ปลาตะเพียนของเด็กชาย
เด็กชายผู้หนึ่งถูกเลี้ยงดูด้วยตาของเขามาตั้งแต่เกิด เพราะที่บ้านค่อนข้างมีฐานะที่ยากจน ซึ่งทำให้เขาและตาต้องมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก เด็กชายผู้มีนามว่า ต้นกล้า ถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี แม้ว่าฐานะทางบ้านมีความลำบากต่อการใช้ชีวิต แต่ต้นกล้ากลับไม่เคยนึกโทษโชคชะตา เพราะตั้งแต่ที่จำความได้ ทั้งชีวิตของเขาก็มีเพียงตาคนเดียวที่อยู่เคียงข้าง ต่อให้ฐานะทางบ้านแสนจะลำบาก แต่ตาก็ไม่เคยบ่นเพื่อที่จะทำงานหนัก เพราะจำเป็นต้องทำงานเพื่อหาค่าอาหารมาเลี้ยงดูจนเขาเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งวันนี้เขาก็เติบโตมากพอที่จะช่วยตาทำงานเพื่อแลกกับจำนวนเงินสำหรับใช้ชีวิต หากนับตามอายุจริงๆ วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่แสนพิเศษในทุกๆปี เป็นอีกปีที่เขาเติบโตขึ้น และมีอายุครบ 12 ปีพอดี เป็นอีกหนึ่งปีที่เขาไม่เคยได้รับของขวัญชิ้นพิเศษที่มีราคาแพง แต่กลับเป็นอีกวันที่เขาได้รับสิ่งที่มีมูลค่าทางจิตใจ เป็นอีกหนึ่งปีที่ได้รับของขวัญวันเกิดจากตา ซึ่งเป็นของขวัญที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก และปีนี้ก็เช่นกัน ตาตั้งใจใช้ใบมะพร้าวสานเป็นปลาตะเพียนให้เขาเหมือนเช่นเดิม แต่ปีนี้ค่อนข้างแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย เพราะขนาดตัวของปลาตะเพียนนั้นค่อนข้างใหญ่กว่าปกติ อีกทั้งยังมีลูกปลาตะเพียนตัวเล็กๆอีกตัวเพิ่มขึ้นมา ด้วยความสงสัย เขาจึงหยิบเอาปลาตะเพียนดังกล่าว แล้วเดินไปถามตาด้วยความสงสัย
"ตา ทำไมวันนี้ปลาตะเพียนตัวใหญ่กว่าทุกปี แถมยังมีลูกปลาตะเพียนเพิ่มมาอีกหนึ่งตัว"
สายตาที่เริ่มพร่ามัวหันไปมองหลานชายของเขาซึ่งกำลังแสดงออกทางสีหน้าด้วยท่าทางที่สงสัย
"ปีนี้ครบ 12 ปีแล้ว เติบโตขึ้นอีกปี ปลาตะเพียนก็ตัวใหญ่ขึ้น บ่งบอกว่า ชีวิตจะเติบโตและเต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆมากขึ้นไปอีก"
"ว้าว สุดยอดไปเลย ต้นกล้ารักตามากที่สุด ขอบคุณครับ"
กล่าวพร้อมกับเดินเข้าไปสวมกอดตาด้วยความรักเหมือนที่เขาชอบทำเสมอมา
หลังจากทั้งสองคนพูดคุยกันเล็กน้อย ต้นกล้าจึงนำปลาตะเพียนไปเก็บเอาไว้ในกล่องไม้เก่าซึ่งด้านในเต็มไปด้วยปลาตะเพียนที่เขาได้รับจากตาในทุกๆปี และปีนี้ก็ถูกเก็บเอาไว้รวมกันกับตัวอื่นๆ แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่สภาพของปลาตะเพียนก็ยังคงอยู่ แม้ว่าสีของใบไม้จะเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากสีเขียวกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน และน้ำตาลเข้มสลับกันไปบ้าง แต่ความสวยงามและคุณค่าทางจิตใจก็ยังคงสวยงามเช่นเดิม
เมื่อเขาเก็บปลาตะเพียนเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไปช่วยตาทำกับข้าวในครัว แม้ว่าตาจะบอกให้เขาไปนั่งรอทานข้าวอย่างเดียวก็พอ แต่เขากลับเลือกที่จะเขามาช่วย เพราะไม่อยากให้ตาเหนื่อยคนเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะตอนนี้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และยังสามารถช่วยงานตาได้หลายอย่าง ดังนั้นการทำกับข้าวในมื้อนี้และมื้ออื่นๆเขาจึงมักจะอาสาเข้ามาช่วย หรือไม่ก็เป็นคนจัดการอาหารทั้งหมดคนเดียว เพราะไม่อยากให้ตาเหนื่อยอีกต่อไป
กลิ่นอาหารคละคลุ้งไปทั่วห้องครัว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า อาหารมื้อนี้ต้องอร่อยแน่นอน เพราะเขาชื่นชอบในฝีมือของตามาก ตาเป็นคนทำอาหารอร่อย จนได้รับการจ้างงานให้ไปทำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่สุขภาพตาเริ่มแย่ลงเพราะอายุมากขึ้น การเลิกจ้างจึงเกิดขึ้น เพราะตามีอาการไอเรื้อรังจนทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักไป และเขาก็ได้รับโอกาสให้ไปช่วยงานที่ร้าน ซึ่งจะเป็นงานในครัว นับว่าเป็นความเมตตาจากทางเจ้าของร้านเป็นอย่างมาก ซึ่งการมีงานทำเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้เขาและตามีเงินเพื่อใช้ชีวิตมาโดยตลอด อาจจะไม่ใช่จำนวนที่มาก แต่ก็เป็นอีกจำนวนที่ช่วยให้พวกเขามีเงินไว้ซื้อข้าว และมีสำหรับใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นบ้าง
ต้นกล้ามองใบหน้าของตาที่เริ่มเหี่ยวย่นตามอายุ แต่ใบหน้านั้นกลับบ่งบอกถึงความสุขที่ได้ทำอาหาร แม้ว่าอาการไออาจจะไม่ดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่ตาได้กลับมาทำอาหาร รอยยิ้มจะปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายชราทันที และวันนี้ก็เช่นกัน เขาเองก็มีความสุขไปด้วย เมื่อได้มองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนี้ในทุกๆวัน และก็หวังว่าตาจะอยู่กับเขาไปจนถึงวันที่เขาสามารถดูแลตาได้ดีที่สุด และพาตาไปรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ตาจะได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น แม้ว่าจะบอกกับตัวเองเช่นนั้นทุกวัน แต่หากมองรายได้ที่มีเพื่อประทังชีวิตไปแค่วันๆเท่านั้น ความฝันที่เขาอยากให้เกิดขึ้นจริงก็ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่คิดกังวลกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น เสียงเรียกอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น เพื่อดึงสติให้เขากลับมาอยู่กับปัจจุบัน
"ต้นกล้ามาช่วยตาทำต่อให้เสร็จหน่อย ตาขอไปเข้าห้องน้ำสักครู่"
"ได้ครับตา เดี๋ยวต้นกล้าทำต่อเอง ตาไปพักเลย"
"งั้นตาฝากหน่อยนะ"
กล่าวพร้อมกับยื่นทัพพีในมือให้ พร้อมกับรีบเดินออกไปจากห้องครัว
ต้นกล้ารับทัพพีมาโดยไม่ได้มีความสงสัยอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยังคงตั้งใจทำอาหารต่อให้เสร็จ เพราะเขาจะต้องไปทำงานต่อที่ร้านอาหาร ซึ่งงานที่ทำนั้นไม่ได้เป็นพ่อครัวแต่อย่างไร เพราะอายุยังน้อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานช่วยจัดเตรียมของในครัวมากกว่า
เสียงไอยังคงดังอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนอาการไอนั้นจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น สายตาที่พร่ามัวเป็นปกติอยู่แล้วกลับกลายเป็นว่า ตอนนี้ทุกอย่างมืดดำไปหมด สายตาที่เคยมองเห็นกลายเป็นว่า ตอนนี้มองไม่เห็นอะไรอีกต่อไป พร้อมกับสติที่เริ่มเลือนลางและไม่รู้สึกตัวอีกต่อไป
ณ ห้องครัว
ต้นกล้าทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำอาหารทุกจานไปวางบนโต๊ะทานข้าวที่เขาและตามักจะทานด้วยกัน แต่วันนี้เขากลับรู้สึกแปลกใจว่าทำไมตาไม่นั่งรอที่โต๊ะเหมือนทุกวัน แต่ก็นึกได้ว่า ตาบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่หากนึกตามความเป็นจริง ตาไปเข้าห้องน้ำนานพอสมควร แต่ทำไมยังไม่กลับมา ในใจเริ่มรู้สึกไม่ดีจึงรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ ทันทีที่เขาวิ่งมาถึงห้องน้ำ ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้น ภาพของตาซึ่งกำลังนอนฟุบอยู่ที่พื้นห้องน้ำ อีกทั้งยังมีเลือดไหลออกมาจากบริเวณศีรษะ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และเขารีบตั้งสติเพื่อเขาไปดูตา พร้อมกับส่งเสียงเรียกตาด้วยความกังวล แต่สิ่งที่เขาได้กลับมากลับมีเพียงความเงียบ ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจประคองตาออกไปจากห้องน้ำและตะโกนให้เพื่อนบ้านเข้ามาช่วยเพื่อนำตาไปส่งที่โรงพยาบาล
ณ โรงพยาบาล
ต้นกล้าเดินวนไปมาอยู่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน เขารู้สึกกลัวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่พาตามาส่งที่โรงพยาบาล ตอนนี้ก็ล่วงเลยไปถึง 2 ชั่วโมงแล้ว แต่กลับยังไม่มีสัญญาณใดๆจากหมอที่ทำการรักษา ใบหน้าของเด็กชายตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะมีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่นั่งรอด้วยความกระวนกระวายใจ และได้แต่ภาวนาให้ตาปลอดภัย
ทันใดนั้นเสียงประตูห้องฉุกเฉินก็ถูกเปิดขึ้นพร้อมกับหมอที่ทำการรักษา และกำลังเดินมาที่เขาด้วยใบหน้าที่ตึงเครียด พร้อมกับกล่าวในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้รับฟังในเวลานี้
"หมอเสียใจด้วยนะครับ คนไข้เสียชีวิตแล้ว เพราะศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนจากการล้ม และอาการไอเรื้อรังที่ส่งผลต่อระบบหายใจของคนไข้ด้วย หมอขอแสดงความเสียใจอีกครั้งนะครับ"
ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ต้นกล้าร้องไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่เคยเจ็บปวดขนาดนี้มาก่อน และไม่คิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นความจริง เมื่อตั้งสติได้เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉินเพื่อมองบุคคลอันเป็นที่รักอีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาได้พบเจอกับเป็นความเจ็บปวดที่ทำให้เขาช็อกจนหมดสติไป
หลังจากที่ตาของเขาเสียชีวิตไป เหตุการณ์ในวันนั้นกลายเป็นบาดแผลที่ทำให้เขากลายเป็นคนเก็บตัวเงียบมากขึ้น ในแต่ละวันเขาแทบไม่ออกไปเจอผู้คน อีกทั้งยังไม่ไปทำงานที่ร้าน จนทางร้านได้รับความเสียหาย แต่ก็เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และวันนี้เขาก็ได้รับคำเตือนจากทางร้านอีกครั้งว่า หากเขาไม่ไปทำงาน ทางร้านจะยกเลิกการว่าจ้าง และจะไม่ให้โอกาสเขาอีก ราวกับทุกอย่างบีบคั้นให้เขาต้องออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความรู้สึกที่เขามีในตอนนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า เขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะออกไปใช้ชีวิต เขาจึงเลือกที่จะให้ทางร้านเลิกจ้างและขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเขาอยากเยียวยาความรู้สึกนั้นให้ดีขึ้น และพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
เสียงสะอื้นยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าที่ดูซูบผอมลงเพราะความเศร้า อีกทั้งยังไม่ได้ทานข้าวมาหลายวัน เขาใช้เวลากักขังตัวเองไว้ในห้อง นั่งกอดกล่องไม้เก่าเอาไว้ด้วยความหวงแหน เขาใช้เวลาอยู่กับกล่องไม้นั้นในทุกๆวัน และมักจะเปิดกล่องไม้ออกเพื่อดูปลาตะเพียนตัวใหญ่ทั้งหมด 12 ตัว เพราะปลาตะเพียนถูกสานด้วยใบมะพร้าวตั้งแต่ปีที่เขาลืมตาขึ้นมาดูโลก ตาเป็นคนตั้งใจสานออกมาอย่างสวยงาม และได้เก็บใส่ไว้ในกล่องไม้มาเรื่อยๆจนกระทั่งเขาจำความได้ และเขาก็ทำเหมือนที่ตาทำให้เขามาโดยตลอด เขาเก็บปลาตะเพียนทุกตัวเอาไว้ในกล่องไม้ และดูแลรักษาอย่างดี แม้จะเป็นเพียงแค่ใบไม้ที่ดูไร้ค่าสำหรับคนอื่น แต่สิ่งเหล่านี้คือตัวแทนของความรักที่ตามีให้กับเขา เพราะไม่มีใครรักและห่วงใยเขาเท่าตาอีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งแม่ผู้ให้กำเนิดก็ทิ้งเขาเอาไว้กับตาโดยไม่แม้แต่จะกลับมาดูแลหรือติดต่อกลับมาอีกเลย ตอนแรกเขารู้สึกน้อยใจที่แม่ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้กลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เพราะตาทำให้เขารู้ว่า ผู้ให้กำเนิดไม่ประเสริฐเท่ากับผู้ให้ชีวิต ความทรงจำมากมายระหว่างเขากับตาทำให้เขาร้องไห้หนักมากขึ้น เขามองเห็นทุกความเหนื่อยล้าที่ตาพยายามฝืนมาโดยตลอด แม้กระทั่งในวันสุดท้ายก่อนที่ตาจะจากเขาไป ตายังคงตื่นเช้าเหมือนเดิม และยังคงตั้งใจสานปลาตะเพียนตัวนั้นได้อย่างสวยงามมากกว่าตัวที่ผ่านมา
เวลาผ่านไป 2 เดือน
ต้นกล้ายังคงใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังเดิม และยังคงทำงานรับจ้างรายวันเพื่อหาเงินประทังชีวิตไปวันๆ แม้ว่าจะอายุครบ 12 ปีแล้ว แต่เขากลับไม่มีโอกาสได้เรียนเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เพราะฐานะทางบ้านที่ยากจน และเขาก็ไม่อยากทิ้งให้ตาทำงานคนเดียว เพราะร่างกายที่ไม่แข็งแรง เขาจึงเริ่มทำงานรับจ้างมาเรื่อยๆตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าเขายังเด็กไป แต่งานที่เขาทำก็ล้วนมาจากงานที่เพื่อนบ้านแบ่งปันให้ทำ เพราะเห็นใจที่ทางบ้านมีฐานะยากจน บางวันเขาก็ไปรับจ้างล้างจาน ทำงานบ้าน หรือแม้แต่การช่วยตาเก็บขวดเพื่อนำไปขาย เขาผ่านช่วงเวลของการทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก แต่เขากลับไม่เคยได้ยินคำบ่นใดๆจากปากของตาเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตผลักดันให้เขามีความคิดและความรับผิดชอบมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เขาต้องมีชีวิตรอด และทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดในทุกๆวัน และการสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็ยิ่งบังคับให้เขาต้องเติบโตมากขึ้น เขาพยายามดิ้นรนและหาทางออกให้กับชีวิต เขาทำงานทุกอย่างที่ได้เงิน รับจ้างด้วยแรงงานที่เหนื่อยล้า แต่เขากลับไม่เคยคิดที่จะปล่อยให้ชีวิตตัวเองต้องจมดิ่งอยู่กับความยากจนเหมือนที่ผ่านมา เพราะวันนี้ความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น ซึ่งอาจจะมีไม่มากจนสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ แต่อย่างน้อยเขาก็มีเพื่อเอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาอายุมากขึ้น นายจ้างจึงกล้าที่จะใช้แรงงานในส่วนที่สามารถทำได้ และเขายังสามารถนำความรู้จากงานจักสานที่ตาเคยสอนเอาไว้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
เขาใช้เวลาส่วนหนึ่งหลังจากรับจ้างงานทั่วไปเพื่อสานปลาตะเพียนเป็นจำนวนมาก และนำไปเร่ขายตามแยกไฟแดง อีกทั้งยังไปรับขนมตามร้านค้าเพื่อเอามาเร่ขายไปด้วย อาจจะมีบางวันที่ขายได้น้อยบ้าง ได้มากบ้าง แต่รายได้จำนวนนี้ก็ช่วยให้เขาพอมีเงินใช้จ่ายได้ดีมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะเหนื่อยล้า และแอบร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขากลับเรียนรู้รสชาติของการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี โชคชะตากำลังผลักดันให้เขาเป็นผู้ใหญ่ในวัย 12 ปี ใช้ชีวิตในรูปแบบที่ไม่มีปุ่มให้กดข้าม แต่จำเป็นต้องก้าวข้ามทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น พักหลังเขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มทำงานหนักมากเกินไป จึงเลิกไปรับจ้างตามร้านอาหารต่างๆ แต่เลือกที่จะสานปลาตะเพียนด้วยความรัก เขาดัดแปลงรูปแบบให้มีความสวยงามมากขึ้น แม้ว่ารายได้อาจจะไม่เยอะเหมือนตอนรับจ้างทั่วไปด้วย แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ใช้เวลากับสิ่งที่สร้างความสุข อีกทั้งยังมีเวลาไปศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตชุมชน ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งอาจจะกลายเป็นช่องทางที่ทำให้เขามีรายได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
หลังจากนำปลาตะเพียนและรับขนมจำนวนหนึ่งไปขายตามแยกไฟแดง ต้นกล้าก็รีบไปที่ศูนย์ฝึกอาชีพที่ชุมชน ซึ่งวันนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านงานจักสานโดยเฉพาะมาให้ความรู้ และเปิดโอกาสให้กับคนที่เข้าร่วมได้แสดงผลงานของตัวเอง
เมื่อมาถึงที่ศูนย์ฝึกอาชีพ ต้นกล้าก็รีบเข้าไปนั่งรอด้านใน วันนี้เขามาถึงก่อนเวลาประมาณ 30 นาที เนื่องจากเป็นวันแรก เขาจึงรู้สึกตื่นเต้น และอยากรู้ว่าวันนี้เขาจะได้ทำอะไรบ้าง หลังจากนั่งรอไปสักพักก็เริ่มมีผู้คนทยอยเข้ามาร่วมงาน ซึ่งคาดเดาว่าวันนี้น่าจะมีประมาณ 20-30 คน ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะ เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่จึงเดินเข้ามาพร้อมกับกล่าวแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ
"สวัสดีครับ ผมชื่อ วิชัย วันนี้ผมได้รับเกียรติให้มาเป็นวิทยากรสำหรับงานในวันนี้ ยินดีต้อนรับทุกท่านที่เสียสละเวลาเพื่อมาร่วมงานนะครับ ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้ว ผมขอเริ่มต้นด้วยการเปิดวิดีโอสำหรับงานฝีมือของกลุ่มสร้างอาชีพจากต่างจังหวัดให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนนะครับ หลังจากนั้นเราจะเริ่มลงมือทำไปพร้อมๆกัน"
จากนั้นวิดีโอตัวอย่างจึงถูกเปิดให้กับผู้เข้าร่วมได้รับชม ในระหว่างนั้นสายตาของวิชัยก็ไปสะดุดตากับเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งดูจากสายตาเด็กคนนี้น่าจะอายุยังน้อย น่าจะ 11-12 ปีได้ เพราะดูจากหน้าตาและรูปร่างที่ค่อนข้างผอม ตัวเล็ก น่าจะยังคงเด็กอยู่มาก แต่เขากลับรู้สึกถูกชะตาต่อเด็กคนนี้อย่างบอกไม่ถูก รู้สึกสงสารเพราะสัมผัสได้ว่า แววตาของเด็กคนนี้เต็มไปด้วยความเศร้าและการต่อสู้ดิ้นรน เพราะเขาสัมผัสได้จากความเหนื่อยล้าผ่านแววตาได้เป็นอย่างดี
เมื่อวิดีโอเล่นจนจบ วิชัยก็เริ่มหยิบอุปกรณ์ส่งต่อให้กับผู้ร่วมงานจนครบทุกคน จากนั้นจึงเริ่มต้นอธิบายว่าแต่ละคนต้องทำอย่างไรบ้างกับผลงานชิ้นดังกล่าว
"สิ่งที่ทุกท่านได้รับคือสายริบบิ้นจำนวน 1 ม้วน และเชือกอีก 1 ม้วน ทุกท่านสามารถสร้างผลงานตัวเองผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ได้เลยครับ จะทำแบบในวิดีโอที่ผมเปิดให้ดูก็ได้ หรือจะสร้างผลงานตามที่ถนัดออกมาได้เลยครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะออกมาดีหรือไม่ เพราะนี่เป็นผลงานชิ้นแรกที่เปิดโอกาสให้ทุกท่านได้ใช้ความคิดอย่างเป็นอิสระ แล้วหลังจากนั้นเราจะมาเริ่มต้นสานตะกร้าจากต้นหวายไปพร้อมๆกันครับ"
เมื่อทุกคนได้รับอุปกรณ์ครบเรียบร้อยแล้ว ต่างคนต่างเริ่มแสดงฝีมือของตัวเองตามความชอบ อาจจะมีบ้างที่ซ้ำกัน แต่รูปแบบความละเอียดย่อมแตกต่างกันตามความพิถีพิถัน แต่กลับมีเด็กชายคนดังกล่าวที่เขารู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษกำลังทำในบางสิ่ง ซึ่งดึงดูดความสนใจให้เขาหันไปมอง เขามองมือน้อยๆที่เริ่มสอดสายริบบิ้นสลับกันไปมาด้วยความประณีต จนเริ่มปรากฏรูปร่างที่ชัดเจนมากขึ้น เขาค่อนข้างแปลกใจที่เด็กคนนี้เลือกที่จะใช้ริบบิ้นสานเป็นปลาตะเพียน ซึ่งเป็นปลาที่สวยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาจึงเฝ้ามองเด็กคนนี้ลงมือทำด้วยความสนใจ แต่กลับมีบางอย่างที่เขามองเห็นผ่านแววตาของเด็กคนนี้ ซึ่งเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เขามองเห็นความเจ็บปวดในแววตาคู่นี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอีกครั้งเมื่อเด็กคนนี้ใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับปลาตะเพียนที่ทำออกมาได้อย่างเสร็จสมบูรณ์
เมื่อทุกคนสร้างผลงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว วิชัยจึงให้แต่ละคนออกมาบอกเล่าเกี่ยวกับผลงานของตัวเอง พร้อมกับแสดงผลงานชิ้นดังกล่าวให้คนอื่นได้ชื่นชมเช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนต่างก็ทำออกมาได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งถึงคิวที่เด็กชายที่มีอายุน้อยที่สุดในงานได้ออกมายืนอยู่ตรงกลางของห้อง ทุกสายตาต่างมองมาด้วยความสนใจ เพราะยังคงเป็นเด็ก อีกทั้งยังมีผลงานในมือที่ดูโดดเด่น แม้จะเป็นเพียงปลาตะเพียน ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็นเพียงผลงานชิ้นที่ดูธรรมดาเท่านั้น แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนให้ความสนใจมากขึ้นกับความคิดสร้างสรรค์
ต้นกล้ารู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะทุกสายตายังคงจับจ้องมาที่เขา แต่สุดท้ายเขาก็รวบรวมความกล้าเพื่อกล่าวคำแนะนำตัว และบอกเล่าถึงผลงานที่ตั้งใจทำออกมาเป็นอย่างดี
"สวัสดีครับ ผมชื่อต้นกล้า ผลงานชิ้นนี้มีชื่อว่า ปลาตะเพียนของเด็กชาย ที่มาของปลาตะเพียนกลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากความรักของชายชราผู้หนึ่งซึ่งตั้งใจสานปลาตะเพียนในทุกๆปี เขาตั้งใจทำมันด้วยความรักเพื่อมอบให้กับหลายชาย ซึ่งหากนับรวมกันในทุกๆปี ชายชราผู้นี้ก็สานปลาตะเพียนมาทั้งหมด 12 ปีหรือ 12 ตัวพอดี ปลาตะเพียนเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยและเรื่องราวดีๆที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งผมอยากสานต่อความมั่งคั่งนี้จากชายชราที่ขึ้นชื่อว่า เป็นคุณตาของผม และวันนี้ผมก็ได้ทำมันสำเร็จแล้ว ผมได้สร้างความสวยงามต่อจากสิ่งที่ตาทำเอาไว้ และผมก็เชื่อเสมอว่า ตาต้องมองดูด้วยความสุข"
หลังจากกล่าวจบทุกคนในงานต่างปรบมือพร้อมกัน อีกทั้งยังกล่าวชื่มชมในความสวยงาม และอดสงสารไม่ได้ เพราะเด็กผู้ชายที่อยู่ตรงหน้ากำลังน้ำตาคลอกับสิ่งที่บอกเล่าถึงความเป็นมา น้ำเสียงที่กล่าวชมทำให้ต้นกล้าร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจ วิชัยเห็นภาพดังกล่าวก็อดสงสารไม่ได้ เขาจึงเดินเข้าไปลูบหลังเด็กชายแผ่วเบา พร้อมกับกล่าวชื่นชมและให้กำลังใจ
"เก่งมากๆ ไม่เป็นไรนะ วันนี้คุณตาต้องภูมิใจในตัวต้นกล้ามากแน่ๆเลย"
"ขอบคุณครับ" กล่าวพร้อมกับใช้มือเล็กๆเช็ดคราบน้ำตา
หลังจากที่ผลงานชิ้นแรกได้สิ้นสุดลง จากนั้นวิชัยจึงทำหน้าที่ในการสอนวิธีการสานตะกร้าอย่างถูกวิธี พร้อมกับแจกอุปกรณ์ให้กับทุกคน จากนั้นจึงให้เวลาในการลงมือทำ และสามารถนำผลงานชิ้นดังกล่าวกลับไปใช้ต่อที่บ้านได้ เมื่อทุกคนทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว วิชัยจึงเดินดูผลงานของแต่ละคนและกล่าวชื่นชมด้วยความจริงใจ เพราะเขาเห็นว่าทุกคนตั้งใจเรียนรู้และทำมันออกมาได้ดีมาก และกล่าวลาทุกคนสำหรับงานวันนี้ จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านและนำตะกร้าหวายกลับไปใช้ตามที่แจ้งให้ทราบ
ต้นกล้าถือตะกร้าหวายกลับบ้านด้วยความสุขอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกว่าวันนี้เขาได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อตาของเขา และหวังว่าตาจะรับรู้ในสิ่งที่เขาทำ แต่เมื่อมาถึงที่บ้านก็ต้องแปลกใจที่มีใครบางคนรออยู่ที่บ้าน เขาไม่คุ้นหน้า และก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร แต่ความสงสัยนี้ก็ได้รับคำตอบซึ่งทำให้เขาแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง
"ต้นกล้า นี่แม่เอง"
ต้นกล้าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ฟัง และรู้สึกว่างเปล่ากับความรู้สึก ไม่มีความเสียใจ ดีใจ หรือมีความสุขแต่อย่างไร เพราะเขาไม่เคยนึกถึงคำว่า แม่ ตั้งแต่จำความได้ เพราะคนที่เลี้ยงและมอบชีวิตจนเขาเติบโตมาถึงทุกวันนี้คือชายชราที่เขาเรียกว่า ตา แค่คนเดียวเท่านั้น แม้จะรับรู้ดีว่า แม่ทิ้งเขาเอาไว้ให้ตาเลี้ยงด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งตาก็ไม่เคยบอกเช่นกัน แต่เขากลับไม่ต้องการหาคำตอบนั้น และวันนี้ก็เช่นกัน เขาคงไม่ได้ต้องการ แม่ ผู้ที่ไม่เคยสนใจใยดีเขา
"คุณเป็นแม่ผมจริงๆหรอ"
"ใช่แล้วลูก แม่เพิ่งรู้ว่าคุณตาเสียไปแล้ว แม่จะมารับต้นกล้าไปอยู่ด้วย ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับแม่นะลูก"
"คุณกลับไปเถอะ ผมใช้ชีวิตเพียงลำพังได้ ผมไม่ได้ต้องการแม่อีกต่อไป"
"ทำไมพูดแบบนั้นล่ะต้นกล้า แม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น"
"ผมก็อยากใช้ชีวิตในแบบที่ผมคุ้นเคยเช่นกัน คุณกลับไปเถอะครับ"
ต้นกล้าเลือกที่จะเดินผ่านหน้าหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าแม่ไปด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า เขาไม่ได้โกรธหรือเกลียดชัง และก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจต่อสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว เขาแค่คิดว่าการใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ก็ดีที่สุดแล้ว
บทสนทนาระหว่างทั้งสองคนสร้างความเจ็บปวดให้กับวิชัยซึ่งเขาแอบมองและฟังบทสนานั้นมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งทำให้เขาเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ความทรงจำในอดีตได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเขาและหญิงสาวได้เคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกัน และตอนนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็อยู่ในช่วงของวัยรุ่น ซึ่งยังไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ความผิดพลาดดังกล่าวจึงเกิดขึ้น เมื่อความสัมพันธ์ในครั้งนั้นทำให้หญิงสาวตั้งครรภ์ และเขาก็ไม่มีความรับผิดชอบ อีกทั้งยังปฏิเสธต่อสิ่งที่เกิดขึ้น การจากลาจึงเกิดขึ้น และเขาก็ไม่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายหญิงอีกเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เขาได้มาพบเจอกับเด็กผู้ชายที่รู้สึกคุ้นเคย โดยที่ไม่รู้เลยว่านั่นคือสายเลือดที่เขาไม่เคยสนใจเลยว่าจะเป็นหรือตายอย่างไร และในวันนี้บาปกรรมที่เขาได้ทำเอาไว้ก็กำลังส่งผลให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวด เพราะเขากำลังป่วยเป็นมะเร็ง และอาจจะอยู่ได้ไม่นาน แต่อย่างน้อยการรับรู้ความจริงในวันนี้ก็ทำให้เขาอยากที่จะใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ได้ทำหน้าที่ของพ่อในแบบที่เขาสามารถทำได้
ผ่านไป 2 วัน
จากนั้นก็มีคนจากหน่วยงานราชการได้เข้ามาติดต่อกับต้นกล้า และได้ให้ความช่วยเหลือพร้อมกับมอบทุนการศึกษาให้ อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนงานจักสานที่เขาทำขายจนกลายเป็นอาชีพ เขารู้สึกขอบคุณหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือมาก และเขาก็ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่า จะมอบสิ่งดีๆให้กับสังคมเหมือนที่เขาได้รับโอกาสในครั้งนี้ โดยที่เขาไม่รู้เช่นกันว่า ผู้ใหญ่ใจดีท่านไหนที่มอบทุนนี้และการช่วยเหลือนี้ให้กับเขา แต่ลึกๆกลับรู้สึกว่า เขาคุ้นเคยกับบุคคลที่ไม่เปิดเผยตัวตนเป็นอย่างมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขากลับเลือกที่จะตอบแทนผู้มีพระคุณท่านนี้ด้วยการตั้งใจสานปลาตะเพียนจำนวน 12 ตัวเพื่อส่งมอบให้กับผู้มีพระคุณท่านนี้ เพื่อเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ และบ่งบอกว่า ปลาตะเพียนคือส่วนหนึ่งของการเติบโตของเขาเช่นเดียวกัน

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น