เรื่อง ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 7 โดย silverho
“ไอ้นี่มันคืออะไรวะ สิวหัวช้างเหรอ?” จวินเย่าบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่กำลังส่องกระจกมองเงาสะท้อนในยามเช้า วันนี้เขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไปบนใบหน้าของตัวเอง ที่บริเวณหน้าผากของเขามีตุ่มขนาดเท่าลูกแก้วผุดออกมา เขาพยายามใช้นิ้วบีบมันแล้วแต่ก็ไม่มีหนองหรือเลือดที่คั่งค้างอยู่ในนั้นเลย เขาจ้องมองมันด้วยความฉงนก่อนที่หลานเยวียนจะถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาในห้อง
“อรุณสวัสดิ์น้องพี่ วันนี้อากาศดีไปฝึกวิชากันเถอะ” เอ่ยด้วยท่าทางแจ่มใส จวินเย่าหันไปมองทันใดก่อนจะทำใบหน้าเหยเก หลายวันมานี้หลานเยวียนทำตัวสนิทชิดเชื้อกับเขามากกว่าแต่ก่อน ไม่รู้ว่าไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรืออย่างไร แต่เขาค่อนข้างรำคาญกับพฤติกรรมดังกล่าวอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ก็เล่นตัวติดกันแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบนั้น คือกะว่าจะไม่เว้นช่องว่างให้หายใจกันเลยงั้นเถอะ! เขาคิดอย่างหงุดหงิดใจ
“พี่รองไปชวนคนอื่นเถอะ สภาพข้าตอนนี้แค่ออกไปเดินเล่นยังเหนื่อยหอบเลย” ว่าพลางหันไปส่องกระจกและพยายามบีบสิวบริเวณหน้าผากของตัวเองต่อ หลานเยวียนเห็นเช่นนั้นก็รีบคว้ามือข้างนั้นของจวินเย่าเอาไว้ทันที เจ้าของใบหน้าสวยนิ่วหน้าทันใดแล้วกำลังจะหันไปต่อว่าอีกฝ่าย ทว่าสีหน้าของหลานเยวียนกลับทำให้จวินเย่าต้องกล้ำกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ สีหน้าของหลานเยวียนซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาก็เบิกโพลงราวกับกำลังหวาดหวั่นอะไรบางอย่าง
“เจ้า...กำลังจะทำสิ่งใด?” น้ำเสียงของหลานเยวียนสั่นเครือเล็กน้อย สร้างความประหลาดใจให้กับจวินเย่าเป็นอย่างมาก จวินเย่ามองท่าทีของพี่ชายสักพักก่อนจะตอบกลับ
“แค่บีบสิวเองขอรับ ท่านพี่เป็นอะไรหรือเปล่า? รู้สึกไม่ดีตรงไหนหรือขอรับ?” หลานเยวียนผละมือออกจากจวินเย่าก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“พี่ไม่เป็นไร แต่ขอนั่งพักสักหน่อยแล้วกัน” ว่าจบก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ภายในห้องของจวินเย่า ผ่อนลมหายใจเข้าออกอยู่สักพักใหญ่ ๆ คล้ายคนจะเป็นลม จวินเย่าเห็นเช่นนั้นก็รีบบอกให้ข้ารับใช้เตรียมน้ำมาให้หลานเยวียนดื่มทันที
“ท่านพี่ดื่มน้ำก่อน” ว่าพลางยื่นน้ำให้อีกฝ่าย หลานเยวียนรับไปก่อนจะกรอกมันเข้าปากภายในรวดเดียว หลังจากนั้นอาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ท่าทีของหลานเยวียนในตอนนี้ ถ้าให้พูดตามภาษาโลกเดิมที่จวินเย่าจากมาก็คล้ายว่าจะเป็นอาการแพนิค แต่คนอย่างหลานเยวียนที่เป็นมารแห่งวารีน่ะหรือจะเป็นแพนิคกับเขาด้วย เพ้อเจ้อเกินไปแล้ว
“เจ้าไม่ต้องไปสนใจก้อนบนหน้าผากนั่นของเจ้าหรอก มันเป็นร่องรอยบาดแผลที่เราประลองกันในวันนั้น เดี๋ยวอีกสักพักก็น่าจะหาย ฉะนั้นเจ้าห้ามไปแตะต้องมันอีกเด็ดขาด มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นรอยแผลเป็น ใบหน้าสวย ๆ ของเจ้าก็จะเสียโฉมทันที” ว่าจบก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ส่องเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเพื่อเสริมความมั่นใจเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาหาน้องชายของตนเอง
“จริงสิ เจ้าได้แวะไปทักทายพวกจิ้งจอกทมิฬมาหรือยัง?” จวินเย่าหูผึ่งขึ้นมาทันใด เขาเองก็อยากจะลองเห็นเผ่าจิ้งจอกทมิฬด้วยสองตาของตัวเองมานานแล้วเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าจะอลังการเท่าที่ในนิยายได้บรรยายเอาไว้หรือเปล่า
“ยังเลยขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ออกไปทักทายพวกเขากันสักหน่อยดีกว่า เพื่อมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน” ว่าจบก็โอบไหล่เล็กของจวินเย่าแล้วเดินออกไปยังหมู่บ้าน ที่ทำการสร้างเพื่อให้เหล่าจิ้งจอกทมิฬมาอาศัยอยู่โดยเฉพาะ
“ข้าน้อยขอทำความเคารพองค์ชายรอง องค์ชายเล็ก” ผู้นำของเผ่าจิ้งจอกทมิฬเอ่ยพลางคุกเข่าลงไปแล้วคำนับ จวินเย่าที่เห็นแบบนั้นก็รีบเอ่ยปรามทันใด
“ไม่ต้องมากพิธีขนาดนั้นก็ได้ พวกท่านรีบลุกขึ้นมาเถอะ” เอ่ยพลางเข้าไปประคองร่างของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ไม่วายจ้องมองลักษณะของเผ่าจิ้งจอกทมิฬ ในนิยายเขียนบรรยายเอาไว้ว่าจิ้งจอกทมิฬมีลักษณะคล้ายจิ้งจอกทั่วไป ทว่ามีเส้นขนสีดำคลับ อีกทั้งยังเงาสลวยมากเสียจนเส้นผมมนุษย์บางคนยังต้องอับอาย มีดวงตาทั้งหมดสี่คู่ นัยน์ตาสีแดงสดดั่งโลหิต นั่นเป็นลักษณะที่ถูกบรรยายเอาไว้ในร่างของจิ้งจอก ทว่าอีกร่างจำแลงหนึ่งในนิยายก็มีบอกเอาไว้เช่นกัน แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม
ผิวเข้มดั่งสำริดเงางาม รูปร่างปราดเปรียว เรือนผมดุจหมึกหยดบนแพรไหม โดยรวมแล้วช่างงดงามเกินบรรยาย ไม่เสียแรงที่เขาชื่นชอบบทบรรยายตอนนี้เป็นพิเศษเลยจริง ๆ
“ขอบพระทัยองค์ชายเล็ก ท่านช่างมีจิตใจงดงามยิ่งนัก” ว่าพลางส่งยิ้มอ่อนมาให้ ใบหน้าของจวินเย่าขึ้นสีแดงระเรื่อทันใดด้วยความขวยเขิน ก่อนที่เจ้าตัวจะค่อย ๆ เดินถอยหลังกลับมายืนเคียงข้างพี่ชายของตน
“เหตุใดจึงเหลือกันเพียงเท่านี้ มิใช่ว่ามีกันมากกว่านี้หรอกหรือ?” หลานเยวียนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างใคร่รู้เพราะเท่าที่เขาจำได้ ฝูงของจิ้งจอกทมิฬมีเยอะกว่าในตอนนี้เป็นเท่าตัว แล้วเป็นเพราะเหตุใดถึงได้เหลือกันเพียงเท่านี้ได้
“ส่วนหนึ่งไปรบแนวหน้าร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านจอมมารทั้งสองพ่ะย่ะค่ะ อีกส่วนหนึ่งก็แยกไปอยู่กลุ่มสอดแนมเผ่าสวรรค์ที่พยายามจะลักลอบเข้ามาในดินแดนปีศาจพ่ะย่ะค่ะ” ว่าพลางโค้งคำนับอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน จวินเย่ารู้สึกชื่นชมมารยาทของหัวหน้าเผ่าคนนี้มากเหลือเกิน แล้วในตอนนั้นเองสายตาของจวินเย่าก็ไปสบเข้ากับจิ้งจอกทมิฬน้อยตัวหนึ่งที่กำลังเดินตามหลังของสตรีนางหนึ่งอยู่ต้อย ๆ เดาว่าน่าจะเป็นมารดาของมัน พลันทำให้เขาหวนนึกถึงเจ้าก้อนเมฆที่หายตัวไปของตัวเอง
ช่วงดึกที่ผ่านมาเขาแอบออกไปข้างนอกเพื่อตามหาเจ้าก้อนเมฆทว่ากลับไม่พบ แค่ขนสักเส้นยังไม่ร่วงหล่นให้เป็นเบาะแสในการตามหาไว้ให้เลย หรือว่ามันจะเบื่อเขาแล้ว ก็เลยหนีไปกันนะ จวินเย่าถามตัวเองทุกค่ำคืนก่อนจะผล็อยหลับไป
ระหว่างที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั่นเอง ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างมาโดนขาของตัวเองเข้า เขาเลื่อนสายตาลงไปมองก่อนจะพบเข้ากับเจ้าก้อนขนสีดำฟูฟ่อง ที่เข้ามาออดอ้อนออเซาะเขาอย่างรักใคร่ จวินเย่าอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปลูบเจ้าก้อนน้อย ๆ นั่นอย่างนึกเอ็นดู
“น่ารักจัง” เอ่ยพลางเกาคางเจ้าตัวน้อย ลูกจิ้งจอกทมิฬแสนซนตัวนี้ส่งเสียงร้องชอบใจ ก่อนจะเข้าไปซุกไซร้ที่ฝ่ามือของจวินเย่า ราวกับเห็นภาพเรื่องราวในอดีตย้อนกลับมา ตอนที่เขาเก็บเจ้าก้อนเมฆมาเลี้ยง มันก็แสดงท่าทีน่ารักเช่นนี้เหมือนกัน ว่าไปแล้วก็รู้สึกคิดถึงมันจับใจ
“องค์ชายเล็กคงจะเป็นคนที่จิตใจดีมากเลยทีเดียว โดยปกติแล้วเจ้าก้อนขนพวกนี้ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าสักเท่าไหร่ ทว่านี่กลับเข้าหาซ้ำยังออดอ้อนออเซาะเช่นนี้อีก เป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่ง” ว่าพลางอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบขนงามสลวยของเจ้าตัวน้อย
จวินเย่าหยอกล้อเล่นกันกับลูกจิ้งจอกทมิฬตัวเดิมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ฝูงลูกจิ้งจอกทมิฬน้อยทั้งหลายจะพากันวิ่งกรูเข้ามาหาเขาราวคลื่นซัดเข้าฝั่ง กลายเป็นว่าจากที่เศร้า ๆ เพราะสัตว์เลี้ยงของตัวเองหายไป กลายเป็นรื่นรมย์ใจเพราะได้เจอกับเจ้าก้อนพวกนี้เยียวยาแทน
“พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกันใหม่นะเด็ก ๆ ” เพราะว่าโดนเรียกประชุมด่วน หลานเยวียนกับจวินเย่าจึงต้องขอตัวลา จวินเย่าย่อตัวลงไปบอกลาเจ้าก้อนน้อย ๆ อย่างเศร้าสร้อย พวกมันเองก็ส่งเสียงร้องกันระงม เชิงว่ายังไม่อยากให้จวินเย่าหนีไปไหน ทว่าเขากลับทำไม่ได้ ขืนเขาไม่เข้าประชุมในครั้งนี้ มีหวังได้โดนเสวียนหลิงจับกินทั้งเป็นแน่ ร่ำลากันพอหอมปากหอมคอก็เดินทางกลับมายังพระราชวังทันที และเดินมุ่งตรงไปยังห้องประชุมที่มีพี่น้องทั้งสามรออยู่ก่อนแล้ว
“จวินเย่า อาการเป็นเช่นไรบ้าง?” ทันทีที่จวินเย่าก้าวเท้าเข้าไปด้านในห้องประชุม หมิงเยี่ยนก็ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ก่อนจะรีบวิ่งมาดูอาการของน้องชายด้วยความเร็วเหนือแสง ผิดกับพี่อีกสองคนที่มีท่าทีเฉยชา ไม่ได้คิดจะมาดูดำดูดีกันเลยแม้แต่น้อย
“กลับมานั่งประจำที่ให้เรียบร้อย จะได้เริ่มประชุมเนื้อหาสำหรับวันนี้เสียที” ว่าพลางยกเท้าขึ้นมาไขว่ห้าง จวินเย่ามองแล้วก็ชักสีหน้าทันใด มันจะเก๊กอะไรขนาดนั้น? พี่คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกของเรื่องหรือไง? ไอ้พระเอกตัวจริงน่ะอยู่บนเผ่าสวรรค์นู่น เลิกพยายามสักทีเหอะ รำคาญ!
“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้เกิดการปะทะกันระหว่างเผ่าของเราและเผ่าสวรรค์ ครั้งนี้เราเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไป ต้องยกความดีความชอบให้กับเหล่าผู้กล้าจิ้งจอกทมิฬทั้งหลายที่สู้รบอย่างแข็งขันและฉลาดเฉลียว พวกเราถึงได้รับชัยชนะมาได้” เป็นครั้งแรกที่จวินเย่าเห็นรอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้าแสนดุนั่นของพี่ใหญ่ จึงเผลอจ้องมองอยู่นานสองนาน
“แต่กระนั้นพวกเราเองก็ห้ามประมาทเป็นอันเด็ดขาด การรบคราวนี้ไม่ได้มีมหาเทพร่วมศึกสงครามด้วย หากเขาลงสนามเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็อาจจะไม่ได้จบลงง่าย ๆ แบบศึกในวันนี้ก็เป็นได้” จวินเย่าฟังเสวียนหลิงพูดก็คิดถึงเรื่องเนื้อเรื่องในนิยายไปด้วย เท่าที่เขาจำได้เผ่ามารพ่ายแพ้ให้กับเผ่าสวรรค์เพราะโดนพระเอกที่เป็นมหาเทพจัดการ แต่ ณ ปัจจุบันเขายังไม่เห็นว่าพระเอกของเรื่องมันจะโตพอเป็นมหาเทพได้เลย เสี่ยวเฟิงยังเป็นเด็กน้อยตัวจิ๊ดริดที่เขายังสามารถอุ้มเข้าเอวได้อยู่เลย เช่นนี้เนื้อเรื่องที่เหลือก็มีโอกาสผิดเพี้ยนไปกันใหญ่เหมือนกันอย่างนั้นสินะ เขาคิดกับตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“จวินเย่า...” เสวียนหลิงเอ่ยเรียกชื่อน้องชายที่เพิ่งจะฟื้นจากการสลบไสลเมื่อไม่นานมานี้อย่างอ่อนโยนมากกว่าปกติ
“...” ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นคำตอบกลับเป็นเพียงความเงียบเท่านั้น เสวียนหลิงรู้สึกหัวอุ่นขึ้นมาหน่อย ๆ ก่อนจะใช้น้ำเสียงที่ดูดุดันยิ่งขึ้น
“จวินเย่า” แต่จวินเย่าที่กำลังคิดอะไรต่อมิอะไรในสมองกลับไม่ได้ยินเสียงของพี่ชายเลยแม้แต่นิด เขายังคงจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง จนกระทั่งเสวียนหลิงเหลืออด ใช้น้ำเสียงปกติเรียกน้องชายของตัวเองด้วยความหงุดหงิด
“จวินเย่า!”
“ขอรับ?!” ร่างเล็กสะดุ้งตัวโยนทันใดก่อนจะขานรับอีกฝ่ายเสียงดังโดยอัตโนมัติ
“เหม่อลอยอะไรของเจ้าอยู่ได้ ข้าเรียกเจ้าจนปากเปียกปากแฉะไปหมดแล้ว” ว่าพลางจ้องมองใบหน้าของจวินเย่าที่ส่งยิ้มเจื่อนกลับมาให้
“พอดีว่าข้าคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่น่ะขอรับ ต้องขออภัยพี่ใหญ่ด้วยจริง ๆ ” ว่าพลางก้มหัวลงเป็นการขอโทษขอโพยพี่ชายตนเอง เสวียนหลิงไม่ได้ถือสาเอาความอะไร เพียงถอนหายใจอย่างเอือมระอาเท่านั้น
“ต่อจากนี้เป็นต้นไปเจ้าไม่ต้องลงมาฝึกวิชามารร่วมกับพวกข้าแล้ว” จวินเย่าเผลอหลุดยิ้มออกมาทันใด ทีนี้เขาก็จะมีเวลาว่างไปออกตามหาเจ้าก้อนเมฆ หรือไม่ก็แวะไปเล่นกับเจ้าก้อนจิ้งจอกทมิฬน้อยเหล่านั้นแล้วสินะ เขาคิดพลางยกยิ้มออกมา
“เพราะเจ้าจะได้ฝึกแบบตัวต่อตัวกับอาจารย์ยอดฝีมือแทน” รอยยิ้มบนใบหน้าของจวินเย่าเลือนหายไปทันใด ก่อนจะหันไปถามพี่ชายด้วยความสับสนงุนงง
“อาจารย์ยอดฝีมือ...งั้นหรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว เป็นปรมจารย์ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์พลังมาร หากเจ้าได้ฝึกฝนวิชากับเขา สักวันหนึ่งพลังของเจ้าต้องเป็นประโยชน์แก่ดินแดนปีศาจแน่นอน” จวินเย่ายืนเหม่อลอยทันใด แค่ตอนฝึกกับเหล่าพี่ชายของตัวเองก็เหนื่อยมากเกินพอแล้ว นี่ต้องไปฝึกกับอาจารย์ที่เชี่ยวชาญอีก เขานึกสภาพตัวเองไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าจะออกมาเละเทะมากขนาดไหน
“โชคดีสุด ๆ ไปเลยนะเนี่ย ปกติพี่ใหญ่ไม่ลงทุนกับอะไรที่ไม่มีประโยชน์มาก่อนเลย มีเจ้านี่แหละกรณีแรก” จวินเย่าอยากจะพุ่งไปต่อยหน้าไอ้หนุ่มนี่ให้หงายท้องสักที วัน ๆ ไม่เคยพูดจาอะไรดี ๆ กับเขาเลยสักครั้ง เรื่องที่เขาเป็นน้องเล็กก็ทราบดี แต่การเป็นน้องเล็กก็ไม่ได้แปลว่าคนเป็นพี่จะแสดงกิริยามารยาทที่เสื่อมทรามใส่อย่างเดียวสักหน่อย ดูอย่างหมิงเยี่ยนเป็นตัวอย่างซะบ้างสิ เขาคิดพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น กลัวว่าถ้าจ้องหน้าไอ้หมอนี่นาน ๆ แล้วจะเผลอพุ่งไปต่อยโดยไม่รู้ตัว
“นอกจากจะได้ฝึกฝนวิชามารประจำตัวของเจ้าแล้ว ข้าจะให้เขาสอนวิชานั่งสมาธิ การควบคุมจิตให้กับเจ้าด้วย เพราะเจ้ายังอ่อนด้อยตรงนี้มากนัก” เสวียนหลิงเอ่ยพลางยกมือขึ้นมานวดขมับ หลิงหลิงหัวเราะชอบใจออกมาทันใด จวินเย่ารู้สึกคันที่เท้าชอบกล เหมือนมันกำลังร่ำร้อง ว่าช่วยฟาดผมลงบนหน้าไอ้หมอนี่สักทีเถอะครับ!
“วันนี้จบประชุมกันเพียงเท่านี้แล้วกัน อย่าลืมฝึกวรยุทธของตัวเองเพื่อรับศึกในภายภาคหน้าด้วย” ว่าจบก็กำลังจะเดินออกจากห้องประชุมเหมือนอย่างเคย ทว่ากลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท!!” เสียงของข้ารับใช้ดังสนั่นไปทั่วท้องพระโรง เสวียนหลิงจ้องมองไปที่เขาด้วยท่าทางดุดันก่อนจะเอ่ย
“เอะอะโวยวายอะไรของเจ้า?” ฝ่ายข้ารับใช้หอบหายใจอย่างหมดเรี่ยวแรง ก่อนจะยื่นม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับเสวียนหลิง ฝ่ายผู้มียศสูงกว่ารับมาด้วยใบหน้าฉงนงุนงง ก่อนจะคลี่มันออก
“สาสน์จากองค์จักรพรรดิเผ่าสวรรค์ขอรับ” มารทั้งห้าเบิกตากว้างทันใดเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากปากของข้ารับใช้ ก่อนจะหันไปมองที่กระดาษแผ่นนั้นเป็นตาเดียว คาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าภายในนั้นจะต้องเป็นสาสน์ท้ารบศึกตัดสินกับทางฝั่งเผ่ามารเป็นแน่ ทว่าข้อความที่เขียนเอาไว้ในกระดาษใบนั้น กลับทำให้สีหน้าของเสวียนหลิงเปี่ยมไปด้วยคำถามมากมาย
“เนื้อความในจดหมายว่าเช่นไรบ้างขอรับท่านพี่?” หมิงเยี่ยนเอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลังจากเห็นพี่ใหญ่ของตนอ่านข้อความนั้นแล้วนิ่งไป เสวียนหลิงลอบถอนหายใจก่อนจะยื่นกระดาษม้วนนั้นให้หมิงเยี่ยน
“เจ้าลองอ่านดู” หมิงเยี่ยนรับมาด้วยความงุนงงก่อนจะอ่านออกเสียงข้อความที่ระบุเอาไว้ด้านใน
‘ข้าปรารถนาที่จะได้ร่วมโต๊ะอาหารกับพวกท่านสักครั้งหนึ่ง จาก องค์จักรพรรดิสวรรค์ เทียน อวี้จวิน’
“...” ทุกคนในห้องประชุมไม่ปริปากส่งเสียงอะไรออกมาสักคำหลังจากฟังข้อความนั้นจบ สิ่งที่ส่งมาไม่น่าใช่สาสน์ท้ารบ ทว่าเป็นจดหมายเชิญไปงานเลี้ยงงั้นรึ? จวินเย่าสับสนไปหมด
“หรือว่ามันกำลังปั่นประสาทพวกเราอยู่กันแน่ท่านพี่ เช่นนั้นเผ่าสวรรค์จะลดตัวลงมากินข้าวกับเผ่ามารเช่นเราทำไม?” หลิงหลิงเอ่ยขึ้นมาอย่างนึกสงสัย พวกเผ่าสวรรค์ชอบบอกว่าตัวเองเป็นพวกสูงส่ง ไปอาจเกลือกกลั้วกับเผ่ามารที่ต่ำตมเยี่ยงพวกเราได้ แล้วเหตุใดองค์เหนือหัวของพวกมันถึงได้ส่งสาสน์เชิญชวนเช่นนี้ หลิงหลิงคิดในใจ
“หรือว่าเขาต้องการเจรจากับพวกเรา” จวินเย่าที่ทำใบหน้าครุ่นคิดโพล่งขึ้นมา เหล่าพี่ ๆ หันมามองทางเขาเป็นตาเดียวก่อนจะคิดตามที่น้องเล็กพูด
“หรือว่ามันต้องการเจรจาสงบศึกกับพวกเราจริงๆ?” หลานเสวียนเอ่ยพลางมองหน้าของพี่ใหญ่ไปด้วย
“อย่าบ้าจี้ตามไอ้เจ้าจวินเย่ามันไปหน่อยเลย รบราฆ่าฟันกันมาเป็นหมื่น ๆ ปี วันนี้ดันส่งจดหมายเชิญกินข้าวเพื่อสงบศึกที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ท่านคิดว่ามันฟังดูเข้าท่าหรืออย่างไร? พวกท่านจะเชื่อคำพูดของใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่คนสติไม่ดีอย่างจวินเย่า” หลิงหลิงเอ่ยพลางเหลือบมองจวินเย่าด้วยหางตา
“คนที่เจ้ากำลังดูถูกความคิดของเขาอยู่ ก็คือคนที่ทำให้เราได้กำลังรบมาเพิ่มนะเจ้าสี่ ถ้าไม่ได้คำแนะนำจากจวินเย่า ข้าถามหน่อยสิว่าเราจะไปหากำลังรบที่แข็งแกร่งเทียบเท่าจิ้งจอกทมิฬจากที่ไหน เจ้าหามาให้ข้าได้งั้นรึ?” หลิงหลิงรู้สึกหน้าชาทันใด เขาไม่เคยโดนพี่ใหญ่ตอกกลับเช่นนี้มาก่อน เขารู้สึกเสียหน้ามากเลยโพล่งขึ้นมา
“แล้วท่านพี่แน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าจวินเย่าไม่ได้เป็นไส้ศึก ตอนจิ้งจอกสวรรค์ก็-”
“หลิงหลิง หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้!!” เป็นหมิงเยี่ยนที่ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง จวินเย่าสะดุ้งตัวโยนเพราะตั้งแต่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้ เขาก็ยังไม่เคยเห็นพี่สามโมโหขนาดนี้มาก่อน หลิงหลิงเบ้ปากทันใดก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังลั่น
"พวกท่านก็เอาแต่โอ๋เจ้าจวินเย่ากันอยู่ได้ แล้วข้า...พวกท่านเคยเห็นหัวข้ากันบ้างมั้ย!!?" ว่าจบก็เดินหนีออกจากห้องประชุมไปทันที พี่ชายทั้งสามเรียกรั้งเอาไว้ก็ไม่ยอมฟัง เสวียนหลิงกุมขมับทันใด เรื่องสงครามก็น่าปวดหัวมากพอแล้ว นี่ยังจะมีปัญหาเรื่องครอบครัวเข้ามาอีก เขาปวดหัวจนอยากจะตัดหัวตัวเองทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป
“เจ้านั่นต้องโดนดุบ้างสักครั้งอยู่แล้ว ก็ดูทำตัวเข้าสิ” หลานเยวียนเอ่ยพลางส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ก่อนจะหันไปพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสาสน์ดังกล่าวกับเสวียนหลิงต่อ
“สรุปแล้วเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดีขอรับ?” เสวียนหลิงถอนหายใจก่อนจะเหลือบมองมาทางจวินเย่า แล้วเอ่ยถามขึ้นมา
“เจ้าว่าอย่างไรจวินเย่า?” เจ้าของใบหน้าสวยชะงักทันใด เสวียนหลิงอยากได้ความคิดเห็นของเขางั้นเหรอ? วันนี้เขากินอะไรผิดสำแดงมาอีกคนหรือเปล่า อาการถึงได้แปลกประหลาดถึงเพียงนี้ เขาคิดพลางจ้องหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย
“ว่าอย่างไร?” เสวียนหลิงถามย้ำอีกครั้ง จวินเย่าเลยสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวออก แล้วกล่าวตอบคำถามก่อนหน้า
“ข้าว่ามันก็เป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์จะได้สมานฉันท์กันนะขอรับ ดีกว่าการฆ่าแกงกันไปวัน ๆ หลายเท่าตัวเลยด้วยซ้ำไป” พวกพี่ ๆ หยุดยืนฟังคำของน้องเล็กนิ่ง ก่อนจะเป็นเสวียนหลิงที่เอ่ยขึ้นมา
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า เขียนสาสน์ถึงองค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ ว่าพวกเราพี่น้องเผ่ามารตอบรับคำเชิญของเขา ให้เขาระบุสถานที่กับเวลามาได้เลย” เสวียนหลิงออกคำสั่งกับข้ารับใช้ของตน ก่อนที่ข้ารับใช้ตนนั้นจะน้อมรับคำสั่งและไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของตัวเองทันที
หลายวันต่อมา
“หลิงหลิงล่ะ?” เสวียนหลิงเอ่ยถามถึงน้องชายคนที่สี่ของตัวเอง ทว่ากลับไม่มีใครสามารถตอบคำถามนั้นของเขาได้เลย จวินเย่าเองก็พยายามมองซ้ายมองขวา เพราะคิดว่าบางทีหลิงหลิงอาจจะยังโกรธพวกเขาอยู่ ก็เลยอาจจะแอบอยู่แถว ๆ นี้ ทว่าต่อให้มองไปสักเท่าไหร่เขาก็มองไม่เห็นแม้แต่เงาของหลิงหลิงเลย
“เฮ้อ...ช่างเถอะ ในเมื่อแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ได้ก็ปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้ไปนั่นแหละ พวกเราไปกันเถอะ องค์จักรพรรดิเผ่าสวรรค์น่าจะเดินทางมาถึงแล้ว” กล่าวจบก็เดินนำหน้าเหล่าน้องชายของตนเองไปยังห้องอาหาร ที่ดูท่าวันนี้จะจัดเสียโอ่อ่าไม่เหมือนเวลาปกติที่จวินเย่าเคยใช้ชีวิตอยู่
หลังจากวันนั้นที่เผ่ามารส่งสาสน์ตอบรับคำเชิญของเทียน อวี้จวิน ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้สาสน์มาอีกหนึ่งฉบับ ความในกล่าวเอาไว้ว่าเขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางฝ่ายเผ่ามารตอบรับคำเชิญของเขา และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เขาจึงจะลงมาร่วมโต๊ะอาหารในนรกอเวจีแทน ซึ่งนั่นสร้างความตกใจให้เสวียนหลิงไม่น้อยเลยทีเดียว ทว่าเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธคำขอนั้นแต่อย่างใด เพียงขอเวลาสักสองสามวันเพื่อจัดการตกแต่งห้องอาหาร หลังจากนั้นก็ทำการนัดวันเวลากันเสียเสร็จสรรพ
บนท้องฟ้าสีหม่นมีเกี้ยวทองของผู้สูงศักดิ์ค่อย ๆ ขับเคลื่อนลงมายังพระราชวังแดนปีศาจ เหล่าพี่น้องเห็นแล้วก็รู้สึกแสบตายิ่งนักเพราะในดินแดนปีศาจมันมีเพียงความมืดมิดให้พวกเขาได้เห็นเท่านั้น พอมีแสงสว่างที่ตัดกับความมืดมิดอย่างชัดเจนเช่นนี้ ก็อดที่จะเบี่ยงหน้าไปมองทางอื่นไม่ได้ มีเพียงจวินเย่าเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไร อาจเพราะว่าตนเองไม่ได้เป็นคนจากเผ่ามารตั้งแต่แรกด้วยกระมัง
เกี้ยวทองจอดลงบนพื้นพระราชวัง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งจะค่อย ๆ ออกมาจากในเกี้ยวทองนั้น ความน่าเกรงขามขององค์จักรพรรดิสวรรค์ ทำให้แม้กระทั่งเสวียนหลิงที่เป็นผู้ครองดินแดนปีศาจยังต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย ทว่านอกจากร่างหนาขององค์จักรพรรดิที่สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าพี่ ๆ ของจวินเย่าได้แล้วนั้น ยังมีอีกคนหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้มากกว่า...
“ท่านแม่!!” ร่างอ้วนท้วมของเด็กน้อยโผเข้ากอดจวินเย่าทันใด จวินเย่าทำหน้าตาเลิ่กลั่ก เพราะพวกพี่ ๆ กำลังจดจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว จนกระทั่งอวี้จวินเอ่ยแก้ต่างให้ขึ้นมา
“ต้องขออภัยองค์ชายด้วย พอดีบุตรชายข้าติดนิสัยเรียกสตรีงามว่าท่านแม่” ว่าพลางเผยรอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้า สายตาก็เอาแต่จ้องจวินเย่าอย่างไม่ลดละ
“แต่น้องข้าเป็นบุรุษ” หมิงเยี่ยนเอ่ยขัดขึ้นมาทันใด เพราะรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับสายตาของอวี้จวินที่จ้องมองมายังน้องชายคนเล็กของเขา
“พี่กลาง” เป็นหลานเยวียนที่ปรามกิริยาท่าทางของหมิงเยี่ยนเอาไว้ ก่อนจะหันไปพูดคุยกับอวี้จวิน
“ยินดีต้อนรับองค์จักรพรรดิสู่ดินแดนปีศาจ อย่ามัวแต่ชักช้าร่ำไรกันอยู่เลย รีบเข้าไปที่ห้องอาหารกันเถอะ” ว่าจบก็ดันหลังของหมิงเยี่ยนที่เอาแต่จ้องหน้าอวี้จวินอย่างเอาเป็นเอาตาย ไปยังจุดหมายปลายทางของพวกเขาทันที โดยมีจวินเย่าเดินรั้งท้ายเพราะว่าจูงมือของเสี่ยวเฟิงเดินไปด้วยกัน ท่าทางที่สนิทสนมกันระหว่างสองคนนั้นสร้างความสงสัยให้กับเสวียนหลิงไม่น้อยเลยทีเดียว
“เสี่ยวเฟิง มานั่งตักพ่อมา” อวี้จวินเอ่ยพลางอ้าแขนกว้างเตรียมรับร่างของบุตรชาย ทว่าเสี่ยวเฟิงกลับปฏิเสธอ้อมกอดนั้นอย่างเลือดเย็น
“ไม่เอา ลูกจะนั่งตักท่านแม่” ว่าพลางเอาหน้าซุกเข้าที่แผงอกของจวินเย่า จวินเย่าเกร็งไปหมดเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้าดี พวกพี่ ๆ ก็เอาแต่จ้องมองมาที่เขา เสี่ยวเฟิงก็เกาะติดหนึบกับเขาราวกับเป็นตุ๊กแก จวินเย่ารู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรงเลยทีเดียว
“ดูเจ้าจะสนิทกับองค์ชายน้อยนั่นมากเลยนะ จวินเย่า” น้ำเสียงที่คล้ายจะแดกดันนั่นทำให้จวินเย่าอยู่ไม่สุขเลยทีเดียว กลัวว่าพี่ใหญ่จะทราบความจริง ว่าจริง ๆ แล้วเขารู้จักกับเสี่ยวเฟิงและองค์จักรพรรดิมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าหากบอกไปตรง ๆ มีหวังเสวียนหลิงต้องคิดว่าเขาเป็นไส้ศึกเป็นแน่ แต่เขาไม่ได้เป็น! เขาไม่เคยส่งข่าวการรบอะไรของฝั่งมารให้ฝั่งสวรรค์เลย เพราะ ๆ วันเขาเอาแต่เล่นกับหมา...หมาจิ้งจอกอีกต่างหาก!!
“เพราะว่ามีจิตใจที่ดีงามก็เลยมักเป็นที่รักของเด็ก ๆ ข้าคิดว่าอย่างนั้นนะ” ว่าพลางยกยิ้มเล็กน้อยอย่างมีความสุข หมิงเยี่ยนกัดฟันจนมีเสียงเล็ดลอดออกมาด้านนอก หลานเยวียนต้องหันไปตีไหล่ปรามอยู่หลายครั้ง
“วันนี้ท่านเป็นบ้าอะไรขึ้นมา ทำไมแสดงกิริยามารยาทเช่นนี้?” หลานเยวียนกระซิบถาม หมิงเยี่ยนสายตาจดจ้องไปที่ชายตรงหน้า ผู้ที่ภายนอกยังคงดูเยาว์วัยทว่าภายในกลับเป็นเตาเฒ่าหัวงู ก่อนจะตอบคำถามของหลานเยวียนไปด้วย
“ข้าว่าไอ้เผ่าสวรรค์คนนี้มันแปลก ๆ สายตามันกะลิ้มกะเหลี่ยจวินเย่ามาตั้งแต่ตอนเดินออกมาจากเกี้ยวแล้ว” หลานเยวียนเลิกคิ้วทันใดอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง องค์จักรพรรดิสวรรค์เนี่ยนะจะมาส่งสายตากะลิ้มกะเหลี่ยใส่จวินเย่า? มันเป็นไปได้ด้วยหรือ?
“ท่านคิดไปเองหรือเปล่า?”
“ข้าก็เห็นแบบนั้นเหมือนกัน” เสวียนหลิงใช้โทรจิตพูดคุยกับน้องชายทั้งสองคน สายตาก็จับจ้องไปที่จวินเย่าที่สีหน้าดูจะซีดเซียวมากกว่าปกติ
ทางด้านของจวินเย่าเองที่โดนสายตามากมายของเหล่าพี่ชายจับจ้องมา ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเป็นอย่างมาก ไหนจะตอนที่พวกเขาหันไปคุยกันโดยไม่มีเขาอยู่ในวงสนทนาด้วยอีก หรือพวกเขาจะสงสัยเรื่องที่เราเป็นไส้ศึกจริง ๆ พี่ครับฟังผมก่อน !ผมไม่ได้เป็นไส้ศึก! ผมแค่เก็บไข่มังกรของอีลุงนี่มาเลี้ยงเอาไว้โดยบังเอิญเฉย ๆ ก็เลยได้รู้จักกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรกันเลย (ไม่สนิทแต่ได้รับของกำนัลทุกอาทิตย์) พี่ฟังก่อน! เขาคิดพลางส่งสายตาออดอ้อนมายังเหล่าพี่ชายของเขา
“ข้าขอเข้าประเด็นเลยแล้วกัน จุดประสงค์ของท่านคืออะไรกันแน่ เทียน อวี้จวิน” เสวียนหลิงเอ่ยพลางมองไปที่ฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาดุดัน เทียน อวี้จวินเพียงยิ้มรับก่อนจะเหลือบมองไปทางจวินเย่า แล้วเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ข้าอยากอภิเษกสมรสกับพระอนุชาของท่าน อภิเษกกับองค์ชายโม่ จวินเย่า” คำตอบขององค์จักรพรรดิสวรรค์ ทำให้ทั้งโต๊ะอาหารกลายเป็นสนามรบทันที...
เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ
ฝันบอกอะไรกับเราไหม?
มันเป็นฝันแบบไหนก็ไม่รู้... รู้แค่ว่ามันเหมือนจริงมากๆ ในฝันวันนั้น คือวันที่เรากำลังจะลาทุกคนไป ภาพที่เห็นคือทุกคนมารวมตัวกันเพื่อรอส่งเรา คนกลุ่มแรกที่เราเห็นคือ แฟนและลูก หลังจากพูดคุยและกอดกัน...
สมุนไพรประกอบมนตร์อาลัมพายน์
ฝ่ายอาลัมพายน์ ก็ทาร่างของตนด้วยทิพยโอสถ เคี้ยวกินเล็กน้อย กับประพรมกายของตน ก็ร่ายทิพพมนต์ เข้าไปหาพระโพธิสัตว์. จับหางพระโพธิสัตว์คร่ามาจับศีรษะไว้มั่นแล้ว เปิดปากพระมหาสัตว์ เคี้ยวยาบ้วนใส่พร้อม...
โปรโตซัวในลำไส้ปลวก
ทุกจันทร์ เฮียเล้งจะพาร่างอุ้ยอ้ายมาร้าน รับยาแหละกลับไป ไร้คำพูดใด กระทั่งคำขอบคุณสำหรับยาที่ไม่ต้องเสียเงินเราต่างรู้ดี กิจการเราพึ่งพาอาศัยกัน ประสาอะไรกับยาไม่กี่แผง ต่อให้เฮียเล้งเจ็บหนัก...
0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น