ศาลเจ้าที่เปิดเฉพาะเมื่อคุณฝันถึงมัน
ฝนต้นฤดูตกแบบไม่เต็มใจ จะหนักก็ไม่หนัก จะเบาก็ไม่เบา เม็ดเล็ก ๆ ตกกระทบหลังคาสังกะสีร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่ปิดไฟแล้ว เหมือนคนกำลังฝึกเคาะฉาบอยู่ไกล ๆ ฉันยืนหลบอยู่ใต้ป้ายรถเมล์กลางซอยที่คุ้นเคยเพราะมันเป็นทางกลับห้องเช่าของฉัน แต่คืนนี้ซอยคุ้นเคยกลับดูยาวกว่าทุกคืน ไฟเหลืองจากเสาไฟฟ้าทำให้ฝนเป็นเส้นเรียงลำดับราวสมุดคัดไทยยุคประถม ฉันคิดถึงครูประถมคนนั้น ผู้เขียนคำว่า “ให้อภัย” ด้วยชอล์กสีขาวแล้วหันมาถามพวกเราว่า “ถ้าเป็นตัวเรา เราจะให้อภัยใครได้ยากที่สุด” ตอนนั้นฉันตอบว่า “ตัวเอง” ครูหัวเราะอย่างคนใจดี ไม่ได้บอกว่าคำตอบถูกหรือผิด แค่เอามือตบไหล่ฉันเบา ๆ และพูดว่า “บันทึกไว้นะ วันหนึ่งจะได้ลบใหม่อีกครั้ง” ฉันไม่เคยลบมันจริง ๆ ตั้งแต่นั้นมา
ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงแจ้งเตือนไลน์จากนัท เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย ฉันคงยืนฟังฝนอยู่แบบนั้นจนขาเมื่อย “ถึงห้องยัง” ข้อความขึ้นอย่างสั้น ฉันพิมพ์ตอบว่า “ยังเลย รถไม่มา ซอยมืดด้วย” นัทย้อนกลับมา “กลับแท็กซี่ไหม” ฉันพิมพ์ว่าจะลองเดินย้อนเข้าซอยอีกทาง เพราะดันคิดว่าฝนจะซาแล้ว แต่ฝนไม่เคยรักฉันพอจะซาในเวลาที่ฉันต้องการ ฉันเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าผ้า หันหลังให้ถนนใหญ่แล้วเดินเข้าซอยเล็กที่ลึกกว่าเดิม ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์หน้าบ้านไม้ชื้นด้วยฝนจนกลิ่นหวานปนกลิ่นดิน ฉันเอื้อมมือแตะแผ่นไม้ประตูบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งทิ้งไว้พิงกำแพงรอเช้าพรุ่งนี้ค่อยติด กลบเกลื่อนความกลัวในการเดินคนเดียวด้วยการจับอะไรสักอย่างให้รู้ว่ามีของแข็งจริง ๆ อยู่ตรงหน้า
พอเดินพ้นหัวโค้งแรกของซอย ฉันเห็นประตูสีแดงเข้มตั้งอยู่ลึกเข้าไปอีก มันไม่ใช่ประตูบ้าน เพราะไม่มีบ้านอยู่หลังนั้น เป็นเพียงกำแพงปูนเก่าที่มีรอยน้ำซึม พุ่มเฟื่องฟ้าล้นมาจากบ้านข้าง ๆ และใต้พุ่มนั้นเองมีประตูไม้สีแดงตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ไม่มีกรอบ ไม่มีบานพับ ไม่มีรอยคนยกมาวางเมื่อกี้ มันตั้งอยู่อย่างนั้นเหมือนตั้งมาตลอดชีวิตและฉันเพิ่งสังเกตเห็น ฉันหยุดอยู่ตรงปลายเท้า หายใจเข้าแบบคนไม่แน่ใจว่าควรไปต่อหรือไม่ ฝนหยุดลงอย่างพอดีจนน่าขนลุก และเหมือนคนไหนสักคนรู้ว่าฉันกำลังลังเล ประตูไม้ค่อย ๆ ขยับ เปิดออกช้า ๆ โดยไม่มีมือใดแตะต้อง ข้างในไม่ใช่กำแพงปูนอีกต่อไป เป็นลานดินกรวดเล็ก ๆ ที่มีแสงสลัวจากโคมไฟรูปกระดิ่งห้อยเรียงสองแถว มีศาลไม้หลังคาทรงจั่วคล้ายศาลเจ้าจีนปนไทยตั้งอยู่ ป้ายไม้หน้าศาลเขียนด้วยพู่กันสีดำว่า “ศาลเยียวยา” และใต้ตัวหนังสือเล็ก ๆ มีคำอีกแถว “เปิดเมื่อฝันถึง”
ฉันไม่แน่ใจว่าฉันกำลังฝันหรือไม่ เพราะฉันยังรู้สึกถึงความชื้นในรองเท้าผ้าใบ ยังได้ยินเสียงไกล ๆ ของรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านถนนใหญ่ แต่มีบางอย่างในลานเล็กนั้นที่นุ่มพอจะทำให้ความระแวงของฉันลดลงทีละเสี้ยว ฉันก้าวเท้าเข้าไปโดยไม่คิดมาก เมื่อปลายเท้าพ้นขอบประตู แสงจากโคมก็ดูอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด เหมือนสีถูกปรับให้ชวนพักโดยไม่ถามความเห็น ฉันหยุดตรงหน้าศาล มองเห็นกล่องไม้เล็ก ๆ วางอยู่ บนนั้นมีแผ่นไม้บาง ๆ ตัดเป็นรูปปรายเมฆและกระดาษสีครีมไว้สำหรับเขียน ฉันหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น ลมหายใจกลั้นค้าง เหมือนความทรงจำที่ฉันไม่อยากเจอมายืนรออยู่แล้ว
“ครั้งแรก ไม่ต้องเขียนก็ได้” เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านข้าง ฉันสะดุ้งเล็กน้อย หันไปเห็นหญิงวัยประมาณสามสิบปลาย ๆ ใบหน้าเหมือนคนที่เคยนอนครบแปดชั่วโมงบ้างขาดบ้าง เสื้อเชิ้ตสีซีดพับแขนถึงข้อศอก ผมรวบหางม้า เธอถือแก้วดินเผาที่มีควันบาง ๆ ลอยขึ้น “ข้าวต้มสมุนไพร” เธอพูดพร้อมยื่นให้ “ในคืนฝน มันอุ่นท้องดี”
ฉันรับไว้ด้วยความเกรงใจ “ที่นี่คืออะไรคะ”
“ศาลที่ไม่ได้ขอให้ใครให้อภัยเรา แต่สอนให้เรายอมใจตัวเองก่อน” เธอยิ้มบาง “บางคืนหายไป บางคืนปรากฏ ถ้าคืนไหนคุณฝันถึงมัน มันจะเปิด”
“แล้วตอนนี้ฉันฝันอยู่เหรอคะ”
“คำตอบของคำถามนั้น มักไม่ช่วยอะไรกับความอุ่นของข้าวต้ม” เธอตอบเหมือนเล่านิทาน “เรียกฉันว่า ‘ริน’ ก็ได้ เป็นคนดูแลที่นี่บ้าง ไม่ดูแลบ้าง แต่ส่วนใหญ่แค่นั่งฟังเสียงคน”
ฉันยกแก้วจิบ กลิ่นตะไคร้อ่อน ๆ แทรกมาพร้อมความหวานจาง ๆ ที่อธิบายไม่ได้ว่าเป็นน้ำตาลหรือเป็นความรู้อ่อนโยนที่ถูกซ่อนในถ้วย รินเดินพาฉันไปนั่งที่ม้านั่งไม้ ริมศาลมีเชือกเส้นใหญ่แขวนระฆังโลหะเก่าแก่หนึ่งใบ แต่เสียงระฆังคืนนี้ไม่ดังล่อลวงเหมือนในละคร มันเงียบเหมือนหมอกที่พาดอยู่เหนือยอดต้นลั่นทม
“นั่งนิ่ง ๆ ก่อนนะ” รินพูด “ที่นี่ไม่รับคำขอทันที มันฟังเสียงหายใจก่อน”
ฉันหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ไม่ค่อยมีอารมณ์หัวเราะ “แล้วถ้าหายใจไม่เป็นล่ะคะ”
“ก็ให้ข้าวต้มช่วย” เธอยักไหล่ “ในเมืองนี้ หลายคนหายใจเป็นตอนกินข้าวมากกว่าตอนอยู่นิ่ง ๆ”
เรานั่งเงียบ รินไม่มองฉันตรง ๆ แต่เหมือนมองผ่านฉันไปไกลกว่านั้น เธอวางชุดเขียน—กระดาษ ปากกา หมึก—ตรงหน้าฉัน เสียงฝนที่นอกประตูเหมือนเบาลงอยู่อีกโลกหนึ่ง ฉันวางถ้วยลงบนพื้นไม้ สูดลมหายใจยาวจนสุด เขียนคำเดียวลงบนกระดาษ “ขอโทษ” แล้วหยุด
รินไม่ถามว่าขอโทษใคร เธอเพียงยื่นสายสิญจน์เส้นเล็กสีแดงให้ฉัน “ผูกไว้กับกระดิ่งอันไหนก็ได้ อันที่ดังเท่าความผิดของคำในใจคุณ” ฉันมองกระดิ่งแก้วใสที่แขวนเรียงริมชายคา แต่ละอันมีรอยฟองอากาศในแก้วแตกต่างกัน ฉันเลือกอันที่มีจุดฟองเหมือนดวงดาวหนึ่งดวงตรงกลาง ผูกสายซ้อนสองปม มือสั่นนิดหน่อยราวกับกล้ามเนื้อยังจำความกลัวได้แม้สมองพยายามลืม เมื่อลมจากไหนไม่รู้พัดผ่าน กระดิ่งดัง “กริ๊ง” เสียงสั้น เล็ก แต่กระเพื่อมยาว รินยิ้มในดวงตา “ได้ยินไหม” เธอถาม
“ได้ยินค่ะ”
“นั่นแหละ เสียงที่เรามักไม่ยอมให้ตัวเองได้ยิน เพราะเรากลัวว่าเมื่อได้ยินแล้ว เราต้องยกโทษให้ทันที ทั้งที่จริง ๆ มันแค่บอกว่า ‘ฉันอยู่ตรงนี้นะ’ ”
ฉันเงียบ ไม่อยากให้ข้าวต้มอุ่น ๆ กลายเป็นน้ำตา รินเปลี่ยนหัวข้อพาไปไกล “คุณพักแถวนี้เหรอ”
“ใช่ค่ะ ห้องเช่าต้นซอย ข้างร้านล้างรถ”
“อ้อ ที่ผนังทาสีน้ำเงินครามใช่ไหม” เธอยิ้ม “ตอนแดดเช้าโดน มันเหมือนทะเลอยู่ในซอยแคบ ๆ ดี”
ฉันหัวเราะครั้งแรกอย่างจริงใจมาตั้งแต่เริ่มฝนตก “คุณอยู่แถวนี้หรือคะ”
“ฉันอยู่ตรงไหนก็ได้ที่มีคนอยากนั่งนิ่ง ๆ” คำตอบของเธอฟังเหมือนลม ฉันไม่รู้ว่าควรตามด้วยคำถามหรือยอมรับมันแบบนั้น เรานั่งคุยเรื่องธรรมดา ๆ อีกเล็กน้อย ฝนกลับมาซู่ซ่าอีกครั้ง รินบอกว่าถ้าอยากกลับก็กลับได้ ประตูจะปิดเองและจะเปิดอีกทีเมื่อฉันฝันถึง ฉันลุกขึ้น โค้งเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ “ขอบคุณสำหรับข้าวต้ม” เธอยกมือเหมือนบอกว่าไม่เป็นไร ฉันเดินข้ามลานกรวดผ่านประตูออกไป พ้นเฉดแดงของไม้ ทันทีที่หันกลับ ประตูก็หายไป เหลือเพียงกำแพงกับเฟื่องฟ้าที่หยดน้ำตามแรงลม
ฉันกลับถึงห้องเช่าโดยไม่เปียกมากอย่างที่คิด กลิ่นสบู่หอมดอกส้มจากห้องน้ำชั้นล่างลอยมากับลิฟต์ ฉันถอดรองเท้า เปิดพัดลม และส่งข้อความให้นัท “ถึงแล้ว เดี๋ยวเล่า” แต่พอก้นแตะเตียง ตาเหมือนถูกถ่วงด้วยทรายเล็ก ๆ ฉันหลับไปในท่าที่ไม่ควรเรียกว่าท่า เพราะมันคือการปล่อยให้ร่างกายยอมแพ้ให้ที่นอน
ในฝัน ฉันกลับไปที่ศาลอีกครั้ง คราวนี้แสงโทนฟ้าอมเทาเหมือนก่อนเช้า เสียงสวดเบามาจากไหนสักแห่งโดยไม่มีใครอยู่ รินนั่งอยู่ที่เดิม แต่มีกระดานไม้สำหรับแขวนคำอธิษฐานหลายแผ่น ฉันเดินเข้าไปใกล้ เห็นลายมือหลากหลาย บางแผ่นเขียนว่า “อยากปล่อยรูปคนรักเก่าออกจากโทรศัพท์” บางแผ่นเขียนว่า “อยากให้แม่หยุดเจ็บเพื่อฉันจะไม่รู้สึกผิดที่หัวเราะ” และมีแผ่นหนึ่ง เป็นลายมือเรียบ ๆ อ่านง่าย สั้นที่สุดในบรรดาทุกแผ่น “อยากทำใจได้กับคืนฝน” ฉันขนลุก เพราะลายมือคล้ายของฉันอย่างไม่น่าอธิบาย
“ความบังเอิญชอบเล่นกับคนฝัน” รินพูดขึ้นจากมุมที่ฉันไม่เห็น “บางครั้งมันเอาคำของเราไปฝากไว้ในมือคนอื่น เพื่อให้เรากล้ามองมันชัด ๆ เสียที”
“คืนนั้น…ฉันทำถุงกระดาษขาด หนังสือหล่น ก้มเก็บ และ...” ฉันกลืนคำต่อท้าย ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดท่วมท้นจนพูดไม่ได้ แต่เพราะฉันรู้ว่าเล่ากี่ครั้งมันก็ไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงในใจฉัน—ว่าฉันน่าจะทำได้ดีกว่านั้น รินไม่จ้องฉัน เธอจ้องลำแสงเล็ก ๆ ที่ลอดใบไม้เข้า มาแทน
“ฉันไม่ถามรายละเอียดนะ” เธอพูดช้า ๆ “เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่สืบสวน ที่นี่คือห้องรอคอยของคำที่ยังไม่ได้พูด คุณไม่ต้องพูดก็ได้ แค่ยอมรับว่ามีคำอยากพูดอยู่”
“แล้วฉันต้องทำอะไรกับคำที่อยากพูด”
“เขียนมันให้อ่านง่ายพอที่หัวใจคุณจะฟัง แล้วปล่อยมันไว้ที่นี่ ให้เช้าพาไป”
ฉันหยิบกระดาษแผ่นใหม่ ปากกาหมึกซึมไหลตามแรงมือจนรู้สึกว่าคำกำลังออกมาจริง ๆ ไม่ใช่เพียงความคิดที่วนในหัว ฉันเขียนว่า “ฉันอยากให้อภัยตัวเอง แต่ฉันยังไม่เชื่อว่าอนุญาตได้” แล้ววางมันไว้บนโต๊ะไม้ รินหยิบสายสิญจน์เส้นหนึ่ง ผูกเป็นห่วงเล็ก ๆ แล้วสวมไว้ที่ข้อมือฉัน “สายนี้ไม่ใช่เครื่องราง” เธอว่า “มันเป็นเชือกเตือนว่าคุณยังผูกอยู่กับที่นี่ ไม่ใช่กับความผิด”
ฉันยิ้ม ทั้งที่น้ำตาคลอ รู้สึกตลกตัวเองที่มักหัวเราะพร้อมน้ำตา เมื่อน้ำหนักใจเบาลง ฉันเดินไปที่ระฆัง ดึงเชือกเบา ๆ เสียงระฆังสั่นไหว และในขณะเดียวกันฉันได้ยินเสียงเล็ก ๆ ในใจพูดว่า “พอแล้วนะ”
เช้าจริง ๆ มาถึงพร้อมกลิ่นต้มเลือดหมูจากรถเข็นหน้าปากซอย ฉันตื่นพร้อมภาพศาลในหัวชัดใสอย่างรูปถ่ายใหม่ ฉันล้างหน้า เปิดหน้าต่างให้ลมเข้ามาก่อนแดด จู่ ๆ ก็อยากคุยกับนัทมากกว่าการพิมพ์ข้อความ เราโทรหากันขณะฉันยืนดูซอยจากชั้นสี่ นัทหัวเราะเมื่อฉันเล่าเรื่องศาลที่เปิดเมื่อฝันถึง “เหลือเชื่อเหมือนเวลาเซิร์ฟเวอร์ล่มแล้วอยู่ดี ๆ เครื่องมือสำคัญคืนชีพตอนกดปุ่มผิด” มันพูดด้วยภาษางานที่ทำทุกวัน “แต่ดีแล้ว ถ้ามันทำให้มึงนั่งหายใจได้”
ฉันบอกว่ายังไม่แน่ใจว่านั่งหายใจได้จริงไหม แต่รู้สึกว่าท้องไม่จุกเท่าเดิม นัทเงียบสั้น ๆ แล้วบอกว่า “คืนนี้ฝันอีกสิ กูอยากรู้ว่าพรุ่งนี้มันเปิดอีกไหม” ฉันรับคำง่าย ๆ อย่างคนอยากทำตามลางที่เพื่อนจับได้แทนเรา
วันนั้นงานหลั่งไหลเข้ามาในอีเมล ฉันเป็นนักแปลบทสัมภาษณ์ศิลปินอิสระ บางวันสนุก บางวันเหมือนกระดาษสีเทาล้อมรอบหัว ฉันเปิดไฟล์ใหม่ ชื่อบทสัมภาษณ์คือ “ภูมิทัศน์ของการให้อภัย” ศิลปินเล่าถึงการทำงานด้วยการหยดสีทับรอยผิดพลาดจนเป็นรูปแบบใหม่ ฉันแปลไปพลาง ขำไปพลางกับความบังเอิญของจักรวาลที่รินบอกว่าไม่ต้องชื่ออะไร เวลาบ่ายคล้อย ฝนกลับลงอีกครั้ง ฉันใช้หูฟังตัดเสียงออกจากโลกและเปิดเพลงที่แค่พอให้จังหวะหัวใจมีคนคุม เมื่อแปลเสร็จ ความว่างหลังงานคือความเงียบที่ไม่กัดฉันเหมือนก่อนหน้า ฉันต้มบะหมี่หนึ่งซอง เทไข่ลงไป และคิดว่าการทำอาหารง่าย ๆ ให้ตัวเองกินโดยไม่รู้สึกผิดเป็นสัญญาณของการเริ่มกลับบ้าน
คืนที่สอง ฉันฝันถึงศาลอีกจริง ๆ คราวนี้มีคนอื่นนั่งอยู่ด้วยสองสามคน ทุกคนเงียบอย่างสุภาพเหมือนนั่งรอคิวโดยไม่รู้ว่าคิวอะไร เราไม่สบตากันตรง ๆ แต่เหมือนรับรู้กันด้วยการวางฝ่ามือไว้บนหัวเข่าในแบบเดียวกัน รินยืนผูกเชือกให้ผู้ชายวัยกลางคน ซึ่งร้องไห้แบบคนไม่ได้ร้องมานานจนกล้ามเนื้อแปลกแยก เธอพูดเบามากจนฉันแทบไม่ได้ยิน “ร้องให้คำเก่าออกมาก่อน แล้วค่อยพูดคำใหม่” ผู้ชายพยักหน้า ร้องจนตาแดง และพอเงียบลง เขาเขียนอะไรบางอย่างลงบนแผ่นไม้ก่อนยืนขึ้นเดินออกประตูอย่างมั่นคง ราวกับรองเท้าเขาหนักกับพื้นเพิ่มขึ้นครึ่งขีดในทางที่ดี
ฉันอยากรู้ว่าตัวเองจะเขียนอะไรต่อดี รินเดินมานั่งข้าง ๆ แทบไม่เกิดเสียง “คืนนี้อยากเล่าไหมว่าเกิดอะไรในคืนนั้น” ฉันถามตัวเองมากกว่าเธอ แต่เธอยิ้ม “ไม่จำเป็น” ฉันค่อย ๆ หายใจ ลองเขียนประโยคใหม่ “ฉันไม่อยากเป็นพระเจ้า ฉันยอมรับว่าทำให้ทุกอย่างปลอดภัยไม่ได้เสมอไป” เขียนจบ ฉันรู้สึกเหมือนอากาศขยายพื้นที่ให้ปอดฉันเพิ่มขึ้น รินพยักหน้า “นี่แหละคำที่ศาลชอบ”
“ศาลชอบด้วยหรือคะ”
“ใช่ ศาลชอบคำที่ยอมลดบทบาทตัวเองลง แล้วคืนอำนาจให้ชีวิตเดินเองบ้าง” เธอยิ้ม มุมปากโค้งนิ่งเหมือนคนเข้าใจความเหนื่อยของผู้คนในเมือง ฉันอยากถามว่าเธอเหนื่อยหรือไม่ แต่ก็รู้ว่าเธอคงเป็นมากกว่าคนธรรมดาที่ถามได้แบบนั้น ฉันเลยเพียงบอก “ขอบคุณ” กับอากาศ และรู้สึกว่าขอบคุณตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง
ตื่นเช้ามาวันถัดไป ฉันลองเดินไปที่ซอยเดิมอีกครั้งในสภาวะตื่น ประตูสีแดงไม่อยู่แล้ว อย่างที่รินบอกไว้ มันจะไม่อยู่เมื่อเราไม่ฝัน ฉันไม่ได้ผิดหวัง แปลกดีที่ฉันกลับยิ้ม เพราะกำแพงปูนเก่าดูเหมือนใบหน้าคนแก่ที่น่ารัก โดยเฉพาะตอนมีเถาเฟื่องฟ้าไหลลงมามากขึ้น ฉันยืนอยู่หน้ากำแพงสักครู่แล้วพึมพำในใจว่า “ไว้พบกันเมื่อฝันอีก” ก่อนเดินต่อ ไม่รีบร้อน
วัน ๆ ผ่านไป ศาลมาในฝันบ้าง ไม่มาบ้าง พอไม่มา ฉันก็ไม่ตื่นตระหนกเหมือนก่อน ฉันไปทำงานแปลที่คาเฟ่เปิดใหม่ตรงหัวมุม เจ้าของร้านจำฉันได้และถามว่าชอบโต๊ะไม้ยาวริมหรือมุมหน้าต่าง ฉันเลือกมุมหน้าต่างเพื่อมองฝนถ้าตก และแสงถ้าทอ ฉันซื้อกระดิ่งแก้วราคาย่อมจากร้านขายของแต่งบ้านนำเข้าจากเชียงดาว มันไม่ใช่กระดิ่งจากศาล แต่แขวนไว้ตรงหน้าต่างแล้วเสียงมันทำให้ฉันหยุดดุเสียงในหัวตัวเองฉับพลันเหมือนมีใครเคาะไหล่ ฉันผูกมันด้วยสายผ้าย้อมครามที่ซื้อมาจากร้านงานฝีมือของเพื่อน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ลมพัด กระดิ่งก็จะเตือนว่าฉันยังหายใจอยู่ในห้องเล็ก ๆ ของตัวเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากอดีต
ค่ำหนึ่ง นัทมาหาที่ห้องหลังเลิกงาน เรานั่งกินหมูย่างกระทะไฟฟ้าเล็ก ๆ กันบนพื้น ห้องเช่าขนาดยี่สิบห้าตารางเมตรเต็มไปด้วยกลิ่นซอสและเสียงหัวเราะที่ฉันไม่ได้ยินจากตัวเองนานแล้ว นัทเหลือบเห็นกระดิ่ง “สวยดี” มันว่า “เสียงไม่บาดหู” ฉันพยักหน้า “มันช่วยเตือนว่าให้ใจนิ่มลง” นัทคีบหมูใส่จานฉันแล้วถามแบบเกรงใจแต่ก็อดไม่ได้ “แล้วคืนนั้น…มึงโอเคขึ้นจริง ๆ ไหม” ฉันมองน้ำซุปเดือดเป็นฟองเล็ก ๆ “ไม่รู้ว่าโอเคคืออะไร แต่บางคืนกูก็หลับแบบไม่ฝัน บางคืนก็ฝันแล้วตื่นขึ้นพร้อมความเงียบที่ไม่กัด” นัทเงียบและบอกว่า “แบบนั้นก็เรียกว่าดีแล้ว” เราชนแก้วน้ำเปล่ากันอย่างคนไม่อยากเมาในคืนที่ต้องจำสิ่งสวยงามให้ได้
ฤดูกาลเปลี่ยนไปอย่างไม่ขออนุญาตเหมือนเคย จากฝนยาวกลายเป็นลมหนาวบาง ๆ เพื่อนข้างห้องเปิดหน้าต่างแล้วเปิดเพลงลูกกรุงคลอ ฉันซักผ้าห่ม เพิ่มผ้าปูเตียงอีกชั้นเพื่อรับอุณหภูมิฉับพลัน ในคืนหนึ่งของเดือนธันวาคม ฉันฝันถึงศาลอีกเป็นพิเศษ แสงไม่ใช่ฟ้าอมเทาอีกต่อไป แต่เป็นแสงเช้าสีทองอ่อนที่พาดผ่านหน้าศาลเหมือนผ้าพาดบ่า พระอาทิตย์ยังไกลแต่ส่งจดหมายมาก่อน รินยืนอยู่กับชายชราผิวเข้มที่ฉันไม่เคยเห็น เขาเป็นคนเดียวที่ยิ้มกว้างจนแก้มย่น เคราขาวนิ่มเหมือนเมฆ รินแนะนำว่า “นี่ลุงมิก หุงข้าวเก่งที่สุดในจักรวาลฝั่งเรา” ลุงมิกตักข้าวต้มใส่ถ้วย แล้วยื่นให้ฉัน กลิ่นขิงกับพริกไทยลอยขึ้นทันที ฉันซดคำแรกแล้วยิ้มจนตาหยี “อร่อยมากเลยค่ะ” ลุงหัวเราะ “ข้าวต้มไม่ต้องอร่อยก็ได้ ขอให้อุ่นเป็นพอ แต่ถ้ามันอร่อยด้วย คนก็ยอมอยู่กับมันนานขึ้นนิด” ฉันหัวเราะและแอบคิดว่าความสัมพันธ์กับตัวเองก็แบบนั้น
เรานั่งล้อมโต๊ะต่ำ ลุงมิกเล่าเรื่องต้นไม้ในศาลว่าบางต้นเกิดจากคำที่ปล่อยได้แล้วงอกเป็นต้นใหม่ รินฟังลุงเล่าพร้อมพยักหน้าเป็นจังหวะ ฉันถามว่าต้นไหนเกิดจากคำอะไร ลุงชี้ไปที่ต้นโมกริมกำแพง “ต้นนั้นเกิดจากคำว่า ‘พอ’ ” ฉันมองใบเล็ก ๆ สีเขียวอ่อนสั่นตามลม “แล้วต้นใหญ่หน้าศาลล่ะคะ” รินตอบแทน “เกิดจากคำว่า ‘บ้าน’ ” ฉันเงียบ นึกถึงกำแพงปูนเก่าที่ซอยข้างห้อง นึกถึงห้องยี่สิบห้าตารางเมตร มุมหน้าต่างกับกระดิ่งแก้ว และเตียงที่ช่วยรับความหนักของตัวฉันในคืนที่ใจเละที่สุด ฉันพูดออกมาเบา ๆ ว่า “บ้านของฉันอาจไม่ใหญ่ แต่กำลังเป็นบ้านจริง ๆ”
ลุงมิกและรินยิ้มโดยไม่ต้องแลกคำกัน ราวกับคำงอกเป็นใบไม้ขึ้นตรงหน้าเรา หลังจากเรากินข้าวต้มเสร็จ ลุงลุกไปจัดโคมให้เข้าที่ ปล่อยให้ฉันกับรินนั่งกันเงียบ ๆ เธอถามฉันว่า “ถ้าพรุ่งนี้ศาลไม่เปิดอีก คุณจะทำยังไง” ฉันตอบหลังหายใจลึก “ฉันคงต้มข้าวต้มกินเอง แล้วเปิดหน้าต่างให้กระดิ่งดังสักครั้ง ก่อนออกไปซื้อดอกลีลาวดีที่หล่นหน้าบ้านใครมาใส่แก้วน้ำ” รินหัวเราะ “ขโมยเหรอ” ฉันส่ายหน้า “เก็บค่ะ ไม่ใช่เด็ด” เธอยิ้มกว้างราวกับคำตอบนั้นถูกใจมาก “งั้นคุณไม่ต้องกลัวการไม่เปิดอีกต่อไปแล้ว”
ฉันเงียบและรู้สึกได้ว่าท้องฟ้าในฝันใสขึ้น สายสิญจน์ที่ข้อมือเหมือนเบาขึ้นหรืออาจเป็นข้อมือฉันที่แข็งแรงขึ้นเอง ฉันขออนุญาตเดินไปที่กระดานไม้ ค้นหาแผ่นที่เป็นของฉัน ฉันเจอมันง่ายกว่าทุกครั้ง “ฉันอยากให้อภัยตัวเอง แต่ฉันยังไม่เชื่อว่าอนุญาตได้” ฉันลบคำว่า “ยังไม่เชื่อ” ออกในฝันด้วยเล็บของตัวเองได้อย่างประหลาด และเขียนแทนว่า “ฉันอนุญาตแล้ว” พอลากปากกาจบประโยค เสียงระฆังหน้าศาลดังเองโดยที่ไม่มีใครดึง ฉันหันไปมองริน เธอยืนอยู่ แต่ดูจางกว่าปกติ ฉันใจหวิว “คุณจะหายไปหรือคะ” เธอส่ายหน้าเบา ๆ “ฉันไม่เคยมาหรือไป เป็นคุณที่ก้าวเข้ามากับก้าวออกไปต่างหาก แค่ว่าตอนนี้คุณยืนได้เองมากขึ้น ฉันจึงต้องยืนเบาลง”
ฉันอยากร้องไห้แต่กลับยิ้ม รู้สึกโง่ดีที่สองสิ่งนั้นอยู่พร้อมกันได้ ฉันบอกเธอว่า “ขอบคุณที่ไม่รีบให้ฉันขออะไร” เธอตอบ “ขอบคุณที่ยอมไม่ขออะไรสักพัก” แล้วโค้งน้อย ๆ ในแบบที่หัวใจฉันจดจำ
หลังจากคืนที่ลุงมิกมาเยือน ฉันรู้สึกว่าศาลไม่ได้อยู่ไกลอีกต่อไป เหมือนมันย้ายมาอยู่ใกล้กระดูกไหปลาร้า พอฉันเปลี่ยนเสื้อ กระดิ่งแก้วก็โดนแขนเสื้อดังเบา ๆ เตือนว่าที่ว่างยังอยู่ ฉันเริ่มออกเดินตอนเช้าในซอยที่เคยกลัว เสียงนกรู้จักฉันก่อนที่ฉันจะรู้จักมัน ร้านน้ำเต้าหู้งาดำเปิดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ฉันยืนดื่มหน้าร้านและเห็นลุงเจ้าของผงะเมื่อฉันชมว่าหวานน้อยกำลังดี “ถ้าอยากหวานขึ้นก็มีน้ำเชื่อม” ลุงบอกอย่างเดิมของร้านขายของ ฉันส่ายหน้า “ไม่เอาแล้วค่ะ ฉันอยากจำรสแบบนี้ไว้” ลุงอมยิ้ม ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรเป็นพิเศษ แต่ฉันรู้สึกเหมือนแบกเมืองได้อีกวัน
ฉันยังคงคุยกับนัทบ่อยขึ้น บางทีเราไม่คุยเรื่องงานเลย คุยเรื่องเมฆ เรื่องรองเท้าคู่ใหม่ที่ทำให้ไม่ปวดส้นเท้า เรื่องบทความที่ชอบ และวันหนึ่งมันถามว่า “ถ้ามีโอกาสได้เจอคนคืนนั้นอีก มึงจะพูดอะไร” ฉันเงียบยาวกว่าที่มันคาด “อาจพูดว่า ขอบคุณที่รอด และขอโทษที่ฉันปล่อยให้คำว่า ‘ควร’ กัดฉันนานเกินไป” นัทยิ้มผ่านสาย “พูดกับตัวเองก่อนก็ได้” ฉันหลับตาแล้วพูดกับตัวเองจริง ๆ ในห้องเงียบ ๆ “ขอบคุณที่รอด ขอโทษที่ฉันปล่อยให้ ‘ควร’ กัดนานไป” และในความเงียบถัดจากนั้น มีเสียงกระดิ่งดังเหมือนพยักหน้ารับ
เวลาผ่านไปจนถึงวันเกิดแม่ ฉันกลับบ้านต่างจังหวัด ไปกราบแม่ที่วัดห่างจากบ้านไม่มาก แม่จุดธูปและพูดกับพระสงบอย่างที่แม่ถนัด ฉันเดินเล่นรอบวัด เห็นศาลเล็กสำหรับเจ้าที่ตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ลมพัดใบโพธิ์ให้กระทบกันเป็นเสียงปรบมือของเทวดา ฉันยืนมองศาลเล็ก ๆ แล้วนึกถึงศาลในฝัน ฉันหยิบแผ่นกระดาษจากกระเป๋าเงิน เขียนว่า “ขอบคุณ” แบบตัวบรรจง และ “ขอโทษ” แบบตัวไหล แล้ววางไว้หน้าศาลเล็ก ๆ โดยไม่ได้ขออะไร พอก้าวถอยหลังสองก้าว ฉันเผลอยิ้มกับตัวเอง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทำพิธีของตัวเองโดยไม่รู้สึกงงงวยกับตัวเอง
ก่อนกลับกรุงเทพฯ แม่ถามว่า “ช่วงนี้หน้านิ่งขึ้นนะลูก” ฉันหัวเราะ “นิ่งแบบดีหรือไม่ดีล่ะคะ” แม่บอก “ดี เหมือนค่อย ๆ หายใจตรงท้องได้ เดี๋ยวนี้คนชอบหายใจแค่ถึงอก” ฉันคิดถึงข้าวต้มของลุงมิกและพยักหน้า
คืนหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อท้องฟ้าสว่างกว่าเดิมเพราะไฟเทศกาล ฉันนั่งบนพื้นห้อง เขียนจดหมายถึงตัวเองในอดีต “ถ้าเธอโตขึ้นมาเป็นฉัน อย่ากลัวการร้องไห้หน้าต่าง จะร้องตอนลมแรงที่สุดก็ได้ กระดิ่งจะดังพอดี และถ้าวันไหนศาลไม่เปิด ให้จำไว้ว่ามันอยู่ใกล้คอซ้ายมากกว่าที่คิด” ฉันพับจดหมายเก็บไว้ในซองว่าง ไม่ได้ส่งไปไหน เพราะผู้รับอยู่แล้วในห้องเดียวกัน
ฉันฝันถึงศาลอีกครั้งในคืนที่ไม่มีเสียงฝน มีเพียงลมเย็น รินนั่งรอเหมือนรู้ ฉันเดินเข้าไปโดยไม่ต้องมองผ่านประตูเงียบ เธอยิ้ม “วันนี้อยากตีระฆังไหม” ฉันส่ายหน้า “อยากนั่งเฉย ๆ” เรานั่ง เงียบของคืนโน้มลงเหมือนผ้าห่มบาง ๆ ฉันเอียงหูฟังเสียงตัวเอง และเสียงเมืองที่ไกลออกไปจนไม่มีขอบ รินพูดเบามาก “เวลาที่นี่ไม่เท่ากับที่นอกนี่นะ คุณอยู่นานเท่าไหร่ก็ยังเป็นก่อนเช้าอยู่” ฉันพยักหน้า “งั้นขออยู่อีกสักครู่” เธอบอก “ตามใจ” แล้วหายใจพร้อมฉันอย่างสงบ
ฉันไม่รู้ว่าร่างจริงนอนอยู่ในท่าไหนบนเตียง แต่ฉันรู้ว่าตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกเหมือนอาบน้ำแสง ก้อนแข็งใต้ไหปลาร้าหายไปชั่วคราว ฉันยกมือจับสายสิญจน์สีแดงที่ข้อมือ มันซีดลงตามเวลา แต่ปมยังแน่นดี ฉันตัดสินใจว่า ถึงเวลาคลายปมหรือยังยังไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันยังอยากให้มันอยู่เป็นเครื่องเตือนว่าฉันเคยไปที่นั่นและกลับมา
วันสุดท้ายของปี ฉันเดินไปที่แม่น้ำในเมืองกับนัท เราซื้อโคมเล็กแบบปลอดภัยจากร้านริมทาง มีคนมากมายยืนอธิษฐานข้างน้ำ ฉันไม่อยากอธิษฐาน แต่ยอมเขียนคำสั้น ๆ ลงบนกระดาษติดโคม “เบา” เราจุดไฟตามวิธีที่คนขายบอก โคมลอยขึ้นช้า ๆ แสงสีส้มไต่ฟ้าเหมือนตัวหนังสือคล้อยขึ้นตามลม นัทหันมาบอก “เราขอให้เบาพร้อมกันนะ” ฉันหัวเราะ “ไม่แน่ใจว่าให้ใคร แต่ก็ดี” มันกอดฉันแน่นในแบบเพื่อน ความอบอุ่นของคนที่เห็นฉันก่อนฉันจะเห็นตัวเองเสมอ
ใจกลางคืน พลุจากฝั่งตรงข้ามแตกเป็นดอกไม้ ฉันคิดถึงศาลที่เปิดเฉพาะเมื่อฝันถึงและรู้ว่ามันอาจไม่เปิดบ่อยเท่าตอนแรกอีกต่อไป ไม่ใช่เพราะมันไม่เมตตา แต่เพราะบ้านในฉันใหญ่ขึ้นพอจะวางเสื่อรองรับความจริง ไม่ต้องไปนั่งที่อื่นทุกครั้ง ฉันกระซิบกับตัวเองว่า “กลางคืนยังคงมา” แล้วเติมต่อในใจ “แต่ฉันไม่ทำให้มันยาวโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว”
เมื่อกลับถึงห้อง ฉันแขวนกระดิ่งแก้วไว้สูงขึ้นเล็กน้อยตรงที่ลมพอดี และเขียนประโยคหนึ่งในสมุดที่ว่างมาตั้งแต่วันแรก “ฉันให้อภัยตัวเองแล้ว ไม่ใช่เพราะฉันถูกต้องเสมอ แต่เพราะฉันอยากเดินต่ออย่างอ่อนโยนกับโลก” ฉันวางปากกา แล้วนั่งฟังความเงียบที่มีเสียงกระดิ่งผสมอยู่ไกล ๆ เหมือนทะเลที่มองไม่เห็นแต่รู้ว่ามี คล้ายกับรอยยิ้มของรินที่ยังอยู่โดยไม่ต้องเห็น และคล้ายกับประตูสีแดงที่อาจจะไม่อยู่ตรงซอยนั้นเสมอไป แต่ฉันรู้ทางไปโดยไม่ต้องเดิน—แค่ปิดตา หายใจ แล้วยอมให้ตัวเองฝัน
ฉันดับไฟห้อง เหลือแค่โคมเล็ก ๆ บนหัวเตียง สายลมยามดึกพัดเข้ามา กระดิ่งดัง “กริ๊ง” สั้น ๆ พอดีเหมือนเครื่องหมายจบประโยค ฉันกอดผ้าห่ม อุ่นในแบบที่ไม่ต้องหนัก และยอมให้คืนเลื่อนผ่านไหล่ไปอย่างคนเชื่อมือเช้า ในความเงียบสุดท้ายก่อนหลับ ฉันได้ยินเสียงบางมากจากด้านใน มันอาจเป็นเสียงของคำที่เคยติดคอ ตอนนี้มันเดินออกทางประตูของตัวเองไปแล้ว ทิ้งฉันไว้กับเตียงเล็ก ๆ ห้องเล็ก ๆ และหัวใจที่พอจะเรียกได้ว่า “กลับบ้าน” จริง ๆ กลางคืนยังอยู่ แต่ไม่ได้ยาวนานเสมอไปอีกต่อไปแล้ว.
ฝนกลางฤดูตกแบบไม่ตั้งใจอีกครั้ง หลังจากวันที่ศาลหายไปหลายคืนติดต่อกัน ฉันเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างในหัวใจไม่คงที่เหมือนเดิม เสียงกระดิ่งในห้องดังเบากว่าทุกวัน หรือฉันแค่คิดไปเองก็ไม่รู้ ทุกเช้าฉันยังแปลบทความเหมือนเดิม แต่เวลาหยุดมือ ฉันกลับเผลอเขียนคำสั้น ๆ ลงในช่องว่างข้างขอบเอกสาร “ศาล” “ริน” “ฝน” “ให้อภัย” เหมือนเด็กกำลังฝึกคัดคำอีกครั้ง
คืนหนึ่งขณะฝนหล่น ฉันเห็นเงาคนเดินผ่านกระจกหน้าต่างห้อง ฉันอยู่ชั้นสี่ ไม่มีระเบียง มีเพียงเงาไม้จากไฟถนน ฉันขยับเข้าไปใกล้ เห็นเป็นผู้หญิงผมยาวสวมเสื้อเชิ้ตสีซีด เธอยืนอยู่ตรงฟุตบาทฝั่งตรงข้าม มองขึ้นมาเฉย ๆ แล้วเดินเข้าซอย ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่ลมหายใจฉันสั่นเพราะเธอเหมือนรินเหลือเกิน
เช้าวันต่อมา ฉันตื่นขึ้นจากฝันสั้น ๆ ที่ศาลเปิดอีกครั้งในหมอกหนา โคมไฟหายไป เหลือแต่แสงสลัวจากถ้วยชาใบหนึ่ง รินนั่งหันหลังอยู่บนขั้นไม้ พอฉันเดินเข้าใกล้ เธอพูดโดยไม่หันกลับ “เมื่อคืนคุณมองลงมาจากหน้าต่างใช่ไหม” ฉันสะดุ้ง “คุณหมายถึง—” “ที่นั่นก็ส่วนหนึ่งของที่นี่” เธอตอบ “ศาลไม่ได้อยู่ในฝัน มันอยู่ในใจคุณที่เผลอเปิดประตูออกต่างหาก”
ฉันเงียบ ไม่กล้าขยับ รินลุกขึ้นเดินมาหา ดวงตาเธอเหมือนมองผ่านเวลา “คนเรามักคิดว่าฝันคือโลกข้างเคียง แต่จริง ๆ มันคือห้องลับในบ้านหลังเดียวกัน” เธอยื่นมือมาสัมผัสปลายนิ้วฉันเย็นแต่ไม่เยือก “คุณอยากเข้าไปข้างในอีกห้องไหม ห้องที่ยังไม่เคยเข้า?”
ฉันพยักหน้า แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด เธอพาฉันเดินลึกเข้าไปหลังศาลที่ไม่เคยเปิด ม่านไม้ไผ่สานบาง ๆ ถูกแหวกออก ข้างในเป็นห้องเล็กเต็มไปด้วยแผ่นไม้เก่าซ้อนกันจนสูงถึงเพดาน แต่ละแผ่นมีตัวหนังสือซีดและรอยขีดเขียนเหมือนลายทางหัวใจ “ที่นี่คือห้องของคำที่คนเขียนแล้วลืมกลับมาอ่าน” รินพูดเบา “เวลาพวกเขาให้อภัยตัวเองไม่สำเร็จ คำพวกนี้จะกลับมาอยู่ที่นี่ รอให้ใครบางคนอ่านแทน”
ฉันเอื้อมหยิบแผ่นหนึ่ง ตัวหนังสือเขียนว่า “อยากขอโทษที่ไม่ได้อยู่ในวันที่เธอล้ม” ลายมือไม่ใช่ของฉันแต่เหมือนเคยเห็น ฉันวางกลับ รินพูดต่อ “คุณเคยมีคำที่เขียนไว้แล้วไม่กล้าอ่านไหม” ฉันพยักหน้า “เต็มสมุดเลยค่ะ”
“อยากเอามาฝากที่นี่ไหม” ฉันลังเล เธอไม่เร่ง “คำพวกนั้นไม่ต้องให้อภัย แค่ไม่ต้องพกก็พอ” ฉันหลับตาเห็นภาพสมุดปกเทาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง เห็นหน้ากระดาษที่ฉันขีดฆ่าคำว่า ถ้า ทับหลายครั้ง ฉันพูดเบา ๆ “ได้ค่ะ”
เมื่อฉันพูดจบ ห้องไม้ค่อย ๆ ละลายเป็นหมอก เสียงกระดิ่งจากที่ไกลดังขึ้นสามครั้ง กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง รินหันมายิ้ม “ดีมาก คืนนี้คุณฝากคำไว้ได้แล้ว”
ตื่นเช้ามาฉันพบว่าสมุดปกเทาวางเปิดอยู่ตรงหน้า หน้าเดียวกันนั้นว่างเปล่า ตัวอักษรที่เคยขีดฆ่าหายไป เหลือเพียงรอยหมึกซีดเหมือนผ่านฝน ฉันมองแล้วหัวใจเบาเหมือนผ้าบาง ๆ โบกในลม
ช่วงนั้นทั้งเดือน ฉันฝันถึงศาลบ่อยขึ้น แต่ไม่เหมือนเดิม ทุกครั้งมีหมอกหนาขึ้น แสงจางลง รินเริ่มพูดน้อยลง บางคืนเธอแค่ยิ้มให้จากไกล ๆ ฉันเริ่มคิดว่าเธอคงไม่อยากให้ฉันอยู่ที่นั่นตลอด “ศาลเป็นที่พัก ไม่ใช่ที่อยู่” เธอเคยพูดไว้แบบนั้น
คืนหนึ่งในฝัน ฉันเห็นตัวเองสองคน คนหนึ่งนั่งอยู่หน้าศาล คนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตู ฉันมองหน้ากันและกัน เห็นชัดว่าฉันที่ยืนอยู่นอกศาลดูสดใสกว่า มีเงาแสงจากข้างนอกเข้ามาแตะขอบผม รินยืนอยู่ตรงกลาง “จะอยู่ข้างในหรือจะออกไปดี” เธอถาม ฉันมองรอบศาล เห็นลานกรวดเต็มไปด้วยแผ่นไม้เล็ก ๆ ของคนอื่น เห็นถ้วยชาเย็นที่ไม่มีไอร้อน ฉันยิ้มให้ตัวเองในศาล “ขอบคุณนะ แต่ฉันอยากเดินต่อแล้ว”
รินพยักหน้า เธอถอยหลังให้ฉันก้าวออกไปแค่ก้าวเดียว แล้วแสงข้างนอกก็พร่างเต็มตา
ฉันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงกระดิ่งจริง ๆ ในห้องดังแรงกว่าทุกครั้ง ลมกลางคืนแรงจนม่านปลิว ฉันลุกไปปิดหน้าต่าง พลางยิ้มทั้งน้ำตาอย่างไม่เข้าใจ มันไม่ใช่ความเศร้า มันเหมือนเสียงลมหายใจใหม่ในหน้าอก
หลังจากนั้นศาลไม่เปิดอีกเลย ฉันลองนอนในคืนฝน นอนในคืนลม แต่อย่างมากก็เห็นแค่เงาประตูไม้ในฝันไกล ๆ ที่ไม่เปิดออกอีกแล้ว แต่ฉันไม่เสียใจ เพราะฉันรู้ว่าห้องไม้หลังนั้นอยู่ข้างในฉันตลอดเวลา
บางคืนฉันยังเข��ยนคำลงสมุดเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจาก “ขอโทษ” เป็น “ขอบคุณ” บางวันฉันเอากระดาษเหล่านั้นไปวางไว้ใต้ต้นลีลาวดีหน้าบ้าน ปล่อยให้ลมพัดหายไปกับกลิ่นดอกไม้ ราวกับฝากข้อความไว้กับเช้าที่จะมาถึง
วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะเดินตลาดเช้า ฉันได้กลิ่นข้าวต้มสมุนไพรแปลก ๆ หอมเหมือนในฝัน ฉันหันไปเห็นร้านเล็กตั้งอยู่ริมฟุตบาท ป้ายไม้เขียนว่า “ริน” เจ้าของเป็นหญิงวัยกลางคน หน้าตาคุ้นอย่างน่าประหลาด ฉันเดินเข้าไปนั่ง เธอหันมายิ้ม “ข้าวต้มสมุนไพรไหมคะ ในวันฝนตกมันอุ่นท้องดี”
ฉันหัวเราะทั้งน้ำตาโดยไม่รู้ตัว ตอบกลับว่า “เอาค่ะ ขอถ้วยหนึ่ง”
กลิ่นตะไคร้กับพริกไทยหอมเหมือนคืนแรกที่ฉันหลบฝนในซอยนั่น ไม่มีศาล ไม่มีหมอก มีเพียงไอร้อนและรอยยิ้ม ฉันกินช้า ๆ เหมือนเคี้ยวเวลาทีละคำ และเมื่อเดินออกจากร้าน ฉันหันกลับไปอีกครั้ง ป้ายไม้ที่เขียนว่า “ริน” สั่นเบา ๆ ตามลมเหมือนกระดิ่ง ฉันยิ้มให้เช้าและรู้ว่าไม่ว่าฝนจะกลับมาเมื่อไหร่ ศาลก็จะไม่ต้องเปิดอีก เพราะฉันไม่ต้องฝันถึงมันเพื่อให้อภัยตัวเองอีกต่อไปแล้ว
หลังวันนั้น ฉันกลับไปเดินซอยเดิมอีกครั้ง ไม่รู้เพราะอะไร อาจเพราะฝนตก หรือเพราะอยากยืนยันกับตัวเองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้หลอก ฉันเดินไปจนสุดซอย กำแพงปูนเก่าที่ยืนอยู่ยังเหมือนเดิม สีซีดลงเล็กน้อยจากฤดูฝน แต่เถาเฟื่องฟ้ายังชูดอกสีชมพูเข้มเหมือนเลือดฝาดของเช้า ฉันเอื้อมมือแตะกำแพงเย็น ๆ เหมือนมือเพื่อนเก่าที่เราหยุดติดต่อกันไปนาน และพูดในใจ “ขอบคุณที่เคยเปิดให้ฉัน”
หลังจากนั้นฉันเริ่มเขียนทุกเช้า เป็นนิสัยใหม่ที่ไม่ได้ตั้งใจทำเพื่ออาชีพหรือโพสต์ลงไหน แค่เขียนเพราะอยากเช็กว่ายังมีเสียงข้างในหรือเปล่า หน้าแรก ๆ เป็นเพียงคำสั้น ๆ เช่น “วันนี้อากาศดี” “ฝนยังไม่ตก” “กลิ่นข้าวต้มยังเหมือนเดิม” แต่พอผ่านไปหลายสัปดาห์ ฉันเริ่มเขียนยาวขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนตอนที่กล้ามเนื้อกลับมาทำงานหลังอาการชา ฉันเริ่มเขียนเรื่องคนอื่น เรื่องคนที่เดินผ่านร้านข้าวต้มของริน เรื่องแม่ค้าขายพวงมาลัยที่พูดกับลูกในโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเสียงระฆังในฝัน ฉันจดทุกเสียงไว้ในสมุด
รินยังขายข้าวต้มที่เดิม ฉันกลายเป็นลูกค้าประจำโดยไม่ต้องตั้งใจ บางวันเราคุยกัน บางวันเรานั่งเงียบ บางวันเธอเล่าเรื่องลูกสาวที่เรียนอยู่ต่างจังหวัด บางวันเธอไม่พูดอะไรเลย แค่ชงขิงกับมะนาวให้ฉันแล้วหัวเราะเมื่อฉันเบ้หน้าเพราะเผ็ด “มันจะอุ่นถึงใจตอนหลังกินหมด” เธอมักพูดอย่างนั้น ฉันเคยถามว่าเธอเปิดร้านมานานหรือยัง เธอยิ้ม “นานพอ ๆ กับที่คนเริ่มลืมฝันของตัวเอง”
วันหนึ่งฉันเอาสมุดที่เขียนมาทั้งเล่มไปให้เธอดู “นี่คือสิ่งที่ฉันจำได้จากศาล” ฉันพูดแบบนั้น รินเปิดดูเงียบ ๆ พลิกทีละหน้า เหมือนคนอ่านคำสวดเก่าที่เคยท่อง เธอพูดในที่สุด “ถ้าคุณจะเผยแพร่มัน อาจทำให้คนอื่นได้เจอศาลของตัวเองโดยไม่ต้องฝัน” ฉันหัวเราะ “ใครจะอยากอ่านเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่คุยกับศาลในฝัน” รินยักไหล่ “โลกเต็มไปด้วยคนที่อยากให้อภัยตัวเองแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ถ้าคุณเล่าได้สักนิดก็พอแล้ว”
ฉันไม่ได้ตอบทันที แต่คืนนั้นกลับบ้าน ฉันเปิดไฟห้องและมองกระดิ่งแก้วบนหน้าต่าง มันสะท้อนแสงไฟถนนเป็นจุดกลมเล็ก ๆ เหมือนดวงตาที่มองตอบอยู่ ฉันเริ่มพิมพ์คำแรกลงคอมพิวเตอร์ โดยไม่รู้ว่าจะไปจบที่ไหน
งานชิ้นนั้นกลายเป็นบันทึกสั้น ๆ ที่ฉันตั้งชื่อเล่นในไฟล์ว่า “ศาลของคนฝัน” ฉันไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน เพียงส่งให้เพื่อนสนิทสองสามคน รวมถึงนัท มันตอบกลับด้วยสติ๊กเกอร์หัวใจและข้อความ “ดีที่มึงเขียนออกมา เพราะกูไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าเวลามึงเงียบ มันไม่เหมือนเงียบก่อนหน้านี้” ฉันยิ้ม แล้วตัดสินใจพิมพ์มันออกกระดาษเก็บใส่กล่องไม้
วันต่อมาในร้านข้าวต้ม ฉันให้กล่องนั้นกับริน เธอไม่เปิดดู เพียงบอกว่า “ฉันจะวางไว้หลังร้านตรงมุมที่คนมองไม่เห็นดีไหม ที่นั่นอากาศเย็น เหมาะกับการพักคำ” ฉันพยักหน้า “ฝากด้วยนะคะ” เธอยิ้ม “ที่นี่เปิดให้เสมอ ไม่ต้องฝัน”
หลายเดือนผ่านไป ฉันย้ายงานจากฟรีแลนซ์แปลเป็นครูสอนภาษาให้เด็กต่างชาติ เด็ก ๆ ชอบถามคำแปลแปลก ๆ หนึ่งวัน เด็กชายชื่อโตถามว่า “Forgive แปลว่าอะไรครับครู” ฉันนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบว่า “แปลว่าเราเลิกจับมีดที่เคยแทงตัวเองน่ะ” เขาหัวเราะ “แปลแปลกจัง” ฉันยิ้ม “ก็เป็นแบบที่ครูเข้าใจ”
หลังเลิกสอน ฉันเดินผ่านตลาดเย็น ได้ยินเสียงระฆังเล็ก ๆ ดังแว่ว ฉันหันไปเห็นร้านของเล่นขายกระดิ่งแก้ว มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถือกระดิ่งแล้วพูดกับแม่ว่า “หนูอยากได้อันนี้เพราะมันทำให้รู้สึกใจเบา” ฉันเผลอยิ้ม เธอหันมามองตาฉันแล้วยิ้มตอบ เหมือนสายไหมบาง ๆ จากศาลหลังนั้นเดินทางมาถึงตรงนี้โดยไม่มีใครเห็น
ในคืนฝนพรำอีกครั้ง ฉันฝันว่าอยู่ในศาล แต่ศาลเปลี่ยนไป มีแสงเช้าส่องลอดหลังคา หมอกบางแทบไม่มี ฉันเห็นเด็กหลายคนเดินเล่นในลานกรวด รินนั่งอยู่ใต้ต้นโมก กำลังผูกเชือกสีแดงให้เด็กหญิงคนหนึ่ง ฉันเดินเข้าไปถามว่า “ศาลมีเด็กด้วยเหรอ” รินเงยหน้ามายิ้ม “ศาลของคนที่เรียนรู้การให้อภัยตัวเองเร็ว มันเบากว่า เหมาะกับเด็ก”
ฉันหัวเราะ “งั้นฉันคงไม่ได้มาบ่อยแล้วสินะ” เธอพยักหน้า “ใช่ คุณจะมาบางครั้ง เมื่ออยากฝากเสียงไว้เฉย ๆ ไม่ใช่มาขอพร” แล้วเธอยื่นกระดิ่งเล็กให้ “นี่คือของคนที่เคยฝันบ่อยที่สุดในฤดูฝนปีนั้น” ฉันรับมา เสียงมันแผ่วเหมือนลมหายใจตอนกำลังจะตื่น
ตอนฉันลืมตา แสงเช้าเข้ามาเต็มห้อง ม่านขยับเบา ๆ ฉันมองกระดิ่งแก้วของตัวเอง มันมีสายไหมสีแดงใหม่พันเพิ่มหนึ่งชั้น ไม่รู้ว่าฉันทำไว้เมื่อไหร่ หรือใครทำให้ แต่ฉันยิ้ม เพราะตอนนี้ไม่ต้องหาคำตอบอะไรอีกแล้ว
หลังจากนั้นฉันเริ่มเขียนทุกวันในรูปแบบที่ต่างออกไป ไม่ใช่บันทึกส่วนตัวอีก แต่เป็น “การ์ดเช้า” ที่ฉันพับใส่ซองกระดาษเล็ก ๆ วางไว้ที่ร้านข้าวต้มของริน เธอเอาไปวางที่โต๊ะให้ลูกค้าที่มานั่งกินตอนเช้า แต่ละใบมีประโยคสั้น ๆ เช่น
“วันนี้คุณไม่ต้องรีบให้อภัย แค่ยอมรับว่าคุณเหนื่อยได้”
“ข้าวต้มอุ่นที่สุดตอนยังไม่รีบกิน เหมือนหัวใจของคุณ”
“ศาลของคุณไม่ต้องเปิดทุกคืน แค่มีที่ให้นั่งก็พอ”
บางวันฉันไปเห็นคนอ่านแล้วพยักหน้าช้า ๆ ก่อนพับเก็บใส่กระเป๋า เหมือนเห็นตะเกียงเล็ก ๆ จุดขึ้นในเมืองที่หมอกหนาทุกเช้า
จนถึงวันหนึ่ง มีหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ เดินเข้ามาหาฉันที่ร้านข้าวต้ม เธอบอกว่า “หนูอ่านการ์ดที่เขียนไว้ทุกวันเลยค่ะ วันนี้เลยอยากมาขอบคุณ” ฉันยิ้ม “การ์ดแค่ช่วยเตือน แต่เสียงจริง ๆ อยู่ในตัวคุณเอง” เธอน้ำตาซึม พูดว่า “หนูเพิ่งเริ่มให้อภัยตัวเองเรื่องหนึ่งได้เมื่อคืนนี้” ฉันยื่นถ้วยข้าวต้มให้ “ดีมากค่ะ คืนหน้าถ้าฝัน ก็อย่ากลัวนะ”
เธอยิ้มกลับ ทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ฉันรู้ว่าเธอจะเข้าใจเมื่อถึงเวลา
ในเย็นวันเดียวกัน ฉันกลับไปบ้าน เปิดหน้าต่าง ท้องฟ้าเป็นสีทองปนเทา ฝนใกล้จะตกอีกครั้ง เสียงกระดิ่งดัง กริ๊ง ฉันพูดกับมันเหมือนพูดกับเพื่อน “ฉันจะดูแลศาลนี้เองนะ” แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
เวลาผ่านไปอีกปี ฉันเริ่มมีคนชวนไปพูดเรื่อง “การเยียวยา” ในงานเล็ก ๆ ของชุมชน ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีนอกจากเล่าเรื่องศาลที่เปิดเฉพาะเมื่อเราฝันถึงมัน บางคนร้องไห้ตอนฟัง บางคนหัวเราะ แต่หลังจบงานมักมีคนเดินมาบอกขอบคุณที่เล่า เพราะพวกเขาเคยมี “ที่แบบนั้น” เหมือนกัน ฉันคิดว่าบางทีทุกคนมีศาลอยู่แล้ว แค่ไม่รู้ว่ามันเปิดตอนไหน
คืนหนึ่งหลังจากกลับจากงาน ฉันฝันอีกครั้ง ศาลกลับมาสวยงามอย่างเดิมแต่กว้างขึ้น มีแสงสีทองอาบลานกรวด รินนั่งอยู่ข้างต้นโมกเหมือนเคย ฉันเดินเข้าไป เธอมองแล้วยิ้ม “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่ามันจะขยายเมื่อคุณแบ่งที่ให้คนอื่นบ้าง” ฉันหัวเราะ “นี่มันใหญ่จนเหมือนสนามเด็กเล่น” เธอยักไหล่ “เด็ก ๆ มาเยอะก็ดี ศาลชอบเสียงหัวเราะมากกว่าเสียงสะอื้นอยู่แล้ว”
ฉันมองรอบ ๆ เห็นคนมากมายที่ฉันไม่รู้จัก แต่แต่ละคนถือแผ่นไม้ในมือ บางคนเขียนคำ บางคนแค่ถือไว้เฉย ๆ ลมพัดเบา เสียงกระดิ่งหลายสิบอันดังประสานกัน เหมือนเพลงที่ไม่มีใครตั้งใจจะเล่นแต่กลายเป็นทำนองเดียวกัน ฉันรู้ว่าเวลาที่นี่ใกล้หมด รินยื่นมือมาจับมือฉัน “ขอบคุณที่พาเช้ามาถึงที่นี่” เธอพูดแผ่ว ๆ “ทีนี้ฉันจะพักบ้าง”
“พักเหรอคะ”
“ใช่ ฉันจะไปเป็นคนกินข้าวต้มแทนสักพัก” เธอยิ้มแล้วหายไปในหมอกเบา ๆ
ฉันตื่นพร้อมแสงอาทิตย์วันใหม่ กระดิ่งแก้วข้างหน้าต่างสะท้อนแสงทองจนตาแสบ ฉันหัวเราะออกมาโดยไม่มีเหตุผล ขณะชงกาแฟและมองออกไปนอกหน้าต่าง ฉันเห็นหญิงคนหนึ่งเดินถือถุงข้าวต้มจากร้านริน ขึ้นรถเมล์แล้วหันกลับมามองฟ้า เหมือนกำลังยิ้มให้ใคร ฉันยิ้มตอบโดยไม่รู้ว่าเธอเห็นหรือเปล่า
ตั้งแต่วันนั้นมา ฉันไม่ฝันถึงศาลอีกเลย แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระฆังจากวัดใกล้บ้าน หรือกระดิ่งจากร้านของเล่น หรือแม้แต่เสียงถ้วยกระทบโต๊ะไม้ในร้านข้าวต้ม ฉันจะรู้สึกเหมือนศาลกำลังเปิดชั่วครู่ ให้แสงบางอย่างลอดเข้ามาในใจอีกนิด
ค่ำคืนหนึ่งก่อนปีใหม่ ฉันนั่งเขียนข้อความสุดท้ายในสมุดเล่มใหม่ หน้ากระดาษเขียนว่า
“กลางคืนยังคงมา แต่ไม่ยาวนานเสมอไป
เพราะตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าแสงเช้าไม่ได้รอข้างนอก มันรออยู่ตรงที่เรายอมใจตัวเองสักที”
ฉันวางปากกา ลุกขึ้นเปิดหน้าต่าง ลมเย็นพัดผ่าน เสียงกระดิ่งดัง กริ๊ง เหมือนเสียงหัวใจที่ตอบรับเบา ๆ
ฉันยิ้มให้กับความเงียบที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก แล้วปล่อยให้ฝนเม็ดแรกของปีใหม่ตกลงบนขอบหน้าต่าง —
ไม่ใช่การเริ่มต้น แต่คือการกลับมาหายใจอย่างแท้จริงอีกครั้ง

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น