อกหักครั้งใหญ่ เอาตัวรอดยังไงดี
แน่นอนว่าบทความนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับสายสตรอง ที่มีจิตใจแข็งแกร่งและรักตัวเองอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่มันน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่อ่อนไหวง่าย มีจิตใจบอบบาง และไม่มีใครให้หันไปพึ่งพิงมากนัก ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางใจ และหลายคนโชคร้ายหน่อย ก็อาจเจ็บปวดทางกายไปพร้อมกัน ซึ่งส่วนใหญ่การอกหักที่เลวร้ายสุด มักจะเกิดขึ้นกับความรักครั้งที่เราคิดจะจริงจัง เอาวะ คนนี้แหละที่เข้ากันดีทุกอย่าง ใฝ่ฝันว่าจะลงหลักปักฐานแน่นอน ถ้ายังไม่มีก็จะขอสร้างไปพร้อมกัน ถ้ามีแล้วก็จะทำให้ชีวิตมีแต่ความสุขร่วมกันไปยาวนาน โอ้โห.. ฝันใหญ่ฝันไกลระดับจักรวาล งานนี้จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งชัวร์
ที่น่ากลัวคืออะไรรู้ไหม คู่รักที่หวานชื่นอยู่ตลอด หรืออย่างน้อยก็อยู่กันแบบเหมือนจะรักกันดี แทบจะไม่ค่อยมีเรื่องบาดหมางใจกันเลย พอมีปัญหาสักครั้งมันมักจะถึงขั้นแตกหัก นั่นเพราะความเป็นจริงจะไม่มีคู่ไหนที่เจอปุ๊บก็ราบรื่นทุกสิ่งอย่าง ขนาดตัวเราเองยังทะเลาะกับตัวเองในบางวัน มันจะไม่มีเรื่องขัดใจกับคนอื่นเลยสักนิด มันเหลือเชื่อเกินไป แต่ที่ภาพรวมออกมาดูสวยงาม เบื้องลึกมันมีสิ่งที่เรียกว่าความอดทน หรือการยอมตามใจซ่อนอยู่ บางปัญหาจะมีฝ่ายหนึ่งยอมทน และบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น บางปัญหาจะมีฝ่ายหนึ่งตามใจเพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะ ก็ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดี ถ้ามันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว .... แน่นอนว่าไม่มีทาง ปัญหาเดิมจะเกิดซ้ำอีก ด้วยว่าไม่เคยได้รับการปรับความเข้าใจ ไม่มีการแก้ไข ฝ่ายที่ต้องทนก็เลือกทนต่อ ฝ่ายที่ขอตามใจก็ตามใจได้อีก แล้วมันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เมื่อสะสมนานวันเข้าจึงกลายเป็นแผลฝังลึกและเน่าใจ ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงเมื่อไร ก็ยากที่จะสานต่อให้เป็นเหมือนเดิม
ฉันและแฟนเก่าเป็นแบบนั้นเลย เราคบกันนานมาก นับเวลาได้ประมาณ 13 ปี ใครเห็นก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคู่นี้รักกันดี ไปไหนก็ไปกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่เคยเห็นทะเลาะกันเลย ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ทั้งต่อหน้าและลับหลังคนอื่น แต่อันที่จริงฉันเป็นฝ่ายยอมค่อนข้างมากในหลายเรื่อง เมื่อคิดว่าไม่เป็นไรไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นความชินชา แต่พอมีเรื่องให้ใจแตกร้าวขึ้นมา ทุกอย่างที่เก็บกดไว้ก็ถาโถมมาทั้งหมดพร้อมกัน
จุดแตกหักมันเกิดขึ้นเมื่อมีมือที่สามเข้ามา สถานการณ์ของฉันตอนนั้น มันเหมือนกับเราตื่นมาทุกวันในบรรยากาศเดิม ทุกอย่างเป็นปกติสุขดี แล้วอยู่ๆ ก็มีพายุพัดบ้านทั้งหลังให้หายไปภายในพริบตา ตั้งตัวไม่ทันและไม่อาจเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้ แม้แต่ตัวเอง ฉันเหมือนเป็นคนบ้าอยู่ร่วมเดือนทีเดียว
แฟนของฉันเขาแวะเวียนไปหาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันเห็นหลักฐานกับตาตัวเองผ่านทางแชทไลน์ มีบิลร้านข้าว มีสายโทรเข้าและออกในเวลาที่ไม่สมควร เมื่อฉันพยายามจะพูดคุย เขาก็จะโมโหกลบเกลื่อนและด่าทอแบบสาดเสียเทเสีย มีการเอาเรื่องในบ้านไปปรับทุกข์กับเพื่อน โดยตั้งประเด็นว่าฉันจับผิดมากเกินไป บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่านั้นคือ ฉันพบความจริงว่า ก่อนหน้าจะมีเด็กผู้หญิงที่เป็นประเด็นนี้ แฟนของฉันเคยไปมาหาสู่กับผู้หญิงอีกคน และนอนด้วยกันจนเกือบท้อง นั่นทำฉันช็อกไปเลย เพราะนับระยะเวลาแล้วฉันโง่เรื่องนี้มาร่วมปี หลังจากนั้น ทุกวันที่เจอหน้ากันเราแทบไม่มีอะไรคุยกันอีก สิ่งที่ฉันทำจะกลายเป็นเรื่องผิดให้เขาหัวเสียได้เสมอ มันเหมือนจุดอิ่มตัวที่จะต้องตัดขาดกันแล้วจริงๆ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า ฝ่ายเขาก็ตั้งใจจะเหยียบเรือสองแคม ไม่ตัดฝ่ายไหนทั้งสิ้น และคาดหวังให้ฉันหลับหูหลับตาข้างนึง เพื่อให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันได้ ส่วนฉันในตอนนั้นก็อ่อนแอเกินกว่าจะปิดประตูแล้วเดินออกมาทันที
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงคิดว่าจะทนทำไม เป็นฉันเก็บของเดินออกมาแบบเชิ่ดๆ ไปเลย บอกเลยว่าส่วนตัวฉันก็รู้เหมือนกัน แต่สถานการณ์จริงมันค่อนข้างยาก เพราะคนนี้เราตั้งใจวาดอนาคตเอาไว้ ตั้งใจวางแผนไปจนแก่เฒ่านู่น แถมเหตุการณ์นี้ก็ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรล่วงหน้าเลย มันไม่เหมือนน้ำที่ค่อยๆ ท่วมสูงขึ้น และมีเวลาให้เราขนย้ายข้าวของ มันเหมือนเขื่อนพังที่เราทำอะไรไม่ทันทั้งสิ้น
ความพังของฉันก็คือ จิตตกแบบขั้นสุด เก็บตัวอยู่ในห้อง ถ้าเขาอยู่ก็นอนหลับไม่ลง นั่งร้องไห้ยันสว่าง ได้ยินเพลงอะไรเศร้าหน่อยก็น้ำตาแตก บางครั้งกรีดร้องเหมือนคนบ้า ชนิดที่ว่าไม่เอาอะไรแล้ว อยากจะหายไปจากโลกนี้เลย และความเจ็บปวดของฉันมันเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่เจอหน้าเขา จากความเสียใจก็พัฒนาเป็นโกรธแค้น ฉันเหมือนคนที่พร้อมจะสละทุกอย่างที่มี เพื่อให้เขาเจ็บจำไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
ความหนักอึ้งของฉันคือ เรื่องนี้พูดกับใครไม่ได้เลย เพื่อนฝูงหรือครอบครัวทางฝั่งแฟน เขาก็ไม่ได้สนใจและไม่คิดจะรับฝัง ทางฝั่งฉันก็มีเพื่อนสนิทคนเดียวเท่านั้นที่ฉันเปิดปากคุยด้วย ครอบครัวฉันไม่พูดให้ใครฟังทั้งสิ้น เพราะกลัวว่าจะได้ผลลัพธ์ที่แย่ลงไปอีก เป็นแบบนั้นฉันคงรับไม่ไหวจริงๆ
ทุกอย่างยืดเยื้ออยู่นาน เพราะฉันรักตัวเองไม่พอ ขาดความแข็งแกร่งทางจิตใจอย่างรุนแรง แต่ก็ยังโชคดีที่จุดหนึ่งฉันตัดสินใจออกมาจริงๆ กระทั่งเวลานั้นเขาก็ยังไม่ยอมพูดว่าเราเลิกกัน หรือจบความสัมพันธ์เพียงเท่านี้เถอะ เชื่อไหมว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ผ่านมาประมาณ 3 ปีแล้ว เขาหายไปจากชีวิตของฉันอย่างสิ้นเชิง และฉันเหมือนได้เป็นคนใหม่ที่โคตรเจ๋ง รู้สึกดีกับตัวเองมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอนึกย้อนกลับไปก็พึ่งได้เห็น.. ว่ามีหลายจุดที่ฉันเอาแต่ทน แล้วคิดว่าการทำแบบนั้น จะมัดใจใครบางคนได้ ซึ่งบ้าบอมาก พอนานวันเข้าเลยไม่รู้ว่าเสียตัวตนไปมากมายขนาดไหน
เอาหล่ะ ถ้าตอนนี้เพื่อนๆ ที่กำลังทุกข์หนักจากความรัก และยังมืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำยังไง ลองดูแนวทางของฉันและปรับใช้กับตัวเอง มันคงช่วยได้ไม่มากก็น้อย
เปลี่ยนที่อยู่เพื่อรีเซตไลฟ์สไตล์แบบใหม่
สิ่งแรกที่ฉันทำขณะที่ใจยังเจ็บปวดคือการย้ายที่อยู่ ฉันไม่กลับไปอยู่ที่บ้านของพ่อแม่ด้วย แต่เลือกไปอยู่เมืองอื่นที่ไม่มีใครรู้จักฉันเลย ในตอนนั้นก็คิดว่ามีจังหวัดไหนที่เคยไปเที่ยวแล้วชอบบ้าง ฉันเลือกเชียงราย เมืองเหนือที่มีแหล่งท่องเที่ยวเยอะ ธรรมชาติก็ดี มีทั้งสีสันและความเงียบสงบ บอกก่อนว่าฉันไม่ได้มีเงินเยอะขนาดที่ว่าอยากไปไหนก็ไปได้เลย แต่เวลานั้นฉันเลือกไปตายเอาดาบหน้า ฉันเลือกเช่าหอพักแห่งหนึ่งซึ่งราคาไม่สูงมาก แต่อยู่สบายและปลอดภัย มีมุมสงบให้ฉันได้หยุดพักเพื่อไตร่ตรองตัวเองได้... วันแรกที่ย้ายเขา บอกเลยว่ามันโคตรเศร้า เหมือนแบบว่าอยู่ตัวคนเดียวแล้วจริงๆ สินะ วิถีชีวิตต้องปรับใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่นอน ที่กิน การซักผ้า การใช้พื้นที่ส่วนกลาง ทุกอย่างต้องปรับตัวหมด ระหว่างนั้นก็เหมือนได้สร้างโลกของตัวเองไปด้วย ห้องนี้แหละที่มีแค่ฉันเท่านั้น มีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ จะจัดวางของยังไงก็ได้ จะนอนหรือตื่นกี่โมงก็ไม่ต้องคิดถึงใครทั้งนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูกใจใคร ไม่มีอะไรที่มองเห็นแล้วมีความทรงจำ ทุกอย่างสดใหม่ สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจจึงมีน้อยมาก
เศร้าแบบไม่ต้องเกรงใจใคร
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันไปกลับไปพักใจที่บ้าน เพราะไม่อยากให้ใครต้องเป็นห่วง การอยู่หอพักต่างถิ่นแบบนี้ ไม่มีใครรู้จัก และไม่ค่อยมีใครสนใจฉันหรอก เมื่ออยากจะร้องไห้ ฉันก็ร้องไห้จนสุดใจ ไม่เคยคิดว่าต้องฝืนแข็งแรงในเร็ววัน ฉันเชื่อว่าต้องใช้เวลาในการเยียวยาบาดแผลนี้ และปล่อยให้มันเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้แผลมันหายแบบสมบูรณ์ ไม่ใช่มาปริแตกซ้ำอีกในภายหลัง ฉันร้องไห้จนตาบวมแล้วก็ประคบร้อน ร้องไห้อีกแล้วก็กินน้ำชดเชยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ บางครั้งก็ร้องไห้จนหลับ และตื่นมาใหม่ในวันรุ่งขึ้นกับตาที่บวมแทบปิด หลายครั้งฉันเอาแต่ทบทวนเรื่องราวเก่าๆ เหมือนคิดอีกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในสถานการณ์ที่ผ่านมานั้นใครทำอะไรบ้าง และตัวฉันทำอะไรอยู่ ไม่รู้เพื่อนๆ จะเป็นเหมือนกันไหม แต่สำหรับฉัน... การคิดย้อนไปแบบนี้มันเหมือนเก็บรายละเอียดในจุดที่พลาดไป พอได้คิดอย่างรอบคอบก็พบว่า ตัวฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และก็ไม่ควรเป็นคนที่ต้องเสียใจ หรือมีชีวิตที่ล้มเหลวหลังจากนี้ ความผิดเดียวที่มองเห็นก็คือไม่รักตัวเองมากพอ
ทำสิ่งที่ชอบในทุกวัน
ไม่ว่าวันนั้นจะมีอารมณ์เป็นยังไง เศร้าใจแค่ไหน หรือไม่อยากหายใจอยู่บนโลกอีกแล้ว ฉันจะเตือนตัวเองเสมอว่าทำสิ่งที่ชอบให้ได้ทุกวัน ส่วนตัวเป็นคนชอบกินมาก และการย้ายมาอยู่ที่ใหม่ก็เป็นโอกาสที่ดี ฉันหาของกินอร่อยให้ตัวเองทุกวัน ถ้าออกไปไหนไม่ไหวก็สั่งให้เขามาส่ง ไม่สนว่ามันจะดีต่อสุขภาพไหม หรือจะทำให้อ้วนไหม ฉันขอฟื้นฟูจิตใจตัวเองก่อน อีกอย่างที่ชอบคือการดูซีรีย์ มันทำให้ฉันหันความสนใจไปจดจ่อกับเรื่องอื่น อย่างน้อยเราจะคิดถึงความเฮงซวยในชีวิตน้อยลง จำได้ว่าช่วงแรกฉันกินไก่ทอดเกาหลีกับเบียร์บ่อยมาก หรือไม่ก็อาหารท้องถิ่นกับน้ำอัดลม พร้อมกับดูซีรีย์แบบข้ามวันข้ามคืน ตื่นมาก็ดูจากเช้าจรดเย็น แวะร้องไห้บ้างเวลามีเรื่องสะกิดใจ แล้วก็หลับไปกับซีรีย์นั่นเอง จะเรียกว่าพระเอกขี่ม้าขาวที่ดึงฉันออกจากความเศร้าได้ เป็นสุดหล่อที่อยู่ในซีรีย์ก็ไม่ผิดนัก
ฝืนใจทำงาน
ยังไงเราก็ยังต้องใช้เงินในการดำเนินชีวิต ฉันจึงฝืนตัวเองให้ทำงานในบางเวลา ยอมรับว่าช่วงนั้นบริหารเวลาได้แย่มาก ประสิทธิภาพงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ฉันต้องไม่หยุด ทำได้น้อยก็ต้องทำ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการรักตัวเอง ทุกงานที่ทำมันคือการสร้างชีวิตของเราแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครและไม่ได้ทำให้ใคร อย่างน้อยที่สุด ฉันจะได้มีเงินจ่ายค่าห้องเดือนต่อไป และมีเงินซื้อของกินที่ชอบได้อีก เทคนิคของฉันคือ ช่วงไหนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ฟุ้งซ่านมากก็จะนั่งลงทำงานทันที ถ้าตอนไหนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วก็จะไม่ฝืน หรืออาจแบ่งการทำงานเป็นช่วงสั้นๆ บอกเลยว่าเงินที่ถูกโอนเข้าบัญชีในวันเศร้าๆ มันก็ช่วยเราได้มากเหมือนกัน จำไว้ว่าจะเจ็บเจียนขาดใจแค่ไหน ก็อย่าทิ้งงานที่ทำเป็นอันขาด สำหรับคนที่ทำงานประจำก็ต้องใช้ความอดทนมากกว่าสักหน่อย แบกสังขารไปทำงานให้ได้ แล้วค่อยกลับมาซ่อมแซมหัวใจทีหลัง หรือถ้ามันหนักมากจริงๆ อาจต้องคุยกับที่ทำงานเพื่อขอ WFH สักระยะ ดีกว่าปล่อยให้งานเกิดความเสียหาย อย่าต้องเสียใจเพราะผู้ชาย แล้วเสียงานอีกต่อหนึ่งเลย
ออกกำลังกายให้ได้เหงื่อ
นอกจากเรื่องกินแล้ว ฉันว่าการออกกำลังกายช่วยฉันได้มาก ตอนนั้นฉันเลือกออกไปวิ่งที่สนามกีฬาในตอนเช้า แรกๆ ฉันเปิดเพลงเศร้า เหมือนมาวิ่งทำทรงอกหักเป็นนางเอกใน MV เลย ขาของฉันวิ่งไปและใจของฉันก็คิดแต่ว่า ฉันทำผิดอะไรถึงโดนทิ้ง 2-3 วันแรกฉันวิ่งไปร้องไห้ไป ตลกมากจริงๆ โชคดีที่ยังไม่มีคนมาใช้งานสนาม แต่เชื่อไหมว่าความเหนื่อยมันฟื้นฟูใจเราได้อย่างประหลาด หลังจากนั้นฉันเริ่มไม่ร้องไห้ และไม่เศร้าไปตามเพลง ไม่ถึงครึ่งเดือนฉันเริ่มเปลี่ยนไปฟัง podcast เรื่องที่สนใจตอนวิ่ง ทีนี้ได้ทั้งสุขภาพและความรู้เลย ตอนวิ่งเราจะมีสมาธิมาก ฟังไปคิดตามไป พอเหงื่อออกมากพอ จิตใจก็เบาสบาย ประเด็นที่เคยทำให้ปวดใจ มันก็ไม่รุนแรงเท่าเดิม จากที่เคยคิดแล้วน้ำตาแตก ก็เปลี่ยนเป็นเศร้าใจเล็กน้อยแล้วตัดบทว่า "มันก็แค่นี้แหละ"
คุยกับคนแปลกหน้า
ข้อดีอีกอย่างที่ได้ไปอยู่ต่างถิ่น ซึ่งไม่มีคนรู้จักเราก็คือ การคุยกับคนแปลกหน้าจะกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำในช่วงแรก และอาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาในเวลาต่อมา ฉันเริ่มพูดคุยกับแม่ครัวร้านข้าว บาริสต้า คนถ่ายเอกสาร คนแปลกหน้าที่มาวิ่งที่สนามเดียวกัน บางคนไปเจอกันตามร้านกาแฟก็คุยกันยาวนาน เวลาที่เราได้คุยกับคนแปลกหน้า มันจะเหมือนได้เปิดโลกใหม่ ไม่ต้องสนใจว่าเขาจะมองเรายังไง มีความสบายใจในการคุยมากกว่า หลายครั้งได้รู้ราวที่น่าทึ่ง ได้มุมมองที่ไม่เคยคิดถึง หลายครั้งได้เพื่อนใหม่ที่มีคุณภาพ ทั้งหมดมันทำให้ความทุกข์ของเราคลายลง และยังได้เห็นโอกาสใหม่ๆ มากขึ้นด้วย ยังจำได้ว่ามีครั้งนึง ฉันได้เจอผู้ชายคนนึงในห้องสมุด บังเอิญได้คุยกันเพราะหาหนังสือเล่มเดียวกันอยู่ ไล่ไปตามรหัสที่ชั้นหนังสือแต่ก็ไม่เจอ ไปๆ มาๆ เลยได้คุยกันยาว ด้วยความที่เราเจอกันในห้องสมุด เขาเลยแนะนำหนังสือดีๆ ให้ฉันได้ลองอ่านอีกหลายเล่ม และยังแนะนำที่เที่ยวใกล้ๆ ที่ฉันไปเองได้ให้ด้วย
ลงมือทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน
เรื่องนี้ไม่ต้องคิดอะไรให้ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องคิดว่าทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไรไหม เอาไปต่อยอดอะไรได้บ้าง ขอแค่เริ่มสนใจและอยากลองดูสักครั้งก็พอ ฉันเองตัดสินใจลองเล่นสเก็ตบอร์ด แล้วก็ฝึกด้วยตัวเองอยู่นาน จากเดิมที่ไปวิ่งตอนเช้า ฉันก็จะสลับกับการเอาสเก็ตบอร์ดไปไถเล่น ช่วงแรกก็เริ่มจากการไถและทรงตัวให้ได้ก่อน ต่อมาก็เริ่มฝึกท่าง่ายๆ บอกเลยว่าฉันไม่ค่อยมีทักษะทางด้านนี้เลย ร่างกายเคลื่อนไหวได้แย่มาก อุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง หนักสุดคือสะโพกช้ำต้องหยุดเล่นไปเป็นเดือนๆ หลังจากนั้นจึงได้เจอกลุ่มคนเล่นสเก็ตบอร์ด พวกเขาก็มาช่วยแนะนำและเล่นด้วยกัน เป็นอย่างนั้นอยู่หลายเดือน มันสนุกมาก ตอนที่เล่นสเก็ตบอร์ดจะลืมทุกอย่างไปจนหมดสิ้น ระหว่างนั้นฉันลงเรียนภาษาจีนด้วย เพราะกำลังติดซีรีย์อยู่ ก็คิดว่าอยากลองฟังได้บ้างจัง ก็เรียนไปวันละนิดผ่านระบบออนไลน์ กินเวลากว่า 2 ปีในการเรียน ก็พอจะได้ใช้ประโยชน์อยู่เหมือนกัน นอกจากนี้ฉันยังเดินป่าและแคมป์ปิ้ง ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่และเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ฉันมองเห็นตัวเองชัดขึ้นมาก ว่าจริงๆ เรามีความสามารถหลายอย่างที่ไม่เคยใช้ เก็บเนื้อเก็บตัวให้เวลาผ่านเลยไปหลายปี ทิ้งช่วงชีวิตที่ควรจะพัฒนาได้ไปตั้งมากมาย ได้มองโลกในมุมที่กว้างขึ้น แล้วก็เห็นอีกว่าปัญหาของเรานั้นเล็กจิ๋ว เล็กจนไม่น่าเสียเวลาไปกับการเสียใจอะไรเลย
เขียนแบบ Free Writing
ไม่ว่าจะชอบเขียนหรือไม่ บอกเลยว่าการเขียนก็ช่วยได้เยอะมากจริงๆ แต่เราแนะนำว่าอย่าเขียนบันทึกแบบไดอารี่ แต่ให้เขียนแบบ Free Writing แทน มันคือการเขียนทุกอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัว ไม่ต้องสนใจว่าการเรียบเรียงจะสวยหรูไหม จะลำดับเรื่องราวได้ดีแค่ไหน แค่ปล่อยใจแล้วเขียนมันออกมา เขียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เท่าที่อยากเขียน ไม่จำกัดความสั้นยาว ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ฉันเขียนตอนที่ร้องไห้ ฉันระบายความคับแค้นใจทุกอย่างผ่านตัวอักษร และบางครั้งก็เขียนถึงความรักครั้งใหม่ที่ฉันต้องการ หลายครั้งเขียนถึงความฝันของตัวเองที่หลงลืมไป แต่โดยรวมก็จะเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแฟนเก่าเป็นส่วนใหญ่ ข้อดีคือ พอเขียนแล้วมันเหมือนได้ปล่อยสิ่งที่ค้างคาใจออกไปจริงๆ บางเรื่องเขียนไปแล้วก็ไม่กลับมาคิดวนซ้ำอีก แถมพอเวลาผ่านไป เรากลับมาดูก็จะอดขำไม่ได้ ว่าตอนนั้นฉันเป็นบ้าบออะไรเหรอ ผู้ชายคนนั้นมันดีขนาดนั้นเลยเหรอ หลงหัวปักหัวปำไปได้ยังไง๊
ทำสิ่งที่เคยโดนห้ามหรือสิ่งที่คิดแต่ไม่เคยได้ทำ
อันนี้ค่อนข้างเฉพาะบุคคลนะ คือส่วนตัวฉันตอนที่คบกับแฟนเก่าค่อนข้างหัวอ่อน เป็นคนขี้กลัวพอสมควร และมักจะโดนห้ามหลายเรื่อง เช่น ห้ามไม่ให้ไปเที่ยวไหนคนเดียว แต่ให้ไปด้วยกันเสมอ ข้อห้ามนี้ทำให้ฉันไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนเลย ปีนึงได้ไปไกลสักหนนึงเท่านั้น ที่เหลือก็เที่ยวห้าง ตลาดใกล้ๆ หรือจังหวัดใกล้ๆ ที่เขาต้องไปทำงานอยู่แล้ว ห้ามไม่ให้กินอาหารบางประเภท และสารพัดข้อห้ามที่เป็นเรื่องจุกจิก ฉันก็ลองทำหมดทุกอย่าง ทั้งส่วนที่เคยโดนห้าม และส่วนที่เคยคิดว่าอยากทำแต่ไม่มีโอกาส สิ่งที่ได้มาคือ ... มันรู้สึกถึงความอิสระในการตัดสินใจอย่างแท้จริง ไม่ต้องระแวงหรือห่วงความรู้สึกของใคร ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนดุหรือบาดหมางกับคนใกล้ตัว ทำให้ฉันตระหนักได้จริงๆ ว่านี่คือชีวิตของฉันเอง ที่สามารถทำได้ทุกอย่างที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธสิ่งที่ไม่อยากทำได้ง่ายๆ
ท่ามกลางประเด็นใหญ่ๆ ที่เล่าไปนี้ มันจะมีรายละเอียดเล็กๆ นับไม่ถ้วน ที่จะต้องเจอตอนที่เราลองทำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม บอกเลยว่ามันเป็นเรื่องดีทั้งหมด อย่างน้อยเราจะได้ประสบการณ์ใหม่ ได้เห็นตัวเองแบบใหม่ ได้เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับตัวเองที่ฝังหัวมานาน รวมถึงได้เห็นความจริงในตัวแฟนเก่าของเราด้วย
กระบวนการนี้ใช้เวลาแตกต่างกันไปในแต่ละคน เราเองใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 2 ปีเต็ม โดยไม่รู้ตัวเลยว่าความเศร้าใจจากการถูกทิ้งมันหายไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็คือ ชอบตัวเองในเวอร์ชันใหม่อย่างมาก เป็นคนกล้าตัดสินใจ อยากทำอะไรก็ทำทันที พร้อมเปิดรับทุกอย่าง และมีสกิลติดตัวเพิ่มขึ้นหลายอย่าง
สำคัญที่สุดคือ ความรู้สึกว่าทั้งรักและเจ็บปวดจากแฟนเก่านั้น มันไม่หลงเหลืออะไรอยู่เลย เขากลายเป็นคนหนึ่งที่เคยผ่านเข้ามา และไม่ได้ทิ้งความทรงจำอะไรเอาไว้ให้นึกถึง จากเดิมที่เขาเป็นฝ่ายพยายามขีดเส้นให้ฉันเว้นระยะห่างกับเขา กลับเป็นฉันที่อยากตัดขาดเขาอย่างสิ้นเชิง และไม่ได้อยากเรียกร้องหาความเห็นใจจากใครอีก เป็นอารมณ์ประมาณว่า จากนี้ใครจะคิดกับฉันอย่างไรก็เชิญเลย ไม่คิดจะไปนั่งแก้ตัวกับทุกๆ คน ว่าความสัมพันธ์ที่จบลงนี้ ฉันเป็นฝ่ายถูกกระทำ และไม่ได้ทำอะไรผิดเลย พอมันเป็นการตกผลึกทางความคิดได้จริงๆ มันเลยเบาสบายและเป็นธรรมชาติ เกิดความรักตัวเองขึ้น เจ๋งกว่านั้นคือความรักครั้งใหม่มันจะเริ่ดกว่าเดิมเป็นพันเท่า เพราะเรารู้จักตัวเองมากพอ มีจุดยืนที่ชัดเจน และจะไม่มองข้ามการสังเกตคนใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิตของเรา
สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังเศร้าใจอย่างมากอยู่ในตอนนี้ ขอให้ฟื้นฟูตัวเองได้โดยเร็ว แต่ก็อย่าฟืนตัวเองมากเกินไปนะ อ่อนโยนกับตัวเองให้มากๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนอื่นทำเราเจ็บช้ำมันก็เกินพอแล้ว อย่าซ้ำเติมตัวเองเพิ่มอีกเป็นอันขาด ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ ก็มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่สุข ทุกข์ เหนื่อยยาก และสุขสบายกับตัวเรามาตลอด และถ้าวันนึงผ่านพ้นวันแย่ๆ ไปได้แล้ว ก็ขอให้รู้ว่าทุกอย่างที่ผ่านมามันไม่สูญเปล่า อย่าเสียใจกับเวลาที่เสียไป เพราะอย่างน้อยมันทำให้เรามองคนเก่งมากขึ้น ระมัดระวังและไม่เร่งรีบเกินไปในทุกความสัมพันธ์ เด็ดสุดคือ เราจะเป็นคนที่อยู่ได้ด้วยตัวเองจริงๆ โดยไม่ต้องรอความสุขจากใคร คนที่จะเข้ามาใหม่จึงเป็นกำไรของชีวิต ไม่ใช่ส่วนที่จะต้องมาทำให้เราเติมเต็ม เราเต็มด้วยตัวเองอยู่แล้ว และไม่ว่าใครจะเข้ามาหรือออกไปเมื่อไร ก็ไม่อาจบั่นทอนความสุขและคุณภาพชีวิตของเราได้อีก

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น