หัตถ์พระเจ้า
พี่เล็กกินยารักษาลมชัก ถ้าปิติรู้แต่แรก คงไม่ขับไสแกพ้นทีมฟุตบอล ปิติรู้ความจริงสัปดาห์ถัดมาหลังเกิดเหตุการณ์ พี่เล็กคอตก หิ้วรองเท้าผ้าใบใส่ตะแกรงหน้าจักรยานซึ่งจอดพิงเสาประตูฟุตบอล ปิติจำไม่ได้ว่าพี่เล็กจูงรถจากไปทันที หรือแกนั่งควบอานไม่ยอมไปไหน เอาแต่จ้องมายังพวกเขา
ปิติซื้อตำราฟุตบอลจากแผงเยื้องประตูโรงเรียน ตำราที่ว่าเป็นหนังสือกะทัดรัด หนาประมาณเก้าสิบหน้า ราคาเจ็ดบาท ปกเป็นรูปวาดผู้รักษาประตูเหินทะยาน หมายปัดลูกบอลซึ่งลอยสูงเกินเอื้อม คนเขียนใช้นามปากกา ‘นายฟุตบอลล์’ บอลในภาษาอังกฤษสะกดด้วยแอลสองตัว นอกจากนามปากกาผู้เขียนตำราที่ปิติใช้เป็นคู่มือฝึกซ้อม เขาไม่พบคำว่าฟุตบอลล์จากหนังสือเล่มใดอีก ความรู้สึกของปิติ การมี ‘ล์’ ห้อยท้าย เป็นการถ่ายคำจากภาษาแม่ที่สมบูรณ์ยิ่ง
ขณะนั้น ปิติเรียนมัธยมปีที่สาม นอกจากเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน เขายังตั้งทีมตัวเอง ปิติชักชวนเพื่อนฝูงที่ถูกอัธยาศัย แหละหลงใหลกีฬาประเภทนี้รวมตัวกัน ด้วยฐานะตัวตั้งตัวตี ปิติจึงรับหน้าที่หัวหน้าทีมโดยปริยาย ซึ่งรวมถึงตำแหน่งผู้จัดการแหละผู้ฝึกสอน ที่ในเวลาต่อมา นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนภาคฤดูร้อนของจังหวัด จะกลายเป็นการแข่งขันหนสุดท้ายของปิติ เมื่อพี่เล็กซึ่งลงสนามให้ทีมคู่แข่งโถมตัวแย่งลูกบอล เป็นผลให้เอ็นเข่าซ้ายของปิติฉีกขาดในบัดดล
ปิติสนใจกีฬาฟุตบอลเพราะ ดีเอโก้ มาราโดนา นักเตะอวบเตี้ย ทว่าด้วยท่อนขาป้อมสั้นคู่นั้น กลับเอาเถิดเอาล่อเหล่ากองหลังร่างยักษ์เสียท่า ปิติวัยสิบขวบซ้อนมอเตอร์ไซค์ เกาะเอวพี่อู๊ดไปชมฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศยังโรงภาพยนตร์แสนเมือง เขาไม่แน่ใจภาพบนจอหนัง เป็นการถ่ายทอดสดจากเม็กซิโก หรือเพียงเทปที่นำมาฉายย้อน ถึงอย่างไร เขาก็ต้องมนต์ฝีเท้ามาราโดนาเข้าแล้ว
บนรถตู้ ปิตินั่งเบาะขวาสุดแถวที่สี่นับจากคนขับ แขนขาแม้นไม่ถูกพันธนาการ กลับยิ่งทำเขาพรั่นหวาด ท่าทีเสมือนเป็นมิตรของคนพวกนั้น ทำเขาไม่อาจหยั่งชะตากรรมที่จะบังเกิดในอนาคตแกล่ใกล้ ปิติแนบใบหน้ากับกระจก มองยวดยานแล่นคับคั่งอย่างเลื่อนลอย กระจกรถติดฟิล์มหนาทึบ กันคนภายในพ้นสายตาสอดส่องจากด้านนอก หากมือเท้าเขาถูกรัดจนไม่อาจขยับเขยื้อน แหละคลุมศีรษะด้วยถุงผ้าจนมิดชิด บางทีจะช่วยปิติรำงับอาการวิตกกลัว พันธนาการนำมาซึ่งการยอมรับชะตากรรม (การยอมรับต่างจากสยบจำนน) ต่อให้รถตู้นำปิติไปยังปลายทางเลวร้าย เขาจะก้าวลงรถโดยไม่อิดเอื้อนลังเลแม้แต่น้อย ทว่าบนราวสถานะไม่กระจ่างชัด มิใช่นักโทษแต่กลับสูญอิสรภาพ กร่อนความเข้มแข็งปิติ เขาต้องงำอาการอ่อนแอ ด้วยการเสมองรถราแล่นขวักไขว่เบื้องนอก
กลางเดือนเมษายน ปิติเชิญพี่อู๊ดมาช่วยเพิ่มพูนทักษะฟุตบอลแก่เพื่อนร่วมทีม ก่อนหน้านั้นไม่นาน ปิติชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลนักเรียนสี่เหล่าทัพทางโทรทัศน์ เขาคุ้นเคยท่วงท่าสัมผัสบอลของนักเตะหมายเลข 15 ทีมโรงเรียนนายเรือ คลับคล้ายคลับคลาเป็นคนรู้จัก เมื่อพี่อู๊ดกลับมาเยี่ยมบ้าน (พี่อู๊ดเป็นญาติห่าง ๆ ของปิติ) เขาทักถามเจ้าตัว จึงทราบว่านักเตะคนดังกล่าวคือพี่อู๊ด
หมู่เพื่อนดูกระตือรือร้นเมื่อปิติแนะนำพี่อู๊ดให้รู้จัก การฝึกซ้อมคราวนั้นออกจะแข็งขัน กระทั่งปิติยังรู้สึกว่าล้นเกินด้วยซ้ำ มองย้อนไป ปิติไม่แน่ใจว่าเขาเกิดปากเสียงกับพี่เล็กก่อนหรือหลังการปรากฏกายบนสนามของพี่อู๊ด แต่ไม่ใช่ระหว่างที่พี่อู๊ดช่วยเขาฝึกสอนเป็นแน่ ปิติค่อนข้างมั่นใจ เพราะช่วงสามสี่วันนั้น เมื่อแบ่งนักฟุตบอลเป็นสองฝั่งเพื่อประลองฝีเท้ารวมถึงพี่อู๊ด จะได้ฝ่ายละเก้าคนพอดี ย่อมหมายถึงห้วงยามดังกล่าวมีคนหนึ่งขาดซ้อม พี่เล็กเข้าโรงพยาบาลทุกเดือน สำหรับคนอื่นเท่าที่ปิติพยายามรำลึก ไม่มีเหตุหรือธุระปะปังให้งดฝึกซ้อม
ปิติรู้จักพี่เล็กขณะเรียนชั้นประถม พี่เล็กแก่วัยกว่าสองปีแต่ร่ำเรียนร่วมกับเขา รูปร่างพี่เล็กสูงใหญ่ สีผิวเรือนกายเข้มข้น ปิติย้ายโรงเรียนระหว่างเทอม ไม่สนิทชิดเชื้อผู้ใด ครูเลือกที่นั่งให้เขา เป็นเก้าอี้ที่ยังว่าง บังเอิญคนนั่งข้างคือพี่เล็ก หรืออีกความหมายหนึ่ง ไม่มีนักเรียนคนใดยอมนั่งใกล้พี่เล็ก นอกจากเขา เด็กใหม่แสนสงบเสงี่ยมแหละไม่มีทางโต้แย้ง
ตามสายตาผู้คน ภาพลักษณ์ปิติเป็นหนุ่มสุภาพ หัวอ่อน เรียบง่าย ปิติไม่ใช่คนช่างพูด ค่อนข้างเก็บตัว สงวนความรู้สึก ไม่ใคร่เผยอารมณ์สู่ที่แจ้ง มักยิ้มพร้อมเออออตามเรื่องตามราวยามถูกถามความคิดเห็น ปิติทะเลาะกับพี่เล็กด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอาเข้าจริง เขาอาจเป็นฝ่ายผิดด้วยซ้ำ เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังลูกบอลกลิ้งตกรางระบายน้ำ ถ้าหากสองสามวันก่อน ฝาปิดรางไม่ถูกงัดขึ้นมา การทะเลาะเบาะแว้งคงไม่เกิด เพื่อจะเบ่งพอง แหละระเบิดตัวในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนภาคฤดูร้อน
ไม่มีใครคิดว่าชายหนุ่มท่าทางสุภาพเยี่ยงปิติกล้ากระทำสิ่งอุกอาจ ประกาศตัวต่อต้านเผด็จการทหาร ตอนโดนคร่ากุม ปิติอ่านหนังสือในห้องทำงาน รอคนไข้เข้ารับยาหลังพบแพทย์ภาคบ่าย พวกเขามากันสองคน สวมชุดซาฟารี ปิติเงยหน้าจากหนังสือ
“ทราบใช่ไหมครับว่าผมมาทำไม” คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าเอ่ยถาม ปิติรู้สึกน้ำเสียงนั้นจงใจแสดงความเป็นกันเองจนเขาหงุดหงิด
“ขอเวลาผมเตรียมตัวครู่เดียว ไม่นานนัก” พูดจบ ปิติหยิบรูปถ่ายปุ้มคั่นหนังสือหน้าที่อ่านค้าง
“ไม่เอาอะไรไปด้วยหรือครับ” ปิติเดินตัวเปล่าออกห้อง เขาฝากกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์มือถือกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ถือติดมือแม้นหนังสือหรือบุหรี่ วูบใจหนึ่ง ปิติปรารถนากลับไปดึงรูปปุ้มจากหนังสือไว้พกติดตัว ทว่าหักห้ามใจ ก้าวขึ้นรถตู้ซึ่งเปิดประตูรอรับ ปิติเลือกที่นั่งขวาสุดแถวที่สี่นับจากคนขับ เขาอยากมองรถรายามแนบใบหน้ากับกระจกมากกว่าดูตึกอาคารแหละผู้คนสัญจรบนทางเท้า
เมื่อครูเลือกที่นั่งให้ ปิติถือกระเป๋านักเรียนเดินตรงไป พี่เล็กขยับเก้าอี้ให้เขานั่งถนัด ปิติเอ่ยขอบคุณ พี่เล็กเล่าให้ฟังว่าแกนั่งตรงนั้นสองปีแล้ว แหละเก้าอี้ตัวที่ปิติจับจองก็ร้างเจ้าของสองปีดุจกัน
ก่อนขึ้นรถตู้ ปิติสังเกตว่ารถคันนี้ไม่ติดป้ายทะเบียน ระหว่างโดยสารอย่างมืดบอดจุดหมายปลายทาง หลายสิ่งประดังในห้วงคิด กันปิติจากบทสนทนา คนเป็นหัวหน้าเห็นปิติเงียบขรึมจึงเลิกชวนพูดคุย หันไปวิสาสะกับคนขับรถ ปิติกังวลคนไข้ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งลาป่วยกะทันหัน คนที่เหลือจะเข็นเรี่ยวแรงรับมืออย่างไรไหว กับภาระหนักที่แบกเทินแทน เมื่อเขาถูกพรากมาก่อนการงานเสร็จสิ้น
ปุ้มหัวเราะ คราวปิติกล่าวเล่าแผนการให้ฟัง อันที่จริง ปิติลืมไปว่าเขาหาได้บอกเล่าเนื้อหาใดไม่ นอกจากประโยคเบาลอย ประมาณว่าเขาคงหายหน้าพักใหญ่ ขอเธออย่าวิตก ยินถ้อยคำเลือนลางราวปริศนา ปุ้มคาดคั้นเขาให้เปิดเผยทว่าไร้ผล กังวานหัวเราะของปุ้มสละสลวยราวสายลมเคาะกระดิ่งเงิน หลอมหัวใจปิติอ่อนเหลว ปิติยินดีรับผลกระเทือนเพียงลำพัง แต่ไม่ยอมหากคลื่นเหตุการณ์สาดกระทบบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างคนชิดใกล้โดนคุกคามเพื่อเป็นเครื่องมือกดดัน เป็นอุทาหรณ์เตือนปิติระมัดระวัง ปิติคะเนว่าเมื่อรถตู้จอดเทียบแหล่งที่หมาย เขาไม่พ้นถูกค้นตัว ตราบรูปถ่ายปุ้มสอดในหนังสือ เธอย่อมปลอดภัย
ปิติยักเงินอาหารกลางวันวันละบาท วอนคนขายเก็บตำราฟุตบอลไว้จนกว่าออมเงินครบ แปะเล้งเหลือบมองหน้าปก มีคนฝากขายนานแล้ว ไม่มีใครใส่ใจ หนังสือโชว์หน้าร้านเล่มเดียว หลายสิบเล่มนอนสงบเสงี่ยมในโกดังด้านหลัง ปิติคือลูกค้าประจำ ทุกสัปดาห์จะกำเหรียญบาทมาซื้อนิตยสารสตาร์ซอคเกอร์กับฟุตบอลสยาม แปะเล้งปลดหนังสือจากราว เก็บใส่ลิ้นชัก บอกปิติว่าบัดนี้หนังสือตกเป็นเชลยของอั๊วแล้ว รอลื้อเอาเงินมาไถ่ มื้อกลางวัน ปิติไม่ยอมเข้าโรงอาหาร หลบไปนั่งแปลงเกษตรท้ายโรงเรียน เขาซื้อถั่วลิสงคั่วจ้ำข้าวเหนียวกิน แปะเล้งแถมนิตยสารฟุตบอลสยามฉบับใหม่ล่าสุดแก่ปิติ เมื่อเขายื่นเงินเจ็ดบาทถ้วนถึงมือ
พี่เล็กชี้ชวนปิติสังเกตชื่อคนเขียน แกว่าไม่เคยพบ ‘ล์’ ห้อยท้ายคำว่าฟุตบอลมาก่อน ปิติเห็นคล้อย นับจากวันนั้น เขาพยายามหาคำว่าฟุตบอลล์จากหนังสือแหละสื่อนานาทว่าเปล่าประโยชน์ บทแรกของตำราฟุตบอลแจกแจงตำแหน่งนักเตะกับแบบแผนการเล่น หัวใจปิติไหวรัวปานเจอะกรุสมบัติ ปิติสมัยอดีตไม่ต่างจากคราวเติบใหญ่ เขาพูดน้อย เก็บอารมณ์ ค่อนข้างว่านอนสอนง่าย เป็นที่เอ็นดูของครู แต่บนสนามฟุตบอล ปิติเปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ เขาพร่ำพูด สลับตะเบ็งเสียงปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีม
รอบสนามฟุตบอลเป็นรางระบายน้ำ กลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งลอยเป็นระยะ ปิติช่วยเอ๊ดยกฝาคอนกรีตขึ้น เอ๊ดทำกุญแจมอเตอร์ไซค์หล่นลงไป น้ำในรางสีดำข้นคลั่ก ไม่มีใครกล้าลุยตะกอนของเสียเน่าเขละ เอ๊ดงดซ้อมฟุตบอล จูงรถตามหาร้านปั๊มลูกกุญแจ ไม่กี่วันต่อมา ลูกบอลวิ่งหลุน ๆ กลิ้งตกรางระบายน้ำที่ไร้ฝาปิดกั้น ปิติสั่งพี่เล็กงมลูกบอลขึ้นมา ด้วยแกเป็นคนสุดท้ายที่สัมผัสมัน
รถตู้ดับเครื่องกะทันหัน ปิติขันฉิวตัวเอง อันตรายระบายลมหายใจรดต้นคอ ยังมีหน้าเหม่อลอย ปิติแนบสายตากับกระจกเห็นเพียงความอนธการ ครู่หนึ่ง สรรพสิ่งรายรอบจึงทยอยปรากฏให้เห็นว่าถูกพามาป่ารกชัฏ ปิติกินยารักษาลมชัก จนชั้นหลังอาการกระเตื้องจึงเลิกร้าง ปิตินอนเพ้อละเมอคืนเว้นคืน จนพ่อแม่นำเขาไปโรงพยาบาล หากทราบว่าพี่เล็กกินยาเดียวกัน บางทีเขาคงไม่ขับไสแกพ้นทีม ปิติเห็นตัวเองขดกายในร่างของพี่เล็ก
“เอาเข้าจริง การสอนของพี่อู๊ดใช่แตกต่างตำราฟุตบอลไม่ ทั้งเรื่องการยิงประตู ต่อบอล ตั้งรับ ในตอนนั้น ผมตกใจมาก มิว่าหนังสือหรือพี่อู๊ดล้วนกล่าวสิ่งเดียวกัน ถ้าทั้งหมดเป็นเรื่องปกติ เช่นนั้นแล้ว ทีมคู่แข่งย่อมยึดถือเป็นแนวทางเสมือนกัน” ปิติเอ่ย คนที่เป็นหัวหน้าฉงนใจ สักพักก็สำนองท่าทีใส่ใจฟัง เมื่อเห็นว่าอาจทำให้งานง่ายขึ้น
“คุณรู้ไหม ครั้งหนึ่ง ดีเอโก้ มาราโดนา ใช้มือชกลูกบอลเข้าไป เขาขนานนามประตูนี้ว่ากำเนิดจากหัตถ์พระเจ้า”
หนึ่งสัปดาห์หลังพี่เล็กหันหลังให้ทีม ปิติไปหาแกถึงบ้านแต่ไม่พบ แม่พี่เล็กบอกว่าแกมีนัดรับยายังโรงพยาบาล นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนภาคฤดูร้อนประจำจังหวัดปีนั้น กลายเป็นการแข่งขันหนสุดท้ายของปิติ เสียงตะโกนเตือนก้องขึ้น แต่จะเขาไม่หลบ แม้นหมายถึงการสละขาข้างหนึ่งข้างใด บรรณาการแด่ความพิกลพิการก็ตาม
“เวลาเท่าไหร่กัน” ปิติไม่มีนาฬิกา เขาถามชายในชุดซาฟารี พอได้รับคำตอบ ปิตินึกถึงปุ้ม ป่านนี้เธอจะทราบหรือยังว่าเขาสิ้นอิสรภาพแล้ว
- รวมเรื่องสั้น สปช. , สำนักพิมพ์ตำหนัก

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น