ความตายที่ฉันรู้จัก

ความตายที่ฉันรู้จัก

เกือบหกสิบปีของชีวิต ฉันได้รู้จักความตายจากคนใกล้ชิดเกือบสิบคนแล้ว และได้เรียนรู้ว่า ท่าทีต่อเรื่องความตายของตัวเองค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และทัศนะต่อชีวิต ปี ๒๕๔๑ พ่อจากไป ไปโดยที่พ่อเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นอะไร ลมหายใจของพ่อหมดลงในวัยห้าสิบเอ็ดปีขณะที่ยังมีร่างกายแข็งแรง เป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่เรา-พ่อกับฉันกำลังจะได้อยู่ร่วมบ้านหลังจากที่ห่างเหินกันมานานเมื่อพ่อแยกทางกับแม่ตอนฉันอยู่ชั้นประถม สัญญาณสิ้นอายุขัยของพ่อเริ่มต้นจากการที่ท่านเดินทางไปเยี่ยมปู่กับย่าในอำเภอชายแดนฝั่งตะวันตก เมื่อกลับมาบ้านได้สักหนึ่งสัปดาห์ พ่อก็เป็นไข้ และมีอาการหนาวสั่น แล้วพ่อก็ไปโรงพยาบาลอำเภอ แต่เพราะหมอในพื้นที่เราไม่คุ้นกับไข้มาลาเรีย พ่อจึงไม่ได้ถูกซักประวัติแบบลงลึก เพียงได้รับยาแก้ไข้มาพอให้ทุเลา จนกระทั่งตัวของพ่อเริ่มซีดลงและเนื้อตัวออกสีเหลือง ปัสสาวะมีสีคล้ำมาก ฉันที่อยู่ร่วมบ้านในตอนนั้นยังไม่ทันเอะใจ ได้แต่คอยดูแลห่าง ๆ เพราะพ่อพยายามจะช่วยเหลือตัวเอง เข้าห้องน้ำเอง จากนั้นพ่อก็หมดสติไปขณะนอนพักอยู่ในบ้านสายวันหนึ่ง ตอนที่น้าชายมาช่วยพยุงร่างไปหาหมอรอบสอง พ่อก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว และถูกส่งต่อเข้าเมืองไปโรงพยาบาลศูนย์ด้วยรถฉุกเฉิน สองคืนต่อมาพ่อก็สิ้นใจด้วยอาการไตวายอันเนื่องจากไข้มาลาเรียขึ้นสมอง รวมเวลานอนป่วยเพียงหกวันเท่านั้น ฉันเขียนแล้วก็รู้สึกสงสาร และคิดถึงพ่อขึ้นมาจับใจ...อีกครั้ง ทั้งที่ทุกวันนี้ฉันกำลังทำความเข้าใจเรื่องความตายว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านของชีวิตเหมือนกับตอนที่เราเกิดและเติบโตมา เหตุผลที่คิดถึงพ่อ เพราะสงสารท่านที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่ตอนหมดสติ หากความตายคือการเดินทาง พ่อก็คล้ายคนที่ไม่ทันเตรียมเนื้อเตรียมตัว เมื่อมีคนมารับ พ่อก็กระโดดขึ้นรถไปแต่ตัว ฉันไม่แน่ใจว่าร้องไห้ตอนไหนเมื่อพ่อตาย เพราะความรู้สึกสูญเสียมันเกาะกุมใจตลอดเวลาจนบอกไม่ถูกว่า ระหว่างมีน้ำตากับไม่มีน้ำตานั้นต่างกันอย่างไร ด้วยบทบาทลูกคนโต ฉันคือคนไปรับศพพ่อ ได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดร่างกายให้ศพของพ่อแวบหนึ่ง ได้ร่วมบรรจุศพลงหีบ และมองดูใบหน้าพ่อก่อนฌาปนกิจทั้งที่ไม่เคยกล้ามองศพใคร สีผิวของพ่อคล้ำลงมากแล้วในตอนนั้น นั่นคือความเศร้าโศกที่รุนแรงร้ายกาจเป็นครั้งแรกในชีวิตของฉัน อย่างไรก็ตาม ฉันไม่เคยคิดกลัวพ่อในสภาวะใหม่ ไม่ว่าใครจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ฉันยังรู้สึกว่าพ่อก็คือพ่อของฉัน ฉันยังมีพ่อในหัวใจ มีพ่อให้คิดถึงเสมอ และดีใจมากที่เคยทำอะไรให้พ่อหลาย ๆ อย่าง ไปเยี่ยมและให้เงินท่าน เขียนจดหมายไปหา ซื้ออาหาร เสื้อผ้า และของใช้ไปฝาก แต่สิ่งที่เสียใจก็คือ ฉันยังไม่เคยบอกรักพ่อด้วยคำพูดสักครั้ง ปี ๒๕๕๓ ยายของฉันจากไปด้วยโรคมะเร็งกระดูกในวัยเกือบแปดสิบ หลังจากทรมานมาเกือบปี แต่คนที่ได้ใกล้ชิดยายมากที่สุดคือแม่ของฉัน รวมทั้งตอนท่านสิ้นใจ แม่ของฉันซึ่งเป็นลูกคนโตและเป็นลูกสาวได้ดูแลพยาบาลอาการป่วยของยายด้วยความอดทนและใส่ใจ ความตายของยายจึงเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตอันต่างไปจากตอนที่ฉันเสียพ่อ ส่วนที่ยังเหมือนกันคือ ยายยังอยู่ในใจฉันเสมอ และฉันก็เคยมีช่วงวันเวลาดี ๆ กับยายด้วยเช่นกัน แม้จะไม่มากนักด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น เรื่องระยะทางและวิถีชีวิตระหว่างเรา แต่ก็เป็นความผูกพันอันบริสุทธิ์ที่ฉันสัมผัสได้ระหว่างยายกับฉันซึ่งเป็นหลาน (คนแรก) ยายไม่ใช่คนเข้าวัด แต่ท่านเป็นคนสันโดษ และใช้ชีวิตเรียบง่าย ชีวิตของยายสะท้อนภาพหญิงชนบทในยุคที่มีลูกน้อยเกิดตามกันมาเป็นพรวนเกือบสิบคน ท่านต้องอดทนมากเหลือเกิน ฉันหาหนังสือสวดมนต์แปลเป็นของชำร่วยในพิธีศพของยาย เขียนประวัติ และเขียนกลอนไว้อาลัยให้ท่าน ซึ่งยังจำสองวรรคแรกได้ดี แต่ยังค้นหาส่วนที่เหลือไม่พบ “เหมือนจะโศกเมื่อโลกนี้ไม่มีแม่ แต่รักแท้แม่ฝากฝังยังยิ่งใหญ่...” เช่นเดียวกับพ่อ ฉันยังไม่เคยบอกว่าฉันรักยายสักหน จนกระทั่งท่านจากโลกนี้ไป ปี ๒๕๖๑ ยี่สิบปีหลังพ่อตาย ย่า-แม่ของพ่อก็จากฉันไปอีกคน ท่านคือย่าที่รักฉัน เลี้ยงดูฉัน และฉันก็รักท่านมากเหลือเกิน ถ้าไม่นับรวมตอนที่ฉันเป็นเด็กเล็กสามขวบได้โตมากับย่าและปู่ ห้าปีสุดท้ายในชีวิตของย่า เราสองคนได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง เพราะย่าหกล้มตอนวัยแปดสิบเจ็ด ท่านผ่าตัดกระดูกสะโพก ไม่ยอมหัดเดินอีก และยอมที่จะต้องนอนบนเตียงหรือไม่ก็นั่งถัดไปกับพื้น ฉันจึงเป็นคนข้างกายย่าตั้งแต่บัดนั้น ย่าเป็นคนแก่ที่สุขภาพใจดีมาก แทบไม่ทุกข์ร้อนกับสังขารตนเองเว้นแต่อาการปวดใต้อกตรงจุดที่เคยเป็นงูสวัดในช่วงที่หกล้มกำเริบขึ้นมา ท่านจึงขอกินยาแก้ปวด ของใช้บางอย่างที่ฉันซื้อให้ท่าน ย่ายังพูดว่า “ซื้อทำไมกัน เดี๋ยวย่าก็ตายแล้ว” ท่านพูดกลั้วหัวเราะเสียอย่างนั้น แต่ฉันยอมรับว่ารู้สึกใจหาย ทั้งที่เวลานั้นผ่านการอบรม “เจริญสติ” มาแล้วสองครั้ง และหลังจากฉันอบรมครั้งที่สองได้ราวสี่เดือน ย่าก็จากไปด้วยวัยเก้าสิบสองปีเต็ม โดยที่ยังมีสติสัมปชัญญะดีจนถึงคืนสุดท้ายก่อนเข้านอน วันสุดท้ายของย่าต่างจากเคยตรงที่ไม่หิวข้าว และไม่มีเรี่ยวแรง อยากนอนมากกว่านั่ง ฉันเริ่มเสียงเครือเมื่อเล่าอาการของท่านให้แม่ฟัง เย็นวันนั้นจึงพาย่าไปหาหมอ เช็ดตัวแล้วก็ให้สวมเสื้อตัวที่ตัดมาให้ใหม่ ทั้งที่เพลีย ย่าก็ผัดหน้าทาแป้ง ดูผ่องใส หมอชมว่าในวัยนี้สภาพร่างกายของย่าดีมาก และชมเชยคนดูแลอีกด้วย ย่ารับน้ำเกลือก่อนกลับบ้านราวสองทุ่ม ก่อนเข้านอนคืนนั้นย่าดูเพลีย ๆ แต่ก็ยังยิ้มให้ฉัน และไม่ลืมบอกฉันว่า อย่าลืมวางนมกล่องไว้ให้ย่าเหมือนเดิม กับปิดไฟให้ด้วย แล้วท่านก็นอนตะแคงหันหลังให้ประตูในท่าที่ถนัด คืนนั้น ฉันนอนหน้าห้องย่า รู้สึกตัวครั้งแรกก็นึกถึงท่าน อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร จึงเปิดประตูเข้าไปหา ในความมืดสลัว ย่ายังนอนในท่าเดิม ฉันสัมผัสเนื้อตัวของท่านแล้วก็ใจหายวับ ร่างของย่าเย็นเฉียบ แข็งเหมือนรูปปั้น... ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ตอนที่รดน้ำศพท่าน และพยายามกำหนดรู้ใจตัวเองว่ากำลังร้องไห้ แทบไม่รู้สึกว่าอยากกินอาหารในช่วงสามวันที่จัดงานศพย่า ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองมาก่อน เราจัดงานศพที่วัดในหมู่บ้าน มีคนรู้จักหอบที่นอน ผ้าห่ม มานอนบริเวณหน้าที่ตั้งศพ ฉันจึงนอนกับพวกเขาตรงนั้นด้วย ระหว่างที่ยังไม่หลับ ก็ตั้งใจเขียนกลอนให้ท่าน โดยนำสองวรรคที่เคยแต่งให้ยายมาตั้งต้น เหมือนจะโศกเมื่อโลกนี้ไม่มีแม่ แต่รักแท้แม่ฝากฝังยังยิ่งใหญ่ คือศรัทธา ความหวัง กำลังใจ ให้ลูกก้าวเดินไปในรอยทาง สุดห้วงแห่งอายุขัยสัมปรายภพ ให้ท่านสบผลบุญที่หนุนสร้าง พ้นวัฏฏะสงสารไปได้ละวาง แจ่มกระจ่างในสุคตินิจนิรันดร์ ถ้าไม่นับข้อความในจดหมายที่เคยเขียนถึงย่าตอนชั้นประถม (รักคุณปู่คุณย่าเท่าฟ้า) ฉันก็ยังไม่เคยมอบคำรักให้ย่าอีกเหมือนกัน ปี ๒๕๖๕ เป็นปีที่ปู่ของฉันอายุครบหนึ่งร้อยเจ็ดปีเต็ม แล้วท่านก็จากไป ป้าที่ดูแลปู่เล่าว่า สองสัปดาห์ก่อนสิ้นใจ สมองของท่านเสื่อมลงมากจากที่เคยเป็นคนแก่ซึ่งกระฉับกระเฉงเกินคนวัยเดียวกัน เรี่ยวแรงก็ถดถอยชัดเจน จำลูกหลานไม่ได้อีก และไม่ค่อยกินอาหาร ตอนนั้นเป็นอีกช่วงของชีวิตที่ฉันเติบโตขึ้นจากการเรียนรู้ภายในตนเอง และเรา หมายถึงปู่กับฉันก็ห่างไกลกันด้วยระยะทาง ที่จริงปู่กับย่าของฉันครองรักกันดี และอยู่ด้วยกันมาตลอดเกือบทั้งชีวิต จนกระทั่งย่ากลายเป็นคนติดเตียงนั่นเอง ลูกสาวคนโตของท่าน ซึ่งเป็นพี่สาวคนละแม่กับพ่อของฉัน จึงได้รับตัวไปดูแล เนื่องจากปู่เคยมีครอบครัวมาก่อนแล้วจึงมาแต่งงานกับย่าของฉัน ปู่เลี้ยงดูฉันมาแทนพ่อ ขณะที่ย่าคือแม่ ในบ้านมีเราสามคนเหมือนพ่อแม่ลูกที่ช่องว่างระหว่างวัยไม่ใช่ปัญหา ปู่คือคนพาฉันสู่โลกกว้างด้วยหนังสือการ์ตูน หนังสือพิมพ์ และนิตยสารยอดนิยมในเวลานั้น แม้ฉันจะขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเอง แต่โลกที่มีปู่กับย่าที่ยึดเสรีภาพและความสุจริตเป็นที่ตั้งก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว้าเหว่หรือแปลกแยกเลย จนเมื่อฉันเติบโตพึ่งพาตัวเองได้แล้ว ฉันจึงตั้งใจตอบแทนท่านตามที่หลานคนหนึ่งพึงกระทำ ตอนย่าตาย ปู่ได้ห่างไกลจากฉันไปแล้ว ทั้งด้วยระยะทางและความห่างเหินของสายสัมพันธ์ในกลุ่มลูกหลานสองฝั่งที่กลายเป็นเส้นขนาน ฉันได้พูดกับปู่ผ่านโทรศัพท์เพื่อส่งข่าวย่า ท่านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาว่า “เอ้อ...ก็อายุมากแล้วนี่นะ” และไม่พูดอะไรอีก ความตายของปู่ทำให้ฉันเข้าใจและยอมรับความจริงได้มากขึ้น ครอบครัวของฉันเดินทางไปร่วมพิธีฌาปนกิจศพปู่ในบ้านเกิดของท่าน อันเป็นถิ่นที่เราไม่คุ้นเคย ใจฉันสื่อสารถึงปู่เมื่อนั่งรถออกจากวัดแห่งนั้นขณะที่มองดูควันที่ลอยขึ้นจากปล่องเมรุในยามเย็น “ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ก็ขอให้ปู่อยู่ในสุคติค่ะ” ความตายสี่ครั้งของผู้ให้กำเนิด ผู้เป็นต้นทางชีวิตของฉัน เป็นประสบการณ์สำคัญ ทำให้ฉันบอกตัวเองว่า ต้องเตรียมตัวเพื่อวันของเรา วาระของเรา และต่อมาเมื่อมีคนใกล้ตัวที่ทยอยจากไปอีก ทีละคน จึงยิ่งเป็นการกระตุ้นเตือนใจให้หนักแน่นมากขึ้นอีกว่า ความตายไม่ได้ห่างไกลเราเลย ปี ๒๕๖๕ หลังจากงานศพปู่ ฉันได้แวะไปเยี่ยมครูท่านหนึ่งที่เคารพรักมากในเส้นทางผ่านที่จังหวัดหนึ่ง ท่านสอนภาษาอังกฤษชั้นมัธยมปลาย ทำให้ห้องเรียนทั้งห้องมีชีวิตชีวามาก โดยเฉพาะในหัวใจของฉัน เด็กที่เปราะบางและอ่อนไหว ครูทำให้ฉันรู้จักความกล้าหาญ ความเชื่อมั่นในตัวเอง และความมั่นคงทางใจ ภาพครูในวันนั้นคือชายแก่ที่เป็นคนป่วยติดเตียงจากโรคเส้นเลือดในสมองแตกจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ผ่ายผอม กะโหลกศีรษะมีรอยแหว่งเว้าจากแผลผ่าตัด ไม่มีเส้นผม แววตาเลื่อนลอย ครูจำฉันไม่ได้แล้ว และช่วยเหลือตนเองแทบไม่ได้ ต้องมีลูกสาวดูแลใกล้ชิด ก่อนจากกันฉันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดกับท่านว่า “ไอเลิฟยู มายเดียร์ทีชเชอร์ (หนูรักครูมากค่ะ)” ปรากฏว่าครูโต้ตอบทันทีทั้งที่แววตายังเลื่อนลอย “ไอเลิฟยูทู (ครูก็รักเธอเช่นกัน)” นั่นคือครั้งแรกนับสิบ ๆ ปีที่ได้พบกันหลังจากฉันเรียนจบมัธยมหก และเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พบครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ เพราะอีกหกเดือนต่อมาท่านก็หมดลมหายใจ ฉันไม่ได้ไปร่วมพิธีศพของท่านเพราะไม่พร้อมเดินทาง จึงแสดงน้ำใจอย่างอื่นแทน เรื่องของครูมีมากกว่าความตาย และเรื่องที่น่าเศร้าไม่ใช่ความตายของครู แต่เป็นชีวิตครอบครัวของท่านที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้ ฉันเพิ่งรู้ในวันที่ไปเยี่ยมครูว่า ภรรยาของท่านที่รักกันดีออกจากบ้านไปอยู่ในอีกจังหวัดหนึ่งที่ห่างไกลเพราะมีปัญหากับลูกหลังจากครูติดเตียง และเธอก็เดินทางไปร่วมพิธีศพของสามีอย่างโดดเดี่ยว สัจธรรมของชีวิตโถมกระแทกใจของฉันจนพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่ทำได้ก็คือ ติดต่อไปหาภรรยาของครูเพื่อให้กำลังใจท่านในวันที่กลายเป็นคนขายขนมให้เด็กนักเรียนในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ต่อจากนั้น เมื่อรับรู้แล้ว ก็พยายามใคร่ครวญกับตนเองเพื่อที่จะวางมันลง ปี ๒๕๖๗ เพื่อนรักของฉันจากไป เป็นเพื่อนสนิทคนแรกที่ลาจากกันชั่วนิรันดร โดยมีเวลารับรู้ล่วงหน้าประมาณหนึ่งปีเศษ เราถูกชะตากัน ผูกพันกันตั้งแต่เป็นนักศึกษา ทั้งที่ต่างสไตล์ เพราะเธอเป็นเด็กกรุงเทพฯ ส่วนฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่แม้แต่ร้านสะดวกซื้อชื่อดังก็ยังไม่รู้จัก ตอนนั้นกำลังมองหางานทำ ฉันเข้ากรุงเทพฯไปพักหอพักร่วมกับเธอ เมื่อเล่าถึงร้านที่ว่า ฉันเรียกมันว่า “ร้านเจ็ด-สิบเอ็ด” ตามตัวหนังสือหน้าร้าน เธอจึงบอกฉันว่า “เซเว่น อีเลเว่นจ้ะ” เพื่อนสาวผู้ปราดเปรียวเฉลียวฉลาด เธอมีเสน่ห์ทั้งที่ไม่ใช่คนสวย หนุ่ม ๆ หลงรักเธอ เพราะความเป็นธรรมชาติและเสน่ห์อิตถีเพศ เราต่างรักวรรณกรรมและศิลปะการแสดงเหมือนกัน เพียงแต่เธอชอบสวมกระโปรงเหนือเข่า ส่วนกระโปรงของฉันยาวครึ่งแข้ง เธอโทรศัพท์แจ้งข่าวฉันก่อนสิ้นปี ๖๕ ว่าเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย เชื้อดื้อยารุนแรงไม่มีทางหายขาด และพ่อกับแม่ของเธอก็จากไปแล้วทั้งคู่ ฉันรีบไปหาเธอทันทีและใช้เวลาอยู่กับเธอหนึ่งเดือนเต็ม เราเดินออกกำลังกายด้วยกัน ทำกับข้าว ไปจ่ายตลาด ไปฟังพระบรรยายธรรมด้วยกัน นั่งดูตะวันตกทะเลที่ชายหาดแสนรักของเธอ กินขนมที่เธอโปรดปราน และเดินทางไปกราบพระเพื่อขอยาสมุนไพรมาชะลอการลุกลามของโรค ฉันได้ช่วยเยียวยาอย่างใกล้ชิดแม้กระทั่งตอนที่เธออาบน้ำ และได้ใส่ยาตามร่างกายให้เธอด้วยมิตรภาพและความรักอย่างที่เพื่อนสนิทพึงกระทำ เราหัวเราะเสียงดังเมื่อถึงมุกฮาตามสไตล์ของเธอ เป็นความสุขบนความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในโมงยามที่เธอคือคนป่วยระยะสุดท้าย นั่นคือหนึ่งปีก่อนที่เธอจะจากไปพร้อมกับสติท่ามกลางทุกขเวทนาจนนาทีสุดท้าย เธอไม่ยอมให้ฉันรู้วันเวลานั้น และจากโลกนี้ไปอย่างเงียบเชียบ เรียบง่าย ไร้พิธีกรรม ด้วยความร่วมมือของสามีผู้เป็นที่รัก เถ้ากระดูกของเธอปะปนไปกับดินใต้ต้นไม้ ณ วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดบ้านเกิดของฉัน ที่ซึ่งสามีของเธอเคยไปครองสมณเพศที่นั่น และเธอกับฉันได้ไปทำบุญด้วยกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน ฉันไม่ร้องไห้อีกแล้วกับความตายที่พาเพื่อนรักไปจากชีวิตบนโลกนี้ สิ่งที่ฉันดีใจที่สุดก็คือเราได้คุยกันและทำความเข้าใจการเจริญสติด้วยกัน ทำให้เธอมีความสุขกับการค้นพบจิตกุศลของตนเอง หลังจากที่เผลอไผล และประมาทกับชีวิตมาตลอด...ไม่ต่างจากฉัน ทุกวันนี้ เมื่อฉันได้ภาวนา นั่นหมายถึงการส่งจิตไปหาคนที่ฉันรัก พ่อ ยาย ย่า ปู่ ครู และเพื่อนสนิทของฉัน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด ในสถานะใด ขอให้ได้รับความรัก ความระลึกถึงจากฉัน สิ่งนี้เตือนใจฉันว่า ฉันต้องไม่ลืมที่จะทำสิ่งดี ๆ แม้แต่คำพูดที่มีความหมาย ให้แก่คนที่ฉันใส่ใจเมื่อเราต่างยังมีชีวิตอยู่ นายแพทย์ประสาน ต่างใจ แพทย์ผู้สนใจทั้งโลกวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ ซึ่งล่วงลับไปแล้ว ได้บอกเล่าไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า เมื่อเราเข้าใจว่าเราคือส่วนหนึ่งในระบบจักรวาล เข้าใจว่าจิตคือพลังงาน เราจะรู้ว่า สิ่งที่เราควรกระทำต่อเพื่อนมนุษย์เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ก็คือสิ่งที่เราควรกระทำต่อสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่ามันจะเป็นเพียงนกตัวหนึ่ง จิ้งจก แมวจรจัด หรือกระทั่งผีเสื้อที่บินผ่านหน้าเราไปก็ตาม ขอบคุณเรื่องราวความตายของคนใกล้ชิด และคุณหมอประสาน ต่างใจ ที่ให้ปัญญาแก่ฉัน สำหรับวันเวลาที่ยังเหลืออยู่

Author Avatar
ladylongleg
ชีวิตเล็ก ๆ ที่ดำเนินไปในจักรวาลอันแสนยิ่งใหญ่ เรียนรู้ความดี ความงาม และความจริง จากสติที่ระลึกรู้ผ่านลมหายใจ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ