แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 7

แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 7

วันนี้แม่ทัพน้อยกวนเป๋งกำลังทำอะไรแปลกๆอยู่แถวๆระเบียงทางเดิน แปลกจนท่านพ่อ แม่ แล้วก็พวกพี่เลี้ยงกับคนใช้ต่างก็มองเป็นตาเดียวกัน “คุณชาย! ระวังล้มนะเจ้าคะ!” ป้าเหล่งเอ็ดตะโรจากไกลๆ “ตาย! ตาย! ใครหนอเอาผ้ามาปิดตาคุณชายแบบนั้น?” น้าเกี๋ยวโวยวายอีกคน “ไม่มีใครเอาผ้ามาปิดตาให้ครับ อาเป๋งทำเอง” แม่ทัพน้อยตอบ ขณะที่ตัวเองกำลังเดินซ้ายที ขวาที พยายามกะจังหวะเดินไปเรื่อยๆโดยที่ตามองไม่เห็น เสียงท่านพ่อดังมาจากแถวๆห้องนอนของท่านกับแม่ “ลูกข้าคิดจะฝึกอะไรอีกล่ะนั่น?” เสียงแม่ตอบตามมา “สงสัยลูกคงเห็นน้องคนที่ชื่อเซียะฮุย (เสวี่ยฮวา 雪花) ที่ตาบอด เลยอยากรู้ล่ะสิว่าถ้ามองไม่เห็นจะเป็นอย่างไร” เซียะฮุย หรือถ้าเรียกเต็มๆคือกวนเซียะฮุย เป็นน้องคนที่ 25 จากทั้งหมด 50 คน เพิ่งอายุหกขวบเมื่อไม่กี่วันมานี้ แล้วก็เหมือนที่แม่บอกไปแล้ว…เซียะฮุยตาบอด และน่าจะตาบอดแต่กำเนิดด้วย ไม่มีใครรู้ว่าพ่อแม่ของเซียะฮุยคือใคร ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่านางมาจากไหน รู้แต่เพียงว่าเซียะฮุยก็เป็นหนึ่งในเด็กทั้ง 50 คนที่ถูกโจรจับมาจะเอาไปขายและเซียะฮุยเองก็น่าจะมาจากที่อื่นก่อนมาถึงเพงงวนก๋วนแล้ว และเพราะไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใครหรือชื่อแซ่ว่าอะไร ท่านพ่อเลยให้แซ่กวนกับเซียะฮุย ส่วนชื่อเซียะฮุยซึ่งแปลว่าเกล็ดหิมะนั้น ก็ถูกตั้งตามลักษณะตาดำที่ดูขุ่นๆขาวๆจนเหมือนเกล็ดหิมะนั่นเอง แรกๆที่เซียะฮุยมาอยู่ที่นี่ แม่ทัพน้อยที่มีอายุเก้าขวบในตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กห้าขวบแบบเซียะฮุยถึงได้เดินช้ากว่าคนอื่นๆ บางทีก็เหมือนจ้องมองอะไรสักอย่างที่คนอื่นอาจจะไม่เห็น แล้วบางที แม่ทัพน้อยก็เห็นว่าพี่น้องบางคนชอบแกล้งนางบ่อยเหลือเกิน จนแม่ไม่ก็พี่เลี้ยงคนอื่นๆต้องเข้ามาห้าม “สุดที่รักครับ เซียะฮุยทำไมดูแปลกจากคนอื่นจัง?” “เซียะฮุยตาบอดจ้ะ” “ตาบอด แปลว่าอะไรหรือครับ?” “คนที่ตาบอดจะมองไม่เห็นอะไรเลยแบบพวกเรา ทุกสิ่งที่เขาเห็นจะมีแต่…สีดำ แล้วก็ความมืด ไม่ก็ภาพที่มัวๆตลอดเวลา” แม่ทัพน้อยฟังที่แม่เล่าแล้วก็เก็บมาฝันร้ายว่าตัวเองตื่นมาแล้วไม่เห็นใครเลย แม้แต่ท่านพ่อกับแม่ คนที่แม่ทัพน้อยรักที่สุด หรือเจ้าเสี่ยวไป๋ เขาก็หาไม่เจอ พอตื่นมาจริงๆก็ถึงกับน้ำตาร่วงและเหงื่อไหลโทรมไปทั้งร่างเลยทีเดียว ดังนั้น ในเมื่อมีคนเคยบอกแม่ทัพน้อยว่า “ถ้าอายุมากขึ้นหนึ่งปี ก็ต้องทำตัวให้โตขึ้นอีกหนึ่งปี” เขาก็เลยคิดว่า ‘ถ้าอาเป๋งรู้ว่าคนอื่นๆที่เจ็บเป็นยังไง อาเป๋งก็จะโตขึ้นรึเปล่านะ?’ แล้วก็เกิดเหตุแบบที่ได้เล่าไปในข้างต้นแล้วนั่นเอง “เอาล่ะ พอแล้วลูก จะไปชนเสาแล้วนั่น” ท่านพ่อเดินมาเลิกผ้าปิดตาออก ใช่จริงๆ อีกนิดเดียวแม่ทัพน้อยก็จะไปชนเสาแล้ว! “ท่านพ่อครับ” แม่ทัพน้อยเอ่ยขณะมองตาท่าน “อาเป๋งสงสัยอะไรอย่างหนึ่ง…พ่อแม่ของเซียะฮุยจะมารับเซียะฮุยกลับไหมครับ?” “อาจจะมารับกลับก็ได้ ถ้าพวกเขาว่าง” ท่านพ่อตอบก่อนจะลูบหัว “คนอื่นๆก็ไม่ต่างกันนักหรอก” “แต่ว่า…อาเป๋งเห็นนะครับ ตอนนี้พี่น้องของอาเป๋งคนอื่นๆเหลือ 45 คนแล้ว เพราะอีกห้าคนมีพ่อแม่มารับกลับไปอยู่ด้วย” แม่ทัพน้อยพูดได้ครู่หนึ่งก็หยุดคิด ก่อนจะพูดต่อ “แต่คนที่ได้ออกไป…มีแต่คนที่แขนขาครบ ตาหูดีหมดเลยนะครับ” คำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเท่าไหร่ แล้ววันนั้นก็ผ่านไปสู่อีกวันหนึ่ง โดยที่ความสงสัยยังคาอยู่ในใจของแม่ทัพน้อยว่าทำไมคนที่ได้ออกไปจากจวนผู้ว่าการมักจะมีแต่คนที่แขนขาครบและตาหูดีเสมอ ไม่สิ ถ้าพ่อแม่ที่แท้จริงของพี่น้องเหล่านี้จะมารับลูกกลับไปเพราะเหตุผลนั้นจริง แล้วทำไม…พี่ตันอันกี๋ แฝดชายแซ่จิว และแฝดหญิงแซ่กง ไปจนถึงคนอื่นๆที่ร่างกายปกติถึงไม่มีใครรับไปอยู่ด้วยล่ะนั่น? มีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นในวันหนึ่ง เมื่อพี่ๆแซ่จิวที่ตอนนี้อายุสิบสามปีเดินกลับเข้ามาในเรือนพร้อมกับบางสิ่งที่ถูกห่อด้วยผ้าและอยู่ในอ้อมแขนของพี่จิ๋น “อะไรน่ะ? เด็กเหรอ?” พี่น้องคนหนึ่งถามขึ้น “ไม่ใช่! แม่หมา! แม่หมาจะออกลูก!” พี่ตี้ร้อง “อ๊ะ! อ๊ะ! ไม่ได้นะ! เอามันไปคลอดที่อื่น แต่ไม่ใช่ที่ลานหน้าเรือนคุณท่าน!” พี่อามู่ตะโกนมาจากอีกทาง แม่เดินเข้าหาแฝดแซ่จิว ก่อนจะรับแม่สุนัขลายจุดมาจากพี่จิ๋น “โถน่าสงสาร งั้นไปอยู่แถวๆห้องเก็บของหลังเรือนนะจ๊ะ ” แม่พูดจบก็อุ้มมันจากไปจากตรงนั้นทันที ถ้าตอนนี้พี่เลี่ยงเลี่ยงยังอยู่ หล่อนคงจะมาช่วยแม่ทำคลอดให้แม่สุนัขแน่ๆ แต่เพราะพี่เลี่ยงเลี่ยงแต่งงานไปอยู่บ้านของพี่จิ๋งแล้ว แม่ทัพน้อยก็แอบคิดว่า ‘แม่ต้องเหนื่อยมากแน่ๆเลย’ เวลาต่อมา แม่ทัพน้อยรู้ว่าแม่สุนัขลายจุดคลอดลูกออกมาแปดตัว บางตัวมีลายจุดแบบแม่ของมัน บางตัวก็มีขนเรียบๆไม่มีลาย ตัวดำบ้าง ตัวขาวบ้าง ในสายตาของเด็กๆรวมถึงแม่ทัพน้อยเอง พวกลูกสุนัขดูเหมือนลูกหนูตัวเล็กๆจริงๆ “จะเลี้ยงมันไว้รึ? ลูกเรามีเสี่ยวไป๋แล้วนะ” ท่านพ่อพูดขึ้นในคืนหนึ่งที่แม่ทัพน้อยนอนกับท่านและแม่ ตอนนั้นแม่ทัพน้อยใกล้จะหลับแล้วแต่ก็แอบฟังอยู่ “คงจะต้องเลี้ยงจนกว่าจะหาเจ้าของใหม่ให้ลูกๆของพวกมันได้ อาจจะ…รอให้ลูกๆของมันโตกว่านี้สักหน่อย” แม่ตอบพลางลูบหัวแม่ทัพน้อยไปด้วย “อืม ระวังอย่าให้เด็กๆหรือเสี่ยวไป๋ไปแหย่หมาแม่ลูกอ่อนลายจุดตัวนั้นละกัน หมาแม่ลูกอ่อนมันดุมากนะ” ดูเหมือนว่าแม่สุนัขลายจุดตัวนั้นจะไม่ดุกับเด็กๆที่แวะมาดูมันกับลูกๆ เพราะทุกครั้งที่เด็กๆหรือแม้แต่แม่ทัพน้อยเข้ากามัน มันจะกระดิกหางเบาๆและแลบลิ้นเลียมือไม้น้อยๆที่มาจับ มาลูบตัวมันหรือลูกของมันเสมอ และถ้าบางครั้ง มีเด็กอุ้มลูกน้อยของมันไปเล่น ไม่วิ่งตามแล้วร้องครางหงิงๆขอลูกคืน ก็อาจจะไม่วิ่งตามเพราะติดให้นมลูกตัวอื่นๆแต่ก็ยังมองและรอให้เด็กๆเอาลูกของมันมาคืน แต่สำหรับเสี่ยวไป๋ สุนัขสีขาวเพื่อนรักของแม่ทัพน้อยตัวนั้น…อันที่จริงมันก็อยากจะเข้าหาและเล่นกับพวกลูกสุนัขตัวน้อยๆไม่ต่างกับพวกเด็กๆหรอก แต่อาจจะเพราะมันไม่ใช่ลูกสุนัขแบบที่ผ่านมาเพราะตัวใหญ่ขึ้นเกือบเท่าแม่สุนัขลายจุด พอมันเข้าไปใกล้ๆแม่สุนัขลายจุดและลูกของมัน แม่สุนัขก็เลยลึกขึ้นแล้วขู่ดัง “ฮื่อ ฮื่อ” จนเสี่ยวไป๋ถอยกรูดแล้ววิ่งหนีพร้อมร้องเอ๋งๆ ไปเลยทีเดียว พอครบสามเดือน ลูกสุนัขทั้งแปดตัวก็โตขึ้นมาเป็นลูกสุนัขที่แข็งแรงแทบทุกตัว สามารถเดินและวิ่งเล่นได้ตามปกติ แต่ทุกคนก็รู้ว่ามันอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก เพราะแม่และบรรดาคนใช้ต้องเอามันไปให้คนอื่นที่อยากได้ลูกสุนัขไปเลี้ยง ผลที่ได้ก็คือ มีคนรับลูกสุนัขสีขาวกับดำไปเยอะมาก ในขณะที่ลูกสุนัขลายจุดซึ่งมีมากถึงสี่ตัวนั้น…ไม่มีใครรับมันกลับไปเลย “เออ ดี ทีนี้ก็มีหมาใหญ่สองตัว กับลูกหมาอีกสี่” ท่านพ่อบ่นในวันหนึ่ง แต่มือก็ยังอุ้มลูกสุนัขลายจุดไว้ไม่ปล่อย ส่วนอีกสามตัวนั้นก็เดินอยู่ข้างๆแม่สุนัขลายจุดกับเสี่ยวไป๋ตรงลานหญ้า “ก็อย่างนี้แหละพี่กวน คนเราชอบอะไรที่ดูสมบูรณ์ เกลี้ยงเกลา น่ารัก แต่กับอะไรที่ไม่น่ารักก็มักจะทิ้งได้เสมอ” แม่ตอบ แม่ทัพน้อยก็ไม่ได้คิดอะไรจริงจังกับประโยคที่ตัวเองไปแอบฟัง จนวันที่ได้ไปเที่ยวโรงเตี๊ยมรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ ตอนนั้นแม่ทัพน้อยกับท่าพ่อกำลังหยิบขนมกินตอนว่างๆอยู่ ไม่ได้คิดว่าจะมีเรื่องอะไร จนกระทั่งมีเสียงกรี๊ดดังมาจากด้านบนที่ทั้งคู่จำได้ว่าเป็นห้องที่พวกเด็กเล็กๆอยู่กัน ท่านพ่อรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนก่อน ตามมาด้วยแม่ทัพน้อย และภาพที่เกิดขึ้นในห้องนั้นก็ทำให้ใจของแม่ทัพน้อยแทบจะหล่นออกจากอก “หยุด! หยุดนะ! เป็นบ้าไปแล้วหรือ?” แม่ตะโกนขณะยื้อมือของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังถือมีดใกล้ๆกับเปลที่มีเด็กทารกนอนอยู่ “ปล่อยข้า! ไอ้เด็กนี่มันเป็นตัวกาลกิณี! มันเกิดมาก็ทำให้ผัวข้าซวยตกนั่งร้านตาย! บ้านข้าก็ไม่มีแล้ว!” ผู้หญิงคนนั้นตอบ “นั่นลูกเจ้าทั้งคนนะ!” อาสามที่ยื้อตัวนางจากด้านหลังตะโกน ท่านพ่อที่เดินเข้าไปหาไม่ได้ทำอะไรนอกจากจับไหล่ แล้วก็คุยกับผู้หญิงคนนั้นอย่างนุ่มนวลแต่ก็จริงจัง “เอาอย่างนี้ ท่านผู้ว่าการยังไม่มีบุตร งั้นเอาเด็กคนนี้ไปฝากท่านก่อนก็ได้ ส่วนเจ้า…ถ้าไม่ไหวก็พักที่โรงเตี๊ยมไปก่อน เดี๋ยวฮูหยินของข้าจะส่งคนมาดูแลเจ้าจนกว่าจะหายดี เอาไหม?” เป็นอันว่า วันนั้นทุกคนเลยได้มีน้องชายจากโรงเตี๊ยมมาเลี้ยงดูหนึ่งคน เป็นน้องคนที่ 46 ของแม่ทัพน้อยและบรรดาพี่น้องอีก 45 คนนั่นเอง แม่ทัพน้อยเก็บเอาทั้งเรื่องของเซียะฮุย ลูกสุนัขลายจุดแล้วก็น้องคนที่ 46 มาคิดแทบจะตลอดเวลา ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ บางทีพอคิดแล้วน้ำใสๆอุ่นๆมันก็ไหลจากดวงตาแป๋วแหววเสียอย่างนั้น “ท่านพ่อครับ สุดที่รักครับ ถ้าเกิดว่า…อาเป๋งไม่สวย ไม่น่ารัก ท่านพ่อกับสุดที่รักจะยังรักอาเป๋งรึเปล่า?” ท่านพ่อลูบผมเป็นลอนน้อยๆของเขา ตอบว่า “รักสิ เจ้าเป็นลูกของพ่อกับแม่นะ รักตั้งแต่ตอนที่ไม่รู้ว่าลูกจะออกมาเป็นหญิงหรือชาย หรือจะออกมาแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง” แม่เดินมานั่งข้างๆเตียง แล้วให้เขานอนเอาหัวหนุนตัก แม่ทัพน้อยเอาหน้าซุกที่ตักแม่ ไม่อยากให้ทั้งท่านพ่อกับแม่เห็นน้ำตา แต่ยังไงๆ ถ้าน้ำตาหยดลงตักแม่ แม่ก็ต้องรู้อยู่ดี “พ่อแม่บางคนอาจจะเหนื่อยแล้วก็เจอเรื่องน่าตกใจจนเจ็บหัวใจก็ได้นะลูก” แม่พูดขึ้น “คนที่ร่างกายเจ็บอาจจะพอรักษาได้ แต่คนที่ใจเจ็บนี่สิ…รักษาให้หายยากมากเลยนะ” แม่ทัพน้อยถามเสียงสั่นน้อยๆ “แปลว่าแม่ของน้องคนที่ 46…เขาเจ็บที่หัวใจใช่มั้ยครับ? น่าสงสารจัง” “ใช่จ้ะ คนที่เจ็บหัวใจมักจะทำอะไรไม่คิด ถ้าไม่มีคนไปห้ามหรืออยู่ข้างๆเขา เขาก็อาจจะทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตัวเองก็ได้” แม่ตอบแบบนั้น “แล้ว…เจ็บที่หัวใจนี่ต้องใช้ยาอะไรรึเปล่าครับ? หรือว่าต้องเอาเข็มกับด้ายเย็บแล้วพันแผลดีล่ะ?” “ไม่ได้หรอกลูก” ท่านพ่อแย้ง “อาการเจ็บที่หัวใจน่ะ เจ้าของหัวใจต้องรักษาเองนะ” แม่ทัพน้อยกวนเป๋งหลับไปบนตักอุ่นๆของแม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ น้ำตายังเปื้อนอยู่ที่ขอบตา มือเล็กๆกำเนื้อผ้าของเสื้อแม่ไม่ปล่อย เขารู้ดีและแน่ใจว่าท่านพ่อกับแม่จะไม่มีวันทิ้งเขา แต่…กับพี่น้องคนอื่นๆนี่สิ ทั้งพี่น้องคนก่อนๆที่ได้กลับบ้าน ถ้าเกิดว่าพ่อแม่ของพวกเขาเบื่อขึ้นมา จะเอากลับมาส่งที่จวนรึเปล่านะ? ถ้าเกิดว่าวันใดวันหนึ่ง พี่จิ๋งหรือพ่อแม่พี่จิ๋งเบื่อพี่เลี่ยงเลี่ยง พวกเขาจะทิ้งพี่เลี่ยงเลี่ยงหรือเป็นท่านพ่อของแม่ทัพน้อยเองที่จะไปรับตัวพี่เลี่ยงเลี่ยงกลับมาอยู่ด้วย? แล้วพวกพี่น้องที่ยังอยู่นี่…พี่อันกี๋อายุสิบสี่ปี แฝดแซ่จิวอายุสิบสามปี แฝดแซ่กงอายุสี่ขวบ อาชุนอายุเจ็ดขวบที่มีแขนข้างเดียว แล้วก็เซียะฮุย หนูน้อยวัยหกขวบที่ตาบอด จะมีใครมารับพวกเขาไปอยู่ด้วยจริงๆไหม? หรือสุดท้าย…ทุกคนก็คงไม่ต่างอะไรกับเจ้าลูกสุนัขลายจุดทั้งสี่ที่ไม่มีใครเอากลับไปเลยแม้แต่ตัวเดียว ‘ไม่เข้าใจเลย…ไม่เข้าใจจริงๆ’

Author Avatar
อนามิกา - แมวดำผู้ไร้นาม
ลูกแมวอวกาศที่เดินทางข้ามกาลเวลาพร้อมเรื่องราวและนิทานเต็มประเป๋าเป้ พร้อมเสมอในการเล่าเรื่องให้ทุกคนได้ฟัง

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ