อภิชาตบุตร
ภายใต้ท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ หญิงวัยกลางคนในชุดนุ่งขาวห่มขาวกำลังจ้องมองออกไปผ่านหน้าต่างไม้ของเรือนไทยขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ภายในบ้านมีเพียงแสงจากตะเกียงที่แกยังไม่ได้ดับไฟ แม้ว่าจะมีไฟฟ้าเข้ามาแล้วแต่ดูเหมือนว่าแกจะยังชอบแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันครึ่งเก่าครึ่งใหม่ซึ่งตกทอดมาจากแม่และยายของแก
“แม่ยังไม่นอนอีกเหรอ” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เป็นลูกสาวของแกนั่นแหละที่ทักขึ้นเนื่องจากเป็นห่วง ถึงอย่างนั้น หญิงในชุดขาวก็ยังคงจดจ้องไปบนท้องฟ้าและดวงดาวนับพันด้วยแววตาครุ่นคิดถึงบางอย่าง มินาน เธอก็คิ้วขมวดแล้วถอนหายใจก่อนจะพูดลอยๆ “การเป็นหมอดูนี่ จะว่ามีโอกาสทำบุญก็ใช่ แต่โอกาสจะทำบาปก็ใช่เหมือนกัน แกว่าไหม ละไม”
“แม่กำลังคิดมาก” ละไมพูดเสียงค่อยๆ “เราก็ทำหน้าที่ของเรา แต่ถ้าลูกดวงจะทำอะไรก็กรรมของเขา”
“อืม ที่แกพูดก็ถูก”
“แม่คิดอะไรอยู่หรือคะ”
“เรื่องของเสี่ยชู” นางตอบลูกสาว “อันที่จริง แกก็น่าจะรู้ เพราะแกก็เห็นเสี่ยแวะมาที่บ้านเราบ่อยๆ”
บ้้านของละไมและมารดาที่มีชื่อว่า ละมุนก็เป็นบ้านของครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาๆ นางละมุนหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พี่ละมุนบ้าง ป้าละมุนบ้าง เป็นเพียงแค่แม่ค้าขายของในตลาดละไมนั้นก็กำลังเรียนอยู่ชั้นม.4 และวางแผนว่าจะไปเรียนในระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ ส่วนผู้ที่เป็นสามีและพ่อของครอบครัวนั้นได้ตายจากไปเสียนานแล้ว แต่ในความธรรมดานี้ มีสิ่งที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ เพราะนางละมุนมีความสามารถในการทำนายทายทักและสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่านางละมุนแกเก่งได้อย่างไรหรือไปร่ำเรียนมาจากไหน หากถามแก แกก็จะตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นกรรมที่ลิขิตให้เป็นไป” ก็ตามประสาของแกนั่นแหละ เพราะนางละมุนแกเป็นคนที่ไม่ชอบอวดฤทธิ์ของตนเอง ไม่ได้อยากประกาศตนเป็นผู้วิเศษแบบที่พวกอาจารย์ หมอผี ร่างทรงเขาชอบทำกัน แกว่าการทำแบบนั้นมันจะก่อกิเลสแล้วสิ่งวิเศษที่เรามีก็จะหายไป ฉะนั้น นางละมุนเลยไม่ได้เปิดสำนักจริงจัง ไม่ตั้งตนเป็นผู้วิเศษ หากไม่มีผู้เดือดร้อนมาหาแก แกก็จะก้มหน้าทำมาค้าขายและเลี้ยงดูละไม ลูกสาวสุดที่รักของแกต่อไป รวมถึงเจียดเวลาและทรัพย์สินของแกให้กับการทำบุญแก่พระศาสนาด้วย
เรื่องที่ชาวบ้านจะมาขอความช่วยเหลือแม่ละมุนนั้นก็มีมากมาย ตั้งแต่ให้ช่วยดูว่าชีวิตตนจะประสบเคราะห์กรรมอะไรบ้าง ความรักจะมาเมื่อไหร่ ตนจะมีโชคไหม หรือบางทีก็ตามให้แกไปตรวจว่าบ้านของตนมีผีรังควาญหรือไม่ ซึ่งนางละมุนก็จะพยายามแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือตามที่ตนทำได้ในขอบข่ายที่พอไหว ส่วนมากแกก็จะส่งเสริมให้ลูกดวงเหล่านั้นหมั่นทำบุญทำทาน ปฏิบัติตนเป็นลูกที่กตัญญูต่อบุพการีและอยู่ในศีลในธรรม แล้วเรื่องดีๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา นั่นคือสิ่งที่แกเชื่อแบบนั้น
แต่กับเรื่องที่แกกำลังเป็นกังวลอยู่ ก็คือเรื่องนี้นี่แหละ
ตอนแรกแกก็ไม่รู้จักเสี่ยชูหรอก ฟังมาจากลูกสาวว่าเสี่ยชูเป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนี้ เสี่ยชูนั้นทำอาชีพทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของยาเสพติดและการพนันที่กำลังระบาดในพื้นที่ชุมชนที่นางละมุนและละไมอยู่ก็น่าจะมาจากคนของแก เรื่องที่น่าแปลกก็คือ แกอยู่มาได้อย่างไรเป็นสิบๆ ปีโดยที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาจัดการกับธุรกิจบาปของแกหรือถูกจับกุมเลย ละไมเคยคุยแบบแขวะๆ ว่าสงสัยคงเป็นเพราะตำรวจโดนยัดเงินไปหมดแล้วกระมังแต่มันไม่ได้มีแค่นั้น เพราะมีเสียงร่ำลือว่าเสี่ยรู้จักกับพวกอาจารย์ดีๆ หลายคนที่สามารถวางฤกษ์สำหรับการค้าขายและการหลบหลีกพวกเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงการสะสมเครื่องรางของขลังหลายชิ้น ตำรวจน้ำดีก็ตำรวจน้ำดีเถอะ บุรุษแห่ง (นิติ) วิทยาศาสตร์และอาชญวิทยามันจะมาสู้ไสยศาสตร์ได้ยังไง นี่เป็นความคิดความเชื่อของชาวบ้านที่ละไมได้ยินได้ฟังมาช่วงนั่งดื่มน้ำในร้านโกปี๊ของแปะฮงหรือสภากาแฟของคนในชุมชน และละไมก็เอามาเล่าให้แม่ฟังอีกต่อหนึ่ง
ประเด็นมันอยู่ตรงที่… เสี่ยชูแกต้องการอะไรที่มากกว่านั้น
หลายวันก่อน ละไมถูกแม่สั่งให้ไปอยู่บนบ้านและล็อกประตูห้องทันที แม้จะสงสัยแต่ก็พอเดาได้ว่าผู้เป็นมารดาคงเป็นห่วงจึงทำตามแต่โดยดี ก่อนที่ไม่นานละไมที่กำลังนั่งมองอะไรเล่นๆ จากหน้าต่างก็เห็นรถเก๋งยี่ห้อหรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดตรงลานหน้าบ้าน ไม่ห่างจากบริเวณที่แม่ยืนรออยู่ ไม่ช้าไม่นาน ก็มีคนสองสามคนเดินออกจากรถเก๋งคันนั้น คนที่โดดเด่นสุดเห็นจะเป็นเสี่ยชูที่เป็นชายร่างออกท้วมๆ หวีผมเรียบแปล้ ใส่ชุดสูทสีสันบาดตา วันนั้นแกใส่แว่นดำมาด้วย เสี่ยชูไหว้นางละมุน นางละมุนเองก็รับไหว้กลับก่อนจะผายมือให้ไปคุยกันที่ใต้ถุนบ้านที่มีที่นั่งเล่น ละไมตัดสินใจฝืนคำสั่งแม่ด้วยการแอบเปิดประตูห้องเบาๆ แล้วย่องมาแอบฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันที่ตรงบันไดบ้าน
“คนจะเกิดมันบังคับดวงไม่ได้หรอกค่ะ การเกิดเป็นคนแบบปกติๆ ไม่พิการ ไม่วิกลจริตก็ถือว่าประเสริฐนะเสี่ย” เสียงของนางละมุนเหมือนกำลังให้สติ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกขัดใจ “แต่ผมบังคับได้! ผมอยากให้ลูกผมเกิดในฤกษ์ดีๆ ลูกผมจะต้องเด่น ดัง ลูกผมจะต้องเหนือกว่าทุกคน!”
“เอาจริงๆ นะเสี่ย แค่ตอนที่เมียเสี่ยท้อง ก็ถือว่าชะตาชีวิตเด็กคนหนึ่งถูกกำหนดมาแล้ว ตั้งแต่วันที่เขาปฏิสนธิขึ้นมา ฉันไม่เห็นว่าไอ้การผ่าตามรงตามฤกษ์ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองกำลังฮิตกันมันจะเป็นเรื่องดีตรงไหนเลย”
“แม่หมอ ผมอุตส่าห์มาถึงในหมู่บ้านนี่ เพราะผมเชื่อว่าแม่หมอจะมีฤกษ์ดีๆ ให้เกิดลูกผม แม่หมอเมตตาผมได้ไหม?”
ใบหน้าของแม่ที่ละไมมองผ่านช่องว่างระหว่างพื้นบ้านเป็นใบหน้าที่มีความกังวลปนกับความเหนื่อยใจ ละไมรู้สึกสงสารแม่ที่มาเจอกับคนแบบนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองและฟังเงียบๆ ในหัวของละไมมีความสงสัยว่า พ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มันมีจริงหรือ พ่อแม่ที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตลูก แม้แต่กับว่าจะให้ลูกคลอดเมื่อไหร่ ในฤกษ์ไหน ภายใต้ดวงดาวอะไร ทักษาอะไร แล้วถ้าเกิดฤกษ์ที่ผ่าคลอดมันน้อยกว่าอายุครรภ์ที่ควรให้เกิด เด็กไม่เจ็บป่วยหรือตายตั้งแต่ยังไม่ร้องเลยหรือ?
เป็นครั้งแรกในหลายปีที่แกรู้สึกเบื่อ รำคาญและหงุดหงิดกับลูกดวงคนนี้ แม้จะมีความรู้สึกอีกฝั่งที่มาตอบโต้ให้แกทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนด้วยอำนาจวิเศษของแกก็ตาม อันที่จริง ที่แกไม่ให้ฤกษ์มันมีสาเหตุที่ล้ำลึก ล้ำลึกเกินกว่าที่ตรรกะของคนธรรมดาๆ จะเข้าใจ ราวกับว่าสิ่งที่แกได้พบเห็นระหว่างการคำนวณฤกษ์ผานาทีและตรวจดวงชะตานั้นเป็นเรื่องที่ถูกส่งมาจากบางสิ่งที่เหนือขึ้นไป เหนือกว่าความคิดความเข้าใจของคน
“เขาอยากได้อภิชาตบุตร”
“อภิชาตบุตร คือลูกที่ดี ก็ดีน่ะสิ” คำตอบของละไมเป็นคำตอบที่มาจากความไร้เดียงสาแบบเด็กที่รู้โลกเพียงไม่กี่ปี แม้ละไมจะเป็นสาวก็ตาม
“พระท่านว่า ลูกมีสามประเภท ประเภทหนึ่ง เป็นลูกที่เกิดมามีรูปร่างหน้าตา สติปัญญาและนิสัยต่ำกว่าพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ช้ำอกช้ำใจ ไม่สามารถสร้างความเจริญหรือความภูมิใจให้แก่ตระกูล เรียกว่า อวชาตบุตร ประเภทหนึ่ง เกิดมาแล้วรูปร่างหน้าตา สติปัญญาและนิสัยเสมอกับพ่อแม่ และประเภทสุดท้าย อภิชาตบุตร คือลูกที่เกิดมาเหนือกว่าพ่อแม่ในทุกๆ ด้าน” ละไมพยักหน้ารับกับความรู้ใหม่ ก่อนจะถามอีก “แล้วมันมีอะไรที่แม่กังวลใจอีกล่ะจ๊ะ”
นางละมุนหันกลับมาก่อนจะดึงตัวลูกให้เข้ามาใกล้ ลูบหัวเบาๆ ด้วยความรัก “แม่เป็นห่วง…ทั้งเสี่ยชู เมียของแก แล้วก็ลูกของแก เพราะสิ่งที่แม่เห็น มันไม่มีอะไรดีเลย ถึงเขาอยากจะให้ลูกเกิดมาเป็นอภิชาตบุตรก็ตาม ละไมก็รู้ ชาวบ้านก็รู้ว่าเสี่ยเขาทำอาชีพอะไร มันมีแต่งานไม่ดี งานที่ทำให้ชีวิตคนอื่นเดือดร้อนเสียหาย ยาเสพติดให้อะไรกับคนบ้างนอกจากจะทำให้คนที่เสพมันคุ้มคลั่งและทำอะไรบ้าๆ การพนันก็ทำให้คนมีแต่เสียกับเสีย ต่อให้แกเคยทำบุญมามาก แต่บุญก็ส่วนบุญ บาปก็ส่วนบาป มันหักลบกลบหนี้ไม่ได้นะละไมเอ๊ย”
“แล้วละไมคิดดูนะ คนไม่ดี หวังผลจะได้ดี มันเป็นไปได้ไหม แล้วกรรมของเขาจะดึงดูดสิ่งไหนมาเป็นลูกเขากันล่ะ วันนี้ละไมอาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าละไมโตกว่านี้ ละไมคงเข้าใจ” ละไมได้แต่พยักหน้าหงึกๆ แม้จะไม่เข้าใจก็ตาม แล้วก็หวังว่าถ้าตัวเองโตกว่านี้ก็คงจะเข้าใจสิ่งที่มารดาพูดเป็นแน่
ในท้ายที่สุดแล้ว ในวันต่อๆ มา นางละมุนก็ยอมให้ฤกษ์แก่เสี่ยชูไปแม้จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีหลายๆ อย่างในใจก็ตาม และแกก็พยายามอย่างมากในการที่จะทำให้อนาคตที่มาไม่ถึงนั้นเลวร้ายน้อยที่สุด ก่อนที่แกจะใช้ชีวิตต่อไปตามปกติวิสัยและพยายามลืมๆ เรื่องนี้ไปเสีย ส่วนละไม อาจจะเพราะความเป็นเด็กที่ต้องจดจ่อแต่เพียงเรื่องการมีเพื่อน การเรียนหนังสือและการใช้ชีวิตทั่วๆ ไป สุดท้าย กระแสแห่งชีวิตและเวลาก็ค่อยๆ ลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับผู้มั่งมีที่มาขอความช่วยเหลือจากแม่ของหล่อนไปในที่สุด
แม้กรุงเทพฯจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับสังคมในหมู่บ้านที่นางละมุนอาศัยนั้น ความเจริญมาถึงช้าหน่อย เด็กวัยรุ่นหนุ่มๆ สาวๆ ทะยอยจากไปสู่เมืองกรุงเพื่อการศึกษาที่มากกว่าพร้อมความหวังของคนในชุมชนที่ต้องการการพัฒนาจากคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้และมีไฟมากกว่า
ละไมอ่านจดหมายแต่ละฉบับที่แม่ส่งมาให้ในแต่ละปีในขณะที่นั่งบนโซฟาในหอพักพยาบาล ข้างๆ ตนก็เต็มไปด้วยกองหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ซื้อมา มืออีกข้างหยิบมันฝรั่งทอดกรอบมาเคี้ยวกินกรุบๆ ไปด้วย เนื้อความในกระดาษเก่าๆ มีทั้งข้อความถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและเหตุการณ์ต่างๆ ที่แม่พบเห็นในชุมชนหรือรับมาจากข่าวสารที่แกได้ยินได้ฟังมา แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่ละไมพบเห็นมาตลอดควบคู่กับเหตุการณ์จากข่าวทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์คือเรื่องราวของครอบครัวเสี่ยชู
เรื่องต่อไปนี้คือสิ่งที่ละไมพอจะปะติดปะต่อและเรียบเรียงได้จากจดหมายของแม่และจากข่าวสารต่างๆ มากมายที่ได้รับมา
วิมล ภรรยาของเสี่ยชูให้กำเนิด เด็กชายบารมีเทวา หรือที่เรียกด้วยชื่อเล่นว่าน้องวา แม่ละมุนกล่าวว่าเด็กชายคนนี้เกิดในฤกษ์ระดับรองๆ จากฤกษ์ท้าวพระยาแบบราชาฤกษ์หรือเทวีฤกษ์ ทำให้ชีวิตของเจ้าวาราวกับเจ้าชายตัวน้อยๆ ยิ่งพ่อแม่รวยอยู่แล้วก็ยิ่งสุขสบาย มากไปด้วยทรัพย์ศฤงคารและแวดล้อมไปด้วยเหล่าคนใช้และพี่เลี้ยง นอกจากนี้ วายังเป็นเด็กที่ฉลาด รู้นั่นรู้นี่ไปเสียหมด รู้แม้แต่เรื่องยากๆ อย่างโจทย์คณิตศาสตร์ของเด็กม.6 รายละเอียดของเหตุการณ์ในช่วงเสียกรุงครั้งที่ 2 จำนวนทหารที่ล้มตายในสงครามโลกครั้งที่ 1 และอีกหลายๆ เรื่องที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง
ไม่กี่ปีต่อมา วาก็ตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิอุปัตติเทวะภายใต้การ “อุปัฏฐาก” จากเสี่ยชูและวิมลผู้เป็นบิดามารดาและสาวกอีกหลายร้อยชีวิต มีตั้งแต่คนสูงวัยและคนวัยทำงานตอนต้นๆ และล้วนแต่เป็นคนที่มีฐานะทางสังคมดีๆ ทั้งนั้น ข่าวของลัทธิที่มีผู้นำเป็นเด็กน้อยวัย 6 ปีแพร่กระจายไปตามรายการข่าวตามช่องต่างๆในทีวีและบนหน้าของหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ ทุกแห่งล้วนระบุตรงกันว่า เจ้าวาอ้างตนว่าเป็นอวตารของเทพเจ้าที่มีหน้าที่มากู้โลกและช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นภัย รวมถึงอ้างว่าตนสามารถติดต่อกับพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าต่างๆ และสามารถยืมพลังอำนาจวิเศษจากบุคคลเหล่านั้นมามอบให้แก่สาวกได้
ละไมยังจำภาพเด็กชายผิวขาวในชุดหรูหราที่นั่งบนอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ บัลลังก์ซึ่งมีชายหญิงผู้เป็นพ่อแม่ขนาบข้างซ้ายขวาที่ปรากฏในภาพถ่ายตามหนังสือพิมพ์และโปสเตอร์ที่สาวกชอบแจกตามป้ายรถเมล์และในห้างสรรพสินค้า ผิดธรรมดาสามัญที่ลูกต้องนั่งเสมอหรือต่ำกว่าพ่อแม่และมีพฤติกรรมของความอ่อนน้อม อ่อนหวานและน่ารักน่าเอ็นดูอย่างสิ้นเชิง ไม่เท่านั้น ละไมยังเคยเห็นวิดีโอเทปที่เพื่อนซึ่งเป็นตำรวจที่ทำงานเป็นสายสืบที่แสดงภาพของเจ้าวาที่กำลังแสดง “อิทธิฤทธิ์” และเทศนาให้เหล่าสาวกได้ฟัง
เธอยังคงขนลุกซู่ทุกครั้งที่เห็นมัน บรรยากาศในบ้านที่ถูกทำให้กลายเป็นอะไรคล้ายๆ สำนักหรือตำหนัก เสียงพร่ำบนอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่การสวดมนต์แบบที่เธอเคยได้ยินจากปากพระในวัดหรือจากปากแม่ พิธีกรรมและสิ่งอื่นๆ อีกมากมายมันเกินที่สมองของคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้รับความวิเศษจากมารดาผู้ให้กำเนิดแบบเธอเกือบจะเป็นบ้า แววตาสีดำของเด็กชายในทุกๆ ภาพและทุกๆ เทปสำหรับละไมดูราวกับห้วงเหวลึกของหลุมดำที่ไร้สิ้นสุด ซึ่งน่าหวาดกลัวพอๆ กับการแสยะยิ้มที่แทบจะถึงใบหู
ไม่มีเด็กคนไหนที่ลึกลับและน่ากลัวเท่าวาอีกแล้ว
เหล่าสาวกอาจมองว่าวาเป็นดั่งเทพยดา คนภายนอกอาจมองว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นทั้งเรื่องปาหี่ เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ถูกพ่อแม่เอามาหากินภายใต้หัวข้อของความเชื่อในโลกที่ศาสนาและสังคมสั่นคลอน ตำรวจและสายสืบอาจพยายามหาช่องในการจับกุมเสี่ยชูและลูกน้องได้ทุกเมื่อ
ในที่สุด ละไมก็รู้แล้วว่าทำไมแม่ละมุนถึงพูดแบบนั้น
วันนั้น เป็นวันธรรมดาวันหนึ่งของปี 2543 ภายในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งซึ่งทุกคนรู้ว่ามีบ้านหลังหนึ่งซึ่งเสี่ยชูซื้อไว้สำหรับเป็น HQ ของลัทธิอุปัตติเทวะ ได้มีพลเมืองดี (?) ท่านหนึ่งโทรศัพท์ไปหาสน.ท้องที่เพื่อแจ้งว่าในบ้านหลังนั้นน่าจะเกิดเหตุโจรกรรม เนื่องจากตนได้ยินเสียงกรีดร้องของสองสามีภรรยา แม้ว่าตนจะไม่ชอบหรือไม่ได้สนใจลัทธินั้น แต่ด้วยความที่เจ้าลัทธิตัวน้อยนั้นยังเป็นเยาวชนจึงรู้สึกเป็นห่วงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเขา บุคคลท่านนั้นจึงต้องการให้คุณตำรวจช่วยมาลงพื้นที่เสียหน่อย
แล้วทุกอย่างก็กระจ่างทันทีที่เจ้าหน้าที่และเหล่าไทยมุงทั้งคนธรรมดาและสาวกได้เปิดประตูเข้าไปในบ้านหลังนั้น…ห้องที่เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงที่สาดกระเซ็นเลอะพื้นหินอ่อนและกำแพงสีขาวจะกลายเป็นดั่งฝันร้ายของตำรวจและผู้พบเห็นไปอีกนานแสนนาน เช่นเดียวกับร่างของเสี่ยชูและภรรยา ผู้ที่เคยเป็นพ่อแม่ของเจ้าลัทธิตัวน้อย รวบรวมสาวกหลายชีวิตจากทั่วฟ้าเมืองไทยและกอบโกยรายได้จากเงินของสาวกและจากธุรกิจไม่ว่าจะขาว ดำหรือเทาๆ ที่บัดนี้ได้กลายเป็นภักษาหารของเด็กชายผู้เป็นปีศาจภายใต้นามของ “อภิชาตบุตร” ที่พวกเขาต้องการนักหนาอย่างน่าอนาถใจ ส่วนเจ้าหนูที่กำลังถือเครื่องในสดๆ ของผู้เป็นบุพการีที่ถูกตนแทะกินและอ้าปากเปื้อนเลือดกรีดร้องแหลมสูง ไม่มีท่าทีจะหลบหนีการจับกุมหรือเข้าทำร้ายพวกมนุษย์ที่เข้ามามุงดูตนเลย ราวกับว่าสิ่งที่ตนได้กระทำไปได้สัมฤทธิ์ผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำนักข่าวหลายเจ้าและช่องโทรทัศน์หลายช่องตีแผ่ข่าวคดีฆาตกรรมสุดวิปริตนี้มากมาย ไม่ว่าจะประณามเจ้าวาในฐานะลูกทรพีหรือเด็กอุบาทว์ที่กล้าฆ่าพ่อแม่ของตนอย่างโหดเหี้ยม หรือนำเสนอการค้นพบคลังยาเสพติดที่มีฤทธิ์หลอนประสาทจำนวนมากที่ถูกซุกซ่อนในบ้านพักหลังต่างๆ ที่ครอบครัวของเสี่ยชูไปพำนัก ทำให้มีการคาดการณ์ว่าพฤติกรรมผิดแปลกของเจ้าวาน่าจะมาจากการที่พ่อแม่ให้เขาเสพยาพวกนี้ ยิ่งเสริมเสียงก่นด่าสาปแช่งและการสมน้ำหน้าครอบครัวนี้ไปอีกว่าสมควรแล้ว ขายยาบ้าทำชีวิตคนอื่นพังมาหลายปีก็ต้องโดนลูกตัวเองที่เสพยาจนคลั่งฆ่าตาย ดีเสียอีก แผ่นดินจะได้สูงขึ้น ส่วนเจ้าวา เนื่องจากเขายังเป็นเด็กทำให้ไม่ต้องติดคุก ทว่า ด้วยการกระทำที่ป่าเถื่อนและผิดศีลธรรมอย่างถึงที่สุด ทำให้เจ้าวาถูกส่งตัวไปอยู่ในสถาบันทางจิตเวชแห่งหนึ่งและจะต้องอยู่ในนั้นไปตลอดชีวิต ไม่ให้มีโอกาสได้ออกมาสู่โลกภายนอกของคนปกติตลอดกาล
“…ลูกคงเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ถึงได้พูดแบบนั้นไป เพราะสิ่งที่แม่ได้เห็น มันน่ากลัวเหลือเกิน” นี่คือข้อความหนึ่งจากจดหมายที่แม่ส่งมาไม่นานหลังจากที่เกิดคดีนั้นขึ้น
“เด็กคนนั้นไม่ใช่เทพเทวาจากไหน แม้จะมีฤทธิ์ มีอำนาจ พูดอะไรคนก็เชื่อและคล้อยตาม มีบารมีมาก แต่แท้ที่จริงแล้ว เด็กคนนี้เป็นปีศาจ ปีศาจที่เลวร้ายกว่าสัตว์นรก เปรต อสูรกาย มันเลือกเสี่ยชูและแม่มลมาเป็นพ่อแม่ของมันแต่แรก เลือกก่อนที่เสี่ยจะมาขอฤกษ์กับแม่เสียอีก
โอ มันน่ากลัวเหลือเกิน แม่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรน่ากลัวไปมากกว่ามันอีกแล้ว ในภาพที่แม่เห็นในความฝัน เจ้าปีศาจนั่นหลอกลวงทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยและแม่มลที่ก่อนมันจะมาเกิดเป็นเจ้าวาฝันว่าตนได้ดวงแก้วจากเทวดา หรือบรรดาสาวกที่เชื่อในคำสอนและยอมเป็นบริวารของมัน มันไม่ใช่การยอมอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่า แต่มันคือการถวายชีวิตให้มันแบบไม่มีวันถอดใจ พวกเขาได้กลายเป็นทาสของปีศาจในร่างเด็กน้อยอย่างสมบูรณ์ แปลว่า มันมีอำนาจเหนือชีวิตของพวกเขา และมันสามารถจะจัดการชีวิตนั้นๆ อย่างไรก็ได้ตามที่ปรารถนา ละไมคงได้ยินมาบ้างว่ามีคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับลัทธินั้นได้หายตัวไปจนครอบครัวต้องลงทุนประกาศตามหา หรือมีข่าวพบศพของพวกเขาในสภาพเหมือนถูกบูชายัญแต่ทางตำรวจไม่สามารถทำอะไรต่อได้ นั่นแหละ มันเกี่ยวข้องกับไอ้เด็กปีศาจนั่นจริงๆ
คำสอนของมันไม่มีอะไรไปมากกว่าคำโกหกหลอกลวงที่เอาเนื้อความจากศาสนานั้นศาสนานี้มาบิดเบือน ปรุงแต่งและปั้นเรื่องเพื่อจูงจมูกกลุ่มคนที่ทุกข์ใจและไร้ทางออกในชีวิตจนต้องหาที่พึ่งแบบผิดๆ แม่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้เพราะกลัวไปหมดและไม่รู้จะสรรหาอะไรมาพูดถึง ดูสิ ขนาดแม่เป็นหมอดูและหมอผีสมัครเล่นแท้ๆ น่าขำจริงๆ
แล้วสุดท้ายเป็นยังไง? เสี่ยก็ได้อภิชาตบุตรสมใจ อภิชาตสมตัวมันจริงๆ เกิดมาเก่ง เด่น ดังกว่าพ่อแม่ เก่งเสียจนพ่อแม่มันยอมลดตัวมาพินอบพิเทา แล้วก็ตามที่เป็นในข่าว…ทั้งเสี่ยชูและแม่มลตายคู่!
บรรทัดสุดท้าย ไม่มีอะไรมาก แม่ขอให้ละไมจงมีชีวิตที่มีสติ อย่ารอคอยดวงดาวและโชคชะตา แต่จงกำหนดโชคชะตานั้นเอง และโปรดจงจำไว้ว่า ไม่มีอะไรที่ใหญ่เกินกรรม
รักลูกที่สุด
ละมุน พันดาว

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น