แค่มัทฉะแก้วเดียวก็เพียงพอจะเยียวยาหัวใจ

แค่มัทฉะแก้วเดียวก็เพียงพอจะเยียวยาหัวใจ

บางครั้งชีวิตของเราก็เต็มไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย มีทั้งเรื่องราวที่ทำให้เหนื่อยล้าจนไปต่อไม่ไหว เรื่องราวที่ทำให้ทุกข์ใจ ไหนจะความกดดันรอบข้างและเสียงจากผู้คนที่ค่อย ๆ กลืนกินความเป็นตัวเราลงไปทีละนิด บางวันโลกของเราก็แสนจะมืดมน ขณะที่ในบางวันโลกของเรากลับส่องสว่างจ้า และสำหรับบางคนสิ่งที่ปลอบประโลมใจของพวกเขาอาจเป็นเพลงเพราะ ๆ สักหนึ่งเพลง บางคนอาจจะเป็นการได้ดูหนังสักเรื่อง หรือสำหรับบางคนอาจเป็นการได้ออกไปพักผ่อน ท่องเที่ยวและใช้ชีวิตโดยที่ปราศจากโซเชียลมีเดียหรือเรื่องราวที่ทำให้หนักใจ แต่สำหรับเรา ‘มัทฉะ’ แค่ 1 แก้ว ก็สามารถเยียวยาหัวใจที่เหนื่อยล้าให้กลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้งหนึ่ง มันเริ่มต้นตั้งแต่เสียงของไม้ไผ่ที่กระทบกับชามสำหรับฝนมัทฉะ เสียงของมันทำให้นึกถึงเสียงของสายฝนยามเช้าที่นิ่งสงบ กลิ่นหอม ๆ พร้อมกับไอร้อนที่ระเหยขึ้นมา ทำให้รู้ว่าเมื่อเราโตขึ้นสิ่งที่เราต้องการก็คือ ความสงบและการได้พักผ่อนบ้างในบางครั้ง ด้วยการจมอยู่กับความคิดของตัวเองก็นับว่าเป็นการพักที่ดีมากที่สุดแบบหนึ่ง - - - - - >พิธีการเล็ก ๆ ในระหว่างที่ชงชาทำให้เราได้เรียนรู้ ‘จังหวะ’ การชงชามีพิธีการ มีแบบแผนเป็นของตัวมันเอง ทุกอย่างไม่สามารถเร่งรีบได้และอาศัยความตั้งใจที่จะทำให้มัทฉะแก้วนั้นเลิศรส เริ่มตั้งแต่ตอนตักผงชาใส่ถ้วยโดยไม่ให้หก ตอนตีมัทฉะให้กลายเป็นฟอง หรือในขณะที่ยกแก้วชาร้อน ๆ จรดขึ้นสู่ริมฝีปาก ทุกอย่างล้วนอาศัยจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ปัจจุบันโลกของเรานั้นเร่งรีบ ทุกอย่างขึ้นกับเวลา อีกทั้งยังมาพร้อมกับความคาดหวังของผู้คนที่มากเกินความจำเป็น ทำให้การหยุดเพื่อชงมัทฉะดื่มสักแก้วกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและทำให้เสียเวลา ทั้ง ๆ ที่สิ่งนี้แหละ! ที่เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เล็ก ๆ ให้กับใครหลาย ๆ คน รวมทั้งตัวเราเองด้วย พิธีชงชาของญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่การชงเครื่องดื่มแต่นับว่าเป็น ‘วิถี’ นับเป็นวิถีหนึ่งที่เรียกว่าได้ว่า ‘วิถีแห่งชา’ ที่หยั่งรากลึกลงไปในปรัชญาที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า ‘เซน’ เป็นหลักการสี่ประการที่ปรมาจารย์ชา เซน โนะ ริคิว บัญญัติเอาไว้ โดยนับได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเยียวยาจิตใจของเราเลยก็ว่าได้ วะ/wa หมายถึง ความกลมกลืนระหว่างธรรมชาติและผู้คน รวมทั้งอุปกรณ์ชงชส โดยเราควรเลือกที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ อยู่รวมกันแบบเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครหรือทำอะไร ไม่ว่าคุณจะใช้ถ้วยดินชงชา หรือกำลังนั่งจัดดอกไม้ ทว่าสุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนต่างก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การชงชาจึงสอนให้เราปรับตัวกับสิ่งรอบข้าง แทนที่จะบังคับให้สิ่งรอบข้างเป็นไปตามความต้องการของตัวเองจนปวดใจ เค/kei คือ การเคารพผู้อื่นอย่างจริงแท้ ทั้งผู้ชง ผู้ดื่ม หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้ในงานพิธี ถึงแม้สิ่งของเหล่านี้จะดูเป็นสิ่งของที่เล็กน้อย แต่ว่าการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยความเคารพสูงสุก จะสอนให้เรารู้จักเห็นคุณค่าจากทุกสรรพสิ่ง และที่สำคัญที่สุดคือ จะสอนให้เรารู้จักเคารพตัวเอง เคารพในความไม่สมบูรณ์แบบ เคารพในความเหนื่อยล้า และเคารพในความต้องการที่จะหยุดพักบ้างในบางครั้ง เซ/sei หมายถึง ความสะอาด บริสุทธิ์ ทั้งกายและใจ ห้องชงชาต้องปราศจากสิ่งสกปรก คราบโสโครกและฝุ่น นอกจากนี้ผงชาและน้ำที่ใช้ชงยังต้องเป็นน้ำบริสุทธิ์ ดังนั้นการชงชาจึงเหมือนกับเป็นการสอนให้จิตใจของผู้เข้าร่วมพิธีต้องบริสุทธิ์และปราศจากความโลภใด ปราศจากความทะเยอทะยานและความกังวลภายนอกที่จะเข้ามารบกวน การชงชาจึงนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีในการ ‘ชำระจิตวิญญาณ’ ไปสู่จุดที่เรียบง่ายและสะอาดที่สุดของตัวเอง จากุ/jaku นับเป็นจุดสูงสุดของวิถีการชงชา เป็นความสงบเงียบที่อยู่ภายใน เป็นความสมถะและการยอมรับสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ ในความเรียบง่ายและความสงบนี้ เราสามารถค้นพบความสุขและเยียวยาบาดแผลในจิตใจของตัวเองได้ การจิบชายังสอนให้เรา ‘อยู่กับปัจจุบัน’ ทุกขณะที่ยกแก้วขึ้นจิบอีกด้วย กล่าวได้ว่าพิธีชงชาที่ใช้เวลานี้ เป็นเหมือนบทเรียนและเครื่องเตือนใจให้กับเราเสมอว่าบางครั้งชีวิตคนเราก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบถึงขนาดนั้นและเราที่เป็นมนุษย์ยังคงสามารถพักผ่อนและเยียวยาจิตใจของตัวเองได้เสมอหากต้องการ - - - - - >เกร็ดเล็ก ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการชงชาอ้างอิงกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไหน ๆ ก็ร่ายยาวเรื่องวิถีเซนไปคร่าว ๆ แล้ว ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องของพลังเยียวยาที่การดื่มมัทฉะให้แก่เรา คือ มันมีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วนะอะไรแบบนี้ ตามประวัติศาสตร์การดื่มชาไม่ได้เริ่มต้นที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง แต่ว่ามันเริ่มที่จีน สมัยราชวงศ์ซ่ง โดยเริ่มต้นจากการเอาชามาอัดเป็นก้อนแล้วบดเป็นผงเพื่อนำไปชงดื่ม ต่อมาในศตวรรษที่สิบสอง พระสงฆ์ของญี่ปุ่นนิกายเซน ชื่อ เอไซ ก็นำเมล็ดชาและก็วิธีทำชาผงกลับประเทศญี่ปุ่น พระเอไซรูปนี้ เขียนหนังสือชื่อ Kissa Yojoki ที่แปลว่า บันทึกการรักษาสุขภาพด้วยการดื่มชา พระเอไซกล่าวว่า ชาคือยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุดขิงจิตใจและเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ดีที่สุด ในช่วงแรกมัทฉะเลยถูกใช้เป็นยาบำบัด และยังเป็นเครื่องมือที่พระสงฆ์ใช้ให้ตัวเองตื่นตัวตลอดการทำสมาธิด้วย และนั่นแหละ มันเลยหมายความว่า มัทฉะมันเกี่ยวข้องกับศาสนาเซนและเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม มันทำให้จิตใจสงบและมีสติ การจิบชาเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม เพราะว่าชามีคาเฟอีนในระดับที่เหมาะสมซึ่งทำงานร่วมกับกรดอะมิโนพิเศษ ทำให้ผู้ดื่มอยู่ในสภาวะที่สงบแต่ก็ตื่นตัว เป็นสภาวะที่เหมาะมากในการใช้เพื่อทำสมาธิและทบทวนตัวเอง - - - - - >มัทฉะมีสีเขียว มัทฉะมีสีเขียว สีเขียวที่หมายถึง ความสงบ และสีของมันทำให้ใจเย็นได้โดยไม่รู้ตัว สีของมัทฉะทำให้นึกถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ท้องฟ้ากว้างและเมฆขาวอีกทั้งสีเขียวของมัทฉะยังหมายถึง ‘สีของการเริ่มต้นใหม่’ สีแห่งการงอกงามที่เกิดขึ้นได้หลายต่อหลายครั้งแม้ว่าจะเหี่ยวเฉาไปบ้าง เปรียบได้กับอารมณ์ของทุก ๆ คนที่อาจจะขมุกขมัวในบางที แต่เมื่อได้เห็นมัทฉะในถ้วยเปล่งประกายแวววาวพร้อมฟองฟูนุ่มก็พอจะทำให้เบาใจได้บ้างใช่ไหมล่ะ? สีเขียวของมัทฉะเป็นสีของคลอโรฟิลด์ เกิดจากที่ต้นชาถูกพรางแสงก่อนเก็บยี่สิบถึงสามสิบวัน กระบวนการนี้ยังเพิ่มกรดอะมิโนที่เป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มกรดอะมิโนตัวสำคัญที่ทำให้จิตใจสงบได้อย่างมหาศาล เมื่อเราได้เห็นสีเขียว ๆ มันจะกระตุ้นให้ร่างกายของเราเข้าส่สภาวะสงบตามธรรมชาติ เป็นการเชื่องโยงเรากับธรรมชาติและนำให้อยู่ห่างไกลออกจากความวุ่นวายของตัวเมือง อีกทั้งยังเป็นการย้ำเตือนถึงการเติบโตและการเริ่มต้นใหม่ - - - - - >กลิ่นคือสิ่งที่ทำให้เราโหยหาอดีต กลิ่นของมัทฉะก็เช่นกัน มัทฉะมีกลิ่นเฉพาะตัว มีทั้งเบสสาหร่ายและเบสถั่ว แต่ทุกกลิ่นก็จะนำคุณดำดิ่งสู่ห้วงเวลาแห่งความทรงจำได้ทั้งสิ้น สำหรับบางคนมันคือกลิ่นของยามเช้า ยามที่ต้องเข้าสวนกับพ่อกับแม่ ขณะที่บางคนอาจจะนึกถึงยามที่ได้กินขนมร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา การได้ออกไปเที่ยว หรือการแย่งขนมกันกินในตอนเด็ก ๆ เห็นแบบนี้ก็คงทำให้รู้ว่ามัทฉะมีกลิ่นขม แต่กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยน เช่นเดียวกับชีวิตที่ถึงแม้จะขมขื่นไปบ้างแต่ก็ตรงไปตรงมา เพราะชีวิตไม่เคยปลอบโยนเราด้วยคำพูดที่สวยหรู ทว่ากลับพูดกับเราด้วยความเป็นจริง ไม่ปลอบโยน ทว่าทำให้เรียนรู้และยืนอยู่บนโลกได้ด้วยตนเอง รสขมของมัทฉะเองก็มีที่มาที่ไป มันมาจากสารคาเทชิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุดในโลก รสขมที่ได้นี้ก็เป็นเหมือนกับการย้ำเตือนให้ผู้ดื่มรับรู้ถึงโลกแห่งความเป็นจริง เตือนให้เรารู้ว่าความยากลำบาก ความเจ็บปวดและสิ่งที่ต้องเผชิญทั้งหมด นับเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทั้งสิ้น นอกจากนี้มัทฉะยังมีรสชาติของความอูมามิ มันเป็นรสชาติกลมกล่อมที่เกิดจากกรดอะมิโนตัวสำคัญ กล่าวได้ว่ารสชาติอูมามิที่ได้รับก็คือการเยียวยาและยังนับได้ว่าเป็นรางวัลที่ทำให้ผู้ดื่มได้รับหลังจากผ่านช่วงเวลาที่ขมขื่น เพราะเมื่อความขมปะทะเข้ากับรสอูมามิบริเวณปลายลิ้น มันจะสร้างสมดุลอันแสนลงตัวให้เหมือนกับว่าชีวิตเรากำลังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างความขมเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขอย่างรสชาติอูมามิในที่สุด หากคุณต้องการ จงไขว่คว้า หากคุณเหนื่อยล้า จงพักผ่อน และหากคุณพร้อม จงลุกขึ้นและสู้ต่อ นั่นคือ ‘กลิ่น’ ที่มัทฉะอยากบอกเราทุกคนในทุก ๆ วัน หากวันหนึ่งคุณดื่มมัทฉะแล้วรู้สึกว่ามันหวาน มันอาจจะหมายความว่า วันนี้คุณเข้าใจบทเรียนชีวิตแล้วอย่างหนึ่งก็เป็นได้ - - - - - >การดื่มเพื่อปิดปากกลับกลายเป็นการพูดที่ดังที่สุด การดื่มมัทฉะก็เหมือนกับการพูดคุยกับตัวเอง เหมือนกับเป็นการทบทวนตัวเองทุกครั้งที่จิบ... ‘เธอเหนื่อยไหม’ เราถามตัวเอง ‘เหนื่อยสิ แต่ก็ยังอยากทำตรงนี้ ยังอยากเขียนหนังสือ ยังสนุกกับมันอยู่เลย จะให้ไปไหนได้ล่ะ’ เสียงของเราอีกเสียงก็จะตอบกลับมาทันที หลังจากนั้นความเงียบก็จะเข้ามาแทนที่ ตลอดระยะเวลาที่เราใช้ช่วงเวลาทั้งหมดไปกับการดื่มชา มันเหมือนกับว่าเราได้พูดคุยกับเพื่อนเก่าแก่ที่ดีที่สุด นั่นคือ ตัวเราเอง ในยุคที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน การหาเวลาให้แก่ตัวเอง การหยุดและเงียบฟังเสียงของตัวเองที่อยู่ภายในใจนับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง สิ่งที่การหยุดและดื่มมัทฉะให้แก่คุณได้นั่นคือ ‘เวลาที่หยุดนิ่งลง’ เปิดโอกาสให้คุณฟังเสียงหัวใจของตัวเองขึ้น สักห้าถึงสิบนาทีก็ยังดีนะ! - - - - - >หากรอบตัววุ่นวายเกินแก้ไข ทำยังไงดี? คำตอบง่าย ๆ ที่เราจะเลือกตอบ อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาในทันที ในทุกครั้ง หากเราสับสนและไม่รู้จะเริ่มตรงไหน อยากขอให้ลองนั่งลง ดื่มน้ำสักแก้ว ทบทวนเรื่องราวที่เกิดและหากยังไม่หาย การทำสมาธิด้วยมัทฉะสักแก้วก็น่าจะช่วยได้นะ เริ่มจากการต้มน้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อชงชา การกะปริมาณของผงมัทฉะ การตีฟอง หลังจากนั้นก็ยกขึ้นจิบ นับเป็นการฝึกให้ใจนิ่ง และเป็นการนับหนึ่งใหม่โดยไม่ต้องพูดคำว่า ‘เริ่มต้นใหม่’ หากนึกภาพไม่ออก ขั้นตอนการเริ่มต้นนั้นง่ายแสนง่าย เริ่มต้นจากการเตรียม ควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อยู่ที่ประมาณ เจ็ดสิบถึงแปดสิบห้าองศา เพื่อไม่ให้ชาร้อนและทำชาขมจัดเกินไป อย่าลืมกะปริมาณผงชาให้พอดีประมาณหนึ่งถึงสองกรัม และใช้แปรงไม้ไผ่ตีเป็นรูปตัว W หรือตัว M เพื่อสร้างฟองละเอียด ๆ แสนจะนุ่มฟู กระบวนการนี้จะทำให้เราอยู่กับปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น เพราะหากใจลอยแม้เพียงสักนิด ฟองชาอาจจะไม่ขึ้น รสชาติอร่อย ๆ ของตัวชาอาจจะหายไป แถมชาอาจจะจับตัวเป็นก้อนด้วย การมีสติขณะดื่มชาก็สำคัญ เมื่อคุณยกถ้วยจรดขึ้นที่ริมฝีปาก จะสัมผัสได้ถึงความร้อนที่ชาแผ่ออกมา ความนุ่มของฟองชา ความสมดุลของรสชาติระหว่างความขมและรสอูมามิ จะช่วยให้คุณได้เปรียบเปรยกับการลิ้มรสรสชาติของชีวิตได้อย่างชัดเจน - - - - - >มัทฉะกับวิทยาศาสตร์ ไหน ๆ ก็พูดเรื่องมัทฉะกับศาสนาเซนไปแล้วด้วย ก็เลยอยากแทรก ๆ อะไรน่าอ่านเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เอาไว้เป็นเกร็ดความรู้กันสักเล็กน้อย มัทฉะนั้นให้สารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและเข้าไปถึงระดับชีวเคมีเลยนะ ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนเราได้เลยแบบไม่มากก็น้อย มัทฉะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุดเพราะเราดื่มใบชาทั้งใบ สารเหล่านี้ช่วยปกป้องเซลล์จากความเครียด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเราล้า รวมทั้งจิตใจด้วย กรดอะมิโนเฉพาะหรือ แอล-ธีอะนีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยกระตุ้นคลื่นอัลฟ่าที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวของความผ่อนคลาย ความสงบและความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่กาแฟอาจทำให้ใจสั่นและเกิดอาการวิตกกังวล แต่ชาเขียวกลับมอบสารที่ทำให้ผู้ดื่มได้จมดิ่งสู่ความนุ่มนวล ความสงบ ที่ราบเรียบโดยไม่ปรากฏผลข้างเคียงใด กรดอะมิโนเฉพาะนั้น มีความสามารภในการช่วยปรับปรุงสารอย่างโดพามันและเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของอารมณ์และความสุข ทำให้การจิบมัทฉะกลายเป็นการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่สมอง อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลเคมีของฮอร์โมน ลดระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลลงด้วย - - - - - >สรุปสุดท้าย บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครมากนักหรอกนะ หากมันเหนื่อยจนเกินไป เราไม่จำเป็นต้องเก่งมากก็ได้ ไม่ต้องแข็งแรงถึงขั้นกางปีกปกป้องผู้คนได้เป็นร้อย ๆ ขอเพียงปกป้องตัวเองได้และอย่าลืมอ่อนโยนกับเพื่อนเก่าแก่ที่สุดอย่างตัวคุณเอง เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับการเยียวยาตนด้วยมัทฉะสักแก้วแล้วล่ะ...อย่าลืมลองดื่มมัทฉะกันสักแก้วนะคะทุกคน : )

Author Avatar
FUWAFUWA☁️
Introvert ที่เขียนนั่นนี่ได้นิดหน่อย เพราะการเขียนมันบอกอะไรได้ชัดเจน ละเอียดมากกว่าคำพูดและแน่นอนว่ามันไม่ยุ่งเหยิงเหมือนกับตอนพูดกับคนอื่นเลยสักนิด…อย่างน้อยเราก็คิดแบบนั้นน่ะนะ✨

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ