ทฤษฎีระบบนิเวศน์พื้นฐานในแดนหิมพานต์
ตามทฤษฎี ห่วงโซ่อาหารภายในแดนหิมพานต์คือตัวควบคุมวงจรระบบนิเวศน์โดยรวมไม่ให้เกิดการแผ่ขยายเกินขอบเขต โดยเริ่มจากกลุ่มไม้ผลประจำถิ่นชนิดปกติที่ออกผลสีทองขนาดใหญ่เท่าหม้อและมีรสชาติหวานที่หาสิ่งใดมาทดแทนไม่ได้ เมื่อได้กินสักครั้งจะเกิดอาการเสพย์ติดรสชาติจนไม่อยากกินสิ่งอื่นอีกตลอดชีวิต หากขาดผลไม้ทองคำสัตว์เหล่านี้จะอดอาหารจนตาย
ผลไม้ทองเหล่านี้จะทำหน้าที่ดึงดูดบรรดาสัตว์กินพืชที่เสพย์ติดรสให้อยู่ในพื้นที่จำกัดไม่ออกไปหากินนอกพื้นที่ป่าผลไม้ทองและเมื่อพวกสัตว์กินพืชมีถิ่นที่อยู่ชัดเจนและไม่คิดอพยพย้ายหนีไปไหนแน่แล้ว บรรดาสัตว์กินเนื้อก็จะวนเวียนหาอาหารทับซ้อนอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน เพราะมีเหยื่อให้ล่าตลอดเวลาไม่จำเป็นต้องขวนขวายย้ายที่ล่าเหยื่อไปเรื่อย ขอบเขตการล่าจึงชัดเจนเช่นกัน
ตราบใดที่ป่าผลไม้สีทองนานาชนิดยังมีกระจายอยู่เป็นวงกว้างทั่วแดนหิมพานต์ ก็ไม่ต้องกังวลว่าพวกสัตว์ป่าและสัตว์หิมพานต์จะอพยพเข้ามาหากินในแดนมนุษย์แบบถาวร เพราะธรรมชาติในแดนมนุษย์มีอาหารไม่อุดมสมบูรณ์เท่าในแดนหิมพานต์เลย
ที่สำคัญ พวกต้นไม้ผลทองนั้นเติบโตได้ยากมากในแดนมนุษย์ จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างดีมากๆ ชนิดต้นต่อต้นเท่านั้นจึงจะสามารถออกผลที่มีคุณภาพระดับเดียวกับในแดนหิมพานต์ได้ เรื่องที่ไม้ผลทองจะแพร่พันธุ์ได้เองในธรรมชาติของแดนมนุษย์จนดึงดูดให้พวกสัตว์หิมพานต์อพยพตามมากินนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย
รูปแบบห่วงโซ่อาหารที่ควบคุมระบบนิเวศน์ในแดเหิมพานต์ จึงมีลักษณะของการควบคุมจำนวนประชากรกันเองดังนี้ คือ
พวกสัตว์กินพืชคอยกินผลไม้ทองคำไม่ให้มีจำนวนมากจนเกินไป ป่าผลไม้ทองคำจึงถูกจำกัดอาณาเขตไม่สามารถเจริญเติบโตแผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ได้
พวกสัตว์กินเนื้อคอยกินสัตว์กินพืชไม่ให้มีจำนวนมากจนเกินไป สัตว์กินพืชจึงไม่สามารถกินผลไม้ทองคำจนหมดได้ ทำให้เมล็ดของพวกมันบางส่วนยังสามารถเติบโตขึ้นเป็นต้นใหม่มาทดแทนต้นเก่าที่ล้มตายได้บ้าง
เมื่อสัตว์กินพืชและสัตว์กินเนื้อตายในป่า ซากของพวกมันก็จะกลายเป็นสารอาหารให้ต้นไม้ผลทองคำอีกทีหนึ่ง
ระบบนิเวศน์ของแดนหิมพานต์จึงมีความสมดุลย์ในตัวเองมากเพียงพออยู่แล้ว

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น