แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 8

แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 8

สายของวันนี้มีเรื่องที่ชวนให้ตื่นเต้นและหวาดเสียวสักหน่อย เพราะมีเรื่องในห้องที่เอาไว้ให้คนโตๆทะเลาะกันอีกแล้ว “ใต้เท้าเจ้าคะ! นังตัวดีคนนี้มันมาอุ้มลูกข้าไปตอนข้าอาบน้ำในห้องอาบน้ำของโรงเตี๊ยม!” หญิงคนหนึ่งที่ดูไม่สบายน้อยๆชี้ไปที่หญิงอีกคนที่อยู่ข้างๆ “ไม่จริงเจ้าค่ะ! เด็กคนนี้เป็นลูกของข้า นังนี่มันคลอดลูกตายก็คงจะเสียสติจนคิดว่าลูกคนอื่นเป็นลูกตัวเอง!” หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยลูกโต้กลับ ส่วนเด็กตัวน้อยๆที่เป็นต้นเหตุของปัญหานั้น มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอุ้มไว้อยู่ก่อนแล้ว เพราะเกรงว่าจะมีการตบตีแย่งเด็กกันและเด็กนั้นก็อาจจะบาดเจ็บก็ได้ “หยุด! ที่นี่คือศาล!” ท่านลุงใหญ่ตบโต๊ะเบาๆแต่พองาม “เอาล่ะข้าจะรับเรื่องไว้ก่อน ขอเวลาข้ากับเจ้าหน้าที่ปรึกษากันสักหน่อย เลิกศาล!” ผู้หญิงสองคนนั้นถูกแยกออกไปที่อื่น เจ้าหน้าที่คนอื่นๆก็ทยอยออกไป จะเหลือก็แค่ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อ อาสาม แล้วก็แม่ทัพน้อยเท่านั้น “ยุ่งแล้ว ทีนี้เราจะเชื่อใครได้?” อาสามกุมขมับ “ข้าว่าท่าทางของผู้หญิงคนที่ดูซีดๆน่าจะแม่ตัวจริงนะ” ท่านพ่อเสนอ “ข้าจำได้ว่านั่นคือหนึ่งในสองของคนที่มาคลอดลูกที่โรงเตี๊ยมนั่น สามวันก่อนข้ากับฮูหยินยังเอายาบำรุงกับผ้าห่มไปให้อยู่เลย” “แปลว่า…เด็กคนนี้เพิ่งเกิดได้ไม่ถึงสัปดาห์น่ะสิ” ท่านลุงใหญ่ลูบคางไปมา สายตาครุ่นคิด “แต่ว่า…จะผลีผลามบอกว่าใครคือแม่คงไม่ได้ ถึงข้าจะเชื่อคำของเจ้า แต่หลักฐานมันก็ไม่มี” ไม่รู้ว่าทำไม แม่ทัพน้อยวิ่งออกไปจากห้องนั้น ผ่านเรือนของท่านลุงใหญ่กับอาสาม แล้วก็กลับไปที่เรือนของตัวเอง จนมาหยุดที่ห้องนั่งเล่นซึ่งแม่กำลังนั่งดีดพิณข่งโหมวอยู่โดยมีพี่อันกี๋นั่งอ่านอะไรข้างๆ “อ้าว มาทำอะไรล่ะลูก ไม่ไปดูแลท่านลุงใหญ่หรือ?” แม่ทักขึ้น “แม่จ๋า อาเป๋งถามอะไรหน่อยสิ ถ้ามีคนมาแย่งอาเป๋งไปจากแม่ แม่จะรู้สึกยังไง?” แม่หยุดเล่นพิณ แล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเขาด้วยตอนหนึ่งของนิทานเรื่องไต้เลี่ยงยก “มีหนหนึ่ง ไต้เลี่ยงยกต้องไปตัดสินว่าใครคือแม่ที่แท้จริงของเด็กตัวเล็กๆ เขาก็เลยให้ผู้หญิงสองคนที่ต่างก็อ้างตัวว่าเป็นแม่ของเด็ก จับเด็กคนละข้างแล้วดึง เขาบอกว่าใครเอาเด็กไปได้คนนั้นก็จะได้เด็กไป พอดึงเข้าจริงๆ เด็กก็ร้องไห้ คนเป็นแม่จริงๆพอเห็นลูกร้องก็เหมือนเจ็บไปด้วยเลยยอมปล่อยลูกไป” “แต่นั่นก็แปลว่าแม่จริงๆก็แพ้น่ะสิ!” แม่ยิ้ม ส่ายหัวเบาๆ “ไม่หรอกลูก เพราะไต้เลี่ยงยกเฉลยว่า ที่เขาพูดไปเมื่อกี้นี้เขาล้อเล่น เขาอยากรู้ว่าคนเป็นแม่ที่รักลูกสุดหัวใจจะเจ็บรึเปล่าถ้าเห็นว่าลูกเล็กของนางร้องไห้ แล้วก็เป็นแบบที่เขาคิดจริงๆ สุดท้าย เด็กคนนั้นก็เลยได้กลับไปอยู่กับแม่ตัวจริงจ้ะ” คำพูดของสุดที่รักทำให้แม่ทัพน้อยกวนเป๋งนึกอะไรออก เขารีบวิ่งกลับไปที่ห้องนั้นด้วยความไวจี๋ พอมาถึงตรงที่พวกท่านลุงใหญ่ยืนคุยอยู่ หนุ่มน้อยสิบขวบก็กระตุกชายเสื้อของท่านพ่อ “มีอะไรรึเปล่าเจ้านกกระเรียนน้อย?” ท่านย่อตัวลงมา ก่อนที่จะเอียงหัวเพื่อให้แม่ทัพน้อยกระซิบอะไรสักอย่าง ท่านเลิกคิ้วประหลาดใจแต่ก็พยักหน้ารับคำ พอลุกขึ้นได้ ท่านก็เดินไปกระซิบกระซาบกับท่านลุงใหญ่แล้วก็อาสามต่อ ‘หวังว่าแผนนี้จะได้ผล!’ นั่นคือสิ่งที่หนุ่มสิบขวบคิดอย่างตื่นเต้น ไม่นาน ผู้หญิงสองคนก็ถูกพากลับมาในห้องนั้นอีกครั้ง ส่วนเจ้าหน้าที่คนที่อุ้มเด็กก็เอาเด็กมาวางไว้ตรงพื้นเบื้องหน้าของท่านลุงใหญ่ แต่สิ่งที่แม่ทัพน้อยเห็นจากไกลๆก็คือ…อาสามมีขวานแบบที่เอาไว้สับไม้ถืออยู่ในมือ “เอาล่ะ” ท่านลุงใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกหนาวๆ “ข้าตัดสินใจแล้ว…ในเมื่อพวกเจ้าต่างก็อยากได้เด็กคนนี้เหมือนๆกัน เราจะแบ่งเด็กคนนี้เป็นสองซีก ให้พวกเจ้าไปคนละซีกเท่าๆกัน” พูดจบท่านก็หันไปทางอาสามที่ตอนนี้ก็กระชับขวานมือ แล้วก็กำลังสาวเท้าเข้าใกล้เด็กทารกที่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นเรื่อยๆ “ไม่!” หญิงที่ใบหน้าซีดเซียวอยู่แล้ว ยิ่งดูซีดเซียวหนักขึ้นเมื่อหล่อนเบิกตากว้างและร้องไห้ หล่อนไถลตัวไปคร่อมเด็กตัวเล็กๆ พยายามขวางไม่ให้อาสามเข้ามา “ใต้เท้า! ได้โปรด! ข้ายอมแล้ว! ยกลูกของข้าให้นางเถิด! หรือไม่ก็ฆ่าข้าเสียเลย! อย่าทำร้ายลูกของข้าเลยนะเจ้าคะ!” ส่วนหญิงอีกคนที่ตอนนี้แน่ชัดแล้วว่าหล่อนคือผู้ลักเด็ก…ก็นั่งตัวแข็ง ดวงตาเบิกกว้างและหน้าซีดแต่ไม่ได้ซีดแบบแม่ที่แท้จริง เป็นความขาวซีดของคนที่กลัวว่าตนจะถูกทำโทษ “ขอถามทีเถิด” ท่านลุงใหญ่หันไปมองที่หญิงผู้ลักเด็กนั้น “เจ้าลักลูกของนางไปทำไม?” “จะเอาไปให้หมอผี” นางตอบห้วนๆ “เอาไปทำไม?” “ไม่รู้ แต่ฝั่งนั้นบอกว่าถ้าหามาได้จะให้เงิน” มาถึงจุดนี้ แม่ทัพน้อยและท่านพ่อก็เห็นว่ามือของหล่อนเริ่มสั่นน้อยๆ จนท่านกระซิบ “ท่าทางจะไม่ดีแล้ว ไปตามแม่มา!” แม่ทัพน้อยวิ่งหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับแม่ที่ถือตะกร้ามาด้วย พอท่านลุงใหญ่สั่งเลิกศาลอีกรอบ ท่านก็ให้คนพาผู้หญิงแม่ลูกอ่อนกลับไปที่โรงเตี๊ยมพร้อมกับลูกน้อยของนาง ส่วนผู้หญิงที่เป็นคนลักเด็กนั้นก็ถูกแม่พาไปหลบหลังฉากกั้นในอีกห้องหนึ่ง แม่ทัพน้อยไม่เห็นหรอกว่าแม่รักษาผู้หญิงคนนั้นยังไง แต่ที่มารู้ทีหลังก็คือ หล่อนชอบกินต้นไม้พิษบางอย่างจนเลิกไม่ได้ (คงเหมือนๆที่อาสามเองก็ชอบดื่มเหล้ากระมัง?) แล้วก็ทำเรื่องไม่ดีเพื่อหาเงินมาซื้อต้นไม้พิษนั้นหลายรอบแล้ว แต่ส่วนมากจะเป็นการขโมยของเล็กๆน้อยๆมากกว่า แปลว่าที่นางขโมยเด็กเล็กๆจะเอาไปขายให้หมอผี น่าจะเป็นครั้งแรกของนาง “น่ากลัวจังเลย มีต้นไม้แบบนี้ในโลกด้วยเหรอเนี่ย?” แม่ทัพน้อยถามขณะที่มือก็กำลังดันไหยาเล่นไปมาเบาๆ “ต้นไม้บนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ที่ออกลูกให้เรากินอร่อยๆหรือออกดอกสีสันสวยงามให้เราดูหรอกนะ” แม่อธิบายระหว่างนั่งหน้าหม้อต้มยาที่กำลังเดือดปุดๆ “ก็เหมือนคนนั่นแหละ คนที่น่ารักและใจดีก็จะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ออกดอกออกผลให้คนได้เก็บกินหรือดูความสวยงามให้ใจสดชื่น ส่วนคนที่ใจไม่ดีก็จะเหมือนต้นไม้ที่มีพิษ” “แต่สุดที่รักเคยบอกว่าใบ ราก ผล หรือดอกของสมุนไพรบางอย่างมีพิษถ้าใช้ไม่ถูกใช่มั้ยครับ?” แม่ทัพน้อยถามอีก “แปลว่า…ของที่ดีก็มีพิษเหมือนกันน่ะสิ” แม่หันมาแล้วก็ยิ้ม “ก็คงเหมือนคนไม่ดี…แต่มีคนให้โอกาสและมองเห็นคุณค่าที่ดีของเขาจริงๆ เขาก็เลยเปลี่ยนเป็นคนดีล่ะมั้ง?” หลายวันผ่านไป เรื่องที่แม่ทัพน้อยช่วยเหลือท่านลุงใหญ่ในเรื่องผู้ใหญ่ทะเลาะกันก็เริ่มถูกพูดถึงในวงของพวกเพื่อนๆท่านลุงใหญ่ที่แวะเวียนเข้ามา “โอ้ย! ไอ้เด็กนี่โตไปต้องเป็นยอดคน” คนหนึ่งพูด “นั่นสิ เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ พ่อเก่งลูกก็เก่งไปด้วย” อีกคนพูดต่อ “สวรรค์เมตตาสกุลกวนแท้ๆที่ให้ลูกชายที่ฉลาดกับท่านแม่ทัพ” ใครอีกคนพูดตาม แต่ในบรรดาคำที่แม่ทัพน้อยได้ยินจากการแอบฟัง…ไม่มีสักคำเลยที่พูดถึงแม่ของเขา ถ้าหากเป็นเด็กคนอื่นๆอาจจะไม่คิดอะไร แต่กับเด็กที่โตมากับแม่หลายปีแบบแม่ทัพน้อยกวนเป๋งนั้น เขากลับรู้สึกไม่ดีเลย ‘แม่ของอาเป๋งเป็นคนที่สวย ใจดีแล้วก็น่ารัก แม่รักท่านพ่อแล้วก็อาเป๋งมาก แล้วแม่ก็เป็นหมอยาด้วย’ ‘ทำไมถึงไม่มีใครชมแม่เลยนะ? แล้วอีกอย่าง…อาเป๋งอาจจะไม่ฉลาดก็ได้ แต่อาเป๋งแค่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็เป็นไปแบบที่แม่จ๋าเคยเล่าให้ฟังตลอดเลย’ ‘ทำไงดีนะ? อาเป๋งควรจะทำไงดี?’ หลายวันผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่แม่ทัพน้อยตามอาสามไปดูม้า ลา ล่อที่มุมหนึ่งของเพงงวนก๋วน “อาสามครับ ล่อนี่มันคืออะไรเหรอครับ?” เขาถามขึ้น ขณะเขย่งเท้ามองบรรดาสัตว์ต่างที่พ่อค้าเอามาขาย “ก็…มีอยู่สองชนิด พวกหนึ่งมีพ่อเป็นม้า แม่เป็นลา อีกพวกก็มีแม่เป็นม้า พ่อเป็นลา” อาสามตอบ ก่อนชี้ไปที่ล่อตัวหนึ่ง “แต่ปกติน่ะ คนจะชอบล่อที่มีพ่อเป็นม้าและแม่เป็นลามากกว่า เพราะมันไม่ค่อยดื้อ แข็งแรง ทนทานกับทุกสิ่ง แล้วก็ใช้งานได้ในทุกสภาพแวดล้อมเลย” แม่ทัพน้อยมองไปที่เจ้าล่อขนสีน้ำตาลตัวนั้น แล้วก็นึกในใจว่า ‘งั้น…อาเป๋งก็เหมือนล่อตัวนี้สินะ เพราะแม่ของอาเป๋งก็ไม่ใช่ชาวฮั่นแท้ๆแบบท่านพ่อ อืม อาเป๋งก็พอจะรู้แล้วล่ะ’ “อาสามครับ ข้าขอซื้อล่อตัวนี้ได้ไหมครับ?” แม่ทัพน้อยชี้ไปที่ล่อสีน้ำตาล “เอ้า ตามใจ!” อาสามหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบเอาเงินที่เก็บไว้ในแขนเสื้อส่งให้พ่อค้าคนหนึ่ง แม่ทัพน้อยกับอาสามเดินกลับมาถึงหน้าจวนพร้อมล่อสีน้ำตาลที่ซื้อมา เขาจูงมันไปเรื่อยๆจนถึงบริเวณหน้าห้องนั่งเล่นที่ท่านลุงใหญ่กับเพื่อนๆนั่งอยู่ “พ่อหนูน้อย นั่นเพื่อนใหม่เจ้ารึ?” ท่านโปกุ๋ยที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนชะโงกหน้ามาดู “ครับ” “นี่อาสามซื้อให้ล่ะสิ” ท่านลุงใหญ่เหล่ไปมองอาสามที่ยิ้มแฉ่งอยู่ไกลๆ “ใช่ครับ” แม่ทัพน้อยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถาม “ท่านลุงใหญ่ครับ ปกติล่อจะได้พละกำลัง รูปร่างที่ดีแล้วก็ความว่องไวจากใครเหรอครับ? ระหว่างม้ากับลาที่เป็นพ่อแม่ของมัน” ท่านลุงใหญ่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบขึ้น “ก็ได้จากพ่อม้าไงล่ะ” “แล้วความทรหดอดทน กับนิสัยระมัดระวังล่ะครับ?” “ได้จากแม่ลา” แม่ทัพน้อยเหลือบมองล่อสีน้ำตาลที่จูงมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “แปลว่าเจ้าล่อตัวนี้มีดีกว่าพ่อและแม่ของมันใช่ไหมครับ?” “ถ้าไม่นับเรื่องที่มันเป็นหมันก็ใช่” “แต่พ่อแม่ต้องประเสริฐกว่าลูกน่ะสิครับ” แม่ทัพน้อยพูดขึ้น กวาดตามองพวกคนโตๆทุกคน “อาเป๋งว่านะ…ทั้งพ่อม้าและแม่ลาก็เป็นที่มาของคุณสมบัติเมื่อครู่” ทันทีที่หนุ่มสิบขวบพูดจบ ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความเงียบ ท่านโป๋กุยและคนอื่นๆถึงกับชะงักตาค้าง บางคนอ้าปากเหมือนอยากจะพูดแต่พูดไม่ออก มีเพียงท่านลุงใหญ่ที่นิ่งสงบและอาสามที่ยืนยิ้มถูกใจจากอีกมุม “อาเป๋งไม่เข้าใจเหมือนกันนะ” เขาพูดต่อ “เวลาคนชมว่าอาเป๋งเก่ง อาเป๋งฉลาด ทำไมต้องบอกว่าเหมือนท่านพ่อหรือบอกว่าท่านพ่อโชคดีที่มีลูกแบบอาเป๋ง แต่…ทำไมไม่มีใครพูดถึงแม่ของอาเป๋งเลยสักคน” ท่านลุงใหญ่ลุกขึ้น เดินตรงมาหาแม่ทัพน้อยก่อนที่ท่านจะย่อตัวลงแล้วจับมือเล็กๆไว้ มองตาเขาแล้วก็ยิ้ม “หลานรักของลุง…เจ้าประเสริฐกว่าล่อหรือม้าดีตัวไหนๆเสียอีก เป็นโชคดีของพ่อแม่ของเจ้าที่มีบุตรที่กตัญญูเช่นนี้” คืนนั้น แม่ทัพน้อยก็นอนกับแม่เพราะท่านพ่อต้องไปเฝ้าท่านลุงใหญ่กับอาสามเหมือนเคย แม่นอนกอดแม่ทัพน้อยตลอดเวลา แล้วก็กระซิบที่ข้างหูว่า “ลูกไม่ต้องปกป้องแม่ขนาดนี้ก็ได้…” “สุดที่รัก…รู้เรื่องนี้เหรอครับ?” “ก็ท่านพ่อฟังมาจากอาสาม แล้วก็เพิ่งเอามาเล่าให้แม่ฟังน่ะสิ” แม่กอดเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม “อันที่จริง แม่ไม่อยากให้ลูกทำตัวเหมือนเป็นเด็กสอนผู้ใหญ่เลย มันไม่น่ารักหรอก” “อาเป๋งไม่ได้สอนนะครับ อาเป๋งแค่อยากให้คนโตๆรู้ว่าแม่ของอาเป๋งก็สำคัญเหมือนกัน” แม่ทัพน้อยหันตัวกลับมา พอมองหน้าของแม่ให้ชัดๆก็เห็นว่าที่ตาของแม่มีน้ำไหลออกมา “แม่ร้องไห้หรือครับ?” “อือ” แม่เอามือเช็ดน้ำตาไปหนึ่งที “ก็แม่ปลื้มใจนี่นา” พอได้ยินคำว่าปลื้มใจจากปากของแม่ แม่ทัพน้อยก็นึกถึงตอนที่พี่เลี่ยงเลี่ยงแต่งงานแล้วท่านพ่อกับอาสามก็น้ำตาไหล แบบนี้ใช่ไหมที่คนเราร้องไห้เมื่อรู้สึกปลื้มที่คนที่เรารักได้กีหรือทำดีกับเขา “ขอบคุณนะที่เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ แม่รักอาเป๋งที่สุดเลยจ้ะ” แม่พูดแล้วก็หอมหน้าผากเขาไปหนึ่งที แม่ทัพน้อยเริ่มง่วงแต่ก็ยังยิ้มอยู่ เอามือจับหน้าแม่เบาๆก่อนพูดว่า “ฝันดีจ้ะแม่จ๋า…” แม่ทัพน้อยไม่รู้ว่าทำไมคนในโลกนี้ถึงชอบยกความเก่งให้เป็นของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่แม่ทัพน้อยไม่สนใจหรอก ตราบใดที่มีแม่อยู่ตรงนี้ เป็นนางฟ้าที่ใจดีและสวยที่สุดของท่านพ่อกับเขา…แม่ทัพน้อยก็ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว แม้แต่สมบัติของเทวดานางฟ้า ถ้าเกิดว่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน เพราะของพวกนั้นกับอะไรอื่นๆมากมาย มันจะสู้กับตักอุ่นๆแล้วก็อ้อมกอดของแม่ได้ยังไงกันล่ะ?

Author Avatar
อนามิกา - แมวดำผู้ไร้นาม
ลูกแมวอวกาศที่เดินทางข้ามกาลเวลาพร้อมเรื่องราวและนิทานเต็มประเป๋าเป้ พร้อมเสมอในการเล่าเรื่องให้ทุกคนได้ฟัง

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ