเรือนปลูกสร้างไม่กี่ร้อย เรื่องราวหลากใจย่อมแพร่กระจายดั่งไฟลามทุ่ง อายุสามขวบพี่ชายหนูอ่านศาลาคนเศร้าคล่องแล้ว ห้าหกขวบรื้อวิทยุธานินทร์สำรวจแผงวงจร หลังประกบเข้ากันใหม่ ผู้คนในหมู่บ้านพลอยได้ฟังรายการ ‘เพื่อแผ่นดินไทย’ สลับกับ ‘สถานีเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย’ ครั้นอายุสิบสอง พี่ชายอ้อนวอนบวชลูกแก้ว พ่อแม่ไม่ขัดข้อง ซ้ำสนับสนุนส่งเสริม แหละหนูก็ถือกำเนิดในช่วงเวลาที่พี่ชายบวชเป็นเณรนี่เอง
ห่มผ้าเหลืองพรรษาแรก ศีลธรรมสิกขาบททั้งสิบ พี่ชายศึกษาแหละปฏิบัติเคร่งครัด ถึงค่าวโคลงอุทาหรณ์แหละคำจ่มแผ่กุศลสู่เทวดาฟ้าแถน เขาท่องไม่ตกหล่นผิดเพี้ยน แม้นสมภารอาวาสยังหาจดจำครบถ้วนไม่ ตลอดการถือครองเพศเณรน้อย พี่ชายมานะเล่าเรียนใบธรรมอย่างเจนจบ กระทั่งกฎศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อ เณรพี่ถือเคร่งกว่าพระสงฆ์ด้วยซ้ำ ดึกดื่นไม่ขาดนั่งกรรมฐาน ญาติโยมน้ำตาย้อยหลั่งแซ่ซ้องสาธุ ริมจะชุมนุมขับสมภารพ้นวัด แล้วบวชเณรพี่เป็นสงฆ์ปกครองวิสุงคามสีมาสืบแทน ทว่าขัดข้องตรงพระวินัยปิฎกห้ามไว้ ซึ่งหนูขออนุญาตยกมาพอสังเขปดังนี้
๚ ก็โดยสมัยนั้นแล ตระกูลหนึ่งได้ตายลงเพราะอหิวาตกโรค ตระกูลนั้นเหลืออยู่แต่พ่อกับลูก คนทั้งสองนั้นบวชในสำนักภิกษุแล้วเที่ยวบิณฑบาตด้วยกัน ครั้นเมื่อเขาถวายภิกษาแก่ภิกษุผู้เป็นบิดา สามเณรน้อยก็ได้วิ่งเข้าไปพูดว่า พ่อจ๋า-ขอจงให้แก่หนูบ้าง พ่อจ๋า-ขอจงให้แก่หนูบ้าง ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ สามเณรน้อยรูปนี้ชะรอยเกิดแก่ภิกษุณี ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาครับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เด็กชายมีอายุหย่อนสิบห้าปี ภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวช ต้องอาบัติทุกกฎ ๚
อานิสงส์แห่งศีลธรรมวินัย ต่อให้ไม่สามารถบวชพระสงฆ์ ทว่าเณรพี่ได้รับสิ่งเลอค่ายิ่งกว่า ซึ่งหนูจะยั้งเรื่องราวตรงนี้ เพื่อบอกกล่าวถึงเหตุตัดสินใจบวชเณร อย่างที่ออกตัวแต่ต้น การเรียบเรียงเรื่องราวเป็นงานที่หนูไม่ถนัด ลำดับเหตุการณ์ออกจะวุ่นวายสับสน เรื่องมีอยู่ว่าก่อนหน้าบวชเณรครึ่งปี พี่ชายพากเพียรประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมืออย่างหนึ่ง คือเขาอยากคว้าเดือนดาวเก็บใส่อัลบั้ม คล้ายสะสมแสตมป์ อ้อนวอนพ่อแม่อย่างไรก็ไร้ผล โปรดเข้าใจว่าขณะนั้นพี่ชายเพิ่งอายุสิบเอ็ดสิบสอง ต่อให้เฉลียวฉลาดใช่จะฉลาดในทุกเรื่องไม่ เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถมอบแก่เขา จึงคิดสร้างเครื่องมือจับคว้าเดือนดาวที่แขวนเทห์ฟากฟ้า ปัจจุบันเรื่องราวพี่ชายตอนนี้ยังถูกกล่าวขวัญ หลายคนยกย่องจินตนาการ บางคนชมเชยความบากบั่น บ้างยกย่องจิตใจไม่ยอมแพ้พ่าย แม้นลงเอยด้วยความบ้อท่า พี่ชายกลับถือเป็นบทเรียนล้ำค่า แม้นขณะสนใจสิ่งอื่น ความปรารถนาต่อเดือนดาวไม่เคยลับเลือน ยังฝังในตัวตน รอจนอ่านหนังสือประวัติพระอริยสงฆ์ที่ห้องสมุดโรงเรียน เขาก็ร้องวอนพ่อแม่ ลูกขอบวชเป็นเณรใต้ร่มกาสาวพัสตร์ แน่ล่ะ สาเหตุย่อมมาจากพี่ชายคาดหวังการบวชเรียนเป็นทางลัดครอบครองเดือนดาว ดั่งประวัติด้านกฤดาภินิหารของสงฆ์แต่ละรูป
หวนมาต่อเรื่องราวที่คาค้าง สิ่งเลอค่าซึ่งเณรพี่ได้รับไม่ใช่เดือนดาว ความจริงแล้วด้วยบุญญาบารมีเณรพี่ยามนั้นอย่าว่าแต่เดือนดาวเลย ถึงขุนดอยดวงตะเว็นหรือจักรวาลแผ่ไพศาล เขาสามารถเอื้อมปลิดใส่บาตร ทว่าเมื่อศึกษาใบลานตำรา อันบันทึกจดจารตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่ครั้งพระสุวัณณรังสีรจนาคันถาภรณฎีกา นับแต่ครั้งพระพรหมราชปัญญารจนาคัมภีร์รัตนพิมพวงศ์ ชักจูงเณรพี่คล้อยความสนใจไปอีกสิ่ง เพราะถึงเนื้อความในไตรปิฎกหลายตอนจะกล่าวถึงจักรวาลอย่างแยบยล แต่สารัตถะที่แท้ย่อมพัวพันกับมนุษย์ เณรพี่เช่นเดียวกัน ของเล่นประเภทก้อนอุกกาบาตไร้ชีวิต แข็งทื่อมะลื่ออย่างดาวเดือน ที่ไหนจะกระตุ้นหัวใจสูบฉีดเท่ากับเรื่องชีวิตวิญญาณ จากจุดนี้เอง เณรพี่จึงให้กำเนิดหนูลืมตาสู่โลก ทั้งมอบภาระดูแลแม่แก่หนู เขาห่วงแม่ตัวคนเดียว ส่งหนูมาอยู่กับแม่ เผื่อได้ปรนนิบัติพัดวี พี่ชายอยู่ไกลบ้าน อย่างน้อยพอมีหนูอยู่ใกล้ ค่อยอุ่นใจกว่าทิ้งแม่ลำพัง
แรกพบเจอ แม่ลนลานแตกตื่นน่าดู ทั้งที่หน้าตาหนูงดงามน่าเอ็นดูขนาดนี้ คงต้องรอสักระยะ รอแกเปิดใจรับหนูเป็นลูกเต้า เชื่อว่าคงอีกไม่นาน สุขภาพแม่เจ็บป่วยออดแอด สามวันดีสี่วันไข้ ไว้พี่ชายกลับเมื่อไหร่ หนูจะฟ้องเขาเรื่องแม่ดื้อรั้น ส่วนการสึกจากเณร เรื่องนี้มีคำอธิบายคือเขาบรรลุแล้ว เหตุที่พี่ชายไม่เอ่ยปากบอกใคร เพราะเข้าข่ายอวดโอ่อุตริมนุสธรรม พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้ ข้อสำคัญ บางกิจทดแทนคุณแผ่นดิน การห่มดองผ้าเหลืองย่อมไม่สะดวก ขุนแผนขุนช้างเป็นเพียงนิทานปรัมปรา เล่าขับขานเพื่อความครื้นเครง ตำราลูกกรอกพรายกระซิบก็โกหกทั้งเพ หรือวิธีชุบชีวิตคืนฟื้นก็เลื่อนเปื้อน เลอะเลือนไม่แพ้นิยายแฟรงเกนสไตน์ หากต้องการล้วงรายละเอียด ลองเลียบเคียงถามไถ่พี่ชาย เชื่อว่าอ้อนวิงวอนหนักเข้า ใจเขาคงอ่อนลนกระทั่งเอ่ยปากบอกออกมา สุดท้ายคือหนูเกลียดนักคำนั้น เรียกนางพรายจะเหมาะกับหนูมากกว่า
2
แม่โทรอวยพรวันเกิดช้าไปสองวัน น้ำเสียงแม่เจือความสำนึกผิด การอวยพรวันเกิดลูกล่าช้า สำหรับผู้เป็นแม่คือบาปยากยกอภัย แหละยิ่งไม่อาจผ่อนผันเมื่อมูลเหตุมาจากอาการหลงลืม
สามสิบเจ็ดปีก่อน ฟ้ายังไม่สุกกระจ่างดี แม่ปวดเกร็งท้องดิ้นทุรนทุราย มือไม้พ่อปั่นป่วน หยิบจับทำอะไรสะเปะสะปะ แม่ครวญครางหนักดังขึ้น หากุญแจมอเตอร์ไซค์ พ่อก็หลงลืมว่าแขวนวางตำแหน่งใด ตัดสินใจกระโจนผลุงลงเรือน วิ่งไปเรียกสามล้อในตลาดปั่นมารับแม่ เรื่องสามล้อนี้แม่กับพ่อเห็นต่างกัน แม่บอกเป็นรถลุงชม พ่อคัดง้างเสียงกร้าวแข็ง กูไปเรียกมาเอง มีหรือจะจำผิด น้าจันเปงเป็นคนขี่ หลังคาติดสติกเกอร์สะท้อนแสงแสบตาหราว่า ‘สามล้อก็มีหัวใจ’ ภายหลังตนพยายามตามหา แต่ประสบความล้มเหลว ไร้วี่แววคนขี่สามล้อทั้งสอง อดีตหลายสิบปี หากตามตัวเจอ ใช่ว่าคนขี่จะจดจำเรื่องราวได้ แม้นคิดเห็นต่างกัน แต่พ่อกับแม่เห็นตรงกันเรื่องหนึ่ง นั่นคือการถีบรถอย่างไม่อนาทรร้อนใจ ต่อให้แม่แผดร้องเจ็บปวดบนเบาะ ต่อให้พ่อตะโกนเร่งฝีเท้าตลอดทาง ราวกับมีฉนวนกั้นเสียงพ่อแม่ จนไม่อาจล่วงถึงหูคนขับขี่
สูติบัตรระบุเวลาแหละวันเดือนปีตนถือกำเนิด พร้อมชื่อแพทย์ผู้ทำคลอด ชื่อนายทะเบียนผู้รับจดแจ้ง ตราครุฑที่ประทับ ทำให้ตนมีชื่อ นามสกุล แหละมีตัวตนโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่บุรุษนิรนาม ไม่ใช่ภาพถ่ายจากอัลบั้มความทรงจำ ที่สีสันซีดจางดังภาพคนขับสามล้อ ซึ่งไม่อาจระบุคนใดกันแน่ หรือที่แท้เป็นใครอื่น ซึ่งพ่อแม่ครอบทับร่างกายเดิม ด้วยเรือนร่างนายชมกับนายจันเปง เช่นเดียวกับในห้องทำคลอด ชื่อนายแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตน ขณะที่พยาบาลไร้ชื่อแหละใบหน้า โปร่งแสงราวไม่มีเลือดเนื้ออยู่จริง
“ยังไม่แก่จนหลงลืมย่ะ หมอยังออกปากชมว่าคุณป้าคุมน้ำตาลเก่ง ความดันคงที่ ต่อไปอาจลดยาบางตัว ใช้วิธีควบคุมอาหารแทน”
ตนขันเขไม่สร่าง แม้นวางสายโทรศัพท์นานสองนาน สมองยังครุ่นคะนิงเรื่องเล่าของแม่ แม่นะแม่หลงลืมวันเกิดลูก ทีการกินหยูกยา ไม่ยักลืมประโยคท่องจำเบ็ดเสร็จ ราวนกแก้วนกขุนทองก็ไม่ปาน ต่อให้สิบปียี่สิบปีจากนี้ แม่คงไม่ปรับใจความกลายเป็นอื่น
โทรศัพท์ครั้งต่อไป ตนตั้งใจบันทึกคำพูดเหล่านี้ในเมมโมรีเครื่อง เมื่อนำมาเรียงลำดับตามวันที่ ตนอาจได้แถบเสียงประวัติศาสตร์ สะท้อนปรากฏการณ์อุบัติซ้ำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางทีอาจเปิดให้แม่ฟัง แม่จะได้ร่วมขันเขพร้อมกับตน จริงสินะ ตนลืมบอกแม่ว่าลูกเช่นกัน หลงลืมวันเกิดตัวเอง ทว่าดีแล้วไม่ได้พูดไป หาไม่ แม่คงร่ำรินน้ำตา เพราะแม้แต่ลูกชายยังจดจำวันแม่ทุกข์ทรมานไม่ได้ เพราะงานแท้เทียว ครองพื้นที่สมองส่วนจดจำรำลึก สองสามวันที่ผ่านมา ตนมัวเครียดเคร่งภาระงานที่เวนรับ
เสร็จงานนี้ ตนตั้งใจกลับบ้านไปกราบตักแม่ สำหรับพ่อนั้น ความรู้สึกตนต่างไป/ความรู้สึกผมต่างไป แม่คือกองไฟมอบความอบอุ่น ซึ่งผมสัมผัสความระอุนั้นได้ ส่วนพ่อเปรียบควัน สามารถรับรู้แต่ไม่อาจจับต้อง การตายของพ่อเสมือนพายุ กระหน่ำพัดหมอกควันจนสลายมวลสาร พ่อหาแตกต่างคนขี่สามล้อผู้นำแม่ส่งโรงพยาบาลไม่ ทั้งมิได้ต่างจากนางพยาบาลห้องคลอด พ่อจบชีวิตบนผืนดินแปลกหน้า หยุดหายใจบนแผ่นดินที่พ่อไม่เคยรู้จัก ช่างเป็นความตายที่ปริบาง พ่อรู้หรือไม่ว่าทรยศประเทศชาติ ทรยศบรรพบุรุษผู้ปกบ้านป้องเมือง ผู้จรรโลงชาติให้ยั่งยืนสถาพรสืบมาทุกวันนี้ แล้วก่อนสิ้นใจเล่า พ่อรู้ตัวไหมว่าถูกเขาชักจูงมาตกตาย ผมเหลือเพียงแม่ผู้เจ็บป่วยซึ่งฝังผีฝากไข้กับน้องสาว ผมต้องเร่งสะสางงานให้สำเร็จ ไม่อยากทอดเวลากลับบ้านยืดเยื้อกว่านี้
“น้ำตาลขึ้นเท่าไหร่ แม่ลืมกินยาไหม”
โอ! อรชุณเอ๋ย เมื่อใดก็ตามธรรมะหย่อนยาน แหละความอยุติธรรมบังเกิดขึ้นแล้ว เราจักส่งตัวเองมาเพื่อพิทักษ์คนดีแหละนำคนชั่วไปทำลายเสีย เพื่อสถาปนาธรรมะให้มั่นคง เราจุติลงมาเกิดยุคแล้วยุคเล่า เกิดมาเพื่อทำลายผู้ทำลายล้าง
ในขณะนั้นมีผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นจำนวนมาก กองกำลังรักษาพระนครได้พิจารณาเห็นว่า หากการชุมนุมในจุดดังกล่าวดำเนินต่อไปจนถึงเวลาค่ำ เหตุรุนแรงก็คงจะเกิดขึ้นอีกเหมือนกับที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมาแล้ว (17 พฤษภาคม ค.ศ. 1992) จึงจำเป็นต้องสลายการชุมนุม
รัฐบาลขอแจ้งประชาชนทราบว่าปฏิบัติการแต่เช้าวันนี้ รัฐบาลกำลังปฏิบัติการกระชับพื้นที่เพิ่มเติม แหละจะมีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเข้าไปในพื้นที่ แหละขอให้มั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล
จากมุมสูง ผมเห็นกระสุนเจาะเข้าขมับอย่างถนัดถนี่ ร่างนั้นล้มแบบแน่นิ่งกับพื้น ผมสั่งให้ยิงซ้ำอีกชุด
“แม่ลืมวันเกิดเจ้าไป ขอโทษเน้อลูกเน้อ ขอให้เจ้ามีความสุขหลาย ปีหน้าปีในให้ได้ขึ้นนายพลนายพันกับเขา”
“เจริญพร... โยมพ่อ”
- รวมเรื่องสั้น เขต Like กระสุนจริง, สำนักพิมพ์บุราคุมิน (ค.ศ. 2014)
- แด่ ผู้ร่วมชุมนุมเสื้อแดงที่ถูกสังหารกลางเมืองหลวง

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น