อาชีพนอกฝัน

อาชีพนอกฝัน

เช้าวันนี้ไม่ได้อากาศดีเหมือนวันเก่า ๆ เสียงฝนกระทบบนหลังคาคลอเบา ๆ ชวนให้หนังตาหนักจนเกือบจะปิดลงอีกครั้ง ฉันเปิดหน้าต่างออกไปเพื่อซึมซับบรรยากาศยามเช้า สายตาทอดมองไปไกล ยังกอไม้ไผ่ที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม จ้องมองได้สักพักใหญ่ ๆ ก็รู้สึกง่วงงุนจึงหลับตาลงเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือจะแจ้งเตือนว่าเป็นเวลาหกโมงตรง ฉันเหลือบมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเอง กดปิดการแจ้งเตือนแล้วพลันหวนคิดถึงเรื่องราว ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน งานที่ทุกคนทำอยู่ในตอนนี้คืองานในฝันของตัวเองหรือเปล่า? สำหรับฉันมันไม่ใช่เลย เกริ่นก่อนว่าไม่นานมานี้ฉันได้ลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่ได้ประมาณสามเดือน และหวนคืนสู่การเป็นคนว่างงานอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายมานาน งานที่ทำก่อนหน้านี้เป็นงานเกี่ยวกับการศึกษา เป็นคุณครูอัตราจ้างที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง สอนในแผนวิชาภาษาจีน อันที่จริงฉันหลีกเลี่ยงสายอาชีพนี้มาโดยตลอด แม้ว่ามันจะตรงกับสายที่ฉันเรียนจบมาก็ตาม อาจเป็นเพราะฉันไม่ชอบการพูดนำเสนอต่อหน้าผู้คนด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็ไม่ชอบระเบียบข้อบังคับหลาย ๆ อย่างของสายอาชีพนี้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง ใจจริงอยากจะหนีจากอาชีพนี้ไปให้ไกลแสนไกลเท่าที่จะทำได้ ทว่าคนในครอบครัวกลับวาดหวัง ว่าจะได้เห็นฉันในชุดข้าราชการให้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่ครอบครัวในสักวัน ท้ายที่สุดก็โดนยัดเข้าไปในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในฐานะเด็กเส้น โรงเรียนแรกที่ฉันได้ปฏิบัติหน้าที่จริงหลังจากเรียนจบ สร้างบาดแผลในจิตใจฉันเอาไว้ค่อนข้างมาก เรื่องแรกคือเพื่อนร่วมงาน คนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ชอบฉัน เจอหน้ากันทีไรก็จะได้ยินประโยคจิกกัดมากมายออกมาทุกครั้ง แต่ฉันก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะอย่างที่เกริ่นเอาไว้ว่าสาเหตุที่ฉันเข้ามาทำงานที่นี่ได้ ก็เพราะว่าญาติ ๆ ช่วยกันดันเข้ามา เป็นเด็กเส้นแบบในละครหลังข่าวที่เคยดูตอนเด็ก แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทนไม่ไหวกับการทำงานที่นี่ คือทุกคนเหมือนเห็นฉันเป็นขี้ข้า งานไหนที่ตัวเองทำไม่เสร็จก็จะโยนมาให้ฉันทั้งหมด หัวข้อโครงการไหนที่ยากจนเกินไป ก็จะยัดมาให้ฉันเป็นคนรับหน้าที่ทำต่อ โดยอ้างว่าฉันเป็นน้องใหม่ พูดจาอะไรไม่เคยเกรงใจเพราะไม่คิดที่จะเห็นหัวกัน ฉันเสียน้ำตาตั้งแต่วันแรกที่ไปทำงาน พ่อเห็นอาการฉันไม่สู้ดีนักก็สอบถามจนรู้ความ พ่อบอกให้ฉันอดทนแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ฉันได้แต่ตั้งคำถามในหัวว่าแล้วฉันต้องอดทนไปอีกนานแค่ไหน? ฉันต้องทำยังไงเพื่อให้พวกเขายอมรับในตัวฉันได้สักที? สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจลาออกและไม่กลับไปเยือนที่นั่นอีก กลายเป็นสถานที่ที่ถ้าได้ไปอีกสักครั้งฉันคงเป็นบ้าตายแน่ หลังจากนั้นฉันก็ว่างงานมาอีกหลายเดือน เกือบ ๆ จะหนึ่งปีเลยด้วยซ้ำ ฉันพยายามส่งใบสมัครทุกบริษัทที่ตัวเองสนใจ อาชีพที่ตัวเองใฝ่ฝัน อย่างเช่นนักเขียนนิยายกับสำนักพิมพ์ชื่อดัง ทว่าส่งต้นฉบับไปกี่เรื่องก็ไม่ได้รับการตอบกลับเลยแม้แต่ครั้งเดียว ลองสมัครงานแปลหนังสือ เพราะคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็ได้ทำงานที่ได้ใกล้ชิดกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ แม้ว่าจะไม่ใช่งานในฝันที่คิดเอาไว้ก็ตาม แต่ก็ไม่ผ่านการทดสอบ ทำให้ฉันตระหนักรู้ได้ในทันที ว่าระดับความรู้ทางด้านภาษาที่สามของฉัน ยังอ่อนหัดเกินไปที่จะเป็นนักแปลได้ ลองยื่นสมัครเป็นล่ามแปลภาษาเพราะอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องเป็นครู แต่ก็ตกม้าตายตอนรอบสัมภาษณ์ทุกครั้ง สาเหตุคือตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ ตอบไม่ตรงประเด็น คลังคำศัพท์น้อย ไม่มีไหวพริบ ช่วงนั้นราวกับชีวิตกำลังจมดิ่งสู่ใต้ท้องมหาสมุทร ฉันนอนเก็บตัว คุดคู้อยู่แต่ในห้อง ทำรายได้เสริมออนไลน์ไปวัน ๆ เพราะไม่อยากยื่นสมัครไปยังสถานที่ที่ตัวเองไม่อยากไป แต่เพราะโดนแรงกดดันจากครอบครัว ไหนจะเงินในบัญชีที่ร่อยหรอลงไปทุกขณะ ผลสุดท้ายจึงตัดสินใจยื่นใบสมัครกับโรงเรียนที่มีการสอนวิชาภาษาจีน ไม่กี่วันก็โดนเรียกสัมภาษณ์ และได้เริ่มงานใหม่ที่ไกลจากบ้านเกิดตัวเองอยู่พอสมควร ฉันพยายามเปลี่ยนแนวคิดของตัวเองใหม่ ไม่อคติต่อสายอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ พยายามมองโลกในแง่ดีเผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ก็เจอโชคร้ายตั้งแต่วันแรกที่ได้ยืนเวรหน้าประตูโรงเรียน ฉันโดนผู้ปกครองกล่าวหา ว่าฉันไม่ดูแลลูกของเขาให้ดีมากพอ ผู้ปกครองท่านนั้นเล่าให้ฟังว่าเขามาส่งลูกชายคนเล็กของตัวเองเมื่อเช้า แต่กลับไม่มีใครมารับลูกของเขาไปที่ห้องเรียนเลย ปล่อยให้ลูกชายเขาเดินงุนงงไปมา เขาบอกเขาเห็นกับตา ว่าฉันทำเป็นเมินเฉยต่อลูกชายของเขา ฉันเครียดมากเพราะเพิ่งมาทำงานวันแรก ๆ แต่สาบานได้เลยว่าฉันดูแลนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่ปล่อยให้ใครคลาดสายตาไปอย่างแน่นอน ลูกของผู้ปกครองคนนี้ก็เช่นกัน ฉันจำได้ว่าฉันเดินไปจูงมือเล็ก ๆ นั่นแล้วส่งไม้ต่อให้กับคุณครูอนุบาลที่ยืนรออยู่ด้านหลังด้วยซ้ำ ราวกับเทวดาจะเข้าข้าง โชคดีมากที่มีครูที่ยืนเวรอยู่ด้วยกันเป็นพยานปากเอกให้ เธอบอกว่าครูเวรทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง เธอก็เห็นกับตาของตัวเองเช่นกัน ผู้ปกครองท่านนั้นแม้จะยังดูเหมือนโกรธเคืองฉันอยู่บ้าง แต่พอผู้อำนวยการขอคุยด้วยเขาก็ปฏิเสธ แล้วเดินจากไปโดยไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใด ๆ เอาเถอะ ช่วงแรก ๆ มันอาจจะทุลักทุเลหน่อยแต่มันก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไรมากมาย ฉันใช้เวลาไม่นานก็เริ่มปรับตัวเข้ากับที่นี่ขึ้นมาได้ทีละนิด ๆ ยิ่งพอมีเพื่อนร่วมงานที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน มาทำงานด้วยกัน ยิ่งรู้สึกว่ามันดีมากกว่าครั้งไหน ๆ ทว่าในขณะที่ฉันทุ่มเทกับการผลิตสื่อการสอนออกมาให้กับนักเรียนทุกระดับชั้น พยายามปรับเนื้อหาให้มันกระชับและเข้าใจง่ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สรรหาเกมความรู้เพื่อทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนไม่น่าเบื่อ แต่นักเรียนกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับการเรียนมากขนาดนั้น ซ้ำร้ายยังแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวใส่ในบางกรณีอีกด้วย ฉันเคยสอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นห้องหนึ่งที่ทั้งห้องมีแต่เด็กผู้ชาย ในขณะที่ฉันกำลังเชิญชวนให้นักเรียนเล่นเกมความรู้ เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน กลับมีนักเรียนคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาเสียงดัง “โคตรปัญญาอ่อน” ฉันค่อนข้างตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ฉันกล่าวตักเตือนเด็กนักเรียนคนนั้นไปเล็กน้อย และนำเรื่องนี้ไปบอกกับครูประจำชั้น ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาคือประโยคที่ว่า “นั่นลูกเพื่อนผอ. ปล่อย ๆ เด็กมันไปเถอะ” ฉันเองก็อยากจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเหมือนกัน เพราะก็ยังมีนักเรียนคนอื่น ๆ ห้องอื่น ๆ ที่น่ารัก และตั้งใจเรียน ตั้งใจเล่นเกมที่ฉันทำมาอีกตั้งเยอะ ทว่าการทำแบบนั้นมันคือการโกหกความรู้สึกตัวเองอยู่มิใช่หรือ? ผลสุดท้ายฉันเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อนร่วมงานที่สอนภาษาจีนเหมือนกัน เธอแนะนำให้ฉันเขียนรายงานเรื่องนี้ถึงผอ. และให้ท่านกำชับครูประจำชั้นของเด็กคนนั้นว่าตัวเองเป็นครู สิ่งไหนที่นักเรียนทำผิดก็ควรว่าไปตามผิด ไม่ใช่ให้ท้ายเพราะเห็นว่าเด็กมีพ่อแม่เป็นผู้มีอำนาจในโรงเรียน ฉันรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินแบบนั้น อย่างน้อย ๆ ฉันก็ไม่ได้โดดเดี่ยว ฉันยังมีเพื่อนร่วมงานดี ๆ อย่างเธอคนนี้ตั้งหนึ่งคน แต่แล้วสถานการณ์มันกลับเลวร้ายมากขึ้น จากแค่คำพูดไร้มารยาทในครั้งนั้น กลายเป็นว่าการเข้าสอนครั้งถัด ๆ มาเด็กคนนั้นมีพฤติกรรมที่ร้ายกาจมากขึ้นเรื่อย ๆ พูดคุยเสียงดัง ไม่ทำแบบฝึกหัด ไม่ทำการบ้าน โดดเรียน รบกวนสมาธิของนักเรียนคนอื่นในชั้นเรียน ฉันทนไม่ไหวเลยพูดกับครูที่ปรึกษาของเด็กนักเรียนคนนี้อีกครั้ง เธอต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับพฤติกรรมที่ไร้ซึ่งมารยาทนี้ของเด็กในปกครองของเธอได้แล้ว แต่คำตอบก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และนั่นคือจุดเริ่มต้น ฉันเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากตื่น ไม่อยากไปทำงาน ยิ่งถ้าวันนั้นต้องเข้าสอนเด็กคนนั้นด้วย ฉันยิ่งไม่อยากไป ชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อหาเหตุผลลางาน ทั้งลาป่วย ลากิจ ใช้ทุกสิทธิ์จนครบ ผลสุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานด้วยท่าทางที่มัวหมอง ไร้ซึ่งความสดใส สอนแบบขอไปทีไม่มีความกระตือรือร้น ทำเอกสารแบบส่ง ๆ ขอแค่ให้มันเสร็จไปวัน ๆ เท่านั้น และเพราะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้นจึงทำให้ฉันถูกผู้อำนวยการเรียกพบ เพื่อคุยเป็นการส่วนตัว ฉันนั่งรออยู่ที่โซฟาด้านนอกห้องทำงานของท่านผู้อำนวยการ เหม่อมองท้องฟ้ายามเย็นด้วยจิตใจที่ล่องลอย ก่อนที่จะโดนเลขาส่วนตัวของท่านเรียกเข้าไปด้านใน ท่านนั่งรอฉันด้วยใบหน้าบึ้งตึง ถอนหายใจยาวก่อนจะบอกให้ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหน้า จ้องมองมาที่ฉันโดยไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ทำงานที่นี่มันทุกข์มากขนาดนั้นเลยเหรอ?” ถ้าเปรียบคำถามนี้เป็นอาวุธ คงเป็นธนูอาบยาพิษที่ถูกแผลงศรมาที่ใจของฉันเข้าอย่างจัง ฉันแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่หลังจากที่ได้ยิน ฉันทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มเจื่อน ๆ กลับไปเป็นคำตอบเท่านั้น ท่านถอนหายใจอีกครั้งอย่างหนักใจก่อนจะกล่าวต่อ “ผอ.ว่าหนูไม่เหมาะกับการทำงานสายนี้นะ พิจารณาเอาเองแล้วกัน” เอ่ยจบก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้กับฉัน พร้อมหันหน้าไปพิมพ์งานที่คอมพิวเตอร์ของตัวเองต่ออย่างไร้เยื่อใย ฉันรับมันมาด้วยหัวใจที่เต้นถี่ระรัว ทว่ากลับไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัว มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาไม่ได้ ฉันได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าฉันจะได้หลุดพ้นจากที่นี่จริง ๆ แล้วงั้นหรือ? ฉันแอบดีใจเล็ก ๆ ก่อนจะหยิบกระดาษใบนั้นมา พร้อมเขียนทุกอย่างให้เสร็จสรรพแล้วยื่นกลับไปให้ท่านผอ.แทบจะในทันที จากที่กำลังนั่งพิมพ์งานอย่างไม่แยแสอะไร ก็หันมามองหน้าฉันด้วยความฉงน คงเพราะเห็นว่าฉันส่งใบลาออกพร้อมลายเซ็นคืนกลับไปภายในไม่กี่เสี้ยววิ ท่านยื่นมือมารับกระดาษใบนั้นไปโดยไม่ได้พูดอะไรให้มากความ ส่วนฉันก็ลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่ลืมที่จะทำความเคารพท่านก่อน ฉันเห็นสีหน้าตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจก มันดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคย ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ฉันรีบกลับไปเก็บของที่โต๊ะทำงาน เพราะจบปีการศึกษานี้ฉันก็จะได้เป็นอิสระจากสถานที่แห่งนี้สักที หลังจากลาออกก็ให้รางวัลตัวเองด้วยการหยุดพักเป็นระยะเวลาหลายเดือน และได้ค้นพบว่าอาชีพที่เหมาะและชื่นชอบที่สุดคือการว่างงาน ช่วงนั้นฉันเอาแต่กิน ๆ นอน ๆ เอาเงินเก็บมาถลุงเล่นราวกับเป็นเศรษฐีดูไบ อยากกินอะไรก็กิน สั่งอาหารเดลิเวอรี่มาไม่เว้นแต่ละวัน ขั้นต่ำก็สองร้อยบาทต่อมื้อ ไม่ยอมหางานทำเพราะอยากพักผ่อนหลังจากที่ทำงานสายตัวแทบขาดมาตลอดระยะเวลาสามเดือน ฉันยังไม่ได้แจ้งข่าวกับที่บ้านว่าตัวเองลาออกแล้ว ได้แต่โกหกพวกเขาไปวัน ๆ ว่ายังทำงานอยู่ และเอาเงินเก็บของตัวเองส่งจุนเจือที่บ้านไปเรื่อย ๆ จนพอหันกลับมามองเงินในบัญชีอีกทีก็เหลือตัวเลขเพียงแค่สี่หลักเท่านั้น ฉันจึงต้องอดมื้อกินมื้อเพราะเดี๋ยวจะไม่มีเงินส่งให้ที่บ้าน ทั้ง ๆ ที่แค่หางานใหม่ทำก็ไม่ต้องมานั่งปวดท้องเพราะหิวข้าวแล้วแท้ ๆ และพอเงินก้อนสุดท้ายหมดไป ฉันเลยต้องบอกความจริงกับครอบครัว และเดินทางกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด แน่นอนว่าโดนครอบครัวตัวเองด่ายับ หนึ่งคือเรื่องที่ฉันไม่มีความรับผิดชอบ สองคือไม่คิดหน้าคิดหลัง สามคือใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนตอนนี้เรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัว โดนทำร้ายจิตใจผ่านคำพูดมากมายจากคนใกล้ชิด แต่ฉันก็ทำได้แค่เงียบ เพราะทุกอย่างที่พวกเขาพูดล้วนถูกต้องทั้งหมด ฉันไม่มีเหตุผลอะไรไปตอบโต้พวกเขาได้เลยเพราะมันคือเรื่องจริงทั้งนั้น จากอดีตครูสาวสู่ลูกที่ล้มเหลว ผู้ต้องอาศัยข้าวที่บ้านกินเพราะตัวเองไม่มีทั้งงานและเงิน ฉันกลับมาร่อนใบสมัครกับเรซูเม่อีกครั้งเพราะต้องหางานใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้ที่บ้านค่อนข้างขัดสนเรื่องเงิน ค่าใช้จ่ายมากมายที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนหนักหนา สร้างความกดดันให้ฉันเป็นเท่าทวี อย่างน้อย ๆ ถ้ายังไม่ได้งานประจำทำเป็นกิจจะลักษณะ ฉันก็อยากได้งานที่สามารถหาเงินได้แม้จะไม่มีต้นทุน แม้จะได้เงินเพียงน้อยนิดแต่ก็พอเอามาซื้อกับข้าวประทังชีวิตไปได้วัน ๆ โชคดีที่ยังมีโน้ตบุ๊คและโทรศัพท์มือถือที่พอจะทำมาหากินได้ มิเช่นนั้นคงต้องอดตายกันไปข้าง ฉันลองเลื่อนหางานออนไลน์ทำในโซเชียล เห็นหลายโพสต์เลยที่โฆษณาสวัสดิการการทำงานเกินจริง มากกว่าครึ่งในนั้นคือเป็นมิจฉาชีพที่อาศัยค่าสมัคร ค่าคอร์ส ของเหยื่อเป็นรายได้ของตัวเอง ฉันเลยหันไปทำอย่างอื่นต่อแทน ฉันลองเปิดเพจขายสื่อการสอนเผื่อว่าจะมีเพื่อน ๆ ครูมาเห็นแล้วอยากซื้อไปใช้สอนนักเรียนของตัวเองบ้าง แต่ก็อย่างว่า ในตลาดมีเพจร้านค้าพวกนี้ให้เลือกเป็นสิบเพจ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ต้องไว้ใจเพจที่มีผู้ติดตามเยอะกว่าอยู่แล้วเพราะมันน่าเชื่อถือมากกว่า ฉันเริ่มท้อกับชีวิต หันไปมองที่โทรศัพท์มือถือแล้วก็นึกขึ้นมาได้ ฉันเคยวาดสติกเกอร์ไลน์ขาย ฉันเลยลองกลับมาทำมันอีกครั้ง ทว่าผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างจากแต่ก่อนมากนัก กว่ามันจะขายได้แต่ละอัน ฉันไม่อดตายก่อนหรอกเหรอ? จวบจนถึงปัจจุบันฉันก็ยังไม่มีงานทำแบบเป็นชิ้นเป็นอัน มีเมลตอบกลับมาบ้างแต่ก็อยู่ในขั้นตอนของการสัมภาษณ์เท่านั้น ยังไม่รับประกันว่าฉันจะได้ทำงานอย่างแน่นอนหรือไม่ ระหว่างนั้นฉันก็ทำงานเสริมอย่างอื่นไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ตัวเองมีเวลาว่าง เพราะถ้าหากว่างเมื่อไหร่ก็จะเอาแต่คิดอะไรไร้สาระ ฉันเคยมีประสบการณ์ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคิดด้านลบมากเกินไป จนเกือบได้ไปโผล่อีกทีที่โรงพยาบาลมาแล้ว ฉันไม่อยากทำร้ายตัวเองเหมือนอย่างครั้งอดีต อยากรักตัวเองให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ แม้ในวันที่ทุกคนพร้อมใจกันไม่รักเราแล้วก็ตาม ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ระทมนี้โชคดีที่ยังมีเพื่อนไว้คอยพูดคุยปรึกษา เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของฉันมักทักมาสอบถามสารทุกข์สุกดิบกันทุกวัน ทำให้ฉันไม่รู้สึกเหงาเลยสักนิด ว่าง ๆ ก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระ อีกทั้งความน่ารักของเพื่อนคนนี้ ที่พอรู้ว่าฉันกำลังหางานทำก็จะส่งลิงก์รับสมัครพนักงานจากในโซเชียลต่าง ๆ มาให้กันเสมอ พวกเราเลยตกลงกันเอาไว้ว่า ถ้าฉันได้งานใหม่ทำเมื่อไหร่ไว้พวกเราไปกินหมูกระทะให้พุงป่องกันไปข้างหนึ่งเลยนะ แม้ในวันที่เหมือนว่าฉันจะไม่เหลือใคร แต่พอมองไปรอบ ๆ ตัวอีกทีก็พบว่ามีใครคนหนึ่งที่คอยเฝ้ามองความเป็นไปของเราอยู่ตลอด ขอบคุณนะเพื่อน ที่ยังรักและเอ็นดูบุคคลล้มเหลวคนนี้อยู่เสมอ ขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ สุดท้ายนี้อยากขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านกันมาจนถึงจุดนี้ แม้ว่าตอนนี้ผู้เขียนจะยังไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องการหางานทำเลยก็ตาม แต่ก็ได้รับบทเรียนมากมายจากในอดีตมาพอสมควร ความผิดพลาดคือการเรียนรู้ หวังว่าตัวเองจะแข็งแกร่งและมีความอดทนมากพอสำหรับหน้าที่การงานในอนาคตที่กำลังจะมาถึง ไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ