เรื่อง ใจเย็น ๆ โดย ChoLE

ใจเย็น ๆ

  • การสูญเสีย
930

รู้สึกตัวอีกทีผมก็ยืนอยู่ตรงนั้น ยืนปั้นหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยืนคอยต้อนรับผู้ปกครองและลูก ๆ ผู้น่ารักน่าชัง ผมมักจะกล่าวคำว่า สวัสดีครับ สอบถามได้นะครับ แล้วก็หัวเราะเบา ๆ ปิดท้าย ทำทีราวกับว่าผมก็ไม่ได้เป็นคนจริงจังอะไรเท่าไหร่ ก็แค่เปิดโอกาสให้คนที่เดินผ่านเข้ามาพูดคุยสอบถามก็เท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าผมกำลังแสดง ใช่ ผมเป็นนักแสดงฝึกหัดที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองสูง ผมไม่จำเป็นต้องซ้อมบทพูดอะไรมากมายหน้ากระจกใสในห้องนอน ผมไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าราคาแพง ไม่จำเป็นต้องใช้โลชั่นยี่ห้อยอดนิยม และไม่จำเป็นต้องกระเสือกกระสนหาเซรั่มสรรพคุณบำรุงหน้าใสมาละเลงให้เปื้อนเปรอะหนังหน้าก่อนนอน ผมแค่ต้องหวีผมแตกปลายแห้งสากอันยาวรุงรังยุ่งเหยิงให้เรียบร้อยก่อนออกจากห้อง แล้วมัดด้วยยางสีเขียวใบตองอ่อนแสนสดใส สวมแมสสีดำเข้มขลัง ใส่เสื้อผ้าสีเข้มคุมโทน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกางเกงยีนส์เก่า ๆ เสื้อยืดลายวงดนตรีโปรด รองเท้าหนังมอซอพื้นแข็งอย่างกับแผ่นปูน ผมมั่นใจมากเวลาแต่งตัวแบบนั้น ไม่รู้และไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองผมยังไง ผมสนใจแค่ว่า ลูกค้าที่จะเข้ามาในร้านจะต้องได้รับความประทับใจอะไรสักอย่างจากผมไปอย่างแน่นอน ซึ่งบ่อยครั้งผมมักจะคิดไปเองว่าพวกเขาประทับใจ ผมส่งยิ้มภายใต้แมสที่รั้งใบหูจนเลือดซิบผ่านทางแววตาให้เหล่านักเรียนและผู้ปกครองที่เดินทางเข้ามาภายในสตูดิโอที่ผมทำงาน จากนั้น ผมจะสังเกตว่าเด็ก ๆ ชายหญิงเหล่านั้นสวมใส่เสื้อผ้าลวดลายอะไรกันบ้าง หากเข้าทางหน่อย เกิดเป็นลวดลายตัวการ์ตูนแห่งยุคสมัย ผมก็จะกระตือรือร้นก้มลงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนขำขันว่าชอบตัวการ์ตูนตัวนี้เหรอ อยากเข้ามาลองวาดรูปในร้านไหม มีคุณครูคอยสอนนะ ไม่ยากหรอก ทดลองฟรีด้วย หรือไม่ผมก็บอกว่า เข้ามาเดินดูด้านในก่อนได้นะครับ มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ กำลังตั้งใจวาดภาพกันอยู่เพียบเลย ผมโค้งตัวลงต่ำจนหน้าปานจะติดพื้น ก่อนจะเงยหน้าผายมือนอบน้อมเข้าไปในร้าน ซึ่งมันก็คือสตูดิโอสอนศิลปะเด็กถึงผู้ใหญ่ มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เดินไม่ถึงนาทีก็ทั่ว สตูดิโอแห่งนี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้ามีชื่อเสียงย่านชานเมือง ในนั้นมีเด็ก ๆ กำลังก้มหน้าก้มตาวาดรูปกันอย่างขะมักเขม้น ผมคิดไปเองนะว่าพวกเด็ก ๆ กำลังตั้งใจ ผมต้องคิดแบบนั้น ผมบอกตัวเองซ้ำ ๆ แบบนั้นเสมอราวกับกำลังสะกดจิตตัวเอง ไม่อย่างนั้นผมจะไม่มีพลังในการสื่อสารสาระสำคัญออกไป โอ้ นี่ผมทำงานเป็นพีอาร์หรือนี่ คนอย่างผมเนี่ยนะต้องมายืนเรียกลูกค้าเข้าร้าน ไม่สิ ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเข้าทางเอาเสียเลย ต้องบอกว่ามายืนเชิญชวนผู้ปกครองให้พาลูก ๆ มาเรียนศิลปะต่างหาก มันถึงจะถูก ผมจำเป็นต้องหยิบโบร์ชัวร์สีสันสดใสสะดุดตา มีลวดลายดูเดิ้ลอาร์ตพริ้วไหวเรียบง่ายน่ามอง ในนั้นมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับคอร์สเรียนศิลปะ อย่างพวกคอร์สวาดการ์ตูน คอร์สเพ้นท์สีโปสเตอร์ และคอร์สวาดภาพเหมือน แจกให้กับลูกค้าที่สนใจ เดี๋ยวก่อน นี่ผมกำลังจะขายคอร์สอีกแล้วเหรอเนี่ย ใจเย็น ๆ ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก เพราะตอนนี้มันไม่ใช่เวลางานแล้ว ผมกำลังนั่งพิมพ์อะไรสักอย่างลงในโปรแกรมเวิร์ดโง่ ๆ ผมต้องการท้าทายตัวเองว่าในเวลาหนึ่งชั่วโมงยามค่ำคืน ผมจะพิมพ์บางสิ่งบางอย่างที่อัดแน่นหมักหมมสะสมกันอยู่ในใจออกมาได้มากน้อยแค่ไหน แล้วดูเหมือนว่าผมจะยังไม่ได้ระบายอะไรพวกนั้นออกมาเลยใช่ไหม ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ นะ ผมมักชอบพูดคำนี้กับตัวเองและกับคนอื่น มันก็เป็นคำทั่ว ๆ ไป ใคร ๆ เขาก็พูดกัน ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็มักจะพูดเวลาต้องเจอกับปัญหาอะไรสักอย่างเข้ามารุมเร้าจิตใจและร่างกาย แต่ไอ้คำว่าใจเย็น ๆ นี่มันดูเหมือนยิ่งพูดก็ยิ่งสวนทาง เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะผมบอกตัวเองให้ใจเย็นไม่ได้จริง ๆ สักที เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเป็นนักแสดงฝึกหัดในบทบาทนักขายคอร์สศิลปะ ทั้งที่ผมสมัครงานมาเป็นครูสอนศิลปะแท้ ๆ ผมเรียนจบศิลปะมานะ จบมหาลัยมีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศเสียด้วย เพียงแต่ตอนนี้ผมยังใช้หนี้ กยศ. ไม่หมดเลย เอ๊ะ ผมเริ่มจ่ายหนี้บ้างหรือยังนะ เช็ดยอดดูล่าสุดเมื่อปีก่อน ดอกเบี้ยขึ้นบานเบอะเลย ผมก็เพิ่งรู้ว่าการปล่อยเงินให้นักศึกษากู้เรียนเขาคิดดอกเบี้ยกันด้วย ช่างมัน เรื่องนั้นค่อยว่ากัน รัฐบาลคงรวยแย่ เอาเรื่องนี้ก่อน ผมคิดว่าผมเข้าใจศิลปะพอสมควรนะ อย่างน้อยผมก็รู้ว่าศิลปะมันคืออะไร ผมคงไม่ต้องเสียเวลาสาธยายให้มันมากความหรอก จริงไหม เอาเป็นว่า ตามความคิดของผม ศิลปะมันสอนกันไม่ได้ ยิ่งสอน ยิ่งบอกวิธี ก็ยิ่งทำลายศิลปะ ผมเชื่อแบบนั้น แต่… แต่ผมต้องทำในสิ่งตรงกันข้าม ผมมองเข้าไปในสตูดิโอ ผมเห็นคุณครูผู้มีสีหน้าเบิกบานแต่งกายเรียบง่ายตามสไตล์ ต่างมีอารมณ์ขัน มีมุกตลกคมคาย กำลังใช้มือร่างภาพให้เด็ก ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วขณะเดียวกัน เด็ก ๆ หน้าตาใสซื่อ แววตาสดใส ผิวพรรณสะอาดสะอ้านก็นั่งรอคุณครูอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยคงอยากจะลากเส้นตามรอยประของคุณครูใจจะขาดแล้ว มือก็กำพู่กันแน่น พ่อแม่ก็ยืนลุ้นตัวโก่ง หยิบโทรศัพท์บันทึกภาพนิ่งบ้าง บันทึกวีดีโอบ้าง บางครอบครัวก็ถึงกับวีดีโอคอลไปอวดญาติพี่น้องว่าลูกมาเรียนวาดรูปนะ นี่ไง กำลังตั้งใจเลย บางทีผมก็เห็นคุณครูแสนน่ารักกำลังปรับแก้ชิ้นงานของเด็ก ๆ กันอย่างเอาจริงเอาจังราวกับว่าผลงานนั้นเป็นของตัวเอง และเมื่อผลงานพวกนั้นเสร็จสิ้น เด็กเจ้าของชิ้นงานเขียนชื่อแล้วลุกเดินถือมาถ่ายรูป จากนั้นจึงเดินเอาไปให้พ่อแม่ดู จังหวะนั้นแหละ ผมทั้งดีใจแล้วก็เจ็บปวดในเวลาเดียวกัน โห สวยจังลูก เก่งนะเนี่ย ทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ ไม่น่าเชื่อ ผมเห็นพ่อแม่ดึงลูกเข้าไปกอดหอม หากมีญาติ ๆ มาด้วยก็ยิ่งแห่มาแสดงความยินดีกันยกใหญ่ ไม่ต่างกับเด็กคนนั้นเรียนจบมหาลัยได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แล้วที่ผมเจ็บปวดมากเป็นพิเศษก็ตอนที่พ่อหรือแม่ถามลูกว่า ทำเองหมดเลยเหรอ เด็กบางคนยืนงุนงงกับคำถามนี้ เขาคงไม่รู้จะตอบยังไง หรืออาจไม่เข้าใจคำถาม แต่บางคนกลับพยักหน้ายิ้มแย้ม แถมตะโกนเสียงก้องกังวาลว่า หนูทำเอง สวยไหม นี่ไง นั่นแหละที่ผมเจ็บปวด เจ็บปวดเพราะอะไรเหรอ คุณคงสงสัย คุณสงสัยใช่ไหม จะไม่ให้เจ็บปวดได้ยังไง ก็เด็กพวกนั้นเข้าใจผิดหลงคิดว่าตนเองทำผลงานศิลปะด้วยตัวเองยังไงละ ทั้งที่ความจริง ผมเห็นมาโดยตลอด เห็นมาเกือบสี่ปี ไม่มีเลยสักครั้งที่ครูจะไม่ช่วยปรับแก้งานของนักเรียน แล้วเด็ก ๆ จะคิดหรือรู้สึกยังไง พวกเขาอาจภาคภูมิใจก็ได้ที่ครั้งหนึ่งตัวเองเคยวาดรูปดอกไม้ได้สวยขนาดนี้ ยิ่งถ้าโตขึ้น พ่อแม่เปิดรูปตอนเด็กให้ดู แล้วบอกว่า เห็นไหม ลูกวาดภาพเก่งนะเนี่ย แม่ชอบภาพนี้มาก พวกเด็ก ๆ ก็คงดีใจ หลงละเลิงในดินแดนความฝันที่ถูกใครบางคนสร้างขึ้นอย่างแยบยล แถมยังทำให้ถูกเข้าใจว่าดินแดนแห่งนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยสองมือและจิตใจของเด็ก ๆ เอง ช่างมันเถอะ นั่นมันเรื่องของพวกเขา ผมจะไปช่วยอะไรได้ สำหรับผม ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงไม่เดินเข้าไปบอกว่า เดี๋ยวก่อนครับคุณพ่อคุณแม่ งานชิ้นนี้ครูช่วยเยอะมากเลย น้องเขาไม่ได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเลย ผมไม่มั่นใจว่ากลับไปบ้านน้องเขาจะทำเองได้ไหม แล้วถ้ายิ่งไปอยู่ที่โรงเรียน น้องเขาจะวาดรูปด้วยตัวเองได้รึเปล่า คุณพ่อคุณแม่อย่าเชื่อสิ่งที่เห็นนะครับ อย่าเชื่อคุณครูนะครับ ต้องเชื่อผม ผมจะบอกว่า คุณพ่อคุณแม่อย่าเอาลูกมาเรียนศิลปะในโรงเรียนเลย ยิ่งในสตูดิโอตามห้างยิ่งห้ามเด็ดขาด ลูก ๆ จะได้แค่วาดภาพตามวิธีการของคุณครู แต่จะไม่ได้ทำงานศิลปะตามธรรมชาติและสัญชาตญาณของตัวเอง ใช่ ผมต้องเดินเข้าไปอย่างมั่นใจแล้วพูดประโยคพวกนั้นกับพวกเขาสิถึงจะถูก แต่ความเป็นจริง ผมได้แต่ยืนยิ้มล่องลอยในยอดขายคอร์สที่ผมปิดลงได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเสริมแต่งคำพูดไปอีกว่า น้องเก่งนะครับ เรียนรู้เร็วมาก มาครั้งแรกทำได้ขนาดนี้ อยู่ที่บ้านน้องวาดรูปบ่อยใช่ไหมครับ เพราะมีสมาธิมากเลย คุณพ่อคุณแม่ได้ยินผมพูดก็ยิ่งดีใจ ดึงลูกเข้าไปสวมกอด หอมแก้มซ้ายแก้มขวา แล้วบอกว่าเดี๋ยวแม่ซื้อคอร์สให้นะ จะได้มาเรียนบ่อย ๆ เสร็จจากนี้แล้วเดี๋ยวพาไปกินไอศกรีม หรือจะกินชาบู เคเอฟซีดีไหม แล้วผมก็จะดัดน้ำเสียงให้เหมือนตัวการ์ตูนอะไรสักอย่างซึ่งคงจะน่าฟัง แล้วพูดกับเด็กอีกว่า คราวหน้าอยากมาวาดรูปอะไรครับ เดี๋ยวมาบอกคุณครูได้เลยนะ แล้วผมอาจจะเล่นมุกตลก ๆ ซึ่งผมคิดว่ามันสร้างความประทับใจให้ครอบครัวนั้นได้ดีเลยนะ พอพวกเขาจ่ายเงินค่าคอร์ส นั่นก็เท่ากับว่าผมทำงานสำเร็จ จะว่าไป ผมก็ทำงานสำเร็จแทบทุกวัน ผมปิดการขายได้อย่างราบรื่น พูดประโยคเดิม ๆ ได้อย่างลื่นไหล จำข้อมูลทุกอย่างครบถ้วน บทจะจริงจังต้องพูดเป็นวิชาการผมก็ทำได้ ผมมันนักแสดงชั้นเยี่ยมอยู่แล้ว ถึงจะเป็นแค่นักแสดงฝึกหัดก็ตาม ไม่ดีกว่า ผมไม่เรียกว่านักแสดงฝึกหัดจะดีกว่า เรียกว่านักแสดงกำลังจะเป็นมืออาชีพแล้วกัน แต่ใครจะรู้ ใครจะรู้ว่าข้างในผมเป็นยังไง เวลาผมกลับมาที่ห้องพัก ปิดไฟ ล้มตัวลงนอนบนเตียง ตัวตนที่หลับใหลของผมฟื้นตื่นขึ้นมายืนอยู่ปลายเตียงตลอด เขามักปรากฏกายเป็นเงาดำขมุกขมัวยืนโอนเอนสั่นไหวเหมือนต้นไม้ถูกพายุถล่ม เขายืนพูดกับผมยืดยาว ถึงผมจะสั่งซื้อที่อุดหูฟังกันเสียงรบกวนมาใช้ เสียงของเขาก็ยังเล็ดลอดเข้ามาได้อยู่ดี เขาพูดกับผมว่า คุณคิดว่าตัวเองทำอะไรอยู่ คุณเคยเป็นครูที่มีอุดมการณ์มากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ คุณเห็นแก่เงินตั้งแต่ตอนไหน ไหนว่าคุณจะเปิดโรงเรียนสอนศิลปะเป็นของตัวเองไง ไหนว่าคุณจะส่งเสริมให้เด็ก ๆ คิดสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง ไหนว่าคุณจะไปสร้างโรงเรียนอยู่ในต่างจังหวัด แล้วก็เปิดให้เด็ก ๆ เข้ามาเรียนฟรี คุณจะสร้างอาคารไม้โปร่งโล่ง ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ ให้เด็ก ๆ เข้าถึงธรรมชาติ คุณเคยสัญญากับผมแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณถึงผิดสัญญาล่ะ คุณมัวทำอะไรอยู่ คุณทอดทิ้งผมให้นอนรออยู่ในห้องอับ ๆ มืด ๆ คุณเลี้ยงผมด้วยความฝันลม ๆ แล้ง ๆ มาร่วมสี่ปี คุณเป็นใครกันแน่ คุณใช่คนที่ผมเคยรู้จักหรือเปล่า คุณทรยศผมทำไม นี่มันก็หลายปีแล้วนะ คุณยังไม่ได้แม้แต่จะเริ่มลงมือทำอะไรอย่างที่พูดเลย ดูคุณสิ คุณได้เงินแต่ละเดือนมา คุณก็เอาไปดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ เที่ยวเตร่ ผลาญเงินไปกับอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ คุณไม่คิดจะเก็บเงินไว้เลย ถึงตอนนั้นแหละ ผมก็จะเอาที่อุดหูออกแล้วลุกขึ้นนั่งคุยกับเขา ผมมักจะบอกว่า ใจเย็น ๆ ทุกอย่างมันมีขั้นมีตอน รีบร้อนไปมันอาจผิดพลาดได้ มันไม่ง่ายเลยนะที่เราจะเก็บเงินซื้อที่ดินสักผืน แล้วลงมือสร้างอาคารเรียน เราจะเอาอะไรกินล่ะ ถ้าเราไม่ทำงานประจำ ไหนจะพ่อแม่เราอีก เราต้องส่งเงินให้พวกเขาใช้นะ สวัสดิการรัฐเดือนละหกเจ็ดร้อยมันใช้ไม่พอหรอก นายใจเย็น ๆ หน่อยได้ไหม นายอย่าลืมสิว่าเรากำลังอดทน นี่เราก็เหนื่อยนะที่ต้องแสดงบทบาทอะไรแบบนี้ทุกวัน เราแทบไม่ได้สอนเด็กเลย ทั้งที่ช่วงทำงานแรก ๆ เราได้คลุกคลีอยู่กับเด็ก ได้ลองสอนในแบบที่เราอยากสอน แต่ตอนนี้ล่ะ เด็กบางคนยังถามเราเลยว่าเราวาดรูปเป็นไหม บางคนก็ถามว่าเรามีหน้าที่อะไรในร้าน เห็นยืนอยู่เฉย ๆ ไม่เห็นทำอะไร นายก็รู้นิสัยเรา เราต้องเก็บซ่อนอารมณ์พวกนั้น เราก็แกล้งตอบเด็ก ๆ ไปว่าเรามีหน้าที่ปกป้องพวกเขาจากอันตราย แต่ถึงเราจะพูดติดตลก บางทีเราก็แอบคิดนะว่าทุกวันนี้เรากำลังพาพวกเด็ก ๆ มาเจอกับอันตรายอยู่ นายได้ยินที่เราพูดไหม เราไม่ได้ชอบงานแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่เราต้องทำงาน เราอายุมากแล้ว นายก็อยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก ๆ นายน่าจะรู้จักเราดีกว่าใคร ไม่ ผมไม่รู้จักคุณเลย ยิ่งคุณอายุมากขึ้น ผมก็ยิ่งไม่รู้จักคุณ คุณเปลี่ยนไปจนผมจำไม่ได้ คุณดีแต่พูด ปั้นหน้าเสแสร้งเก่ง ชอบหนีปัญหา ไม่กล้าเผชิญหน้า ทำไมคุณไม่เดินไปบอกหัวหน้าล่ะว่าคุณอยากลาออก คุณไม่เห็นด้วยกับรูปแบบการสอนศิลปะของที่นี่ คุณไม่เห็นด้วยที่ครูต้องมาช่วยเด็กวาดรูป แล้วต้องบอกวิธีการอะไรก็แล้วแต่กับเด็ก ๆ โดยไม่ให้พวกเขาได้ลองผิดลองถูก ใจเย็น ๆ เราว่าบางทีนายต้องตั้งสติ เรามีความฝัน นายก็มีความฝัน มันเป็นความฝันของเรา แต่ตอนนี้เราต้องหาเงินก่อน พ่อแม่เราก็แก่มากแล้วด้วย คุณเห็นแก่ตัว คุณเอาแต่ใช้เงินหมดไปกับอะไรไร้สาระ คุณเที่ยว คุณดื่ม คุณทำลายสุขภาพตัวเอง คุณไม่เคยคิดถึงอนาคต ไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน ไม่เคยเรียนรู้จากอดีต คุณปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการเป็นนักแสดง คุณหลงใหลการขายคอร์ส คุณต้องการคำชม คุณต้องการเป็นคนโดดเด่น คุณต้องการให้คนอื่นยอมรับ ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่มีใครยอมรับในตัวคุณเลย พวกเขามองคุณว่าเป็นแค่คนขายคอร์ส เป็นคนที่ดีแต่พูด วาดรูปก็ไม่เก่ง มีแต่หลักการ เราถกเถียงกันแบบนี้แทบทุกคืน ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อนอกจากบอกให้เขาใจเย็น ๆ ลงบ้าง พอเราไม่มีอะไรจะพูดกัน ผมก็ได้ยินเขาเดินไปเดินมาในห้องมืด ๆ แล้วก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น บ่นอะไรไม่รู้งึมงำคนเดียว ผมเบื่อจะฟังเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเขาเต็มทน เขาไม่มีความอดทนอดกลั้นเอาเสียเลย อยากได้อะไรก็ต้องได้ ผมจะไม่ยอมให้เขาอยู่เหนือผมอีกแล้ว คืนนี้ผมต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ผมนัดลูกค้าเอาไว้ คุณพ่อคุณแม่จะพาลูก ๆ เข้ามาทดลองเรียนวาดการ์ตูนเหมือนอย่างเคย ส่วนตัวตนของผมก็จะปล่อยให้เขานั่งกอดเข่าร้องไห้ไปนั่นแหละ เพราะถึงยังไงเขาก็ต้องทนอยู่กับผมไปอีกนานแสนนาน ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วส่องกระจก เขาก็จะยังอยู่ตรงนั้น สีหน้าบึ้งตึง เศร้าหมอง เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ขอบตาดำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ตาแดงก่ำ น้ำหมูกไหลย้อย เขาคงร้องไห้ทั้งคืน เหมือนกับทุกคืน ผมก็แค่ต้องปลอบเขาว่าใจเย็น ๆ เดี๋ยวคืนนี้เราค่อยคุยกัน บ่อยครั้ง เขาก็ได้แต่พยักหน้า แสงแดดยามเช้าทำให้เขาอ่อนแอไม่มีความเกรี้ยวกราด ผิดกับความมืดมิดยามค่ำคืน แต่ไม่เป็นไร ถึงยังไง เขาก็จะต้องอยู่กับผม หรือไม่อย่างนั้น เขาก็อาจไปจากผมนานแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ หน้ากระจก ผมกำลังมองเห็นใครอยู่ ช่างมัน ใจเย็น ๆ สวัสดีครับ สอบถามได้นะครับ ผมพูดคำพวกนี้ได้คล่องมากกว่าเก่า เห็นไหม นายได้ยินไหม อย่าเพิ่งขัดกันนะ คืนนี้ค่อยว่ากัน เป็นไปได้ นายน่าจะตามผมไปทำงานด้วยนะ นายอาจจะช่วยผมได้ พวกเรามาผลึกกำลังกันเป็นนักแสดงจะดีกว่า เผื่อเดือนนี้ผมจะได้เงินเพิ่มมากขึ้น ChoLE

ChoLE

ตัวฉันประสบกับความล้มเหลวในชีวิต แต่ใครตัดสินล่ะ พวกคุณ หรือตัวฉันเอง.... ?


0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ

[BL] Day-Star ดาวเจ้าเอ๋ย : ตอนที่ 1 (1)

วันที่ 1 ทรงมอบแสงสว่างแยกจากความมืด (1) บรื้นนน~~! “ระวัง!!” โครม! วินาทีที่ถูกรถบรรทุกชน ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาคือ รู้งี้ไม่น่าเข้าไปช่วยเลย ขณะเดียวกันความย้อนแย้งในใจก็รี...

11 เดือนที่ผ่านมา

ห้องสีขาว ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ผนังสีขาวหม่น ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเสียง โต๊ะไม้หนึ่งตัวตั้งอยู่กลางห้องเก้าอี้สองตัววางตรงข้ามกันเอกสารไม่กี่แผ่นวางเรียงตราประทับสีซีดอยู่ตรงกลางชายคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งหลังตรง มือวางบนโต๊ะ ป้ายชื่อบนอกเขียนว่า “ความตาย” ใบหน้าเขานิ่งแต่ดวงตาเหมือนแบกรับเรื่องราวมากกว่าที่ควร เด็กชายเป็นคนแรกที่เข้ามาเสื้อยืดเปียกชื้นผมติดหน้าผากกลิ่นน้ำจาง ๆ ติดตัว ในมือกำรถของเล่นแน่นล้อข้างหนึ่งบิดงอ เขานั่งบนเก้าอี้เท้าไม่ถึงพื้นแกว่งไปมา “ลุงครับ…แม่ผมอยู่ที่นี่ไหม” เขามองอีกฝ่ายนานกว่าปกติคิ้วขมวดเพียงเล็กน้อยเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำตอบ “คุณกำลังจะไปหาแม่” เด็กชายยิ้มโล่งใจแต่แววตายังสับสน “ตอนนั้นแม่กอดผมแน่นมากเลยครับ” เขาทำท่ากอดตัวเองแต่แรงเกินไปสำหรับเด็ก “แม่ร้องไห้แล้วบอกว่าขอโทษนะ” เด็กเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อเบา ๆ “ผมหายใจไม่ค่อยออกแต่มันอบอุ่นดีเหมือนตอนแม่นอนกอดผม” เขาวางมือบนโต๊ะกำแน่น “แม่คุณ…ไม่ได้อยากให้คุณเจ็บ” เด็กพยักหน้าแรงเหมือนต้องการยืนยันคำพูดนั้นกับตัวเอง “ผมรู้ครับแม่แค่ไม่อยากให้ผมไปไหน” เขาก้มมองรถของเล่นเสียงเล็กลง “ผมอยากบอกแม่ว่าผมไม่โกรธเลยถ้าแม่เหนื่อยผมจะอยู่นิ่ง ๆ ก็ได้” เขาหยิบตราขึ้นมา “แม่คุณจะได้ยิน” ประทับตราลงเบาที่สุดเหมือนกลัวเสียงนั้นจะทำร้ายเด็ก เด็กชายลุกขึ้นเดินออกไป เชื่อว่าเขากำลังจะได้กลับไปสู่อ้อมกอดนั้นอ้อมกอดที่เขาเรียกว่า ความรักของแม่ ประตูปิดแล้วเปิดอีกครั้ง วัยรุ่นหญิงเดินเข้ามาเธอเดินช้าหลังตรงเกินไป เหมือนคนที่ถูกสอนให้ “อย่าทำให้ใครผิดหวัง” มาตลอด เธอนั่งลงวางมือบนโต๊ะนิ้วสั่นเล็กน้อย “ที่นี่…ไม่มีใครรู้จักฉันใช่ไหม” เขาพยักหน้าสายตามองเธออย่างตั้งใจ เธอหัวเราะแผ่วเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อย “งั้นก็ดีฉันไม่ต้องเก่งไม่ต้องสมบูรณ์ไม่ต้องเป็นคนที่เขาเอาไปเปรียบเทียบกับใครอีก” เธอสูดหายใจเหมือนต้องรวบรวมแรง “ฉันทำได้ดีมาตลอดเรียนดีรับผิดชอบไม่เคยสร้างปัญหา” เธอเงยหน้าดวงตาแดง “แต่ยิ่งฉันทำได้ดีคนรอบข้างก็ยิ่งเกลียด” ความตายขมวดคิ้วสีหน้าเขาเปลี่ยนไป “พวกเขาบอกว่าฉันอวด ว่าฉันหยิ่ง ว่าฉันคิดว่าตัวเองเหนือกว่า” เธอส่ายหน้าเหมือนยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ “ทั้งที่ฉันแค่อยากรอด แค่อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ แค่ไม่อยากไร้ค่า” เสียงเธอเริ่มสั่น “ทุกวันมันเหมือนถูกบีบ สายตา คำพูด เสียงกระซิบ ที่ดังพอให้ได้ยินแต่เบาพอจะบอกว่า ‘ไม่ได้ตั้งใจ’” น้ำตาไหลแต่เธอไม่เช็ด “ไม่มีใครบอกเลยว่ามันควรเจ็บได้แค่ไหนก่อนที่คนหนึ่งจะพัง” เขาหลับตาลงเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอารมณ์ชัดเจนที่สุดในกะนี้ “แล้วตอนนี้…คุณอยากได้อะไร” เธอเงยหน้าเสียงแผ่วโล่งอย่างน่ากลัว “ฉันไม่อยากชนะใครไม่อยากดีกว่าใครไม่อยากพิสูจน์อะไรอีกแล้ว” เธอสูดหายใจลึก “ฉันแค่อยากหนีจากความคาดหวังจากความอิจฉาจากความเกลียดชังที่ฉันไม่เคยเลือกให้มันเกิด” เขามองเธอสายตาอ่อนลง “ที่นี่…ไม่มีใครเอาคุณไปเปรียบเทียบกับใคร” เธอหลับตาไหล่ทรุดลงเหมือนเพิ่งวางของหนักที่แบกมาทั้งชีวิตตราประทับลงหนักชัดมั่นคง เธอลุกขึ้นเดินออกไป ประตูเปิดออกแรงเหมือนถูกผลักออกมาจากที่ที่ไม่ควรทิ้ง ชายร่างใหญ่ก้าวเข้ามาชุดดับเพลิงยังสวมอยู่ เขม่าดำเกาะตามแขน คอ ใบหน้ากลิ่นควันติดตัวเขาแน่นจนห้องอบอ้าวขึ้นทันที เขาไม่มองรอบห้องไม่สนใจโต๊ะไม่สนใจเอกสาร เขาหันมามองแล้วถามทันทีเสียงยังแข็งแรงเหมือนเพิ่งวิ่งมา “ทุกคนรอดไหมครับ” เขาที่นั่งฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “ใครคือ ‘ทุกคน’” ชายดับเพลิงขมวดคิ้วเหมือนคำถามนี้เสียเวลา “คนข้างใน เด็ก ผู้หญิง คนแก่” เขาพูดเร็วหายใจถี่ “ผมพาออกมาผมจำได้ว่าพาออกมาแล้ว” เขากำมือแน่นเหมือนยังรู้สึกถึงน้ำหนักของใครบางคน “ไฟมันแรงหลังคาจะถล่มผมเลยช่วยพวกเขาออกมาก่อน” เขาเงยหน้าขึ้นจ้องตรง “ทุกคนรอดใช่ไหมครับ” เขาไม่ตอบ “คุณจำอะไรครั้งสุดท้ายได้” ชายดับเพลิงหัวเราะเบา ๆสั้นแห้ง “ก็…ร้อนมากหายใจไม่ค่อยออก” เขาแตะอกตัวเองเหมือนกำลังประเมินสภาพ “แต่ผมยังไหวผมเป็นพนักงานดับเพลิง” เขาพูดชัดเหมือนเป็นคำสาบาน “หน้าที่ผมคืออยู่ข้างในจนแน่ใจว่าไม่มีใครเหลือ” เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อเสียงเบาลงเล็กน้อย “ผมทำงานนี้ก็เพื่อครอบครัวแต่ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย” เขาเงยหน้าอีกครั้งถามคำเดิมเหมือนกลัวจะไม่ได้ยิน “ทุกคน…รอดไหมครับ” เขามองเขานานนานกว่าทุกคนก่อนหน้าสีหน้าของเขาไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นบางอย่างที่หนักกว่าเหมือนคนที่เห็นผลลัพธ์แต่ไม่อาจพูดได้ “คุณไม่รู้สึกอะไรผิดปกติบ้างหรือ” ชายดับเพลิงก้มมองมือตัวเองนิ่งไป “ก็…มันเงียบดี” เขาพูดช้าเหมือนเพิ่งสังเกต “ไม่มีเสียงแตกไม่มีไฟลุกไม่มีใครร้อง” เขาหัวเราะเบา ๆ “ปกติผมชอบความเงียบแบบนี้นะแปลว่างานเสร็จแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เหมือนยึดมันไว้เป็นหลักเดียว “ทุกคนรอดใช่ไหมครับ” เขาหลับตาชั่ววินาทีเดียวเมื่อเปิดขึ้นสายตาเขานิ่งมั่นคง “คุณทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว” ชายดับเพลิงถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งได้รับอนุญาตให้พักไหล่ที่เกร็งมาตลอดทรุดลง “งั้นก็ดี” เขาพยักหน้าเบา ๆเหมือนคุยกับตัวเอง “ถ้าทุกคนรอดผมจะเป็นยังไงก็ช่าง” พนักงานวางตราลงบนเอกสารไม่รีบไม่แรงเสียง ปึก ดังขึ้นในห้องเงียบ ชายดับเพลิงลุกขึ้นก่อนเดินออกแต่หยุดที่ประตู เขาหันกลับมาถามอีกครั้งเบาที่สุดตั้งแต่เข้ามา “แน่ใจนะครับว่าทุกคนรอด” พนักงานพยักหน้าสีหน้าไม่เปลี่ยนชายดับเพลิงยิ้มเป็นรอยยิ้มของคนที่เชื่อโดยไม่ต้องการคำอธิบาย เขาเดินออกไป โดยไม่เคยถามเลยว่าแล้วตัวเขาเองอยู่ในคำว่า ‘ทุกคน’ หรือเปล่า ประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา แทบไม่มีเสียง หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาช้าจนเหมือนเวลาเดินตามไม่ทันหลังค่อมเล็กน้อยมือหนึ่งกุมชายเสื้อ เหมือนเคยชินกับอาการเจ็บที่ไม่ต้องอธิบาย เธอหยุดยืนมองโต๊ะมองเก้าอี้ แล้วค่อย ๆ นั่งลง “ที่นี่…เงียบดีนะคะ” เขาเงยหน้าขึ้นพยักหน้าเล็กน้อย “คุณชอบความเงียบหรือ” เธอยิ้ม รอยยิ้มนั้นอ่อน แต่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าอยู่เต็มใบหน้า “เมื่อก่อนก็ไม่ค่ะแต่พอร่างกายมันไม่ไหวเสียงทุกอย่างจะดังเกินไป” เธอไอเบา ๆ ยกมือขึ้นปิดปาก แล้วรีบพูดต่อเหมือนไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ “ไม่เป็นไรนะคะฉันชินแล้ว” เขามองมือที่สั่นเล็กน้อยมองลมหายใจที่สั้นแต่ไม่พูดอะไร “คุณมาที่นี่เพราะอะไร” เขาถาม หญิงชรานิ่งไป สายตามองเลยไปไกล เหมือนมองผ่านผนัง “ฉัน…อยากรอค่ะ” “รอใคร” เธอยิ้มอีกครั้งคราวนี้ยิ้มกว้างกว่าเดิมแต่ดวงตากลับว่างเปล่า “ลูก ๆ หลาน ๆ” เธอหัวเราะเบา ๆ เหมือนขำตัวเอง “เขาคงยุ่งงานเยอะชีวิตก็ต้องเดินต่อ” เธอลูบเข่าตัวเองช้า ๆ “หมอบอกว่าฉันเหนื่อยง่าย ต้องพักทต้องมีคนดูแล” เธอเงยหน้าเหมือนอยากขอโทษใครสักคน “แต่ฉันไม่อยากเป็นภาระแค่อยากเห็นหน้าแค่ครั้งเดียวก็พอ” เขาก้มมองเอกสาร มีเพียงกระดาษไม่กี่แผ่นขอบซีด เหมือนถูกจับเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า “คุณเจ็บมากไหม” หญิงชราส่ายหน้า ช้า ๆ “มันไม่ใช่ความเจ็บแบบร้องไห้เสียใจ” เธอแตะหน้าอกตัวเอง “มันเป็นความเหนื่อยเหมือนเดินมาทั้งชีวิตแล้วไม่มีแรงจะก้าวต่อ” เธอหลับตาลมหายใจแผ่ว “บางคืนฉันนั่งมองประตูคิดว่าเดี๋ยวเขาก็มา” เธอเปิดตามองตรง ๆ “ฉันไม่ได้โกรธนะคะแค่…เสียดาย” คำว่า เสียดาย เบาจนแทบหายไปกับอากาศ “ถ้าได้เจอพวกเขาคุณอยากพูดอะไร” หญิงชรายิ้มน้ำตาคลอแต่ไม่ไหล “ไม่ต้องพูดอะไรเลยค่ะ” เธอส่ายหน้า “แค่นั่งเฉย ๆเห็นว่าเขายังอยู่ดีแค่นั้นฉันก็พอแล้ว” ความเงียบปกคลุมห้อง ความตายยกตราขึ้นช้ากว่าทุกครั้งมือหนักแต่มั่นคง “คุณไม่ต้องรอแล้ว” เขาพูดเสียงเบา หญิงชราขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่า…เขามาแล้วหรือคะ” ความตายไม่ตอบตรงเพียงพยักหน้าเบา ๆตราประทับลงเสียงไม่ดังแต่แน่น หญิงชราหลับตาลมหายใจยาวไหล่ที่ตึงมาตลอดชีวิตค่อย ๆ คลาย เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มของคนที่ไม่ต้องฝืนอีกต่อไป “งั้นก็ดีค่ะ” เธอลุกขึ้นยืนช้า ๆแต่มั่นคงอย่างประหลาดก่อนเดินออกเธอหันกลับมา “ถ้าเจอเขาช่วยบอกหน่อยนะคะ” ความตายเงยหน้าขึ้น “บอกว่าอะไร” หญิงชรายิ้ม อ่อนโยน สงบ เหมือนคนที่ปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว “บอกว่าฉันไม่เจ็บแล้วแล้วก็…ไม่ต้องรีบมา” เธอเดินออกไป โดยเชื่อว่า เธอกำลังจะได้พักไม่ใช่จากชีวิตแต่จาก การรอคอย เด็ก “มือที่บอกว่ารัก อาจเผลอออกแรงเกินไป แต่หัวใจดวงเล็กนั้น ไม่เคยรู้เลยว่ากำลังถูกทำร้าย” วัยรุ่นหญิง “โลกผลักเธอด้วยคำว่าเก่ง จนไม่มีที่ให้พัก และเรียกการพังทลายของเธอว่า ความอ่อนแอ” ชายดับเพลิง “เขาเลือกยืนในไฟ เพื่อให้คนอื่นออกมา และยอมเผาตัวเอง จนลืมถามว่าควรถูกช่วยหรือไม่” หญิงชรา “ไม่มีใครมาส่ง แต่เธอก็ไม่โกรธ เพราะคนที่รอทั้งชีวิต ย่อมรู้วิธีปล่อยวางได้เงียบที่สุด

8 เดือนที่ผ่านมา

ที่หนึ่งของอะไร

ผมไม่เคยเป็นที่หนึ่งของอะไร ผมบ่นกับแม่ แม่ตอบผมกลับ “แม่ก็ไม่เคยเป็นที่หนึ่ง” ผมได้ยินแล้วก็รู้สึกเจ็บหัวใจแปลบ ผมได้แค่พูดในใจ แต่แม่เป็นที่หนึ่งในใจผมนะ บทสนทนาจบลงแค่นั้น ผมจำความได้ มีหนึ่งอย่...

10 เดือนที่ผ่านมา

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ