ใจเย็น ๆ
รู้สึกตัวอีกทีผมก็ยืนอยู่ตรงนั้น ยืนปั้นหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยืนคอยต้อนรับผู้ปกครองและลูก ๆ ผู้น่ารักน่าชัง ผมมักจะกล่าวคำว่า สวัสดีครับ สอบถามได้นะครับ แล้วก็หัวเราะเบา ๆ ปิดท้าย ทำทีราวกับว่าผมก็ไม่ได้เป็นคนจริงจังอะไรเท่าไหร่ ก็แค่เปิดโอกาสให้คนที่เดินผ่านเข้ามาพูดคุยสอบถามก็เท่านั้น
แต่ใครจะรู้ว่าผมกำลังแสดง
ใช่ ผมเป็นนักแสดงฝึกหัดที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองสูง ผมไม่จำเป็นต้องซ้อมบทพูดอะไรมากมายหน้ากระจกใสในห้องนอน ผมไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าราคาแพง ไม่จำเป็นต้องใช้โลชั่นยี่ห้อยอดนิยม และไม่จำเป็นต้องกระเสือกกระสนหาเซรั่มสรรพคุณบำรุงหน้าใสมาละเลงให้เปื้อนเปรอะหนังหน้าก่อนนอน ผมแค่ต้องหวีผมแตกปลายแห้งสากอันยาวรุงรังยุ่งเหยิงให้เรียบร้อยก่อนออกจากห้อง แล้วมัดด้วยยางสีเขียวใบตองอ่อนแสนสดใส สวมแมสสีดำเข้มขลัง ใส่เสื้อผ้าสีเข้มคุมโทน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกางเกงยีนส์เก่า ๆ เสื้อยืดลายวงดนตรีโปรด รองเท้าหนังมอซอพื้นแข็งอย่างกับแผ่นปูน ผมมั่นใจมากเวลาแต่งตัวแบบนั้น ไม่รู้และไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองผมยังไง ผมสนใจแค่ว่า ลูกค้าที่จะเข้ามาในร้านจะต้องได้รับความประทับใจอะไรสักอย่างจากผมไปอย่างแน่นอน ซึ่งบ่อยครั้งผมมักจะคิดไปเองว่าพวกเขาประทับใจ
ผมส่งยิ้มภายใต้แมสที่รั้งใบหูจนเลือดซิบผ่านทางแววตาให้เหล่านักเรียนและผู้ปกครองที่เดินทางเข้ามาภายในสตูดิโอที่ผมทำงาน จากนั้น ผมจะสังเกตว่าเด็ก ๆ ชายหญิงเหล่านั้นสวมใส่เสื้อผ้าลวดลายอะไรกันบ้าง หากเข้าทางหน่อย เกิดเป็นลวดลายตัวการ์ตูนแห่งยุคสมัย ผมก็จะกระตือรือร้นก้มลงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนขำขันว่าชอบตัวการ์ตูนตัวนี้เหรอ อยากเข้ามาลองวาดรูปในร้านไหม มีคุณครูคอยสอนนะ ไม่ยากหรอก ทดลองฟรีด้วย หรือไม่ผมก็บอกว่า เข้ามาเดินดูด้านในก่อนได้นะครับ มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ กำลังตั้งใจวาดภาพกันอยู่เพียบเลย
ผมโค้งตัวลงต่ำจนหน้าปานจะติดพื้น ก่อนจะเงยหน้าผายมือนอบน้อมเข้าไปในร้าน ซึ่งมันก็คือสตูดิโอสอนศิลปะเด็กถึงผู้ใหญ่ มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เดินไม่ถึงนาทีก็ทั่ว สตูดิโอแห่งนี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้ามีชื่อเสียงย่านชานเมือง ในนั้นมีเด็ก ๆ กำลังก้มหน้าก้มตาวาดรูปกันอย่างขะมักเขม้น
ผมคิดไปเองนะว่าพวกเด็ก ๆ กำลังตั้งใจ
ผมต้องคิดแบบนั้น
ผมบอกตัวเองซ้ำ ๆ แบบนั้นเสมอราวกับกำลังสะกดจิตตัวเอง ไม่อย่างนั้นผมจะไม่มีพลังในการสื่อสารสาระสำคัญออกไป
โอ้ นี่ผมทำงานเป็นพีอาร์หรือนี่
คนอย่างผมเนี่ยนะต้องมายืนเรียกลูกค้าเข้าร้าน
ไม่สิ
ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเข้าทางเอาเสียเลย ต้องบอกว่ามายืนเชิญชวนผู้ปกครองให้พาลูก ๆ มาเรียนศิลปะต่างหาก มันถึงจะถูก
ผมจำเป็นต้องหยิบโบร์ชัวร์สีสันสดใสสะดุดตา มีลวดลายดูเดิ้ลอาร์ตพริ้วไหวเรียบง่ายน่ามอง ในนั้นมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับคอร์สเรียนศิลปะ อย่างพวกคอร์สวาดการ์ตูน คอร์สเพ้นท์สีโปสเตอร์ และคอร์สวาดภาพเหมือน แจกให้กับลูกค้าที่สนใจ
เดี๋ยวก่อน นี่ผมกำลังจะขายคอร์สอีกแล้วเหรอเนี่ย
ใจเย็น ๆ ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก เพราะตอนนี้มันไม่ใช่เวลางานแล้ว
ผมกำลังนั่งพิมพ์อะไรสักอย่างลงในโปรแกรมเวิร์ดโง่ ๆ ผมต้องการท้าทายตัวเองว่าในเวลาหนึ่งชั่วโมงยามค่ำคืน ผมจะพิมพ์บางสิ่งบางอย่างที่อัดแน่นหมักหมมสะสมกันอยู่ในใจออกมาได้มากน้อยแค่ไหน แล้วดูเหมือนว่าผมจะยังไม่ได้ระบายอะไรพวกนั้นออกมาเลยใช่ไหม
ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ นะ
ผมมักชอบพูดคำนี้กับตัวเองและกับคนอื่น มันก็เป็นคำทั่ว ๆ ไป ใคร ๆ เขาก็พูดกัน ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็มักจะพูดเวลาต้องเจอกับปัญหาอะไรสักอย่างเข้ามารุมเร้าจิตใจและร่างกาย
แต่ไอ้คำว่าใจเย็น ๆ นี่มันดูเหมือนยิ่งพูดก็ยิ่งสวนทาง เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะผมบอกตัวเองให้ใจเย็นไม่ได้จริง ๆ สักที
เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเป็นนักแสดงฝึกหัดในบทบาทนักขายคอร์สศิลปะ ทั้งที่ผมสมัครงานมาเป็นครูสอนศิลปะแท้ ๆ ผมเรียนจบศิลปะมานะ จบมหาลัยมีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศเสียด้วย เพียงแต่ตอนนี้ผมยังใช้หนี้ กยศ. ไม่หมดเลย เอ๊ะ ผมเริ่มจ่ายหนี้บ้างหรือยังนะ เช็ดยอดดูล่าสุดเมื่อปีก่อน ดอกเบี้ยขึ้นบานเบอะเลย ผมก็เพิ่งรู้ว่าการปล่อยเงินให้นักศึกษากู้เรียนเขาคิดดอกเบี้ยกันด้วย ช่างมัน เรื่องนั้นค่อยว่ากัน รัฐบาลคงรวยแย่
เอาเรื่องนี้ก่อน ผมคิดว่าผมเข้าใจศิลปะพอสมควรนะ อย่างน้อยผมก็รู้ว่าศิลปะมันคืออะไร ผมคงไม่ต้องเสียเวลาสาธยายให้มันมากความหรอก จริงไหม เอาเป็นว่า ตามความคิดของผม ศิลปะมันสอนกันไม่ได้ ยิ่งสอน ยิ่งบอกวิธี ก็ยิ่งทำลายศิลปะ ผมเชื่อแบบนั้น แต่… แต่ผมต้องทำในสิ่งตรงกันข้าม ผมมองเข้าไปในสตูดิโอ ผมเห็นคุณครูผู้มีสีหน้าเบิกบานแต่งกายเรียบง่ายตามสไตล์ ต่างมีอารมณ์ขัน มีมุกตลกคมคาย กำลังใช้มือร่างภาพให้เด็ก ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วขณะเดียวกัน เด็ก ๆ หน้าตาใสซื่อ แววตาสดใส ผิวพรรณสะอาดสะอ้านก็นั่งรอคุณครูอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยคงอยากจะลากเส้นตามรอยประของคุณครูใจจะขาดแล้ว มือก็กำพู่กันแน่น พ่อแม่ก็ยืนลุ้นตัวโก่ง หยิบโทรศัพท์บันทึกภาพนิ่งบ้าง บันทึกวีดีโอบ้าง บางครอบครัวก็ถึงกับวีดีโอคอลไปอวดญาติพี่น้องว่าลูกมาเรียนวาดรูปนะ นี่ไง กำลังตั้งใจเลย
บางทีผมก็เห็นคุณครูแสนน่ารักกำลังปรับแก้ชิ้นงานของเด็ก ๆ กันอย่างเอาจริงเอาจังราวกับว่าผลงานนั้นเป็นของตัวเอง และเมื่อผลงานพวกนั้นเสร็จสิ้น เด็กเจ้าของชิ้นงานเขียนชื่อแล้วลุกเดินถือมาถ่ายรูป จากนั้นจึงเดินเอาไปให้พ่อแม่ดู จังหวะนั้นแหละ ผมทั้งดีใจแล้วก็เจ็บปวดในเวลาเดียวกัน
โห สวยจังลูก
เก่งนะเนี่ย
ทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ
ไม่น่าเชื่อ
ผมเห็นพ่อแม่ดึงลูกเข้าไปกอดหอม หากมีญาติ ๆ มาด้วยก็ยิ่งแห่มาแสดงความยินดีกันยกใหญ่ ไม่ต่างกับเด็กคนนั้นเรียนจบมหาลัยได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
แล้วที่ผมเจ็บปวดมากเป็นพิเศษก็ตอนที่พ่อหรือแม่ถามลูกว่า
ทำเองหมดเลยเหรอ
เด็กบางคนยืนงุนงงกับคำถามนี้ เขาคงไม่รู้จะตอบยังไง หรืออาจไม่เข้าใจคำถาม แต่บางคนกลับพยักหน้ายิ้มแย้ม แถมตะโกนเสียงก้องกังวาลว่า หนูทำเอง สวยไหม นี่ไง
นั่นแหละที่ผมเจ็บปวด เจ็บปวดเพราะอะไรเหรอ คุณคงสงสัย คุณสงสัยใช่ไหม จะไม่ให้เจ็บปวดได้ยังไง ก็เด็กพวกนั้นเข้าใจผิดหลงคิดว่าตนเองทำผลงานศิลปะด้วยตัวเองยังไงละ ทั้งที่ความจริง ผมเห็นมาโดยตลอด เห็นมาเกือบสี่ปี ไม่มีเลยสักครั้งที่ครูจะไม่ช่วยปรับแก้งานของนักเรียน แล้วเด็ก ๆ จะคิดหรือรู้สึกยังไง พวกเขาอาจภาคภูมิใจก็ได้ที่ครั้งหนึ่งตัวเองเคยวาดรูปดอกไม้ได้สวยขนาดนี้ ยิ่งถ้าโตขึ้น พ่อแม่เปิดรูปตอนเด็กให้ดู แล้วบอกว่า เห็นไหม ลูกวาดภาพเก่งนะเนี่ย แม่ชอบภาพนี้มาก พวกเด็ก ๆ ก็คงดีใจ หลงละเลิงในดินแดนความฝันที่ถูกใครบางคนสร้างขึ้นอย่างแยบยล แถมยังทำให้ถูกเข้าใจว่าดินแดนแห่งนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยสองมือและจิตใจของเด็ก ๆ เอง
ช่างมันเถอะ นั่นมันเรื่องของพวกเขา ผมจะไปช่วยอะไรได้
สำหรับผม ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงไม่เดินเข้าไปบอกว่า
เดี๋ยวก่อนครับคุณพ่อคุณแม่ งานชิ้นนี้ครูช่วยเยอะมากเลย น้องเขาไม่ได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเลย ผมไม่มั่นใจว่ากลับไปบ้านน้องเขาจะทำเองได้ไหม แล้วถ้ายิ่งไปอยู่ที่โรงเรียน น้องเขาจะวาดรูปด้วยตัวเองได้รึเปล่า คุณพ่อคุณแม่อย่าเชื่อสิ่งที่เห็นนะครับ อย่าเชื่อคุณครูนะครับ ต้องเชื่อผม ผมจะบอกว่า คุณพ่อคุณแม่อย่าเอาลูกมาเรียนศิลปะในโรงเรียนเลย ยิ่งในสตูดิโอตามห้างยิ่งห้ามเด็ดขาด ลูก ๆ จะได้แค่วาดภาพตามวิธีการของคุณครู แต่จะไม่ได้ทำงานศิลปะตามธรรมชาติและสัญชาตญาณของตัวเอง
ใช่ ผมต้องเดินเข้าไปอย่างมั่นใจแล้วพูดประโยคพวกนั้นกับพวกเขาสิถึงจะถูก
แต่ความเป็นจริง ผมได้แต่ยืนยิ้มล่องลอยในยอดขายคอร์สที่ผมปิดลงได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเสริมแต่งคำพูดไปอีกว่า น้องเก่งนะครับ เรียนรู้เร็วมาก มาครั้งแรกทำได้ขนาดนี้ อยู่ที่บ้านน้องวาดรูปบ่อยใช่ไหมครับ เพราะมีสมาธิมากเลย
คุณพ่อคุณแม่ได้ยินผมพูดก็ยิ่งดีใจ ดึงลูกเข้าไปสวมกอด หอมแก้มซ้ายแก้มขวา แล้วบอกว่าเดี๋ยวแม่ซื้อคอร์สให้นะ จะได้มาเรียนบ่อย ๆ เสร็จจากนี้แล้วเดี๋ยวพาไปกินไอศกรีม หรือจะกินชาบู เคเอฟซีดีไหม
แล้วผมก็จะดัดน้ำเสียงให้เหมือนตัวการ์ตูนอะไรสักอย่างซึ่งคงจะน่าฟัง แล้วพูดกับเด็กอีกว่า คราวหน้าอยากมาวาดรูปอะไรครับ เดี๋ยวมาบอกคุณครูได้เลยนะ แล้วผมอาจจะเล่นมุกตลก ๆ ซึ่งผมคิดว่ามันสร้างความประทับใจให้ครอบครัวนั้นได้ดีเลยนะ พอพวกเขาจ่ายเงินค่าคอร์ส นั่นก็เท่ากับว่าผมทำงานสำเร็จ
จะว่าไป ผมก็ทำงานสำเร็จแทบทุกวัน ผมปิดการขายได้อย่างราบรื่น พูดประโยคเดิม ๆ ได้อย่างลื่นไหล จำข้อมูลทุกอย่างครบถ้วน บทจะจริงจังต้องพูดเป็นวิชาการผมก็ทำได้ ผมมันนักแสดงชั้นเยี่ยมอยู่แล้ว ถึงจะเป็นแค่นักแสดงฝึกหัดก็ตาม ไม่ดีกว่า ผมไม่เรียกว่านักแสดงฝึกหัดจะดีกว่า เรียกว่านักแสดงกำลังจะเป็นมืออาชีพแล้วกัน
แต่ใครจะรู้ ใครจะรู้ว่าข้างในผมเป็นยังไง เวลาผมกลับมาที่ห้องพัก ปิดไฟ ล้มตัวลงนอนบนเตียง ตัวตนที่หลับใหลของผมฟื้นตื่นขึ้นมายืนอยู่ปลายเตียงตลอด เขามักปรากฏกายเป็นเงาดำขมุกขมัวยืนโอนเอนสั่นไหวเหมือนต้นไม้ถูกพายุถล่ม เขายืนพูดกับผมยืดยาว ถึงผมจะสั่งซื้อที่อุดหูฟังกันเสียงรบกวนมาใช้ เสียงของเขาก็ยังเล็ดลอดเข้ามาได้อยู่ดี
เขาพูดกับผมว่า คุณคิดว่าตัวเองทำอะไรอยู่ คุณเคยเป็นครูที่มีอุดมการณ์มากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ คุณเห็นแก่เงินตั้งแต่ตอนไหน ไหนว่าคุณจะเปิดโรงเรียนสอนศิลปะเป็นของตัวเองไง ไหนว่าคุณจะส่งเสริมให้เด็ก ๆ คิดสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง ไหนว่าคุณจะไปสร้างโรงเรียนอยู่ในต่างจังหวัด แล้วก็เปิดให้เด็ก ๆ เข้ามาเรียนฟรี คุณจะสร้างอาคารไม้โปร่งโล่ง ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ ให้เด็ก ๆ เข้าถึงธรรมชาติ คุณเคยสัญญากับผมแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณถึงผิดสัญญาล่ะ คุณมัวทำอะไรอยู่ คุณทอดทิ้งผมให้นอนรออยู่ในห้องอับ ๆ มืด ๆ คุณเลี้ยงผมด้วยความฝันลม ๆ แล้ง ๆ มาร่วมสี่ปี คุณเป็นใครกันแน่ คุณใช่คนที่ผมเคยรู้จักหรือเปล่า คุณทรยศผมทำไม นี่มันก็หลายปีแล้วนะ คุณยังไม่ได้แม้แต่จะเริ่มลงมือทำอะไรอย่างที่พูดเลย ดูคุณสิ คุณได้เงินแต่ละเดือนมา คุณก็เอาไปดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ เที่ยวเตร่ ผลาญเงินไปกับอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ คุณไม่คิดจะเก็บเงินไว้เลย
ถึงตอนนั้นแหละ ผมก็จะเอาที่อุดหูออกแล้วลุกขึ้นนั่งคุยกับเขา ผมมักจะบอกว่า ใจเย็น ๆ ทุกอย่างมันมีขั้นมีตอน รีบร้อนไปมันอาจผิดพลาดได้ มันไม่ง่ายเลยนะที่เราจะเก็บเงินซื้อที่ดินสักผืน แล้วลงมือสร้างอาคารเรียน เราจะเอาอะไรกินล่ะ ถ้าเราไม่ทำงานประจำ ไหนจะพ่อแม่เราอีก เราต้องส่งเงินให้พวกเขาใช้นะ สวัสดิการรัฐเดือนละหกเจ็ดร้อยมันใช้ไม่พอหรอก นายใจเย็น ๆ หน่อยได้ไหม นายอย่าลืมสิว่าเรากำลังอดทน นี่เราก็เหนื่อยนะที่ต้องแสดงบทบาทอะไรแบบนี้ทุกวัน เราแทบไม่ได้สอนเด็กเลย ทั้งที่ช่วงทำงานแรก ๆ เราได้คลุกคลีอยู่กับเด็ก ได้ลองสอนในแบบที่เราอยากสอน แต่ตอนนี้ล่ะ เด็กบางคนยังถามเราเลยว่าเราวาดรูปเป็นไหม บางคนก็ถามว่าเรามีหน้าที่อะไรในร้าน เห็นยืนอยู่เฉย ๆ ไม่เห็นทำอะไร นายก็รู้นิสัยเรา เราต้องเก็บซ่อนอารมณ์พวกนั้น เราก็แกล้งตอบเด็ก ๆ ไปว่าเรามีหน้าที่ปกป้องพวกเขาจากอันตราย แต่ถึงเราจะพูดติดตลก บางทีเราก็แอบคิดนะว่าทุกวันนี้เรากำลังพาพวกเด็ก ๆ มาเจอกับอันตรายอยู่ นายได้ยินที่เราพูดไหม เราไม่ได้ชอบงานแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่เราต้องทำงาน เราอายุมากแล้ว นายก็อยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก ๆ นายน่าจะรู้จักเราดีกว่าใคร
ไม่ ผมไม่รู้จักคุณเลย ยิ่งคุณอายุมากขึ้น ผมก็ยิ่งไม่รู้จักคุณ คุณเปลี่ยนไปจนผมจำไม่ได้ คุณดีแต่พูด ปั้นหน้าเสแสร้งเก่ง ชอบหนีปัญหา ไม่กล้าเผชิญหน้า ทำไมคุณไม่เดินไปบอกหัวหน้าล่ะว่าคุณอยากลาออก คุณไม่เห็นด้วยกับรูปแบบการสอนศิลปะของที่นี่ คุณไม่เห็นด้วยที่ครูต้องมาช่วยเด็กวาดรูป แล้วต้องบอกวิธีการอะไรก็แล้วแต่กับเด็ก ๆ โดยไม่ให้พวกเขาได้ลองผิดลองถูก
ใจเย็น ๆ เราว่าบางทีนายต้องตั้งสติ เรามีความฝัน นายก็มีความฝัน มันเป็นความฝันของเรา แต่ตอนนี้เราต้องหาเงินก่อน พ่อแม่เราก็แก่มากแล้วด้วย
คุณเห็นแก่ตัว คุณเอาแต่ใช้เงินหมดไปกับอะไรไร้สาระ คุณเที่ยว คุณดื่ม คุณทำลายสุขภาพตัวเอง คุณไม่เคยคิดถึงอนาคต ไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน ไม่เคยเรียนรู้จากอดีต คุณปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการเป็นนักแสดง คุณหลงใหลการขายคอร์ส คุณต้องการคำชม คุณต้องการเป็นคนโดดเด่น คุณต้องการให้คนอื่นยอมรับ ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่มีใครยอมรับในตัวคุณเลย พวกเขามองคุณว่าเป็นแค่คนขายคอร์ส เป็นคนที่ดีแต่พูด วาดรูปก็ไม่เก่ง มีแต่หลักการ
เราถกเถียงกันแบบนี้แทบทุกคืน ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อนอกจากบอกให้เขาใจเย็น ๆ ลงบ้าง พอเราไม่มีอะไรจะพูดกัน ผมก็ได้ยินเขาเดินไปเดินมาในห้องมืด ๆ แล้วก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น บ่นอะไรไม่รู้งึมงำคนเดียว ผมเบื่อจะฟังเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเขาเต็มทน เขาไม่มีความอดทนอดกลั้นเอาเสียเลย อยากได้อะไรก็ต้องได้ ผมจะไม่ยอมให้เขาอยู่เหนือผมอีกแล้ว คืนนี้ผมต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ผมนัดลูกค้าเอาไว้ คุณพ่อคุณแม่จะพาลูก ๆ เข้ามาทดลองเรียนวาดการ์ตูนเหมือนอย่างเคย
ส่วนตัวตนของผมก็จะปล่อยให้เขานั่งกอดเข่าร้องไห้ไปนั่นแหละ เพราะถึงยังไงเขาก็ต้องทนอยู่กับผมไปอีกนานแสนนาน ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วส่องกระจก เขาก็จะยังอยู่ตรงนั้น สีหน้าบึ้งตึง เศร้าหมอง เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ขอบตาดำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ตาแดงก่ำ น้ำหมูกไหลย้อย
เขาคงร้องไห้ทั้งคืน เหมือนกับทุกคืน
ผมก็แค่ต้องปลอบเขาว่าใจเย็น ๆ เดี๋ยวคืนนี้เราค่อยคุยกัน บ่อยครั้ง เขาก็ได้แต่พยักหน้า แสงแดดยามเช้าทำให้เขาอ่อนแอไม่มีความเกรี้ยวกราด ผิดกับความมืดมิดยามค่ำคืน
แต่ไม่เป็นไร ถึงยังไง เขาก็จะต้องอยู่กับผม หรือไม่อย่างนั้น เขาก็อาจไปจากผมนานแล้ว
ถ้าเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ หน้ากระจก ผมกำลังมองเห็นใครอยู่
ช่างมัน ใจเย็น ๆ
สวัสดีครับ สอบถามได้นะครับ ผมพูดคำพวกนี้ได้คล่องมากกว่าเก่า เห็นไหม นายได้ยินไหม อย่าเพิ่งขัดกันนะ คืนนี้ค่อยว่ากัน เป็นไปได้ นายน่าจะตามผมไปทำงานด้วยนะ นายอาจจะช่วยผมได้ พวกเรามาผลึกกำลังกันเป็นนักแสดงจะดีกว่า
เผื่อเดือนนี้ผมจะได้เงินเพิ่มมากขึ้น
ChoLE

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น