ถึงทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา…

ถึงทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา…

เราเริ่มต้นเขียนบทความนี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ’ทำไมกันนะ เราผ่านเรื่องราวมาตั้งมากมาย ทุกครั้งก็ผ่านมาได้นี่ แต่ทำไมตอนนี้กลับอ่อนแอซะล่ะ’ เราคิดทบทวนกับตัวเองถึงเรื่องราวที่ผ่านมา แม้จะมีทั้งประสบการณ์ที่น่าจดจำ และมีบางประสบการณ์ที่อยากจะร้องไห้ แต่เราก็ผ่านมันมาได้นี่นา ที่เราได้เป็นเราในตอนนี้มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็ได้ เพื่อตอกย้ำให้ตัวเองได้กลับมาฮึดสู้อีกครั้ง เราจึงอยากขอเล่าเรื่องราวในชีวิตของเราให้ทุกคนได้อ่าน บางทีเรื่องราวของเราอาจไปจุดประกายความคิดใครบางคนให้มีแนวทางในการใช้ชีวิตขึ้นมาก็ได้ และสำหรับเราเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะกลับมารักตัวเองและผ่านทุกเรื่องราวไปได้อีกครั้ง เด็กน้อยไร้เดียงสากับกระเป๋าใบหนึ่ง สมัยที่เด็กมาก ๆ อาจจะประมาณอนุบาล 1 ได้ เรามีเพื่อนสนิทที่มักจะเล่นด้วยกันเสมอ เธอชื่อว่า ‘องุ่น‘ มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ที่เราสนิทกันได้ก็เพราะว่าบ้านเราอยู่ติดกัน (แบบใช้รั้วไม้เดียวกัน) ในช่วงเวลาหนึ่งที่เราจำได้ มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดอีกหนึ่งช่วงในชีวิตเราเลย หากเพื่อน ๆ เคยดูซีรีส์เรื่อง ‘Reply 1988’ ล่ะก็ อาจจะเข้าใจเรื่องราวเรามากขึ้น ระแวกบ้านของเรานอกจากข้างบ้านจะมีบ้านองุ่นแล้ว ตรงข้ามบ้านของเราก็ยังมีบ้านของ ‘พี่นะ‘ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ ‘พี่โชค‘ (พี่ชายขององุ่น) พวกเรามักจะหาเวลาว่างเล่นด้วยกันเป็นประจำ ตอนเย็นมีกับข้าวอะไรน่าทานเหล่าแม่ ๆ ก็จะตักแบ่งกันตลอด มันอบอุ่นและเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่นึกถึงทีไรก็รู้สึกว่าน่ารัก แต่มีวันหนึ่งในช่วงกลางวัน เราได้ไปเล่นกับองุ่นแล้วบังเอิญเห็นกระเป๋าใสสีฟ้า (น่าจะเป็นกระเป๋าใส่ตุ๊กตา) มันน่ารักมาก ๆ ในตอนนั้นเรารู้สึกอยากได้และอยากเป็นเจ้าของมันมาก ๆ พอกลับบ้าน ไม่รู้ว่าเพราะความไร้เดียงสาหรืออะไร ทำให้เราตัดสินใจลงมือทำบางอย่างที่ผิดศีลธรรม นั่นก็คือ ’การขโมย‘ (มันแย่มาก ๆ จนอยากร้องไห้) แต่ขณะที่เราจะหยิบ พี่โชคก็มาเห็นพอดี แต่เราก็ยังโกหกว่าองุ่นให้มาหยิบ (แย่กว่าเดิม) พอเราเอากระเป๋ากลับไปบ้าน แทนที่เราจะรู้สึกดีใจ กลับรู้สึกหดหู่และรู้สึกแย่ที่ทำลงไป แต่ใช่ว่าเราจะเป็นคนไม่ดีทั้งหมดนะ ในตอนเย็นของวันเราได้บอกเรื่องนี้กับแม่ แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เอากระเป๋าไปคืน จากนั้นก็ขอโทษองุ่น หลังจากวันนั้นมา เราก็ไม่กล้าเล่นกับองุ่นด้วยความรู้สึกแบบเดิม พอมานึกถึงเรื่องราวนี้มันคงจะฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจเรา เราไม่เคยได้ระบายเรื่องนี้กับใคร และไม่เคยเล่าให้ใครฟังด้วยสักครั้ง ที่เราเอามาเขียนในบทความนี้ก็เพื่อเตือนตัวเองไม่ให้กลับไปทำแบบตอนนั้นอีก แต่ตอนนี้เราโอเคกับมันแล้วล่ะ ขอบคุณที่นี่จริง ๆ ที่ให้เราได้ระบายความในใจ ที่เก็บไว้ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ตอนนั้นคือ ’การไม่นำของคนอื่นมาเป็นของตนเอง‘ ไม่ว่าจะทั้งสิ่งของ ผลงาน หรือคนรัก ทุกสิ่งล้วนมีเจ้าของของมันอยู่แล้ว หากสิ่งไหนมันเป็นของเรา ไม่ว่านานแค่ไหนมันก็จะวนกลับมาหาเราเอง เราเชื่อนะว่าความผิดพลาดในครั้งนั้นจะย้ำเตือนเราให้เป็นคนที่ดีกว่าทั้งในตอนนี้และในอนาคต เด็กน้อยอนุบาลกับพรของนางฟ้า เรื่องราวที่เรากำลังจะเล่านี้เกิดขึ้นตอนวัยเด็กเช่นเดียวกัน ตอนนั้นก็เป็นช่วงอนุบาล 1 (เราเรียนโรงเรียนเดียวกับองุ่น) ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าเป็นเวลาเท่าไหร่ ในช่วงที่คุณครูในนอนหลับ เราก็สดุ้งตื่นขึ้นมาแบบงง ๆ ที่โรงเรียนอนุบาลหลายคนน่าจะทราบกันดีว่ามักจะมีเพื่อนอยู่ 2 กลุ่มคือ กลุ่มเพื่อนดี และ เพื่อนที่ชอบแกล้ง ใช่แล้วล่ะ เราเจอเพื่อนกลุ่มที่สองล้อว่าอึใส่กางเกง จริง ๆ เราโดนล้อตั้งหลายเรื่องเลยล่ะ แต่วันนั้นเราโมโหและไม่รู้จะทำยังไง เลยวิ่งออกจากห้องไปไกลถึงหลังโรงเรียน แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เราเห็นแสงวาบเป็นเหมือนแสงสีขาว เราในตอนนั้นรู้สึกเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หูก็อื้อไปหมด รู้สึกเหมือนหลับตา แต่ก็เห็นแสงสีขาวซ้อนทับ พร้อมกับได้ยินเสียงผู้หญิงที่อยู่บนฟ้าพูดว่า ’อยากได้พรอะไร‘ เราตอบกลับไปด้วยความไร้เดียงสาและไม่รู้สึกตัวว่า ‘อยากเรียนหนังสือเก่ง ๆ ‘ จากนั้นเราก็ถูกใครสักคนตะโกนเรียกให้เข้าห้อง หลังจากวันนั้นเราก็จำเหตุการณ์นั้นไม่ได้อีกเลย จนกระทั่งมาถึงช่วงเรียนมหาลัยใกล้จบ เรามักจะฝันถึงเหตุการณ์นี้และรู้สึกเหมือนจะระลึกเหตุการณ์นี้ได้แบบลาง ๆ อาจจะดูแฟนตาซีเกินจริงไปบ้าง แต่เรารู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในชีวิตเราที่ย้ำเตือนเราตลอดว่า ’โอกาสนั้นมีไว้สำหรับคนดี‘ เราที่นึกย้อนกลับไป บางทีเราอาจจะทำความดีให้ใครสักคนไปและเขาก็เห็นคุณค่าที่เราทำ ผลดีจึงตอบแทนคนดีเหมือนนิทานสมัยเด็ก ๆ จนตอนนี้เราโตแล้ว เราก็ยังอยากได้รับพรแบบนั้นอีก เราจึงตั้งปนิธานกับตัวเองไว้ว่าเราจะเป็นคนดีเสมอไม่ว่าที่ไหนหรือกับใคร แม้จะไม่มีใครเห็นค่าเราก็ตาม จริง ๆ การจะทำดีให้ใครนั้น เราจำเป็นต้องเริ่มจากการทำความดีให้ตัวเอง ประโยคนี้อาจดูฟังยาก เราจะขอพูดให้ง่ายขึ้นด้วยประโยคที่ว่า ‘เริ่มต้นจากการรักตัวเอง‘ ในสมัยนี้ประโยคนี้ถือเป็นประโยคที่เราเห็นและได้ยินบ่อยแบบสุด ๆ เราจึงอยากให้เรื่องราวนี้ช่วยเตือนใจทุกคนให้เริ่มต้นรักตัวเอง เพราะเมื่อเรารักตัวเองมากพอ เราจะส่งต่อความรักให้คนรอบข้างเอง (ปล.ตั้งแต่ป.1 - ม.3 เราสอบได้ที่ 1 ทุกปีเลย) ชีวิตวัยเรียนกับเส้นทางชีวิตที่โรยด้วยเปลือกทุเรียน เรื่องราวในช่วงนี้เกิดขึ้นตอนเราใกล้จบมัธยมปีที่ 6 ซึ่งก็คือช่วงเลือกมหาวิทยาลัยนั่นเอง เพื่อน ๆ หลายคนมีเป้าหมายที่ต่างกัน เพื่อนบางคนเลือกมหาลัยในฝันกับคณะที่อยากเรียน ส่วนเรานั้นช่างดูเหมือนไม่มีอะไรแน่นอนและอนาคตในรั้วมหาลัยช่างดูยากแสนยาก มหาลัยที่น่าจะเข้า (เพราะใกล้บ้านและเป็นมหาลัยชื่อดัง) ก็สอบไม่ติด ตอนนั้นเราเป็นเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนเลยในช่วงมอปลาย ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาเราทำมันได้ดีตลอด แต่พอขึ้นมอปลายเราก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน ผลการเรียนแย่ มีปัญหาครอบครัว แถมยังป่วยเป็นซึมเศร้า (ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าป่วย) ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูแย่ไปหมด ด้วยความที่อยู่บ้านนอก และโลกยังไม่พัฒนาเหมือนตอนนี้ การจะพาเด็กไปรักษาซึมเศร้านั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีและไม่มีใครยอมรับ แม่ของเราในตอนนั้นยังไม่รู้จักโรคซึมเศร้าด้วยซ้ำ เราจึงไม่ได้รับการรักษา เราในตอนนั้นจึงเหมือนตายทั้งเป็น (ไม่รู้ดูรุนแรงไปไหม แต่มันก็ใกล้เคียงเลยแหละ) เราใช้ชีวิตในช่วงมอปลายไปกับการเล่นโซเชียล ติ่งศิลปินเกาหลี บ้าดารา แล้วก็ทำตัวไร้สาระ แถมแย่กว่านั้นยังทะเลาะกับครอบครัวทุกวัน พอมานึกดูตอนนั้นมันแย่จริง ๆ เส้นทางในอนาคตของเราไม่รู้จะเป็นอย่างไร จนถึงตอนนี้เราถึงเข้าใจ ถ้าหากตอนนั้นเราได้รับการรักษาเร็วกว่านี้ เส้นทางของเราอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ หลายคนอยากรู้ใช่ไหมเราเลือกเรียนที่ไหน จริง ๆ เราแอดมิดชันคณะเทคนิคเภสัชได้ด้วยแหละ แต่เข้าไปเรียนได้เทอมเดียวก็ลาออก เพราะความคิดตอนนั้นมันฟุ้งซ่าน เราอยู่ร่วมกับเพื่อนในสังคมแบบนั้นไม่ได้ และเรายังไม่ได้รักษาซึมเศร้า (ซึ่งเราก็ยังไม่กล้าไปรักษา) พอเราออกจากที่นั่น แน่นอนล่ะ เราต้องเจอกับคำติฉินนินทามากมาย ว่าเราแย่บ้างล่ะ ไม่สงสารแม่บ้างล่ะ เพราะฐานะที่บ้านก็ไม่ได้ดีด้วย แต่ก็ต้องยอมรับทุกข้อกล่าวหา เพราะเรามันแย่จริง ๆ เราตัดสินใจผิดพลาดมหันต์ คณะนั้นเป็นคณะที่สามารถเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ แต่ไม่เป็นไร เมื่อเรายอมรับได้แล้ว เราจึงยื่นแอดมิดชันไปใหม่ และเราก็ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในช่วงปี 1 ทุกอย่างเหมือนจะไปด้วยดี แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเราทะเลาะกับรูมเมท มันรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน ตอนนั้นเราและรูทเมทบาดเจ็บเหมือนกัน เพราะการทะเลาะครั้งนี้แหละเราจึงได้รับการรักษาซึมเศร้าแบบจริงจัง ซึ่งอาการก็ดีขึ้นแบบมาก ๆ แต่เราในตอนน้้นที่ออกจากบ้านมาไกลถึงภาคอีสาน พอคิด ๆ ดูแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่เคยเป็นชิ้นเป็นอันเลย เราทำอะไรไปไม่ถึงฝั่งฝัน เราเรียนจบมาด้วยเกรดเพียง 2.6 (ซึ่งเคยย้ายสาขาตอนปี 2) อนาคตที่เราใฝ่ฝันมันไกลออกไปเรื่อย ๆ ทุกคนรู้ไหมว่าความฝันของเราคืออะไร ความฝันของเราคือการเป็นนักเขียนและนักรีวิว แม้ตอนนี้เราจะทำได้เพียงเขียนสิ่งที่อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ แต่เราจะพยายามพัฒนาตัวเอง ส่งต่อพลังงานดี ๆ ให้เพื่อน ๆ มากขึ้น และจะตั้งใจทำความฝันให้สำเร็จ และนี่ก็คือเส้นทางที่เราเดินผ่านมาในอดีต มันยังคงเป็นความทรงจำที่มีทั้งน้ำตาและความสวยงามอยู่ในนั้น ทุกครั้งที่นึกถึงเราเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ก็เหมือนกับที่แม่คอยบอกเราตอนเด็ก ๆ ว่า ’ไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหน ลูกก็ยังเป็นเด็กสำหรับแม่เสมอ’ ดังนั้นเขียนมาถึงตรงนี้เราเข้าใจแล้วล่ะ โลกของเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน ไม่รู้เราจะเจอกับอะไรบ้าง แต่อย่างน้อยขอให้มีสติกับปัจจุบัน ทำตามความฝันด้วยความมุมานะ แล้วสักวันความพยายามนั่นจะตอบแทนเราอย่างงดงาม เราจะมาขอเล่าประสบการณ์การป่วยเป็นซึมเศร้าและการรักษาสักนิดละกันนะ เราเริ่มป่วยตั้งแต่ขึ้นมอปลาย และปล่อยให้ตัวเองป่วยแบบนั้นมาจนถึงปี 2 ทุกคนอาจจะยังไม่รู้ว่าคนที่ป่วยเป็นโรคนี้นั้นจะมีความคิดที่ไม่เหมือนคนทั่วไป การมองโลกก็จะแตกต่างไปด้วย สำหรับเราเรามองโลกของตัวเองในด้านดี (โชคดีของเราด้วยแหละ) คุณหมอบอกว่าเราเป็นคนเปิ่น ๆ ดูไม่ทันโลก ซึ่งดูน่ารักดี ตั้งแต่ป่วย เราไม่เคยทำร้ายตัวเองเลย มีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่ต้องคอยรองรับอารมณ์ของเรา ซึ่งสิ่งที่แย่ของเราคือเวลาอยู่กับคนสนิท (หมายถึงครอบครัว) จะไม่ค่อยยับยั้งอารมณ์โกรธได้ เรามักพูดสิ่งที่คิดโดยไม่สนใจความรู้สึกอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เราได้รับการรักษาแล้ว อาการของเราดีขึ้นตามลำดับ (มีเพียงน้ำหนักที่เพิ่มตาม) เราพอใจกับตัวเองมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูเหมือนยาก เพียงเปลี่ยนความคิดก็เหมือนจะง่ายขึ้น เราหันมาดูแลตัวเอง ทำ Selfcare และอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง ทำให้เราก้าวข้ามผ่านความเสียใจและความผิดหวังได้บ้างแล้ว เราอยากฝากบอกเพื่อน ๆ ทุกคน หากรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นซึมเศร้าหรือเจอคนรู้จักที่ป่วยก็ควรไปรักษาในตอนที่อาการยังไม่รุนแรง ให้เรื่องราวของเราเป็นตัวอย่างที่ไม่ควรทำตามนะ เพราะซึมเศร้าเป็นอะไรที่ไม่ง่าย สำหรับเราแล้วการรักษาต้องใช้เวลา คุณหมอบอกว่าอาจจะรักษาไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ แต่เราสู้อยู่แล้วล่ะ เราจะรักตัวเองให้มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นจนสามารถรักคนอื่นได้อย่าบริสุทธิ์ใจ เราเชื่อนะ ว่าหัวใจที่ไม่ยอมแพ้จะเป็นแสงนำทางพาเราไปเจอสิ่งที่ดี เรื่องราวที่เรานำมาฝากวันนี้อาจฟังดูยากสำหรับเพื่อน ๆ แต่เราก็ผ่านมาได้นี่นา ดังนั้น ไม่ว่าจะเจอเรื่องที่ยากและแย่แค่ไหน เราขอให้เพื่อน ๆ ผ่านมันไปได้เสมอนะ เราขอเป็นกำลังใจให้ตรงนี้ ” เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะ “ “ เราอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ขอบคุณตัวเองในอดีต ทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาทำให้เราเติบโตเป็นเราในวันนี้ เราภูมิใจในตัวแกมากนะ ยากขนาดนั้นยังผ่านมาได้ จะกลัวอะไรอีกล่ะ ไม่ว่าในอนาคตแกจะเจอทางที่ขรุขระ เจออุปสรรคเหมือนเปลือกทุเรียน ขอให้จงเชื่อมั่นในตัวเองเสมอ จงใช้ความพยายามที่มีทั้งหมดดึงตัวเองกลับมาปัจจุบัน แล้วก็ตั้งใจทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จ ทำให้แม่และน้องชายของแกภูมิใจให้ได้นะ ที่สำคัญเลย ทำตามความฝันแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพทั้งกายและใจให้แข็งแรง ป่วยตอนไหนก็หายามากินให้หาย ขอให้แกรักตัวเองเยอะ ๆ แล้วก็แบ่งไปรักทุกคนที่รักแกด้วย สำหรับทุกเช้าวันใหม่ ขอให้แกเจอแต่วันที่กล้วย ๆ ราบรื่นและง่าย ๆ ทุกอย่างเลยนะ ขอจงอย่าผิดหวัง เสียใจ และเศร้าอีกเลย แต่หากจำเป็นต้องเสียใจก็ขอให้เสียใจแค่แป๊บเดียวพอละกัน เรื่องความรัก เราว่าเนื้อคู่แกก็กำลังหาแกอยู่เหมือนกัน อาจจะอยู่ไกลแสนไกล อาจจะคนละซีกโลก แต่เราเชื่อนะว่าแกทั้งสองคนจะหากันจนเจอ วันไหนที่ทั้งแกและเขาเดินทางมาพบกัน ก็ขอให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ เลยนะ อย่าได้ทะเลาะกัน รักกันมีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมืองเลย แต่ตอนนี้ต้องโสดและสวยเริ่ดก่อน เดี๋ยวผู้จะตามมาเองนะจ้ะ ” 𓍯𓂃𓏧♡ ◡̈

Author Avatar
KookkaiPS
นักเขียนคนนี้ พร้อมมอบพลังงานดี ๆ ให้คุณแล้ว !

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ