แม่น้ำซันสึ

แม่น้ำซันสึ

สวัสดีผู้เข้าชมที่เข้ามาอ่านบทความนี้ของเราทุกคนนะคะ การเขียนครั้งนี้ดูอาจจะแหวกแนวไปจากครั้งแรกเล็กน้อย หรืออาจจะมากเลยก็ได้ เพราะครั้งแรกเหมือนเราจะเขียนเน้นเรื่องราว เล่าเรื่องล่ะนะคะ ส่วนสำหรับการเขียนครั้งนี้ต้องขอเกริ่นก่อนว่าเราเป็นพวกชอบเขียนไปเรื่อย รีเสิร์ชอะไรหลายๆอย่างที่รู้สึกสนใจ ส่วนใหญ่คงจะวนอยู่ที่เรื่องประวัติศาสตร์ ตำนานของประเทศต่างๆ ไม่ก็ไลฟ์สไตล์ อาหารการกิน บ้างก็เขียนอะไรเรื่อยเปื่อยเหมือนเรื่องแรกของเรานี่แหละ เพราะงั้นในแอคเคาท์ของเราคงจะมีสไตล์เรื่องผลัดเปลี่ยนวนกันไปตามใจที่เราอยากจะเขียนนิดหน่อยนะคะ ฮา เข้าเรื่องเลยแล้วกัน เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยฉันได้ทำนิตยสารเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับในชื่อว่า MUTOPIA ทีนี้ นิตยสารหนึ่งในโปรเจคของเรา เราได้ทำการรวบรวมเนื้อหา ทั้งเรื่องสยองขวัญ สิ่งลี้ลับ ตำนาน และสายมูเตลู ก็มีแนะนำในนิตยสารเล่มนี้ เราได้รับหน้าที่จากเพื่อนในทีมในการรับผิดชอบในการทำสกู๊ปเกี่ยวกับเรื่องราวลี้ลับในต่างประเทศ ไอเราก็เป็นพวกชื่นชอบเรื่องราวของญี่ปุ่นด้วย สกู๊ปที่ได้ทำตอนนั้นก็เลยเอาเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นมาเลย แถมนั่งหาข้อมูลกันได้ทั้งวันทั้งคืน เอาให้แน่นที่สุดเท่านทีทำได้ ถึงสุดท้ายเราจะต้องเอาเรื่องที่เขียนมาได้สี่ห้าหน้ากระดาษ มาคัดให้เหลือแต่ส่วนที่สำคัญ จัดเรียง และตรวจสอบข้อความที่เขียน เพื่อที่จะออกมาเป็นหนึ่งสกู๊ปบทความ ที่อยู่ในแค่หน้าเดียวแถมยังเป็นคอลัมล์แบบแบ่งสองด้านซ้ายขวา ทำให้เนื้อหาที่จะยัดลงไปได้น้อยกว่าที่คิดไว้ไปอีก แต่ก็ขอยอมรับเลยว่าขั้นการทำข้อมูลเป็นอะไรที่ทำได้เพลินมากเลยล่ะ แล้วพอเราได้ย้อนกลับมาดูสกู๊ปนี้ที่เราได้เขียน เราก็แอบคิดว่า เอ้อ เรื่องที่เราเขียนพอกลับมาอ่านมันก็น่าสนใจดีนะ เป็นความรู้ที่หากนำไปศึกษาหรือค้นคว้าต่อก็อาจจะเป็นไอเดียในการคิดสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ไม่ว่าจะบทความ เรื่องสั้น นิยายหลายตอน หรือสายทำหนังกับแอนิเมชั่นก็น่าสนใจ เพราะอย่างนี้ก็เลยอยากจะแชร์เอามาให้อ่านกัน เผื่อว่าบทความในนิตยสาร MUTOPIA บทความนี้ จะมีประโยชน์นอกจากเป็นแค่บทความในนิตยสารส่งงานโปรเจ็คอาจารย์ ที่ไม่ได้ถูกเผยแพร่ให้อ่านในที่สาธารณะ เอาล่ะ ใกล้จะได้อ่านบทความกันแล้ว แต่เราขอติดเตือน อืม..จะว่าเตือนก็ไม่ถูก เรียกว่าเป็นการบอกกล่าวกันตกใจในเนื้อหาที่จะได้อ่านแล้วกันนะ ก็คือข้อความต่อจากนี้อาจจะทำตกใจที่สำนวนที่เราเขียนออกมามันจะดูมีความทางการหน่อยๆ ไม่เหมือนเพื่อนเล่าสู่กันฟังเหมือนเนื้อความที่พวกคุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้ ก็นิตยสารนี่เนอะ แถมเป็นการส่งงานอาจารย์ด้วย ต้องผ่านมือ ผ่านตา เพื่อที่จะปรับแก้เนื้อหาสาระ ข้อความ และภาษาที่ยังไม่เข้าร่องเข้ารอยอย่างที่ควรจะไป แต่รับรองว่าเนื้อหาน่าสนใจ น่าเอาไปเป็นเกร็ดเล็กๆในการสร้างเรื่องราวแน่นอน อีกทั้งบางจุดเราก็ไม่ได้เอามาจากนิตยสารที่เราเขียนแบบร้อยเปอร์เซนต์เพราะว่ายังมีส่วนที่สำนวนดูแปลกๆแปร่งๆอยู่ เลยมีการปรับคำพูดบางส่วนให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วย กับบทความนี้เรารีเสิร์ชมาค่อนข้างเยอะเลยกว่าจะได้สกู๊ปนี้ออกมา ยังไงก็อยากให้ลองอ่านกันนะ อะ อะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วเดี๋ยวจะคอยเขียนวงเล็บไว้ข้างหลังเนื้อหาบางส่วนด้วยเลยแล้วกัน ซึ่งเนื้อหาในวงเล็บนั้นจะเป็นการวิเคราะห์ต่อยอดจากสิ่งที่เคยเขียนไว้ด้วยเลย! ถือว่าเป็นมุมมองของเราหลังทำนิตยสารนี้จบและได้รับรู้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆไม่ว่าจะเป็น หนังสือ หนัง นิยาย พิธีกรรม หรืออะไรก็ตามแต่ที่ผ่านเข้ามาให้ได้เห็นในชีวิตเลยแล้วกัน แต่ตรงนี้คงต้องพาดหัวโตๆ อย่างกับพาดหัวข่าวว่า ข้อความด้านหลังพวกนั้นอาจจะเอามาอ้างอิงมากไม่ได้หากใครต้องการเอาเรื่องราวนี้ไปต่อยอดเป็นผลงานหรือเป็นเกร็ดความรู้ใหม่ๆประดับตัว แต่ที่อยากจะเขียนไว้เพราะเราดันคิดว่าใส่ไว้ให้อ่านก็อ่านเพลินดีนะ เหมือนตอนอ่านหนังสือสักเล่ม ดูหนังสักเรื่องแล้วเพื่อนช่วยกันวิเคราะห์ไงล่ะ แถมยังเป็นตัวเบรกอารมณ์ไม่ให้บทความนี้ดูตึงไปด้วย เพราะเราคอยนั่งวิเคราะห์และใส่ความเห็นในแต่ละส่วนอยู่ด้วยเสมอ จะว่าไปถ้าพวกคุณอ่านแล้วมีอะไรเพิ่มเติมก็คอมเมนต์ได้นะ เพราะว่ามันจะทำให้เหมือนกับว่าฉันมีเพื่อนช่วงวิเคราะห์ด้วยยังไงล่ะ ถ้าพร้อมแล้วเรามาเข้าเรื่องของ แม่น้ำซันสึ แม่น้ำที่คั่นดินแดนของคนเป็นคนตายกันเถอะ! … แม่นํ้าซันสึ (sunzu) เป็นแม่นํ้าที่อยู่ในตํานานของศาสนาพุทธในนิกายความเชื่อของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีแนวคิดคล้ายกับตำนานเรื่องราวศาสนาฮินดูเรื่องของแม่น้ำไวตารนา(Vaitarna)และความเชื่อกรีกเกี่ยวกับแนวคิดของปรภพซึ่งเป็นมีเนื้อหาในทางเดียวกัน คือ แม่น้ำที่ขั้นระหว่างโลกนี้และโลกหน้า (อันนี้ตอนเราทำรีเสิร์ชยังหาข้อมูลชื่อเฉพาะขอฃฟังตำนานกรีกไม่ได้ ยังไงถ้าใครรู้ก็มาแชร์กันได้นะ และจริงๆเหมือนจะเห็นตำนานแบบนี้อยู่ในหลายประเทศ หลายวัฒนธรรมเลย แต่เราเลือกจะนำเสนอกับส่วนที่เป็นวัฒนธรรมใหญ่ที่คนน่าจะรู้จักกัน เพื่อให้สกู๊ปนี้ไม่ได้ดูลึกเกินไป คนปกติที่ไม่ได้เนิร์ดประวัติศาสตร์ ตำนานอย่างเราจะได้อ่านและพอเข้าใจได้ แฮะๆ) ตำนานเล่าว่าก่อนถึงชีวิตหลังความตายดวงวิญญาณของผู้ตายต้องข้ามแม่น้ำพื่อไปยังอีกฟากหนึ่งที่เรียกว่าฮิกัน ซึ่งแปลว่า ชายฝั่งที่ห่างไกล โดยผ่านทางแม่น้ำซันสึ ซึ่งรายละเอียดของตำนานเล่ากันว่าเป็นที่อยู่ของปลาที่สูญพันธุ์ไปแล้วแต่ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่สามารถจับต้องได้ มีหมอกหนาทึบที่ระยิบระยับปกคลุมไปทั่ว ไม่มีทั้งกลางวันและกลางคืน มีโขดหินแหลมคมที่มีตะไคร่หนาแทงขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำ ไม่ว่าดูอย่างไรก็เป็นทิวทัศน์ที่ประหลาดตา ช่างต่างจากโลกแห่งความเป็นจริงโดยแท้ อีกทั้งบนที่ดินของด้านข้างของแม่น้ำซันสึมักถูกปกคลุมไปด้วยดอกไม้ชนิดหนึ่งชื่อ ‘ฮิกันบานะ’ หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อพลับพลึงแมงมุม ที่ได้ชื่อนั้นเพราะเป็นดอกไม้ที่มีรูปร่างเป็นเส้นสายโยงใยออกมาจากตัวดอกเหมือนกับแมงมุม ซึ่งด้วกไม้ชนิดนี้มันเป็นดอกไม้ที่ถูกผูกโยงไว้กับความตาย ชีวิตหลังความตาย การพลัดพราก และการแปรเปลี่ยนทางจิตวิญญาณ ขอ สรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใดก็ตามแต่ (ในจุดนี้เราอาจจะสังเกตได้ว่าในงานภาพหรือการบรรยายของหลายๆที่หากมีการเล่าถึงความตายมันจะมีภาพเป็นสิ่งที่ตายอยู่คู่กับดอกฮิกันบานะเสมอ ไม่ก็เป็นสัตว์ที่ยังมีชีวิตแต่ก็ต้องร่วงโรยลงเมื่อสัมผัสกับดอกไม้ชนิดนี้) ฮิกันบานะมักใช้สำหรับงานศพหรือปลูกไว้รอบๆสุสานเพื่อกันแมลงศัตรูพืช เนื่องจากพวกมันมีพิษที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้ (เชื่อเลยว่าหลายๆคนมี่ดูอนิเมะ อ่านนิยาย หรือดูหนังของฝั่งญี่ปุ่น คงจะมีคุ้นหูคุ้นตากันบ้าง ฟันแฟคอีกอย่างคือเมื่อสมัยเด็กเราเคยอ่านเจอว่ายุคก่อนๆของญี่ปุ่นจะมีที่ที่ปลูกดอกฮิกันบานะไว้หลายที่เลย เดาว่าเอามากันแมลงอย่างที่อยู่ในสกู๊ปนี่แหละ แต่แน่นอนว่าคงมีคนเผลอไปกินมันบ้าง อะไรยังไงก็ฟังหูไว้หูนะ เพราะข้อมูลตรงนี้มาจากความทรงจำล้วนๆเอาอ้างอิงไม่ได้นะคะ) ตำนานมักกล่าวไว้ว่าเส้นทางในการข้ามมีอยู่สามทางที่ดวงวิญญาณจะได้พบ คือ สะพานใหญ่ เรือเล็ก และแม่น้ำลึกที่งูอาศัยอยู่ ซึ่งน้ำหนักของความผิด หรือหากพูดให้ชินหูนั่นก็คือคำว่าบาป บาปในตอนที่ยังมีชีวิตจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางที่จะต้องใช้ในการข้ามแม่น้ำแห่งนี้ (อารมณ์มี 3 ทางให้ไปและบาปจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางเอง จำได้ว่ามันมีรายละเอียดบอกไว้ด้วยนะว่าแต่ละทางคือบาปประเภทไหน ว่าก็ว่าพูดไปก็เหมือนการชดใช้บาปในนรกของไทยเลยนะ) แต่ก่อนหน้านั้นผู้ที่จะข้ามแม่น้ำต้องเสียค่าผ่านทางเป็นเวลา 6 เดือนให้กับยมทูตินำทางก่อนจึงจะสามารถข้ามไปได้ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมที่ประเทศญี่ปุ่นถึงมีประเพณีหนึ่งในงานศพ ที่ว่าจะมีการวางค่าผ่านทางลงไปในโลงศพให้กับคนตาย (กับอีกอย่างนึงที่คาดว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมกัน ที่เรารู้ครั้งแรกถึงกับต้องร้องว่า เห้ย หรือจะใช่ มันเชื่อมกันได้แน่ๆคือพิธีกงเต๊กของจีนนั่นเอง ถ้าไปดูภาพทำพิธีจะเห็นว่าคนทำพิธีมีการเดินข้ามสะพานกันเป็นขบวน และโยนเหรียญเหมือนเป็นค่าผ่านทางให้คนตายได้เดินทางไปโลกหน้าอย่างปลอดภัยด้วย การเดินสะพานเองก็คงจะแทนเส้นทางในการข้ามแม่น้ำแห่งปรโลกหรือเปล่านะ แต่พอรู้แบบนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามีวัฒนธรรมหรือประเทศไหนที่มีความเชื่อคล้ายๆกันแบบนี้มั้ย ถ้ามีใครมีข้อมูลเพิ่มเติมอยากให้มาแชร์กันหน่อยนะ โรคความอยากรู้อยากเห็นของฉันมันกำเริบแล้ว /เก๊กเสียงโคนัน) คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าแม่น้ำซันสึเป็นสถานที่ที่อยู่ในภูเขาโอโซเระ ซึ่งเป็นที่รกร้างและห่างไกลในจังหวัดอาโอโมริ แถบภาคเหนือของประเทศญี่ปุ่น (และดูท่าจะเป็นภูเขาในตำนานอะไรแบบนั้นด้วยนะ เพราะฉันพยายามเสิร์จเพื่อเอาภาพมาประกอบมีการเรียกภูเขาลูกนี้ว่าโอโซเระซัง ซึ่งมีตำนานกล่าวว่าที่แห่งนี้คือประตูสู่ปรโลกที่ผู้ล่วงลับจะมารวมตัวกัน หากเอามาเชื่อมกับตำนานแม่น้ำซันสึก็เป็นไปได้ว่าพวกเขารวมตัวกันเพื่อจะข้ามแม่น้ำสายนี้ไปยังสู่แดนคนตายอย่างสมบูรณ์หรือเปล่านะ) ในทำนองเดียวกันกับตำนานแม่น้ำซันสึก็ยังมีตำนานสายน้ำไซ แปลได้ว่าสายน้ำแห่งความตาย ซึ่งเป็นเขตแดนที่วิญญาณของเด็กที่เสียชีวิตเร็วเกินไปจนไม่สามารถวัดน้ำหนักของความผิดและใช้เส้นทางทั้งสามเพื่อข้ามไปยังอาณาจักรแห่งความตายได้ พวกเขาจึงต้องนำหินจากฝั่งที่พวกเขาอยู่ก่อขึ้นเพื่อสร้างเป็นสะพานเพื่อข้ามไปอีกฝั่งด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี เพราะเป็นเด็กน้อย เส้นทางที่ดูจะเหน็ดเหนื่อยนั้นยังสามารถที่จะไก้รับความช่วยเหลือของเทพจิโซ(พระโพธิสัตว์ผู้คุ้มครองจิตวิญญาณของด็กๆ ใครเคยเห็นภาพศาลเจ้าหรือวัดของญี่ปุ่นคงจะเคยเห็นรูปปั้นพระองค์เล็กๆอยู่ตามเส้นทาง หรือไม่ก็ในป่าบ้าง นั่นแหละคือรูปปั้นของท่านที่คอยคุ้มครองเด็กๆให้พ้นจากภูติ ผี ปีศาจ และภัยอันตรายต่างๆนานา) ซึ่งคอยเบนความสนใจของโอนิหรือที่เรารู้จักกันในฐานะยักษ์ตามความเชื่อของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้เฝ้าแม่น้ำแห่งนี้และคอยทำลายกองหินของพวกเขา (ความเห็นส่วนตัวเพราะอย่างนั้นถึงขั้นมีพิธีไล่ยักษ์โอนิ หรือนิทานที่ว่าโอนิเป็นที่น่าหวาดกลัวของเด็กๆด้วยล่ะมั้ง แต่หากมองหลายวัฒนธรรมร่วมกันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโอนิเองคงเป็นหนึ่งในคนที่พยายามรักษาความสงบให้ดินแดน สังเกตได้จากหลายประเทศมักมียักษ์คอยยืนประจำทางเข้าศาสนสถาน แต่ขอขีดเส้นไว้เหมือนเดิมนะว่าแค่ความเห็น หากใครมีแฟคของจริง ประมาณเคยหาข้อมูลไม่ก็อ่านจากแหล่งอื่นมาแล้วเขาบอกอย่างนู้น อย่างนี้ อย่างนั้น ก็เอามาแชร์กันได้น้า) … จบไปแล้วกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของตำนานแม่น้ำซันสึ แม่น้ำแห่งความตาย เส้นทางสู่ปรโลกตามตำนานความเชื่อของประเทศญี่ปุ่น หวังว่าจะเป็นเรื่องราวนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้อ่านได้เพลินๆตามกันไปได้นะ ถึงเราจะไม่ค่อยแน่ใจว่าการเขียนที่มีความคิดเห็นของเราแอบสอดแทรกเข้าไปด้วยเนี่ยจะทำให้ขัดอารมณ์เกินไปหรือเปล่า แต่จะว่าแอบสอดแทรกก็คงไม่ถูก เหมือนจะยาวกว่าเนื้อหาที่เคยมีในนิตยสารเลยด้วยซ้ำล่ะมั้งนั่น เอาเถอะ ถือว่าฟังเราบ่น บรรยาย อธิบายความคิดต่องานของตัวเอง ให้อารมณ์เหมือนตอนเราค้นหนังสือเก่าๆที่เราเคยเขียนอะไรไม่รู้ สะเปะสะปะ แล้วก็พูดๆบ่นๆหัวเราะคิกคักระหว่างอ่านก็ได้นะ แต่ก็หวังว่าหัวข้อที่เราเปิดในวงเล็บจะพอให้เอาไปคิดต่อ หรือตั้งคำถามเชิงว่า จะใช่หรอต้องรองไปหาข้อมูลมาแล้วสิแล้วกันนะ ถือว่าตรงนี้อาจจะได้เป็นพื้นที่แสดงความคิดไปได้เลย จะว่าไปเราก็ย้ำเรื่องแสดงความคิดบ่อยเหมือนกันนะ สงสัยอาการย้ำคิดย้ำทำคงไม่ได้หายไปง่ายๆ แต่เอาเป็นว่าเราอยากจะรู้ความคิดเห็นของหลายๆคนนะ แลกเปลี่ยนแบบคนไม่รู้และได้มารู้ หรือให้ข้อมูลแบบสายเนิร์ดตำนานให้เราได้เชยชมก็ได้นะ ไม่ว่าจะอย่างไหนก็ฟังดูน่าสนุกทั้งนั้นแหละ ย้ำอีกครั้งว่างานนี้มาจากสกู๊ปนิตยสารสมัยเรียน อาจจะมีเนื้อหาที่ถูกปรับเปลี่ยนไปบ้างในปัจจุบัน หรือกระทั่งมีการใส่ความเห็นของเราไปยังไงก็ใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะ! และถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมก็เอามาแชร์กันได้เลย สำหรับบทความนี้เราก็คงขอจบลงเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านจนจบนะ เหมือนจะมีส่วนที่เป็นการเวิ่นเว้ออยู่ไม่น้อยเลย ไว้มาเจอกันในบทความต่อไป เราจะพามาอ่าน พามาคุยเล่นเรื่องไหนก็รอมาเจอกันได้เลยนะคะ ขอให้มีวันที่ดี และหวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณได้สาระ เกร็ดที่น่าสนใจไปบ้างนะ <3

Author Avatar
Nao.Day
ฉันเป็นคนที่คิดและเครียดง่ายมาก เพราะอย่างนั้นเลยทำอะไรไม่ค่อยมีความสุข

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ