อะไรเอ่ย ไม่ชวนเข้าใกล้ 
ครั้นเมื่อเข้าใจ ไม่ยอมถอยห่าง ?

อะไรเอ่ย ไม่ชวนเข้าใกล้ ครั้นเมื่อเข้าใจ ไม่ยอมถอยห่าง ?

ต้นตุลาคม ๒๕๖๘ ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉันพยายามชวนหลาย ๆ คนที่รู้จักมักคุ้น ถูกอัธยาศัยกันดีให้ไปร่วมอบรมเจริญสติด้วยกัน ในฐานะคนที่เข้ามาทำงานด้านนี้โดยความบังเอิญแล้วเห็นคุณค่าของมัน ปรากฏว่าไม่มีใครตอบรับ แม้แต่ในโลกออนไลน์ที่เข้าไปโพสต์เชิญชวนเอาไว้สองสามแห่ง แต่ก็ยังดีที่มีบางคนเข้าไปอ่าน และให้กำลังใจด้วยการเลือกภาพยกนิ้วให้ กับภาพหัวใจสีแดง และมีญาติธรรมบางคนที่เข้าไปเขียนแสดงความเห็นด้วยคำว่า “สาธุ” ซึ่งสำหรับคนผ่านการอบรมมาแล้ว เราจะรู้กัน เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องยากมาก ๆ และยากที่สุดที่เราจะชวนคนให้หันเหความสนใจจากสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า เพื่อให้เวลากับ “การปฏิบัติธรรม” แม้จะสักสามวัน ห้าวัน หรือเจ็ดวัน และแม้กระทั่งไม่ต้องเสียเงินทองแม้แต่บาทเดียวก็ตาม ในเมื่อเวลาของใครก็มีค่าสำหรับตัวของเขา คน ๆ นั้น ข้อนี้ทำให้ย้อนนึกถึงตัวเองเมื่อครั้งที่เคยได้ยินคนเอ่ยปากชวนเป็นครั้งแรก แม้น้ำเสียงจะไม่จริงจังนักเพราะแปลกหน้าต่อกัน แต่ฉันก็แค่ฟังผ่านหูเท่านั้น เพราะในใจมีความเชื่อมั่นอยู่แล้วว่า เราก็มีวิธีทำความดีของเราแล้วนี่ จะต้องไปแสวงหาวิธีการอะไรอื่นอีก อย่างไรก็ตาม ความอยากรู้อยากเห็นของฉันเกิดจากคนใกล้ตัวคือ แม่ของฉันเองที่มักเก็บเสื้อผ้าจัดกระเป๋าและหายไปครั้งละหลาย ๆ วัน ซึ่งฉันไม่เคยถามว่าแม่ไปทำอะไรบ้าง อย่างไร เพราะตามปกติแม่ฉันร่วมกิจกรรมในชุมชน สวมหมวกสองสามใบ ประมาณว่าเป็นผู้นำแม่บ้าน ผู้นำกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ในหมู่บ้านนั่นเอง สำหรับกิจกรรมปฏิบัติธรรมของแม่ พอไปหลายหนเข้า ด้วยความสงสัย วันหนึ่งฉันจึงคุยกับแม่และซักรายละเอียดจากมุมมองของตัวเองที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ “เขาให้แม่ไปทำอะไรบ้าง ?” “ก็ไปนั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์นี่แหละ แล้วก็ดูวิดีโอธรรมะ” “ทั้งวันเลยเหรอ นั่งสมาธิ เดินจงกรมเนี่ยนะ ?” “อือ ทั้งวัน แล้วก็ทำแบบนั้นทุกวัน แล้วจะมีอาจารย์วิทยากรสอนด้วย อ้อ...แต่เค้าไม่ให้คุยกันนะ กินข้าวก็ไม่ให้คุย” ฉันฟังแล้วก็เหวอหน่อย ๆ เดินจงกรม นั่งสมาธิทั้งวัน โอ้...มันไม่ได้น่าจูงใจอะไรเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าแม่จะพูดว่า “เอาไว้แกก็ลองไปดูบ้างสิ” แต่ฉันก็ยังไม่อยากสนใจกิจกรรมอะไรแบบนั้น จนกระทั่ง... จู่ ๆ จากคนที่ไม่เคยเจ็บป่วย นอนโรงพยาบาลมาก่อน ฉันต้องลิ้มรสการผ่าตัดครั้งแรกจากอาการ "ไส้ติ่งแตก" มีคำว่า “แตก” ตามหลังด้วยนะ ในใบวินิจฉัยโรคของแพทย์ที่ยืนยันการรักษาฉัน ที่ระลึกก็คือ รอยเย็บแผลบนหน้าท้องซีกขวายาวสองนิ้ว และที่ตลกร้ายก็คือ เพราะปวดท้องไส้ติ่งนี่แหละ ทำให้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติในท้องน้อยของเราด้วย จึงเป็นที่มาของการผ่าตัดใหญ่ครั้งที่สองในปีถัดมา เพื่อเปิดหน้าท้องเอาสิ่งไม่พึงประสงค์นั้นออกมา ตานี้รอยแผลยาวจากสะดือลงไปเหมือนคนผ่าท้องคลอดลูก ก่อนเข้าห้องผ่าตัดหนสอง ฉันเขียนข้อความใส่สมุดบันทึกเอาไว้ด้วยเผื่อไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมา และบอกพยาบาลไว้ว่าสมุดอยู่ที่หัวเตียง ยังจำความรู้สึกเมื่อฟื้นจากยาสลบได้เลยว่านี่แสดงว่าเราปลอดภัยแล้ว ได้ยินเสียงญาติ เสียงพยาบาล และรู้สึกผะอืดผะอมเพราะฤทธิ์ยา อ้อ ! ฉันช่างมีบุญที่หลังจากผ่าตัดมีพระกับญาติธรรมเข้าไปสวดมนต์แผ่เมตตาให้คนป่วยในวอร์ดซึ่งมีฉันรวมอยู่ด้วย สาธุ รู้สึกขอบคุณเหลือเกิน จากวันนั้น สิ่งที่ผุดขึ้นในความคิดก็คือ นี่เรายังไม่ตายนะ ทั้งที่ไส้ติ่งแตกมาแล้ว ผ่าท้องแล้ว ความรู้สึกลึก ๆ คือ เราควรจะต้องทำสิ่งดี ๆ ให้ตัวเองมาก ๆ อืม...แล้วจะทำอะไรล่ะ ? เรื่องงานการไม่เกี่ยวนะตอนนั้น ในใจคิดถึงการไปปฏิบัติธรรมให้จิตสงบดีที่สุด และเพราะว่างานของฉันไม่ใช่งานประจำ จึงจัดสรรเวลาได้ อาชีพรับจ้างอิสระก็แสนดีตรงนี้แหละ ปี ๒๕๖๐ คือครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้จักกิจกรรม “ปฏิบัติธรรม” ไม่นับการเรียนวิชาพุทธศาสนาสมัยมัธยมที่ทำให้รู้จักศาสนาพุทธแบบผิวเผิน และด้วยการตั้งต้นตามรอยแม่ ฉันจึงค่อย ๆ เข้าใจเรื่องของศาสนาพุทธไปทีละน้อย ผ่านสติปัญญาของตนเองที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง แบบซ้ำ ๆ ครั้งละเจ็ดคืนแปดวัน หลักสูตร "พัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข" ของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย ทุกปีอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นช่วงโควิดระบาด จนถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๖๘ ฉันได้เรียนรู้ว่า คราใดที่กำลังสติอ่อน หัวใจเราก็หวั่นไหวง่าย ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกรัก ชอบ หรือชัง และคราใดที่สติมีกำลัง เราก็แทบจะเป็นนักรบที่ไม่ต้องกลัวสิ่งใด เราจะกล้า เราจะอดทน และเราจะเป็นคนที่พยายามเข้าใจความจริง ไม่ใช่คาดหวัง เหมือนที่เคยเป็น เราจึงจะไม่เสียใจง่าย ๆ หรือผิดหวังง่ายอีกต่อไปแล้ว เมื่อได้เรียนรู้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้ นั่นแหละคือห้วงเวลาที่ฉันคิดถึงคนที่ฉันรัก แม้จะมีแนวร่วมน้อยมาก แต่ฉันก็ไม่เบื่อที่จะชวนคน คิดถึงใคร รักใครก็ชวนคนนั้น อยากให้เขามีโอกาสเข้าใจตัวเอง เข้าใจชีวิตเหมือนกับเรา อยากให้เขามีวิชารับมือกับความทุกข์ อยู่กับทุกข์ได้เหมือนกับที่เราพยายามทำอยู่ ช่วงกลางเดือนนี้ ฉันจะได้พาเด็ก ๆ ลูกหลานของคนรู้จัก ไปเรียนรู้ที่จะสร้างสติ เพื่อควบคุมกายและใจตนเอง อย่างน้อยก็เดินเหินไม่สะดุด ไม่สำลักอาหาร โดยมีโอกาสฝึกกราบพระด้วยสติ สวดมนต์ และรักษาศีล ซึ่งฉันไม่เคยทำมาก่อนเลยเมื่อตอนเป็นเด็ก ถึงจะเสียดายมากแค่ไหนที่มารู้สัจธรรมของชีวิตในวัยย่างห้าสิบ ทั้งที่เหมือนจะมีโอกาสลอยเข้ามาหาก่อนหน้านั้น แต่ฉันก็ดีใจมากนักที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ และได้ใช้เวลากับชีวิตที่มีสติ อันหมายถึงปัญญาด้วยนั่นเอง เทียบกับก่อนหน้านั้น แม้จะเชื่อมั่นในตนเองว่าเราเก่ง เรามีปัญญา แต่ว่า ความจริงแล้วเราก็เหมือนคนที่ดุ่มด้น เดินไป โดยไม่รู้เลยว่าหนทางชีวิตข้างหน้านั้นเสี่ยงต่อภัยอันตรายมากเพียงใด ที่สำคัญ ภัยเหล่านั้นล้วนมีที่มาจากการที่ตัวเรารู้ไม่เท่าทันตัวเองนั่นแล จากคำถามที่เป็นชื่อเรื่อง ฉันได้ตอบคำถามไว้แล้วในเนื้อหาทั้งหมดหนึ่งพันกว่าคำ ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านบทความแรกของฉัน นั่นคือแรงบันดาลใจสำหรับบทความต่อไปค่ะ

Author Avatar
ladylongleg
ชีวิตเล็ก ๆ ที่ดำเนินไปในจักรวาลอันแสนยิ่งใหญ่ เรียนรู้ความดี ความงาม และความจริง จากสติที่ระลึกรู้ผ่านลมหายใจ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ