เลี้ยงเด็กในห้องกรรมฐาน

เลี้ยงเด็กในห้องกรรมฐาน

สำหรับคนไม่มีลูกอย่างฉัน แทบไม่รู้เลยว่าจะเปรียบเทียบระดับความดื้อรั้นของเด็กสมัยนี้กับเมื่อก่อนสักสามสิบปีที่ผ่านมาได้อย่างไรบ้าง และไม่แน่ใจด้วยว่าเด็กสมัยไหนจะร้ายกาจมากกว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ ในปีที่ห้าสิบของชีวิต ฉันมีโอกาสเลี้ยงเด็กในสภาพที่เกือบจะเป็นการเลี้ยงดูลูกตั้งแต่สองคนจนถึงเก้าคนในเวลาแปดวัน ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็ตั้งใจไว้หลังจากนั้นว่า คงจะเป็นหนเดียวเท่านี้เอง พวกเขาเป็นเด็กต่างจังหวัด อายุตั้งแต่เจ็ดขวบ แปดขวบ สิบขวบ สิบสอง มากที่สุดคือสิบสี่ปี เป็นหญิงและชายเกือบเท่า ๆ กัน กิจกรรมนี้คือ การอบรมวิปัสสนากรรมฐาน หลักสูตร ๗ คืน ๘ วัน ซึ่งมีคณะทำงานชุดหนึ่งเป็นผู้ดำเนินงาน อันที่จริงก็ไม่ได้เกี่ยวกับเด็ก ๆ โดยตรง แต่ด้วยเหตุผลที่เป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียนในฤดูร้อน ด้วยความหวังดี ฉันจึงชักชวนผู้ปกครองในหมู่บ้านให้พาเด็กๆ มาร่วมด้วย เพราะนอกจากไม่ปิดกั้นเด็กแล้วยังไม่เก็บเงินอีกต่างหาก พอจวนถึงกำหนด ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามแผน เพราะกลุ่มเป้าหมายสามสี่ครอบครัวที่ชวนไว้เกิดเปลี่ยนใจไม่มา เด็กหลายคนจึงพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ฉันจึงชวนลูกหลานของเพื่อนและคนที่สนใจแทน จึงมาลงเอยที่มีผู้ปกครองพร้อมใจกันฝากเด็กๆ โดยที่ตนเองไม่มาด้วยรวมหกคน และเมื่อมาสมทบกับเด็กในพื้นที่อื่นๆ กิจกรรมรอบนี้จึงมีเยาวชนอายุต่ำกว่าสิบแปดปีถึงสิบเจ็ดคน เด็กที่ฉันต้องดูแลโดยตรงชนิดนอนร่วมห้องมีสามคน คือ ปี๊บ เด็กชายวัยเจ็ดขวบตัวกระจ้อยร่อย เคลื่อนไหวปรู๊ดปร๊าด ถ้าไม่วิ่งก็กระโดด และออกท่าดื้อในวันแรก ๆ เลยทีเดียว, ปุยนุ่น เด็กหญิงแปดขวบที่มีน้ำหนักตัวห้าสิบกิโลกรัม เธอผละจากอ้อมอกย่ามาสู่อ้อมอกของฉันอย่างลั้ลลายิ่ง เป็นเด็กคนหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้ฉันอย่างตราตรึงที่สุดโดยไม่นึกไม่ฝัน และอีกคนคือ เนม เด็กหญิงหน้าตาคมขำวัยสิบขวบ เธอค่อนข้างว่านอนสอนง่ายและไม่มีพิษสงอะไร นอกเหนือจากนี้ คือเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานของทีมงาน ได้แก่ โบ และโอเล่ เด็กหญิงสองพี่น้องต่างพ่อกัน โบโตแล้วสิบสี่ปี รักสวยรักงาม มีจริตสาว ทั้งที่ยังไม่มีพัฒนาการทางกายแม้แต่น้อย ส่วนโอเล่วัยเจ็ดขวบ ยังพูดไม่ชัดจนเรียกชื่อฉันผิดเสมอ เธอขี้แย ช่างฟ้อง กินจุ ตัวกลม ยางยืดกางเกงของเธอมักจะหลุดจากเอวมาเกาะอยู่ที่สะโพกเห็นร่องก้นเสมอ ทำให้เป็นตัวตลกของเพื่อนๆ และในวัยที่ไม่ประสีประสา โอเล่ชอบเข้าห้องอาบน้ำพร้อมกันกับปุยนุ่น แล้วก็เล่นด้วยกันภายในนั้นอย่างครื้นเครงก่อนที่จะทะเลาะกันเสียงดังตามมา นอกจากนี้ คือ น้อยหน่า วัยสิบสาม เธอเป็นเด็กสมองช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน แต่มีรอบเดือนและร่างกายที่บ่งว่าเป็นสาวแล้ว น้อยหน่าชอบนำน้องๆ ฝืนกฎระเบียบด้วยการพูดคุยและเล่นกันเสมอ ขณะที่ฝั่งเด็กชายจากอำเภอเดียวกัน คือ แยม วัยสิบสี่ เขาตัวโตและมีวุฒิภาวะสูงกว่าวัย คอยดูแลน้องพิการที่นั่งรถเข็นมาด้วยคนหนึ่งคือ มะยม สองคนนี้มากับแม่ที่สนใจการปฏิบัติธรรม คนสุดท้ายคือ เอก เด็กชายวัยสิบสอง หน้าตาดี ทรงผมแกะลายตามแบบนักฟุตบอลคนดัง เอกมากับปู่ที่ต้องการมาปฏิบัติธรรมเพื่อย่าซึ่งเพิ่งพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทุกคนมาพบกันตั้งแต่วันเดินทาง พอรู้จักกันแล้วก็เริ่มพูดคุย และหยอกล้อกันเมื่อมีโอกาส ตลอดการอบรมมีระเบียบว่าต้องปิดวาจา และปิดการสื่อสารจากภายนอก ทุกคนจึงต้องปิดโทรศัพท์และฝากไว้กับทีมงาน เด็ก ๆ ได้ผลัดเสื้อผ้าเป็นชุดขาวเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ มีป้ายชื่อติดอกเขียนกำกับไว้กับคำว่า “งดพูด ขอบคุณ” เหมือนกันทุกคน เช่น “ปี๊บ งดพูด ขอบคุณ” ดูน่ารัก น่าเอ็นดูมากทีเดียว จากชีวิตการทำงานรับจ้างอิสระที่มีเฉพาะคู่ชีวิตร่วมบ้าน และมีแม่กับน้อง ๆ เป็นบ้านหลังที่สอง ฉันได้สัมผัสความวุ่นวายกึ่งโกลาหล จนก่อเป็นความทุกข์ ความเหน็ดเหนื่อย ความรำคาญ ความเบื่อหน่าย หดหู่ และเศร้าใจที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมกันเป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่เช้าวันแรกของการอบรม ปี๊บปล่อยความก้าวร้าวของเขาออกมาแบบจัดเต็ม เพราะมักถูกยายที่เป็นผู้ปกครองกำราบไว้ด้วยคำขู่ และการลงโทษ เขาเป็นเด็กฉลาดที่ดื้อรั้น เกเรเพื่อน และใช้ความรุนแรงแบบไม่ยั้ง โชคดีที่ตัวเองร่างเล็กแบบลูกกรอก หลายครั้งจึงดูเป็นอาการดื้อดึงแบบเด็ก ๆ และไม่มีผลอื่นตามมา เช่น บาดแผล หรือร่องรอยฟกช้ำบนร่างกาย ยามที่เขาใช้ฝ่ามือตบหน้าเพื่อนหรือทุบลงไปบนแขนขาเพื่อนราวกับระบบอัตโนมัติเมื่อรู้สึกเคียดแค้นหรือถูกขัดใจ แต่ในแง่ความรู้สึก เขามีคู่อริแน่นอน อย่างน้อยก็ปุยนุ่นคนหนึ่ง ปุยนุ่น ลูกสาวบุญธรรมหนักห้าสิบกิโลของฉันในช่วงแปดวันนี้ เธอเป็นเด็กที่ไร้สติอย่างชัดเจน โดยแสดงออกมาทางวาจาและอารมณ์ด้วยระดับเสียงและสีหน้าท่าทางที่ไม่พบในเด็กอื่น เช่น “หนู-เกลียด-การ-เดิน-จง-กรม” เธอพูดลงเสียงหนักทุกคำ พลางหันหน้าหนีและพยายามซุกตัวกับซอกโซฟาที่ตั้งไว้ด้านหลังซึ่งจัดไว้สำหรับผู้สูงวัย เมื่อฉันพยายามแกะเธอออกมาจากตรงนั้น เธอก็จำใจเดินออกมาด้วยอาการกะปลกกะเปลี้ย และมีสีหน้าบูดบึ้ง เบื่อหน่ายอย่างแรง ปุยนุ่นแทบไม่มีความอดทนในการนั่งพับเพียบเพื่อสวดมนต์เช้าและเย็นซึ่งถือเป็นกิจกรรมบังคับ ความเจ้าเนื้อทำให้เธอนั่งขัดสมาธิได้นานกว่าพับเพียบ แล้วเธอก็ชอบนั่งกัดเล็บ หรือไม่ก็แคะแกะเกาตามร่างกายแทบตลอดเวลาขณะสวดมนต์ เมื่อฉันหันไปมอง เธอจะรีบพนมมือขึ้นทันที และนานเข้า บางครั้งเธอก็หายตัวไปดื้อๆ และชอบอ้อยอิ่งอยู่ตรงมุมเครื่องดื่มที่มีกล่องขนมขบเคี้ยววางไว้คู่กัน ซึ่งสำหรับผู้ใหญ่ มุมนี้คือจุดนั่งพักดื่มน้ำ ส่วนขนมนั้น เป็นที่ทราบกันว่าให้หยิบรับประทานได้ในช่วงพักอาหารว่างยามบ่าย แต่สำหรับปุยนุ่นและเด็ก ๆ ไม่ใช่ พวกเขาชอบมุมนี้มากเป็นพิเศษ เพราะได้รับอนุญาตให้รับประทานได้ตามสมควร แต่ปุยนุ่นก็มักบริโภคมากเกินไปจนยืนยันภาวะน้ำหนักเกินของเธอได้เป็นอย่างดี มากกว่านั้น เธอมักทำเครื่องดื่มและอาหารหกเลอะเทอะทั้งบนเสื้อผ้าของตนเอง พื้นโต๊ะ และพื้นห้องด้วย ไม่รวมถึงการใช้คำหยาบ และอาการแลบลิ้นปลิ้นตา กับยื่นเท้าไปเขี่ยขาคนอื่นใต้โต๊ะอาหาร จนเพื่อนบางคนตั้งข้อรังเกียจและตอบกลับด้วยคำด่าที่หยาบคายพอกัน ฉันได้รู้พฤติกรรมส่วนตัวของปุยนุ่นอีกอย่างจากการที่นอนห้องเดียวกัน และนอนใกล้กัน คือ การปัสสาวะรดที่นอน ก่อนจะทำลายหลักฐานด้วยการซุกกางเกงเปียก ๆ ตัวนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าที่รูดซิปปิดเรียบร้อย กระทั่งฉันต้องรื้อกระเป๋าเธอดู ดมกลิ่น แล้วไปตามเจ้าตัวมาดูเพื่อให้ยอมรับ ในขณะที่เธอพูดหน้าตาเฉยว่า “หนูไม่รู้สึกตัวเลยอ่ะ” งานนี้นอกจากต้องซักผ้าเปื้อน ๆ จากความซุกซนและดื้อรั้นของปี๊บและปุยนุ่นแล้ว ฉันยังต้องซักกางเกงที่เปียกปัสสาวะและทำความสะอาดกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอที่เหม็นอับใบนั้นให้ด้วย น่าคิดว่ากางเกงนอนตัวนั้นหนามากเป็นพิเศษราวกับออกแบบไว้รองรับปัสสาวะของเธอโดยตรง คืนต่อมาฉันจึงต้องตื่นกลางดึกแล้วปลุกเธอไปห้องน้ำ แต่ปุยนุ่นนอนขี้เซาเหลือเกิน ขนาดเขย่าตัวแรง ๆ และใช้มือตบสะโพกเบา ๆ สามสี่ครั้ง เธอก็ยังไม่รู้สึกตัวง่าย ๆ เนม เป็นคนเดียวที่แทบไม่มีปัญหาอะไรนอกจากร้องไห้คิดถึงบ้านในวันที่สามของการอบรม และมาร้องซ้ำอีกในค่ำคืนนั้นเพราะเครียดกับพฤติกรรมของปุยนุ่นที่ชอบแกล้งเธอด้วยการแลบลิ้นใส่ และหยอกล้อกับปี๊บจนทำให้เนมนอนไม่หลับ จนฉันต้องหารือกับทีมงานแล้วย้ายเนมไปไว้รวมกับโบและน้อยหน่า ที่แม้ว่าจะมีโอเล่ด้วย แต่พวกเขาไม่มีปัญหาอะไรกันนอกจากส่งเสียงดังบางคราว คืนนั้น ฉันโกรธปุยนุ่นมาก ขณะที่กำลังหัวหมุนกับความวุ่นวายของเด็ก อะไรไม่ทราบดลใจให้ฉันจูงมือเธอเดินลงบันไดจากชั้นสองลงไปกราบพระที่ห้องสวดมนต์ชั้นล่าง นำเธอกล่าวคำสัจจะอธิษฐานและขอพลังใจจากพระว่าจะไม่ก่อกวนแกล้งเพื่อนจนทำให้เดือดร้อนเช่นนี้อีก เพราะยังต้องอยู่ร่วมกันอีกหลายวัน ตอนนั้นปี๊บหลับไปแล้ว (ในชุดนอนสไปเดอร์แมน) เขายอมหลับโดยดีถ้ามีคนพาสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ซึ่งปุยนุ่นก็ทำหน้าที่นี้ได้ค่อนข้างดี เสียแต่สวดมนต์จบเธอก็ชวนน้องคุยนั่นนี่จนก่อเสียงดังรบกวนขึ้นมาจนได้ แล้วก็ต้องจบลงด้วยเสียงดุว่าของใครสักคนรวมทั้งฉันด้วย วิถีการอบรมเพื่อบ่มเพาะใจดวงน้อยของเด็กๆ ดำเนินไปตามธรรมชาติ คือมีกำหนดเวลากับพฤติกรรมกลุ่มเป็นตัวบังคับ ย่อหย่อนตามสภาวะของเด็ก ไม่บังคับเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ ข้อดีคือวิทยากรมีเมตตาต่อเด็กและไม่ถือเป็นประเด็น โดยให้ผู้ปฏิบัติทุกคนแลเห็นร่วมกันและ “กำหนดรู้” ตามสภาพความเป็นจริงว่าเป็นเช่นนั้น แม้ว่ายังมีพฤติกรรมอื่นๆ ของเด็กในที่ลับตาผู้ใหญ่ซึ่งไม่เหมาะสมและต้องได้รับการตักเตือน ซึ่งฉันได้รับการบอกเล่าจากบางท่านที่ไปพบเห็นเข้า เช่น เด็กชายใช้มือจับหน้าอก ลูบแก้มของเด็กหญิง หรือการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในแผ่นกระดาษที่เล่นเกมด้วยกัน โดยสื่อถึงอวัยวะเพศและอวัยวะในร่มผ้า ซึ่งคนเขียนเป็นทั้งเด็กหญิงและเด็กชายวัยรุ่นตอนต้น ก่อนที่จะตำหนิหรือลงโทษเด็ก ฉันคิดว่าเราควรทำความเข้าใจสภาวะของเด็กเสียก่อน เพราะนี่คือธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นที่เริ่มสนใจเพศตรงข้าม บางช่วงที่เด็ก ๆ ทั้งเล็กและโตได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมด้วยกัน ฉันได้สังเกตเห็นว่าพวกเขาสนใจกัน เด็กชายเรียนรู้เด็กหญิง และเด็กหญิงก็อยากเรียนรู้เด็กชาย ผ่านทางสีหน้า แววตา รอยยิ้ม กิริยาอาการต่าง ๆ และตัวอักษรที่เขียนบนกระดาษ ขณะที่ความก้าวร้าวรุนแรงของกลุ่มเด็กเล็กก็ไม่ยอมลดราลงง่าย ๆ พวกเขาอยากเล่นด้วยกัน แต่ไม่มีวิธีการดี ๆ เข้าหาเพื่อน ดังนั้น เราจึงได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งถ่มน้ำลายรดกัน ตบหน้ากัน ต่อยหลัง ดึงคอเสื้อ ผลัก หยิกข่วน และเตะถีบกัน โดยใช้ผรุสวาจาทั้งที่เป็นข้อห้ามข้อหนึ่งตลอดการอบรม แทบทั้งวันที่ฉันต้องได้ฟังคำฟ้อง คำแก้ตัว เป็นกรรมการห้ามศึก และไกล่เกลี่ยสร้างสัมพันธ์ รวมทั้งพาคนใดคนหนึ่งไปเปลี่ยนชุด อาบน้ำ หรือไม่ก็ใส่ยาที่แผล กับคอยคิดการละเล่นที่สร้างสรรค์เพื่อให้เด็กรวมกลุ่มทำแทนการนั่งฟังวิดีโอบรรยายธรรมที่เป็นเรื่องยากสำหรับวัยของเขา ราวครึ่งทางของการอบรม ฉันรู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากปกติที่เอ็นดูและเมตตาเด็กเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนั้น ในช่วงเวลานั้น กับกลุ่มเด็กเหล่านั้น ทำให้ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขาช่างร้ายกาจจนไม่อยากอยู่ใกล้และไม่อยากใส่ใจอีก แวบหนึ่งฉันรู้สึกผิดหวังที่เอ่ยปากชักชวนพวกเขาผ่านทางผู้ปกครอง คิดว่าเราหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ ยิ่งพอนึกเทียบกับหลานของตนเองเท่าที่เคยเห็นมาก็ห่างไกล เพราะหลานฉันไม่ดื้อด้านร้ายกาจขนาดนี้ แต่ละคืน ฉันเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้าไม่ต่ำกว่าสี่ทุ่ม และไม่ได้ยินเสียงระฆังปลุกตอนตีสี่เลยนอกจากเช้าวันแรกวันเดียว กับเด็กชายปี๊บ ยามที่เขาเกเรใส่เพื่อน ฉันรู้ตัวว่าเคยโมโหมากถึงขนาดที่พูดเสียงดังใส่เขาว่า “คิดว่ายายไม่กล้าตีเหรอ ?” แล้วก็ใช้ความเงียบตอบโต้เวลาเขางอแง แม้จะแอบสงสารที่เด็กน้อยเดินตามต้อย ๆ ขณะร้องไห้แบบหมดแรง และออกอาการง่วงนอน แต่ฉันก็ทำทีไม่สนใจ ครั้นได้สติว่าเรากำลังมาอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ก็กำหนดรู้ที่ต้นจิตว่า “เห็นหนอ” กับ “ยินหนอ” และ “อดทนหนอ” จนกว่าเจ้าตัวน้อยทั้งหลายจะค่อยๆ สงบลงด้วยอาการหลับใหลไปในแต่ละค่ำคืน เมื่อได้ไตร่ตรองด้วยสติ สิ่งหนึ่งที่น่าขบคิดสำหรับเด็กกลุ่มนี้ก็คือ พวกเขาอยู่ในบ้านที่ไม่อบอุ่น พ่อแม่มีลูกไม่พร้อม ต้องแยกทางกัน ลูกจำต้องอยู่กับย่ายายที่ต้องทำมาหากิน อยู่กับญาติที่ติดยาเสพติด และเด็กไม่ได้อดอยากยากจนเงิน แต่จนความรัก ความเข้าใจ ขาดแคลนสัมผัสที่นุ่มนวลและเมตตา ปุยนุ่นนั้นมีพ่ออยู่ไต้หวัน เลิกกับแม่ของเธอแล้วมีภรรยาใหม่ ทำงานส่งเงินมาให้ผ่านยายกับย่า เธอเป็นเด็กที่มีความมั่นใจสูงในการตัดสินใจซื้อข้าวของและอาหาร น่าตกใจที่ปุยนุ่นป้อนอาหารให้ตนเองจนมีน้ำหนักตัวเกินขนาด ส่วนปี๊บเกิดมาขณะที่แม่อายุเพียงสิบหกปีเพราะพลาดไปมีสัมพันธ์กับเพื่อนชายรุ่นพี่ในที่ทำงาน เมื่อคลอดจึงนำลูกมาฝากให้ยายช่วยเลี้ยง เขาเป็นเด็กซีด ฟันน้ำนมผุและหักเกือบหมดก่อนที่ฟันแท้จะงอกเพราะกินแต่ลูกอม ไม่ค่อยกินข้าว เนมนั้นอยู่กับยาย เพราะแม่ไปทำงานกรุงเทพฯและแยกทางกับพ่อ ขณะที่โบอยู่กับย่าเพราะพ่อจากเธอไปแล้ว มีพี่ชายที่ติดยาอยู่ในบ้านอีกคนหนึ่ง แต่โอเล่อยู่กับแม่ที่ชอบแต่งตัวและใช้เวลากับลูกค้าที่มาทำผมทำเล็บ ส่วนเอก ก็อยู่กับปู่ที่ติดเหล้าและย่าที่ป่วย พ่อของเขากำลังมีลูกคนที่สองกับภรรยาคนที่สอง สำหรับแยมและมะยมมีพ่อกับแม่ แต่พ่อชอบดื่มเหล้าและเข้าศาสนาอื่นตามย่าไปแล้ว เหลือแต่แม่ที่ยังนับถือพุทธ เมื่อแม่มีโอกาสปฏิบัติธรรมจึงอยากพาลูกมาด้วย สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็ก ๆ เหล่านี้ ทำให้ฉันต้องตั้งสติใหม่ มองดูพวกเขาในยามหลับ ไม่เหลือพิษสงใด ๆ อีกแล้วยามนี้ นอกจากร่างน้อย ๆ และร่างอ้วนที่อิงแอบหมอนและผ้าห่มพร้อมกับลมหายใจเข้าออก เจ้าเด็กเอ๋ย...ถึงจะได้ไปเพียงแค่บางเสี้ยวส่วนของวิปัสสนากรรมฐาน เช่น หัดสวดมนต์ กราบพระ ฝึกมรรยาทการเข้าห้องประชุม นั่งโต๊ะรับประทานอาหาร รับประทานของว่าง แต่ก็ยังมีคุณค่ามากกว่าการปล่อยเวลาให้ไหลเลื่อนไปกับภาพและเสียงในโทรศัพท์มือถือที่ควบคุมสมองของพวกเขาเอาไว้จนเบ็ดเสร็จยามอยู่กับบ้านไม่ใช่หรือ ที่สำคัญ กุศลจิตและเมตตาจิตที่ผู้ใหญ่ทุกคนมีให้พวกเขา ณ ที่แห่งนี้ ก็คือสิ่งที่จะหวนกลับมาเกิดขึ้นในใจของพวกเขาในวันที่ค่อย ๆ เติบโต สุดท้าย ฉันเองที่ยอมรับว่า รู้สึกผิดและละอายใจอยู่มากที่หลงโกรธเคืองและเกลียดชังเด็กดื้อในวันที่ตนเองเหน็ดเหนื่อย เพราะแท้ที่จริงแล้ว พวกเขาคือผู้ถูกกระทำต่างหาก จึงทำให้มีเด็กๆ ที่แสนจะก้าวร้าวและดื้อรั้นในวันนี้ ในอีกหลายปีต่อมา ฉันจึงได้พบเด็ก ๆ กลุ่มใหม่ในห้องกรรมฐานอีกครั้ง และอีกครั้ง หรือจะอีกกี่ครั้ง ฉันก็ยังคอยพวกเขาเสมอ

Author Avatar
ladylongleg
ชีวิตเล็ก ๆ ที่ดำเนินไปในจักรวาลอันแสนยิ่งใหญ่ เรียนรู้ความดี ความงาม และความจริง จากสติที่ระลึกรู้ผ่านลมหายใจ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ