coffee / person / cat : peace process
มอคค่าที่ไม่รีบร้อน
1
บ่ายสามของกรุงเทพฯ ฝนหายไปแล้ว แต่พื้นฟุตปาธยังชื้น งูเล็ก ๆ ของแสงสะท้อนวิ่งไล่ตามรองเท้าผ้าใบสกปรกของคนที่เดินผ่าน หน้าร้านกาแฟ “กลางวันยาว” กระจกสูงติดสติ๊กเกอร์รูปดอกไม้เหี่ยว ๆ ที่ใครสักคนวาดไว้นานจนสีเริ่มซีด ประตูไม้ผลักเข้าไปดังติ๊ง—เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ยังใจดีเหมือนเดิม
ข้างในหอมโกโก้กับกาแฟในสัดส่วนที่ชวนเสียสมาธิ เพลงเปิดเบา ๆ เหมือนคนคุยกันในห้องสมุด ฉันนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง โต๊ะเดิมที่ฝนตกทีไรหยดน้ำจะไหลมาติดขอบกระจกเป็นทางยาวเหมือนเส้นใต้ที่ขีดใต้ถ้อยคำที่ไม่เคยพูดออกมา
บาริสต้าเงยหน้าจากเครื่องชง “เหมือนเดิมไหมคะ”
“มอคค่าเย็น ไม่หวานมาก” ฉันตอบ
เธอยิ้ม “เอสเปรสโซ่ช็อตเดียวหรือสอง”
“สอง” ฉันหัวเราะเบา ๆ “วันนี้อยากตื่น”
“ค่ะ” เธอหันไปหยิบแก้วพลาสติก ฝ่ามือของเธอมีแผลเป็นเส้นเล็ก ๆ เหมือนเส้นทางรถไฟบนแผนที่ ฉันชอบมองมือคนทำเครื่องดื่ม พวกเขาพูดได้โดยไม่ต้องใช้คำ
ฉันเปิดสมุดโน้ตที่พกติดกระเป๋าเสมอ หน้าเก่าลอกลายรอยกาแฟดวงกลม ๆ คล้ายดวงดาวในระบบสุริยะส่วนตัว ฉันชอบนับมันแทนวันที่ผ่านไป เหมือนการจดจำแต่ไม่บันทึก
“ได้แล้วค่ะ มอคค่า” เธอวางแก้ว ข้างแก้วมีบิสกิตชิ้นเล็ก แถมให้ฟรีเหมือนทุกครั้ง “คราวก่อนคุณบอกว่ากำลังฝึกเล่าเรื่องอยู่ วันนี้เขียนได้ไหมคะ”
“ได้บ้างค่ะ เหมือนพยายามจับเสียงคนในหัวให้หยุดเกาแผ่น” ฉันยิ้ม “คุณจำได้ด้วย”
“ลูกค้าประจำกับเรื่องที่พูดซ้ำ ๆ จำง่ายค่ะ” เธอเอียงคอ “วันนี้ฝุ่นไม่ค่อยเยอะนะคะ เปิดหน้าต่างได้หน่อยไหม”
“ได้สิ” ฉันบอก และเธอก็ไปดึงบานล็อก สายลมไล้เข้ามา พัดกลิ่นผงโกโก้ให้ลอยชัดกว่าเดิม
2
มอคค่าแก้วนี้เข้มกว่าเมื่อวาน รสโกโก้ลูบหลังความขมของเอสเปรสโซ่อย่างใจเย็น ฉันจิบบ่อย ๆ เหมือนคุยกับคนที่ฟังเก่ง มือจดคำลงสมุดทีละประโยค บางประโยคก็ไม่มีจุดจบ บางประโยคก็เริ่มจากตรงกลาง
เสียงประตูดังติ๊งอีกครั้ง ชายคนหนึ่งถือกล้องฟิล์มเข้ามา เสื้อยืดสีเทาเปียกสาบเสื้อเล็กน้อย เขาไล่สายตาตามเมนูแล้วพูดว่า “มีมอคค่าร้อนไหมครับ”
“มีค่ะ” บาริสต้าตอบ “หวานมาก หวานน้อย หรือไม่หวาน”
“กลาง ๆ ครับ” เขายิ้มคล้ายเด็กที่ไม่อยากถูกถามต่อ “ขอแก้วเล็ก”
เขามองหาที่นั่ง ก่อนจะหย่อนตัวที่โต๊ะข้างฉัน กล้องวางหงายบนโต๊ะ เห็นรอยขีดข่วนตรงฝาหลังเหมือนคนที่เดินทางมาไกลแล้วลืมดูแลตัวเอง พอเครื่องชงเริ่มคำราม เขาก็เงียบไป คล้ายว่ากำลังภาวนาอะไรแบบลับ ๆ
“ถ่ายรูปฝนเหรอคะ” ฉันถามเพราะอยากชวนคุยกับคนที่มีกล้องฟิล์มในยุคที่ทุกอย่างกดปุ่มแล้วลืม
เขาหันมา “ครับ ฝนเม็ดใหญ่ดี แต่ตกไม่กี่นาที พอจะตั้งใจถ่าย มันก็หยุด”
“ฝนชอบเล่นตัว” ฉันว่า
“เหมือนกาแฟบางแก้ว” เขาพยักหน้า “ตอนหิวหวาน พอได้มากลับอยากขม”
บาริสต้านำมอคค่าร้อนมาเสิร์ฟ เขารับไปด้วยมือที่นิ้วโป้งมีคราบหมึกสีดำ พอจิบแล้วเขายิ้ม “อืม… เหมือนฟังเพลงที่เคยชอบตอนเด็ก”
“นี่ชมมากใช่ไหมคะ” บาริสต้าถาม
“ชมมากครับ” เขาวางแก้วเบา ๆ “ผมชื่อเว (way) ครับ”
ฉันหัวเราะ “เวเหมือนทาง”
“ใช่ครับ แต่สะกดไม่เหมือนทาง” เขาชี้นิ้วบนอากาศ “W-A-Y แต่อ่านสั้น ๆ”
“ฉันชื่อฝ้าย” ฉันแนะนำ “ชอบมอคค่า เพราะมันเหมือนประนีประนอมได้ระหว่างสองใจ”
“สองใจไหนครับ” เวยกคิ้ว
“ใจที่อยากตื่นกับใจที่อยากปลอบตัวเอง”
เวเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายว่ากำลังเลือกคำในลิ้นชักความจำ “แล้วทุกวันนี้ใจไหนชนะ”
“ไม่แน่ใจค่ะ เลยสั่งสองช็อต” ฉันยิ้ม และเราพากันหัวเราะเล็ก ๆ โดยไม่รู้ว่าหัวเราะให้ใคร
3
“คุณมาที่นี่บ่อยไหม” เวถาม
“บ่อยกว่าที่ควร” ฉันตอบ “เพราะที่นี่ไม่ถามถึงความคืบหน้าของชีวิต ฉันเลยกล้ามานั่งนาน ๆ”
“ผมก็ชอบร้านแบบนี้” เวมองไปรอบ ๆ เห็นชั้นไม้ที่วางหนังสือเล่มเก่า ๆ กับแจกันดอกยิปโซที่แห้งจนกลายเป็นฝุ่นนุ่ม ๆ “ร้านที่เหมือนไม่รีบแก่”
บาริสต้าหัวเราะจากหลังบาร์ “ดีใจที่ใครเห็นแบบนั้นค่ะ เจ้านายชอบบ่นว่าร้านเราควร ‘อัปเดต mood board’ บ้าง”
“อย่าเลยครับ” เวพูดเร็ว “เดี๋ยวอะไรบางอย่างหายไป”
ฉันยกแก้วมอคค่าขึ้นส่องกับแสง ม่านน้ำแข็งขุ่น ๆ ทำให้โลกนอกหน้าต่างเหมือนภาพฝันที่ดูได้จริง “คุณถ่ายรูปคนไหม”
“ถ่ายครับ แต่ไม่ค่อยชอบบอกให้เขายิ้ม” เวตอบ “ให้ยืนเฉย ๆ แล้วค่อยหายใจ”
“แล้วคนชอบรูปคุณไหมคะ”
“ครึ่ง ๆ” เขายักไหล่ “บางคนบอกเหมือนรูปไม่ได้แต่งหน้า บางคนบอกเห็นตัวเองมากเกินไป”
“ฉันอยากเห็น”
เวนิ่งไป “ได้ครับ ถ้าคุณไม่กลัวจะเห็นตัวเอง”
คำตอบของเขาทำให้ช้อนในใจฉันกระทบแก้ว เสียงแผ่ว ๆ นั้นคล้ายความกล้าที่เพิ่งออกจากเตา ฉันพยักหน้าโดยไม่พูด
4
ประตูดังติ๊งอีกครั้ง หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมร่มพับ เธอสั่งอเมริกาโน่เย็น เสียงเธอแผ่วแต่แน่น เหมือนคนที่คุ้นเคยกับการกำหนดความเร็วของวันด้วยตัวเอง เธอหันซ้ายมองฉัน หันขวามองเว คล้ายกำลังเลือกที่นั่งที่ไม่ทำให้ใครเสียสมดุล ก่อนจะเลือกโต๊ะไกล ๆ
“ลูกค้าคนนั้นมาเวลานี้ทุกวันเลยค่ะ” บาริสต้ากระซิบกับเรา “สั่งเหมือนเดิมตลอด ถุงผ้าก็ใบเดิม หนังสือในถุงสลับอยู่สองเล่ม”
เวถาม “ทำไมร้านกาแฟทำให้เรารู้เรื่องคนมากมายโดยที่เขาไม่รู้ตัว”
บาริสต้าหยุดคิด “เพราะที่นี่คนยอมช้า ให้เราเห็นจังหวะของเขามั้งคะ”
ฉันพึมพำ “มอคค่าก็ทำให้ช้าอย่างตั้งใจ”
“ทำไมครับ” เวถาม
“เพราะมันมีความเอื้อเลี้ยงอยู่” ฉันจิบน้ำแข็งชิดฟัน “โกโก้ยอมให้กาแฟขึ้นเสียง แล้วกาแฟก็ยอมกลับมานุ่ม” ฉันหันไปทางบาริสต้า “หรือฉันคิดไปเอง”
เธอส่ายหน้า “มอคค่าเป็นเครื่องดื่มที่ต่อรองกันทุกขั้นตอนค่ะ ถ้าชงโดยไม่ฟัง มันจะเบี้ยว”
เวหัวเราะ “ชอบคำว่าเบี้ยว มันจริง”
5
เราเริ่มคุยกันด้วยคำถามสั้น ๆ ที่เหมือนซีเรียลกรุบกรอบ—ไม่มีพิษภัยแต่ช่วยเปิดเช้าให้ลุกจากเตียงไปนิด ๆ เวเล่าว่าเขาเคยทำงานออฟฟิศด้านดีไซน์ แล้ววันหนึ่งตื่นมาไม่อยากเปิดลิฟต์ เขาลาออกโดยไม่มีแผนอะไรนอกจากจะเดินมากขึ้นแล้วก็กดชัตเตอร์บ่อยขึ้น ฉันเล่าว่าฉันเขียนเรื่องสั้นที่มักไม่จบ เพราะฉันชอบปล่อยให้ตัวละครเดินแยกไปทางของเขา โดยที่ฉันตามไม่ทัน
“แปลว่าคุณไม่ชอบคำตอบชัด ๆ” เวสรุป
“ฉันชอบลมหายใจค่ะ” ฉันบอก “คำตอบบางอย่างเหมือนปิดหน้าต่าง พอปิดปุ๊บ ลมไม่เข้า”
เวจิ้มแก้ว “แล้วถ้าต้องปิดสักบานล่ะ”
“ก็เปิดบานอื่น” ฉันตอบโดยไม่คิด
เขายิ้ม “คุณคิดไว้แล้ว”
“อาจใช่” ฉันหัวเราะ “ฉันฝึกเตรียมทางหนีทีไล่เก่ง แต่เวลาเจอเรื่องจริงก็มักลืมอยู่ดี”
“ผมก็เหมือนกัน” เวยกแก้ว “ดื่มให้การลืมที่ยังพาเราไปต่อ”
แก้วชนอากาศเบา ๆ ไม่มีเสียง แต่ฉันรู้สึกถึงการกระทบ—เหมือนเวลาตาเราไปเจอตาคนที่คิดคล้ายกัน
6
เย็นมากขึ้น คนเริ่มเข้าร้านตามจังหวะเลิกงาน—บางคนสั่งลาเต้ บางคนสั่งชาดำ บางคนสั่งน้ำเปล่า “แก้วใหญ่ ๆ” เหมือนอยากให้ความว่างเปล่ามีรูปทรง เวเปิดกล้องฟิล์ม เช็กเฟรมที่เหลืออยู่ เขาหยิบกล่องฟิล์มสำรองวางบนโต๊ะ รอยนิ้วเปื้อนหมึกเหมือนลายอักษรที่ยังไม่มีภาษา
“ถ้าขอถ่ายรูปคุณตอนกำลังเขียนได้ไหมครับ” เขาถาม
ฉันเงยหน้า “ได้ค่ะ แต่ฉันจะไม่ยิ้มให้”
“ดีเลยครับ” เวยิ้ม “ผมก็ไม่ได้อยากขอให้ยิ้ม”
ฉันวางปากกาลงบนกระดาษแล้วเขียนคำแรกที่นึกออก: มอคค่าคือบทสนทนาที่ละลายในปาก เวยกกล้องขึ้น เสียงชัตเตอร์เบาเหมือนประตูเล็ก ๆ เปิดในที่ที่ไม่มีใครได้ยิน เขาเปลี่ยนมุมถ่ายจากด้านข้าง จากเงาสะท้อนในกระจก จากเงามืดที่มือฉันทาบบนหน้ากระดาษ ฉันนึกถึงคำที่เคยอ่าน “บางรูปถ่ายเก็บเงาได้ดีกว่าแสง” และฉันก็เชื่อ
“เสร็จแล้วครับ” เววางกล้อง “ผมไม่รู้ว่ามันจะออกมายังไง จนกว่าจะล้าง”
“งั้นเราต้องรอใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ” เวตอบ “ผมชอบการรอที่ไม่แน่ใจ ผมว่ามันซื่อสัตย์กว่า”
บาริสต้าเดินมาหา “มีเค้กช็อกโกแลตสดชิ้นหนึ่งเหลือค่ะ ครึ่งราคา ถ้าไม่เอาก็จะหมดอายุคืนนี้”
พวกเรามองหน้ากัน เวพยักหน้า “แบ่งกันไหม”
ฉันหัวเราะ “แบ่งสิ มอคค่ากับช็อกโกแลตคือญาติห่าง ๆ ที่ไม่เคยทะเลาะกัน”
บาริสต้าวางจาน มีส้อมสองอัน เราชิมพร้อมกัน เนื้อเค้กชื้นพอดี รสโกโก้เข้มแต่อ่อนโยน
“ผมมักคิดว่าความรักควรจะอร่อยประมาณนี้” เวพูดโดยไม่มองหน้า
“อร่อยยังไง” ฉันถาม
“เข้มพอจะจำได้ อ่อนพอจะอยากกลับมา” เขาตอบ
ฉันยิ้ม “ฟังดูเป็นการตลาดที่ดี”
“ก็ใช่” เขาหัวเราะ “เราเป็นผู้บริโภคความทรงจำ”
7
ฟ้าเริ่มซีด ร้านเปิดไฟวอร์มขาว—เหลือง ทุกอย่างกลายเป็นภาพที่คล้ายถ่ายด้วยฟิล์ม ISO ต่ำ ๆ เวถามว่าฉันเขียนเรื่องอะไรอยู่ ฉันบอกว่าเรื่องร้านกาแฟที่ไม่รีบแก่และผู้คนที่แวะมาฝากเศษวันไว้ในแก้ว
“ตัวละครของคุณมีชื่อไหม”
“บางตัวมี บางตัวไม่มี พอไม่มีชื่อ เขาจะเดินได้เร็วกว่า เหมือนเราไม่ต้องคอยเรียกเขา”
“คุณกลัวอะไรที่สุดเวลาจะเขียนจบ”
ฉันคิดนาน “กลัวไม่กล้าให้อภัยตัวละคร”
“หมายถึง”
“หมายถึงกลัวตัดสินพวกเขาเร็วไป กลัวบอกว่าคนนี้ควรได้ความสุข คนนี้ควรได้บทเรียน ทั้งที่ความจริงพวกเขาอาจแค่กำลังหาที่นั่งที่สบายกว่าเดิม”
เวพยักหน้า “ผมเคยถ่ายรูปคู่รักทะเลาะกัน พอส่งให้เขา เขากลับขอบคุณ เพราะเห็นว่าตอนนั้นถึงจะบึ้ง แต่มือยังจับกันแน่นกว่าตอนยิ้ม”
“บางทีรูปก็โกหกน้อยกว่าความทรงจำ” ฉันว่า
“บางทีกาแฟก็ซื่อสัตย์กว่าประโยคปลอบใจ” เวตอบกลับมาเร็ว
“บางที” ฉันแกล้งทำเสียงจริงจัง “มอคค่าก็เป็นประชาธิปไตยของรสชาติ”
เขาหัวเราะลั่นกว่าที่ควรในร้านเงียบ บาริสต้ามองแล้วยิ้ม สายตาเธอเหมือนคนวางหมอนนิ่ม ๆ ให้แขกพักคอ
8
“พรุ่งนี้คุณจะมาที่นี่อีกไหม” เวถามเหมือนถามอากาศ
“น่าจะค่ะ” ฉันตอบ “ฉันมักสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มาบ่อย แต่พอถึงบ่าย ร่างกายก็เดินมาเอง”
“ถ้าผมเอารูปมาล้างเสร็จ จะเอามาให้ดู” เขาพูดช้า ๆ “ไม่รู้จะออกมายังไง แต่คุณควรได้เห็น”
“โอเคค่ะ” ฉันยิ้ม “ฉันจะเตรียมประโยคไว้ให้รูปด้วย”
“ประโยคแบบไหน”
“ประโยคที่ไม่พยายามสรุปอะไรเกินไป”
เวมองหน้าฉันนานกว่าที่จำเป็น แล้วหันไปเช็คโทรศัพท์ “ผมต้องไปถ่ายแสงเย็นแถวสะพานนะครับ เดี๋ยวพลาดสีฟ้าช่วงสั้น ๆ”
ฉันพยักหน้า “ไปเถอะ ฟ้าช่วงนั้นใจดีไม่นาน”
เขาลุก หยิบกล้อง ฟิล์ม และร่มที่ไม่ได้ใช้ “แล้วเจอกันครับ”
“แล้วเจอกัน” ฉันตอบโดยไม่ถามวันไหน เวลาไหน คล้ายว่าความพอดีของบทสนทนานี้พยายามสอนฉันว่า บางความตั้งใจไม่ต้องมีนาฬิกา
9
หลังเขาออกไป บาริสต้ามาเก็บจานเค้ก เธอนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เป็นพิธี “เขาดูน่าจะเป็นคนที่เก็บแรงเงียบ ๆ”
“ค่ะ” ฉันตอบ “คุณรู้ได้ไง”
“มือคนถ่ายรูปมักไม่อยู่เฉยเวลาคุย” เธอยิ้ม “แต่เขาวางมือไว้ใกล้แก้วเหมือนเกรงใจ ไม่อยากให้แก้วเหงา”
ฉันหัวเราะ “ฉันไม่เคยสังเกตแบบนั้นเลย”
“งานฉันคือฟังแก้วค่ะ” เธอพูดกึ่งล้อเล่นกึ่งจริง “เพราะแก้วที่ถูกวางแรง ๆ แปลว่าเจ้าของวันหนัก แก้วที่ถูกวางเบา ๆ บางทีก็แปลว่าเขากลัวทำลายอะไรที่เพิ่งประกอบขึ้นใหม่”
ฉันเงียบ ชอบคำที่เธอใช้ “งั้นแก้วของฉันวางแบบไหนคะ”
“วางแบบระมัดระวังที่จะไม่ระวังเกินไป” เธอยิ้ม “เหมือนคนกำลังหาน้ำหนักตัวเองใหม่”
ฉันก้มมองแก้วมอคค่าที่เหลือครึ่งหนึ่ง น้ำแข็งละลายจนรสใสขึ้นนิดหน่อย แต่ยังมีความละมุนอยู่ ฉันจดในสมุดว่า “น้ำแข็งคือบทเรียนที่ทำให้ขมที่เคยขม เรียนรู้การใช้เสียงเบา”
10
หกโมงเย็น คนในร้านเริ่มบางลง เหลือเสียงเพลงกับเครื่องชงที่แผ่วเหมือนหรี่น้ำไฟ บาริสต้าพิงบาร์ ฉันปิดสมุด “วันนี้เหมือนเขียนได้มากกว่าปกติ”
“เพราะมีอีกคู่สนทนาหรือเปล่า” เธอถาม
“อาจใช่” ฉันยิ้ม “บางทีความเหงาก็แค่รอให้เราแบ่งที่นั่ง”
เธอหยิบแก้วกระดาษว่าง ๆ วาดรูปหัวใจเล็ก ๆ เท่าจุดฟ้า “เก็บไว้ก็ได้ค่ะ เวลาเบื่อคำ ให้ดูรูปแทน”
“ขอบคุณ” ฉันรับมัน “คุณชื่ออะไรคะ ฉันลืมถามตั้งแต่ครั้งแรก”
เธอยิ้มเหมือนคนถูกเจอ “ชื่อขิมค่ะ”
“ขิมเหมือนเครื่องดนตรี”
“ใช่ค่ะ แต่เล่นไม่เป็น” เธอหัวเราะ “เลยมาชงกาแฟแทน”
“ดีแล้วค่ะ” ฉันว่า “คุณเล่นอุณหภูมิได้เพราะกว่าเครื่องดนตรีบางชนิด”
ขิมทำหน้าประหลาดใจนิด ๆ ก่อนจะก้มยิ้ม “ฝากบอกตัวละครในเรื่องคุณด้วยนะคะ เวลาเหนื่อยให้แวะมา ร้านนี้ชอบคนที่ยังเชื่อว่าการชงอะไรบางอย่างช้า ๆ เป็นคำตอบ”
“ฉันจะบอกพวกเขา” ฉันยกแก้วที่เหลือสุดท้ายขึ้นจิบ และคิดถึงคนชื่อเวที่เดินไล่สีฟ้าอยู่ตรงสะพาน
...
P.S. เป็นการ collab กันระหว่าง aroundmook และ Tenshispace นะคะ เรื่องนี้ ทางคุณเทนชิเป็นผู้เขียนและสร้างสรรค์ผลงานออกมา หลังอ่านจบแล้ว ไปอ่านเรื่องราวของคุณเทนชิต่อได้เลยน้า มีหลายเรื่องเลยค่ะ :)
...
(end - to be continue for next menu.)

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น