มิตรภาพแอนด์มิจฉาชีพ
“Home isn’t a Place, Is a Person. “
คำคมฝรั่งเขาว่าอย่างนั้นแต่ “So you that I'm Homeless?” คือตอนนี้เหงามาก ไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เพื่อนก็พอมีอยู่ แต่ไม่ใช่เพื่อนในแบบที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ทุกเวลา ทำให่บ่อยครั้งที่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจก็ได้แต่เก็บเอาไว้คนเดียว ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่โชคชะตา แต่ผมเหงาด้วยความสามารถ เพราะความเป็นอินโทรเวิร์ตแบบสุดโต่งของผมเอง
ตอนแรกผมก็ไม่รู้จักคำว่าอินโทรเวิร์ต ผมคิดว่าตัวเองหยิ่ง หรือไม่ก็ขี้เกียจ ไม่อยากไปไหนมาไหน เว้นแต่จะมีสถานการณ์บังคับจริงๆ เช่น แม่ให้พาไปส่ง หรือมีธุระที่ต้องไปทำจริงๆ คือผมสามารถพูดคุยกับผู้คนแปลกหน้าได้นะ คุยกันเป็นชั่วโมง แม้ว่าจะไม่รู้จักชื่อกันเลย แต่ไม่ได้อยากทำความรู้จึกลึกซึ้ง เว้นแต่อีกฝ่ายจะเป็นสาวฮอต ผมไม่ชอบปาร์ตี้สังสรรค์ เพราะมันเหนื่อย เหนื่อยแบบไม่ทราบสาเหตุ แล้วผมก็ไม่ชอบทำงานประจำที่มีพนักงานเยอะๆ ถึงผมจะชอบรับฟังผู้คนแบบไม่ตัดสิน แต่ผมก็เบื่อที่จะเจอผู้คนหน้าเดิมๆ ทัศนคติเดิมๆ บางวันพ่อแม่ตัวเองผมยังเบื่อเลย แล้วงานมันงานประจำก็มักจะมีการนินทากันเหมือนกับเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งผมไม่ชอบเลย แทนที่จะช่วยกันทำมาหากิน ทำไมต้องมาแบ่งพรรคแบ่งพวก แผ่พลังงานความเครียดเพื่อบีบให้ใครสักคนลาออก โดยคนที่เป็นเป้าหมายในการนินทาจะเป็นพวกที่แปลกแยกจากคนอื่นอย่างผม แล้วก็พนักงานใหม่ผู้แค่มาทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ต้องมาเรียนรู้วิชามารจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ จนกลายเป็นพวกเบียวจิตวิทยาที่ชอบโพสต์รูป Joker เวอร์ชั่น Jared Leto พร้อมแคปชั่นคำคมบาดใจ ผมก็เลย ไม่ทำงานประจำแม่งูเอ๋ยมันละ เป็นฟรีแลนซ์ทำงานคนเดียวดีกว่า ถึงรายได้ไม่มั่นคงก็ช่างมัน พี่เสกเคยบอกว่า
“ไม่มีจะกินช่างมัน ยากจนค้นแค้นช่างมัน นอนที่ไหนก็นอนได้ ขอแค่ไม่นอนข้างคนหลายใจก็พอ”
เรื่องที่จะนำมาเล่าในวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับความเป็นอินโทรเวิร์ตรึเปล่า แต่ก็เห็นหลายคนพูดตรงกันว่าอินโทรเวิร์ตชอบคุยกันคนแปลกหน้า ซึ่งมันค่อนข้างย้อนแย้งกับบุคลิกที่เป็นคนเก็บตัว ไม่อยากเห็นด้วย แต่พอไปหาข้อมูลมาแล้วก็พบว่ามีความเป็นไปได้ในบางคน อินโทรเวิร์ตชอบคุยกับคนแปลกหน้าที่เขาเห็นแล้วรู้สึกปลอดภัย ไม่เปลืองพลังงาน แล้วก็คนแปลกหน้าที่มีความรู้เฉพาะทางเหมือนกัน ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นของเราได้ เพราะอินโทรเวิร์ตชอบการคุย Deep Talk โดยเจาะจงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งจริงๆ เช่น เวลาเจอคนชอบเพลงแนวเดียวกัน ชอบทีมฟุตบอลเดียวกัน ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรเชื่อมโยงกันอยู่ ทำนองนั้น ซึ่งส่วนตัวผมก็ชอบเหมือนกันนะ เลยอยากจะนำประสบการณ์คุยกับคนแปลกหน้ามาเล่า อาจจะเป็นสักสองคนที่พอจะจำได้ โดยจะเป็นแบ่งสองฝ่าย คือฝ่ายมิตรภาพและมิจฉาชีพ
คำเตือนเรื่องต่อไปนี้เมื่อเนื้อหาเกี่ยวกับความตาย ที่อาจจะกระทบกระเทือนจิตใจได้ ผมจะพยายามใช้ถ้อยคำให้เนื้อหาดูเบาลง แต่ยังคงเรื่องราวไว้ตามเดิม
คนแรกผมตั้งชื่อสมมติให้ว่า “พี่โย่” แล้วกัน เพราะแกแต่งตัวเหมือนศิลปินฮิปฮอปอเมริกันยุคเก่าๆ เสื้อกล้าม กางเกงยีนส์โหลดเตี้ยเผยให้เห็นขอบบ็อกเซอร์ หมวกปีกบาน แล้วก็สร้อยอันใหญ่ๆ แต่เป็นสร้อยพระนะไม่ใช่สร้อยทอง ช่วงที่ผมได้เจอแกคือช่วงที่ผมค่อยมีเงินเท่าไหร่ ผมพาแม่ไปรักษาที่ต่างจังหวัดและต้องนอนพักรอหมอหนึ่งคืน เงินก็ค่าเช่าห้องพักก็ไม่มีเลยต้องไปพักในสถานที่ที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้ เขาเรียกกันว่าเรือนพักญาติ ซึ่งก็มีทั้งคนป่วยและญาติคนป่วย ที่นอนเรียงกันในห้องขนาดยาว ยอมรับตามตรงว่ามันค่อนข้างแออัด แล้วก็รู้สึกแปลกนิดๆ ที่ต้องมานอนข้างใครก็ไม่รู้แบบระยะเผาขน แต่อยู่นานๆ ไปก็เริ่มจะชิน เริ่มเข้าใจถึงธรรมชาติของผู้คนในนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีรายได้น้อย ที่มาจากต่างจังหวัดส่วนอาการที่ป่วยก็ค่อนข้างซับซ้อน มีคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจแล้วก็ตาเป็นต้อมองไม่ค่อยเห็น แล้วก็อีกคนที่บอกว่าตัวเองเป็นไอร่อนแมน เพราะหัวใจเขาคือแบตเตอรี่ นึกว่าแกโม้แต่มันกลับมีอยู่จริง มันคือ Pacemaker ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ฝังเขาไปในร่างกาย เพื่อช่วยกระตุ้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สำหรับผู้ที่หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ หรือหัวเต้นไม่สม่ำเสมอ (ถ้าจำผิดขออภัย)
ผมเคยลองสังเกตคนที่ป่วยหนักและญาติผู้ป่วยที่กำลังวิตกกังวล ว่าพวกเขามีวิธีรับมือกับความเครียดยังไงบ้าง ทำให้ไปพบอยู่หลายวิธี พี่คนที่ตาเป็นต้อนี่ก็สวดมนต์ทั้งคืน 5 ทุ่มกว่า คนหลับไปแล้วแกก็ยังสวดอยู่ แต่สวดแบบเงียบๆ นะ ไม่ได้รับกวนใคร พอถามว่าทำไมถึงสวดทั้งคืนพี่แกก็บอกว่า “สวดเพื่อให้ใจสงบเย็น” อันนี้คือคำศัพท์ที่ผมพึ่งรู้ สงบเย็นนี่คือมันต้องสงบยิ่งกว่าสงบธรรมดา เดาว่าพี่แกคงคิดวกวนเรื่องอาการของตัวเองมาก ร้อนรุ่มมาก เลยใช้เวลาสวดนานมากเพื่อจนกว่าใจจะสงบเย็น
คุณตาคนหนึ่งไม่สงไม่สวดอะไรทั้งนั้น เลือกที่จะบ่นออกมาตรงๆ เลย มีคืนหนึ่งที่ผมบังเอิญมานอนข้างแก แกก็บ่นของแกทั้งคืน แป๊บๆ ก็โอย นึกอะไรออกก็โอย
“โอย..ปวดขาแท้น้อ” “โอยย อยากกลับบ้านเด้อ” “โอย มีคนเบิ่งนาให้บ่น้อ” แต่ผมไม่รำคาญแกสักนิดเลย น้ำเสียงที่แกบ่นคือบ่นไปงั้นเอง ไม่ได้ใส่อารมณ์ฉุนเฉียวอะไรเลย เสียงแกก็เล็กๆ แหลมๆ ไม่กระแทกกระทั้น ถ้าเปรียบกับเครื่องดนตรีก็น่าจะเป็นคาลิมบาเลยแหละ เสียงแกเลยเป็น ASMR ชั้นดี ให้ผมนอนหลับอย่างไว และตื่นมาพร้อมกับเสียงคาลิมบาโอดโอยในเช้าวันต่อมาที่แกตื่นมาบ่นตั้งแต่เช้า เอาจริงคือผ่อนคลายมาก แต่ก็เริ่มงงตัวเองแล้ว เพราะมันจะมีซักกี่คนบนโลกที่ผ่อนคลายเพราะมีคนอีกคนกำลังบ่นเรื่องทุกข์ร้อนอยู่
กลับมาที่พี่โย่ พี่แกเลือกวิธีผ่อนคลายด้วยการเดิน คือแกเดินของแกไปเรื่อย แล้วก็เดินอย่างไกล โดยแกบอกว่าจะไปสำรวจพื้นที่เพื่อมาบอกทุกคนว่าแถวนี้มีร้านอะไรน่ากินบ้าง แกว่าอย่างนั้นแหละ แล้วก็ชวนพวกญาติคนป่วยเดินไปด้วยกัน แต่ไม่มีใครไปด้วย ผมเองก็ไม่ไป เพราะกว่าจนถึงแหล่งชุมชนทางเดินคืออย่างไกล ใครมันจะพาตัวเองไปเหนื่อยเพียงเพื่อสำรวจพื้นที่ แกเลยตัดสินใจเดินไปคนเดียว
วันต่อมาหลังจากผมไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลเสร็จ เงินผมก็หมดพอดี ผมเลยต้องกลับมาเรือนพักญาติเพื่อรับข้าวกล่องฟรี ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมในเจตนาดีของผู้ที่นำมาแจก แต่ผมกินไม่ค่อยลงอ่ะ ไม่ใช่เพราะเรื่องมากแต่ข้าวมันแข็ง เนื้อสัตว์ก็ไม่มี มีแต่ผัก ซึ่งผมก็นั่งเล็มกินแต่ผักนั่นแหละ อาหารไม่โปรตีนเลย ส่วนข้าวก็กินไม่ได้ แต่อย่างน้อยมีอะไรยัดใส่ในท้องบ้างก็ยังดี อย่างไรก็ตามผมโชคที่เจอพี่โย่ แกน่าจะเดินไปเรื่อยตามภาษาแกแล้วก็น่าจะพึ่งเดินกลับมาจากถนนใหญ่ แกเอาหมูทอดกระเทียมและข้าวเหนียวหนึ่งห่อให้ผม “เอาไปโลด ข่อยบ่กินแล้ว” สรุปมื้อเที่ยงของวันนั้นก็ผ่านพ้นไปได้เพราะแกเลย แกเดินหายไปอีกสักพักแล้วก็วนกลับมาถามว่าอร่อยรึเปล่า ผมตอบไปว่า “บ่ได้แย่ แต่มันสิเหนียวแนจักหน่อย” เออ กินของเขาดันไปบ่นเขาอีก เรานี่นะ
จะว่าไปพี่แกดูก็แข็งแรงดีนี่ เดินไปเดินกลับแบบไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ใช่แกดีดแน่ๆ คนดีดไม่ใช่อาการแบบนี้ ด้วยความสงสัยก็เลยถามแก “เจ้ามาหยัง? คือจั่งแข็งแรงดีอยู่” พอถามเท่านั้นแหละ พี่แกก็น้ำตาคลอเบ้า แกเล่าว่าตอนนี้เมียแกเป็นโรคทางสมองอะไรสักอย่าง (จำไม่ได้แล้วว่าโรคอะไร) ที่พร้อมจะตุยได้ทุกเวลา ก่อนหน้านี้เมียพี่แกมีอาการชักเกร็งเหมือนจะหลุดไปแล้ว แต่แกก็ร้องเรียกเมียจนฟื้นกลับขึ้นมาได้ แต่ปัจจุบันเมียแกเป็นอาการเดิมอีกแล้ว แกเลยพามาที่โรงพยาบาลเพราะยังทำใจปล่อยเมียให้ตุยไม่ได้ เดี๋ยวจะใส่ซับไทยให้คนไม่เข้าใจภาษาอีสาน “ผมรับไม่ได้ ผมเห็นสภาพเมียแล้วก็รู้ว่าน่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่วัน เค้าบอกผมว่าไม่ต้องพามารักษาอีก ปล่อยให้ตุยไปเลยดีกว่า จะได้ไม่เป็นภาระ แต่ผมไม่ฟังเค้า ผมดันทุรังพาเค้ามา เพราะอย่างน้อยให้เขาได้อยู่ต่อสักวันสองวันก็ยังดี” คือเมียแกตอนนี้อยู่ที่ห้องผู้ป่วยวิกฤติไม่แน่ใจว่าเป็น ICU รึเปล่า แต่ก็นั่นแหละ อาการค่อนข้างหนัก ตอนนี้ไม่รับรู้รับเห็นอะไรแล้ว แกว่าอย่างนั้น และเหตุผลที่แกมานอนที่เรือนพักญาติก็เพราะทางโรงพยาบาลไม่ให้นอนเฝ้า อาจจะเป็นเรื่องความสะดวกของการทำงานด้วย รวมถึงมีเหตุผลจำเป็นให้กักกันเชื่อโรคจากภายนอกด้วยมั้ง แกเลยมานอนที่นี่เพื่อรอให้ถึงเวลาเข้าเยี่ยม สามช่วงเวลา ช่วงละชั่วโมงนิดๆ เพื่อให้ได้เห็นหน้าเมีย
เขายังบอกด้วยว่า “ตอนนี้เมียไม่ได้สวยเหมือนแต่ก่อนแล้ว ตอนนี้มันเรื่องความผูกพันระหว่างคนที่สู้ชีวิตด้วยกันมา” เท่าที่ตีความได้คือแกจะบอกประมาณว่าความรักของแกมันก้าวข้ามเรื่องเซ็กส์ไปแล้ว มันคือรักเฉยๆ รักที่ไม่มีคำจำกัดความต่อท้าย โอ้ ลึกซึ้งมาก นึกในใจว่าอยากรักใครสักคนให้เหมือนที่พี่โย่รักเมียจัง หรือถ้าได้รับความรักแบบเดียวกันกลับมาบ้างก็คงจะดี ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรจากพี่โย่หรอก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้เราได้กลับมาทบทวนคำว่ารักอีกที ในยุคที่ความสัมพันธ์มันฉาบฉวย เกิดขึ้นเร็วและจบอย่างไว ในบางความสัมพันธ์เรียกว่าความรักได้ไม่เต็มปากด้วยซ้ำ และที่สำคัญคือผมยังโสดนะครับสาวๆ
จู่ๆ เพลงดาวมีไว้เบิ่งก็ดังขึ้นมาในหัว สงสัยสมองต้องการให้ผมเล่าเกี่ยวกับคนแปลกหน้าที่ผมแอบชอบ ซึ่งก็มีนะ แต่เรื่องราวส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ถูดสานต่อ มันจบตั้งแต่ในความผมแล้ว ผมกลัวว่ามันจะเป็นการคุกคามความเป็นส่วนตัวของเขา แค่เราแค่ยืนเฉยๆ ก็ดูไม่น่าไว้วางใจแล้วอ่ะ ทำไงได้ เอาเป็นว่าผมจะเล่าเรื่องคนแปลกหน้าที่มาในรูปแบบมิจฉาชีพแล้วกัน
เมื่อสองสามปีก่อน ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว มันมักจะมีกลุ่มคนที่ชอบฉกฉวยเอาข้าวที่ชาวบ้านลงเงินลงแรงกว่าจะได้มา ไม่ว่าจะเป็นการลอกลอบมาเจาะรูยุ้งข้าวให้ข้าวมันไหลออกมา จากนั้นก็เอาถุงปุ๋ยมารอง พอเต็มถุงก็ช่วยกันขนไปขาย โดยวิธีการเจาะคือการใช้สว่านแบบโบราณที่หมุนด้วยแรงมือ เพราะมันสะดวกกว่า ไม่ต้องพ่วงสายไฟฟ้า และไม่มีเสียงเครื่อง ซึ่งหลังๆ ชาวบ้านเริ่มรู้ทันเลยเก็บข้าวไว้ในบ้าน บางคนเอาแผ่นสังกะสีมาปูรองพื้นยุ้งข้าวเอาไว้ ซึ่งพวกพี่มิจก็ปรับตัวกันอย่างรวดเร็ว พวกเขาผันตัวจากแก๊งค์ย่องเบาเป็นแก๊งค์ขอทาน ซึ่งผมก็เป็นผู้โชคดีมีโอกาสได้เจอกับตัว
ผมและครอบครัวไปช่วยญาติพี่น้องขนข้าวแล้วก็ได้ค่าตอบแทนเป็นข้าวกลับมา ไปหลายที่ก็ได้หลายกระสอบ แม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนทำนาเลย แต่เมื่อรวมค่าตอบแทนจากหลายๆ ที่ เราก็มีข้าวเกินครึ่งของคนที่ทำนาจริงๆ ถ้าไม่ขายอย่างน้อยมีกินทั้งปีแน่นอน เสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปหมาดๆ พี่มิจก็เริ่มออกมาทำงานอย่างกระตือรือล้น “สวัสดีครับน้า” ชายวัยกลางคนยกมือไหว้ผมอย่างนอบน้อม แต่เดี๋ยวนะ กูอายุยี่สิบกว่าเรียกกูน้าเลยหรอ? โอเค อันนี้ผมผิดเองที่หน้าแก่ “น้าเอ้ย ช่วยลูกช่วยหลานแน่เด้อ” จากนั้นเขาก็เริ่มรำพึงรำพันถึงชีวิตแสนเศร้าของเขา เขาอยู่จังหวัดจุดจุดจุด ที่ทุ่มเงินทั้งหมดที่มีไปกับการลงทุนทำนา แต่ฝนดันตกหนักน้ำท่วมข้าว ข้าวตายหมด ไม่เหลืออะไรเลย ตอนนี้อดยากมากไม่มีข้าวกินเลย “ขอข้าวจักกระสอบมาต่อชีวิตให้ลูกหลานแน่เด้อน้า” โอเค น้าก็น้า แต่ไม่รู้จะมองยังไงให้พี่มิจเป็นหลานตัวเองได้ ซึ่งตอนแรกผมก็เห็นใจนะ ถ้าเข้าไม่สุดจริงๆ คงไม่มาขอความช่วยเหลือใครหรอก ไอ้เราเองก็ไม่มีตังค์ ส่วนข้าวก็จะเก็บไว้สีให้คนเฒ่าคนแก่กิน ก็เลยเอาข้าวสารที่สีแล้วให้หนึ่งกิโลด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่อีกผายมือปฏิเสธ ไม่อ๊าว ไม่เอา “เอาเป็นข้าวเปลือกดีกว่าน้า ผมขอกระสอบเดียวกะได้” แถมมี Offer ด้วยนะ พี่แกพยายามเอาผ้าขาวม้ามายัดใส่มือผมแล้วบอกว่านี่คือการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ว่าอย่างนั้น ยังไม่ได้ให้เลยแต่รีบตอบแทน เหมือนเป็นการบีบให้เราเอาข้าวให้แบบอ้อมๆ ฮั่นแน่… ทีนี้รู้เลยว่าไอ้นี่เป็นมิจ เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อขอข้าวเลยหรอ? อีกอย่างพี่มายังไง ถ้าเดินมาจริงแล้วได้ข้าวเยอะจะขนกลับยังไง เว้นแต่จะรอมีรถกระบะมาจอดรอมึงอยู่แล้ว ไม่เอาข้าวสารด้วยจะเอาข้าวเปลือก เพราะมันขายง่ายกว่า ขายข้าวฟอกเงินใช้ไหมมึงอ่ะ อย่ามาเนียนๆ ผมตอบไปสั้นว่า “ไม่” แต่เขาก็ยังตื้อไม่เลิก “น้าช่วยหน่อยๆ” แต่เขาจะไม่ได้อะไรจากผมทั้งนั้น ตอนนั้นคือเตรียมเปิดแล้วด้วย กะว่าถ้ายังไม่ไปคงได้ใส่เดี่ยวกันแน่ แต่เหตุการณ์มันไม่ได้บานปลายขนาดนั้น เพราะมีคนเดินผ่านมาพอดี พี่มิจเลยเดินหนีไปเงียบๆ จะว่าไปมันก็น่ากลัว ถ้าจินตนาการถึงคนแก่ที่อยู่บ้านคนเดียวไรงี้ พอมีคนมาทำเสียงอ่อนเสียงหวานแล้วเสนอตัวมาเป็นลูกเป็นหลาน ก็มีแนวโน้มว่าแกจะคล้อยตามด้วยความเมตตา แต่ถ้าคนแก่ไม่ยอมก็อาจจะโดนทำร้ายได้ ไม่รู้สิ คนพวกนี้มันคาดเดาไม่ได้ ถามหาคุณธรรมในใจคงไม่น่าจะมี
สำหรับบทความนี้ก็ขอจบเท่านี้เลยครับ ยกมาแค่สองเรื่องพอ มันเป็นเรื่องใหญ่พอๆ กันเลยไม่อยากใส่เรื่องอื่นเพิ่มลงไปอีก ขอบคุณมี่เข้ามาอ่านนะฮะ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น