เรื่องวันฝนตกหนัก

เรื่องวันฝนตกหนัก

เช้าวันฝนตั้งเค้าแต่ไกล เมฆสีเทาเข้มก่อตัวตั้งแต่รุ่งสาง แดดเช้าที่เคยส่องลอดหน้าต่างห้องนอนหายไป เหลือเพียงความหม่นหมองที่ทำให้ผมไม่อยากลุกจากเตียง แต่เสียงฟ้าร้องครืนเบา ๆ ที่ดังมาเป็นระยะ ก็เตือนว่าถึงยังไงวันนี้ผมคงเลี่ยงฝนไม่ได้ กาแฟแก้วแรกถูกชงขึ้นด้วยอารมณ์ครึ่งหลับครึ่งตื่น กลิ่นหอมคละคลุ้งในห้องเล็ก ๆ พร้อมกับเสียงหยดฝนที่เริ่มเคาะเบา ๆ ลงบนหลังคาสังกะสีด้านหลังบ้าน ผมมองออกไปยังลานกว้างที่เริ่มมีรอยเปื้อนคล้ำจากหยดน้ำ ก่อนจะรู้สึกเหมือนโลกกำลังจะถูกล้างใหม่ทั้งหมด ไม่กี่นาทีต่อมา ฟ้าราวกับถูกเปิดก๊อกน้ำขนาดยักษ์ สายฝนตกลงมาอย่างไม่ปรานี ถนนทั้งสายกลายเป็นผืนเงาที่สะท้อนภาพตึก บ้าน และต้นไม้ไหวระริก เสียงฝนตกหนักมีพลังมหาศาล มันกลบทุกเสียงรบกวน ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องยนต์ เสียงโทรศัพท์ หรือเสียงผู้คน แม้แต่ในหัวใจของผมเอง ความฟุ้งซ่านที่เคยวนเวียนอยู่ตลอดก็เหมือนถูกทำให้เงียบลงชั่วคราว เหลือเพียงเสียงเดียวคือเสียงฝน ผมมักจะคิดเสมอว่าฝนไม่เคยถามใครว่าจะตกหรือไม่ มันเพียงแค่ มา ตามเวลาของมัน แล้วจากไป ทิ้งความเปียกชุ่มไว้ให้คนที่เผลอเดินผ่าน ผมเดินออกไปที่ป้ายรถเมล์ เห็นผู้คนยืนเบียดกันใต้กันสาดเล็ก ๆ บ้างก็ถือร่ม บ้างก็ไม่มี หลายคนถอนหายใจด้วยความรำคาญ หลายคนหยิบโทรศัพท์ออกมาเช็กเวลาอย่างใจร้อน แต่ก็มีบางคนยิ้มออกมา เหมือนฝนวันนี้ช่วยหยุดความวุ่นวายที่พวกเขาอยากพักมานาน เด็กนักเรียนคู่หนึ่งหัวเราะคิกคักขณะยื่นมือออกไปรับหยดฝน ราวกับนี่คือของเล่นที่ธรรมชาติมอบให้ฟรี ๆ ชายชราข้าง ๆ ผมพูดขึ้นว่า ฝนตกหนักแบบนี้สมัยก่อนก็มีนะ แต่เดี๋ยวนี้มันตกบ่อยขึ้นกว่าเดิมเยอะ ผมยิ้มตอบโดยไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ดีว่านั่นคือคำบ่นที่เต็มไปด้วยความจริง เมื่อรถเมล์แล่นออกจากป้าย ถนนที่เคยคุ้นเคยกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป น้ำขังจนดูเหมือนลำคลองเล็ก ๆ หลายคันแล่นช้าลง บางคันดับคากลางน้ำ เด็ก ๆ เล่นน้ำริมฟุตบาทเหมือนกำลังมีงานเทศกาลเฉพาะกิจ ฝนทำให้ผมเห็นเมืองที่ผมอยู่ในมุมใหม่ เมืองที่ดูดิบเถื่อนกว่าปกติ เมืองที่โครงสร้างไม่เคยถูกสร้างมาเพื่อต้านทานฝน แต่ในความยุ่งเหยิงนั้นก็มีเสน่ห์บางอย่าง เสน่ห์ของความไม่แน่นอน ฝนทำให้เวลายืดออก ทุกการเดินทางช้าลง ทุกก้าวเดินต้องระวังมากขึ้นเพราะพื้นลื่นเหมือนกับโลกกำลังทดสอบความอดทนของเรา ในความล่าช้านั้นเอง ผมกลับพบความสงบแบบที่ไม่เคยได้เจอในวันที่ฟ้าใส รถติดกว่าปกติ แต่ไม่มีใครบีบแตรใส่กัน ทุกคนเหมือนจะยอมจำนนต่อฝน เหมือนยอมรับว่ามีสิ่งที่ใหญ่กว่ามนุษย์กำลังควบคุมจังหวะชีวิตอยู่ เสียงฝนทำให้ผมย้อนนึกถึงวัยเด็ก บ้านไม้หลังเก่าที่ผมเคยนั่งดูฝนสาดผ่านหน้าต่าง แม่มักจะเอากะละมังมาวางรองน้ำรั่วตรงเพดาน และผมก็มักจะชอบนอนฟังเสียงหยดน้ำ ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง จนหลับไป ฝนในวันนั้นคือเพื่อนสนิท ฝนที่ทำให้การอยู่บ้านกลายเป็นความสุขง่าย ๆ แต่เมื่อโตขึ้น ฝนกลับกลายเป็นอุปสรรค กลายเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนบ่นว่าเปียก ลำบาก หรือเสียเวลา ผมไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วฝนเปลี่ยนไป หรือว่าแค่ผมโตขึ้นจนมองมันไม่เหมือนเดิม ผมนั่งอยู่บนรถเมล์ที่ยังติดอยู่กลางถนน ฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด กลางเสียงฝน ผมได้ยินเสียงความคิดตัวเองดังชัดกว่าปกติ ถ้าวันนี้ไม่ต้องไปทำงานถ้าวันนี้แค่ได้นั่งฟังฝนตกทั้งวันมันก็คงจะดีเหมือนกัน บางทีฝนตกหนักก็เป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดในการพัก เพราะเราไม่ต้องให้เหตุผลอะไรนอกจากคำว่า ฝนตก เมื่อฝนเริ่มซาลง เมืองก็เหมือนถูกชะล้างจนสะอาดขึ้น ใบไม้เปียกชุ่มเป็นประกาย ถนนสะท้อนแสงไฟเหมือนแผ่นฟิล์มเงางาม อากาศเย็นลงจนหายใจได้เต็มปอด ผมเดินกลับบ้านด้วยรองเท้าที่เปียกชุ่ม แต่กลับไม่รู้สึกหงุดหงิดอย่างที่เคยเป็น ฝนทำให้ทุกอย่างเรียบง่ายขึ้นจริง ๆ ตกดึก เสียงฝนยังไม่หยุดสนิท มันยังคงซัดสาดบนหลังคาและกระจกหน้าต่าง ผมนอนฟังอย่างเงียบ ๆ รู้สึกว่าหัวใจผ่อนคลายอย่างประหลาด ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงเร่งรีบและความวุ่นวาย การได้ยินเพียงเสียงเดียว คือเสียงฝน อาจเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับ ความสงบที่สุดแล้วก็ได้ วันฝนตกหนัก ไม่ได้เป็นเพียงวันที่เปียกชื้นและลำบาก หากแต่มันคือกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นความจริงบางอย่างในชีวิต ความจริงที่ว่าทุกสิ่งไม่อาจอยู่ในการควบคุมของเราเสมอไป ความจริงที่ว่าบางครั้งการช้าลงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และความจริงที่ว่าเสียงฝนที่ตกหนัก อาจเป็นเสียงที่ทำให้หัวใจเราเบาลงที่สุดมีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับฝนเสมอ คือ กลิ่น กลิ่นดินเปียก กลิ่นหญ้าที่เพิ่งถูกชะด้วยน้ำฝนใหม่ ๆ และกลิ่นคละคลุ้งของความชื้นที่ลอยเข้ามาในบ้านโดยไม่ต้องเชื้อเชิญ ผมสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปยังทุ่งนาสมัยเด็ก ๆ ที่เคยวิ่งเล่นตากฝนกับเพื่อน ๆ กลิ่นนั้นเหมือนประตูวิเศษที่เปิดพาผมย้อนเวลา มันไม่ใช่แค่กลิ่นของดินหรือหญ้า แต่มันคือกลิ่นของ ความทรงจำ หลายคนบอกว่า ฝนตกหนักทำให้นอนไม่หลับ แต่สำหรับผมกลับตรงกันข้าม เสียงฝนราวกับกล่อมให้นิ่งลง มันเป็นจังหวะที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่สม่ำเสมอพอที่จะทำให้หัวใจสงบ ผมเคยอ่านเจอว่า นักดนตรีบางคนถึงขั้นแต่งเพลงโดยอิงจากจังหวะฝนตก ฟังแล้วเข้าใจทันที เพราะเสียงนั้นไม่ได้เป็นแค่ เสียงรบกวนแต่มันคือเสียงธรรมชาติที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับชีวิต บางคืนที่ฝนตกหนัก ผมมักจะวางโทรศัพท์ลง ปิดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วนอนฟังเสียงฝน เหมือนได้คุยกับตัวเองเงียบ ๆ โดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ ฝนวันนั้นทำให้ผมคิดถึงร่มคันหนึ่ง มันเป็นร่มสีฟ้าอ่อนที่แม่ซื้อให้ตอนผมเรียนมัธยม วันหนึ่งผมลืมไว้บนรถเมล์ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้มันคืนมาอีกเลย เรื่องเล็ก ๆ อย่างการทำร่มหาย กลับทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่นาน เพราะมันคือสิ่งที่แม่เลือกให้ด้วยความห่วงใย หลายครั้งที่ฝนตก ผมก็มักจะนึกถึงร่มคันนั้น มันเหมือนสัญลักษณ์ของความอบอุ่นที่สูญหายไป และบางทีฝนที่ตกหนักก็เหมือนเตือนให้เราไม่ลืมว่า สิ่งเล็กน้อยที่หายไปอาจมีความหมายมากกว่าที่คิด ผมเคยตกหลุมรักใครบางคนในวันฝนตก ตอนนั้นเราเดินด้วยกันโดยไม่มีร่มทั้งคู่ สุดท้ายต้องวิ่งตากฝนหัวเราะไปด้วยกัน แม้เสื้อผ้าจะเปียกชุ่มแต่หัวใจก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น ฝนไม่เพียงทำให้ทุกอย่างเชื่องช้าลง แต่มันยังทำให้ความใกล้ชิดของมนุษย์ชัดเจนขึ้น เวลาฝนตก คนเรามักจะขยับเข้าหากันมากขึ้น หาที่หลบด้วยกันมากขึ้น หรือยื่นมือช่วยเหลือกันมากขึ้น บางทีความรักก็เหมือนฝน มันมาตามฤดูกาลของมัน ไม่อาจเร่ง ไม่อาจหนี มีเพียงการ ยอมเปียกที่ทำให้เรารู้ว่ามันมีอยู่จริง หลังฝนตกหนัก ถนนยามค่ำคืนมักเต็มไปด้วยแสงไฟสะท้อนบนผิวน้ำ มันทำให้เมืองที่เคยแข็งกระด้างดูโรแมนติกขึ้นอย่างประหลาด ผมเคยเดินคนเดียวบนถนนแบบนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในหนังที่ไม่มีคนกำกับ ทุกก้าวที่เหยียบลงบนแอ่งน้ำเล็ก ๆ สาดหยดกระเซ็นขึ้นมาทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิต โลกหลังฝนตกไม่เคยเงียบสงัดจริง ๆ มันยังคงมีเสียงน้ำไหลลงท่อ เสียงยางรถบดน้ำ และเสียงรองเท้ากระทบฟุตบาท ทุกเสียงนั้นรวมกันเป็นดนตรีอีกแบบที่เล่นเฉพาะค่ำคืนหลังฝนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ฝนไม่ได้มีแต่ด้านอบอุ่น มันยังมีด้านที่ทำให้คนเหงามากขึ้นด้วย มีคืนหนึ่งที่ผมนั่งอยู่ในห้องคนเดียว ฝนตกกระหน่ำจนไฟดับ เงียบสนิท มีเพียงแสงสลัวจากฟ้าแลบที่ลอดเข้ามาในห้อง ทุกอย่างเหมือนถูกกลืนหายไปในความมืด ตอนนั้นผมรู้สึกชัดว่า ความเงียบของฝนกับความเงียบในใจมันต่างกัน ฝนยังมีเสียง แต่ใจที่ว่างเปล่ากลับเงียบเกินไป ผมเข้าใจเลยว่าทำไมบางคนถึงบอกว่าไม่ชอบฝน เพราะมันอาจทำให้เราเผชิญหน้ากับความเหงาที่พยายามซ่อนมาตลอดก็ได้ เย็นวันหนึ่งหลังฝน เด็กชายคนหนึ่งทำเรือกระดาษลอยไปตามร่องน้ำริมถนน ผมยืนมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ ฝนที่ทำให้ผู้ใหญ่บ่น กลับทำให้เด็กคนหนึ่งมีสนามเด็กเล่นใหม่ ฝนไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก เพียงแต่เมื่อเราโตขึ้น เรามองมันจากมุมที่ต่างออกไป เรือกระดาษที่เปียกชื้นและค่อย ๆ จมลงอาจทำให้ผู้ใหญ่เศร้า แต่สำหรับเด็กคนนั้น มันคือการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นที่สุด ฝนสอนผมหลายอย่างโดยไม่ต้องใช้คำพูด มันสอนว่าชีวิตไม่อาจควบคุมทุกอย่างได้เหมือนที่เราอยาก มันสอนว่าการชะลอตัวลงไม่ใช่เรื่องผิดพลาด มันสอนว่าบางครั้งความไม่สะดวกสบายก็ทำให้เราได้เจอความงามอีกแบบหนึ่ง ทุกหยดฝนที่ตกลงมาเหมือนตัวอักษรที่เขียนบทเรียนใหม่บนถนน บนหลังคา และในใจของผู้คน ฝนตกหนักลากยาวจนดึก เมืองเงียบลง แต่เสียงฝนยังไม่หยุดราวกับจะย้ำให้ทุกคนจดจำวันนี้ ผมนั่งจิบชาร้อนตรงระเบียง ฟังเสียงน้ำไหลตามราง หลังคา และเสียงหมาเห่าเป็นระยะ แม้โลกจะเปียกชื้นไปหมด แต่หัวใจกลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนได้ถูกล้างออกไปด้วย ผมคิดกับตัวเองว่า บางทีฝนไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่มันคือ การทำความสะอาดในแบบที่มนุษย์ทำไม่ได้ เช้ามืดวันต่อมา ฝนหยุดแล้ว ทุกอย่างนิ่งสงัดอย่างประหลาด ถนนเปียกแฉะยังสะท้อนฟ้า สีฟ้าหลังพายุสดใสกว่าทุกวัน ต้นไม้เขียวชอุ่มราวกับเพิ่งถูกปลุกขึ้นมาใหม่ ผมยืนมองแล้วรู้สึกเหมือนโลกถูกรีเซ็ต ทุกสิ่งที่วุ่นวายเมื่อวานหายไป เหลือเพียงความสงบที่หาไม่ได้ในวันฟ้าใสทั่วไปวันฝนตกอีกวันหนึ่ง ผมเคยขึ้นรถไฟสายเก่าที่วิ่งผ่านทุ่งนา เมฆสีดำลอยต่ำจนเหมือนจะกดหลังคารถไฟให้โค้งลง และเมื่อฝนเทกระหน่ำลงมา กระจกที่เก่าและมัวเต็มไปด้วยละอองน้ำ ทำให้มองเห็นโลกภายนอกเพียงเงาเบลอ ๆ ในตู้โดยสารเงียบสนิท ผู้คนต่างก้มหน้าอยู่กับโทรศัพท์หรือหลับตาพัก แต่เสียงฝนกระแทกหลังคาเหล็กกลับดังชัดเจนจนกลบทุกเสียงอื่น ๆ ผมมองไปยังผู้หญิงสูงวัยที่นั่งตรงข้าม เธอหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับหยดน้ำบนเสื้อ แล้วพูดกับผมเบา ๆ ว่า สมัยสาว ๆ ฉันชอบฝนมากนะลูก มันทำให้เหมือนโลกมีชีวิต ประโยคนั้นเหมือนค้อนเล็ก ๆ เคาะลงบนใจผม เพราะทุกวันนี้หลายครั้งผมเองก็ลืมไปแล้วว่า ฝนคือสิ่งที่ทำให้โลกมีชีวิตจริง ๆ อีกครั้งหนึ่งในบ่ายฝนตก ผมแวะเข้าคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อยู่ริมถนนใหญ่ ร้านนั้นมีกระจกบานใหญ่ที่ทำให้มองเห็นฝนพรั่งพรูลงมาตลอดเวลา ผู้คนหลายคนแวะเข้ามาหลบฝน บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นกาแฟผสมกลิ่นดินเปียก เสียงช้อนคนแก้วผสมกับเสียงฝนจนกลายเป็นดนตรีแปลก ๆ ผมนั่งเขียนบันทึกเล็ก ๆ ขณะมองดูผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งตรงมุม เธอเปิดหนังสืออ่านอย่างสงบ ราวกับฝนที่โถมหนักไม่มีผลกับโลกส่วนตัวของเธอเลย ผมคิดขึ้นมาในตอนนั้นว่า บางทีฝนก็อาจเป็นเวทีให้แต่ละคนแสดงชีวิตของตัวเองออกมา บางคนบ่น บางคนรีบวิ่ง บางคนนิ่งเฉย และบางคนกลับใช้มันเป็นโอกาสหยุดพัก ฟุตบาท เสียงรองเท้ากระทบกับฟุตบาทที่เปียกชื้นเป็นอีกหนึ่งเสียงที่น่าจดจำในวันฝนตก ผมเดินฝ่าฝนด้วยรองเท้าหนังเก่า ๆ ที่คอยดูดน้ำทุกครั้งที่เหยียบแอ่ง มันดัง แจะ ๆ ๆจนฟังแล้วทั้งน่ารำคาญและน่าขันในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อมองไปรอบตัว ผมเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งฝ่าฝนโดยไม่สนใจรองเท้าเลย พวกเขาหัวเราะเสียงดัง สาดน้ำใส่กัน เหมือนฝนคือของเล่นที่รอคอยมานาน ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้ม และรู้สึกว่าเสียงรองเท้าเปียกของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไร ไม่มีอะไรทำให้คนกรุงเทพฯ เหนื่อยใจเท่าฝนตกตอนเย็น รถติดยาวเป็นกิโลเมตร ไฟท้ายสีแดงเรียงรายเหมือนแม่น้ำสายยาวที่หยุดนิ่ง แต่ในวันที่ผมติดอยู่กลางถนนขณะฝนกระหน่ำ ผมกลับสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ต่างออกไป เด็กชายในรถคันข้าง ๆ กำลังวาดรูปบนกระจกที่มีฝ้าขึ้น คนขี่มอเตอร์ไซค์หลบเข้ามาใต้สะพาน ยืนหัวเราะคุยกันเหมือนเป็นงานเลี้ยง หญิงสาวคนหนึ่งยื่นร่มให้ชายแปลกหน้าที่เดินผ่านมา ฝนที่ทำให้รถติด กลับสร้างพื้นที่เล็ก ๆ แห่งความใจดีและความเชื่อมโยงระหว่างคนแปลกหน้า ผมมีหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่ชอบอ่านเฉพาะเวลาฝนตก มันไม่ใช่วรรณกรรมเลื่องชื่ออะไรนัก แต่ทุกครั้งที่เปิดอ่านพร้อมกับเสียงฝน ความรู้สึกบางอย่างจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตัวหนังสือกับเสียงฝนเหมือนเป็นคู่ที่เหมาะกันอย่างประหลาด ฝนช่วยทำให้ความเงียบข้างในหนาขึ้น และตัวหนังสือก็ทำให้ฝนมีเรื่องราวเพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่าทุกคนอาจมีสิ่งแบบนี้ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพลง อาหาร หรือความทรงจำ ที่จะ สมบูรณ์ ได้ก็ต่อเมื่อมีฝนอยู่ด้วย ผมยังจำภาพวัยเด็กที่บ้านนอกได้ชัดเจน เมื่อฝนตกหนัก พ่อจะวิ่งออกไปยกโอ่งไว้กลางลานเพื่อรองน้ำ แม่จะรีบเก็บผ้าที่ตากไว้ ส่วนผมกับเพื่อน ๆ จะรีบถอดเสื้อออกแล้ววิ่งไล่จับกันท่ามกลางสายฝน ฝนในชนบทกับฝนในเมืองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในเมือง ฝนมักมาพร้อมกับการจราจรติดขัดและท่อระบายน้ำอุดตัน แต่ในชนบท ฝนคือของขวัญ ฝนคือชีวิต ฝนคือสิ่งที่ทุกคนรอคอยเพราะมันหมายถึงน้ำสำหรับทำนา ความหมายของฝนเปลี่ยนไปตามที่ที่เรายืนอยู่จริง ๆ คืนหนึ่งที่ฝนตกหนัก ผมนอนหลับแล้วฝันว่าตัวเองลอยอยู่กลางทะเลกว้าง ฝนยังคงตกใส่ผิวน้ำและผสมกับคลื่นจนกลายเป็นเสียงดังก้อง ในฝันนั้นผมไม่ได้กลัวเลย ทั้งที่อยู่กลางทะเลมืด ๆ ผมกลับรู้สึกสงบ ราวกับฝนคือผ้าห่มขนาดใหญ่ที่คลุมโลกทั้งใบ พอตื่นขึ้นมา ผมก็ยังได้ยินเสียงฝนจริง ๆ นอกหน้าต่าง และรู้ทันทีว่าความฝันนั้นเกิดขึ้นเพราะจังหวะฝนที่กล่อมจิตใจทั้งคืน ผมเคยไปส่งใครบางคนที่สถานีรถบัสในวันฝนตกหนัก เรายืนคุยกันใต้ร่มเล็ก ๆ ที่ไม่อาจกันน้ำได้หมด เสื้อเราทั้งคู่เปียกไปครึ่งตัว ไม่มีคำพูดมากนัก มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระหน่ำแทนบทสนทนา และเมื่อรถบัสออกไป ฝนยังคงตกไม่หยุดเหมือนจะตอกย้ำว่าการจากลานั้นแน่นอน ทุกครั้งที่คิดถึงวันนั้น ผมก็จะนึกถึงฝนด้วยเสมอ เพราะฝนได้บันทึกความรู้สึกที่คำพูดไม่สามารถบันทึกไว้ได้ หลังฝนหยุด เมืองทั้งเมืองเปลี่ยนไปทันที กลิ่นควันรถที่เคยอบอวลจางหายไป เหลือเพียงกลิ่นหญ้าและกลิ่นอากาศสดใหม่ ต้นไม้ริมถนนดูมีชีวิตชีวาขึ้นราวกับเพิ่งฟื้นจากความเหนื่อยล้า ผมมักจะเดินออกไปถ่ายรูปช่วงนี้เสมอ เพราะภาพถนนเปียกสะท้อนแสงไฟคือความงดงามที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังฝนเท่านั้น ท้ายที่สุด ผมก็ได้เรียนรู้ว่า วันฝนตกหนัก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ในใจคนเราก็มีวันฝนตกหนักเช่นกัน บางวันเรารู้สึกว่าทุกอย่างถาโถมเข้ามาเหมือนฝนที่ไม่หยุดตก บางวันเรารู้สึกว่าไม่มีที่หลบ ไม่มีร่ม ไม่มีใครให้ยืนด้วย แต่เช่นเดียวกับฝนจริง ๆ มันย่อมผ่านไปเสมอ และเมื่อมันผ่านไป โลกในใจก็จะสดใสขึ้นเหมือนต้นไม้หลังพายุ ในวันฝนตกหนัก เรามักได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า การรอไม่ว่าจะเป็นการรอให้ฝนหยุด การรอรถเมล์ การรอใครสักคนที่อาจมาช้ากว่ากำหนด หรือแม้แต่การรอให้รองเท้าเปียกแห้ง ผมเคยนั่งรอฝนที่ศาลาริมทางนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ตอนแรกผมหงุดหงิด คิดแต่ว่าทำไมฝนถึงไม่หยุดสักที แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรำคาญก็ค่อย ๆ จางลง กลายเป็นความสงบที่ผมไม่คุ้นเคย ผมมองสายฝนที่ไหลเป็นม่านตรงหน้า และเริ่มสังเกตสิ่งเล็กน้อยรอบตัว มดที่วิ่งหาที่หลบฝนใต้เก้าอี้ นกกระจอกสองตัวที่เกาะสายไฟเปียกชุ่มแต่ยังไม่ยอมบินหนี หญิงชราคนหนึ่งที่ยิ้มพลางกางร่มให้เด็กนักเรียนที่ไม่รู้จักกันเลย ตอนนั้นผมเข้าใจว่า ฝนทำให้เราหยุดวิ่งและ รอ และการรอก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป มันอาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเลยก็ได้

Author Avatar
นิรีน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ