บันทึกของคนโชคดีที่ว่ายน้ำไม่เป็น
สำหรับเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ ‘น้ำ’ คือสนามเด็กเล่นที่สนุกที่สุด คือสัญลักษณ์ของความสดชื่นในวันหยุดหน้าร้อน คือเสียงหัวเราะ คือการแข่งขัน คือความท้าทาย แต่สำหรับผม สายน้ำทุกสายกลับมีความทรงจำที่แตกต่างออกไป มันคือความทรงจำที่เย็นเยียบ ปะปนไปด้วยความกลัว ความไร้ทางสู้ และความโชคดีที่มาเยือนในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต
ผมคือชายคนหนึ่งที่เกือบเสียชีวิตในน้ำมาแล้วถึง 3 ครั้ง 3 ครา 3 สถานที่ และ 3 ช่วงวัยที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าแปลกและอาจจะน่าขันที่สุดก็คือ จนถึงทุกวันนี้... ผมก็ยังว่ายน้ำไม่เป็น
นี่คือเรื่องราวของผม กับสายน้ำที่พยายามจะโอบกอดผมไว้ตลอดกาล
ระลอกคลื่นครั้งที่ 1: ทะเล ความคึกคะนอง และสองชีวิตแปลกหน้า
ย้อนกลับไปในสมัยผมอยู่ชั้น ป.4 บรรยากาศของความตื่นเต้นอบอวลไปทั่วห้องเรียน เมื่อคุณครูประกาศว่าเราจะไปทัศนศึกษากันที่ทะเล แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางอย่าง ‘หาดนางรำ’ จังหวัดชลบุรี มันช่างดูห่างไกลและน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เสียงจอแจบนรถบัส คำถามที่ว่าใครจะนั่งกับใคร ขนมที่ต่างคนต่างเตรียมมาแลกกันกิน ทุกอย่างคือองค์ประกอบของวันที่น่าจะสมบูรณ์แบบที่สุดวันหนึ่ง
วินาทีแรกล้อรถบัสจอดสนิทและประตูเปิดออก กลิ่นไอเค็มของทะเลก็ปะทะเข้าจมูกอย่างจัง ภาพของหาดทรายสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีครามที่สะท้อนแดดจนเป็นประกายระยิบระยับ มันคือภาพสวรรค์ของเด็กๆ เราทุกคนต่างวิ่งกรูกันลงจากรถด้วยความตื่นเต้น ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปจนหมดสิ้น
คุณครูให้เวลาเราเล่นน้ำหนึ่งชั่วโมงเต็ม ซึ่งสำหรับเด็กแล้วมันคือชั่วนิรันดร์ ผมรู้ข้อจำกัดของตัวเองดี ผมว่ายน้ำไม่เป็น สิ่งแรกที่ผมทำคือการวิ่งตรงไปยังร้านเช่าห่วงยาง ได้ห่วงยางสีสดใสมาวงหนึ่ง มันคือเกราะป้องกันและใบเบิกทางสู่ความสนุกของผมในวันนั้น ผมเลือกเล่นอยู่บริเวณชายหาดที่น้ำตื้นๆ แค่ระดับเอว คลื่นซัดเบาๆ พอให้ตัวลอยขึ้นลงตามจังหวะ มันเป็นความสุขง่ายๆ ที่ผมพอใจแล้ว
แต่แล้วความสงบสุขของผมก็ถูกทำลายลงโดยกลุ่มเพื่อนผู้ทรงอิทธิพลของห้อง ‘แบงค์’ ‘มายด์’ และ ‘กฤษ’ สามเกลอหัวโจกที่มักจะหาเรื่องแผลงๆ ทำเสมอ แบงค์ซึ่งมีร่างกายใหญ่โตที่สุดในกลุ่ม เดินยิ้มเจ้าเล่ห์ตรงมาที่ผมพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน
“เฮ้ย ไปเล่นตรงนู้นกันดีกว่า มันส์กว่าเยอะ” แบงค์ชี้มือไปยังทุ่นกั้นแนวเขตที่อยู่ไกลลิบออกไป
“ไม่เอาอะ เราว่ายน้ำไม่เป็น เล่นตรงนี้แหละ” ผมปฏิเสธเสียงอ่อย พยายามกอดห่วงยางในมือไว้แน่น
คำปฏิเสธของผมไม่มีความหมายเลย แบงค์หัวเราะแล้วคว้าหมับเข้าที่ห่วงยางของผม ก่อนจะเริ่มออกแรงดึง ผมในตอนนั้นเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว แรงทั้งหมดที่มีไม่สามารถต้านทานพละกำลังของแบงค์ได้เลย ผมทำได้เพียงเกาะห่วงยางให้แน่นที่สุด ปล่อยให้ตัวเองถูกลากออกไปสู่ทะเลลึกอย่างจำยอม เสียงหัวเราะคิกคักของเพื่อนอีกสองคนยิ่งทำให้ผมรู้สึกไร้ค่าและหวาดกลัว
พวกมันลากผมไปจนถึงทุ่นสีส้มลูกใหญ่ที่ลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเล แล้วสั่งให้ผมเกาะทุ่นนั้นไว้ ก่อนที่ทั้งสามคนจะดำผุดดำว่ายเล่นน้ำรอบๆ ตัวผมอย่างสนุกสนานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในตอนแรกผมยังพอมีแรงเกาะทุ่นอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ กล้ามเนื้อแขนของผมก็เริ่มอ่อนล้า ความเค็มของน้ำทะเลเริ่มกัดเซาะเข้าตาจนแสบไปหมด
และแล้ววินาทีที่เลวร้ายที่สุดก็มาถึง มือของผมลื่นหลุดออกจากทุ่น ร่างทั้งร่างของผมจมวูบลงใต้น้ำทันที สัญชาตญาณแรกคือการไขว่คว้าหาห่วงยางคู่ใจ แต่เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยเต็มทีทำให้ผมทำได้แค่ตะกายน้ำอย่างไร้ทิศทาง ฟองอากาศผุดออกจากปากผมเป็นสาย ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำสมองจนขาวโพลน ภาพทุกอย่างใต้น้ำพร่ามัว เสียงรอบข้างอู้อี้ไปหมด ในหัวผมตอนนั้นมีแต่คำว่า ‘กลัว’ ผมกำลังจะตายใช่ไหม ความคิดถึงพ่อกับแม่แวบเข้ามาเป็นภาพสุดท้าย
ในขณะที่สติของผมกำลังจะดับวูบลง ผมรู้สึกถึงมืออันแข็งแกร่งสองข้างที่ฉุดรั้งร่างของผมขึ้นสู่ผิวน้ำ อากาศบริสุทธิ์ทะลักเข้าปอดพร้อมกับอาการไออย่างรุนแรงจนตัวงอ เมื่อลืมตาขึ้น ผมเห็นใบหน้าของชายหญิงชาวต่างชาติคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย พวกเขาสื่อสารกับผมด้วยภาษาที่ผมไม่เข้าใจ แต่การกระทำของพวกเขานั้นชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ ชายคนนั้นยกตัวผมขึ้นแล้วจัดท่าให้ผมคุกเข่าลงบนพื้นทรายใต้น้ำ ผมจึงได้พักหายใจอย่างเต็มที่ ก่อนที่พวกเขาจะประคองผมพาไปส่งให้กลุ่มเพื่อนของผมที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมอยากจะเอ่ยคำว่าขอบคุณสักร้อยครั้งพันครั้ง แต่ในตอนนั้นผมทำได้เพียงพยักหน้าและมองพวกเขาด้วยสายตาที่ซาบซึ้ง ชายหญิงแปลกหน้าคู่นั้นคือผู้มอบชีวิตที่สองให้ผมอย่างแท้จริง
หลังจากที่พวกเขาว่ายน้ำจากไป เพื่อนๆ ก็ประคองผมกลับเข้าฝั่ง แต่ความกลัวยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ ผมไม่กล้าแม้แต่จะปล่อยมือจากแขนเพื่อน ไม่กล้ายืนขึ้นเอง “ลองยืนดูดิวะ มันไม่ลึกหรอก” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หย่อนปลายเท้าลงสัมผัสพื้นทรายอย่างหวาดๆ
และผมก็พบว่าตัวเองสามารถยืนได้จริงๆ ระดับน้ำอยู่แค่ปริ่มคอผมเท่านั้นเอง ความจริงข้อนี้ทำให้ผมทั้งรู้สึกโล่งใจและเจ็บใจในเวลาเดียวกัน โล่งใจที่รอดตาย แต่เจ็บใจที่ความคึกคะนองของเพื่อนเกือบพรากชีวิตผมไปในที่ที่ผมสามารถยืนได้ด้วยซ้ำ
ผมเดินกลับขึ้นฝั่งเพียงลำพัง นำห่วงยางไปคืนร้านเช่า แล้วนั่งลงบนผืนทราย มองเพื่อนทั้งสามคนที่กลับไปเล่นน้ำต่อเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทะเลที่เคยสวยงามในตอนแรก บัดนี้กลับดูน่ากลัวและไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป และนั่นคือบทเรียนเฉียดตายครั้งแรกของผมกับสายน้ำ
ระลอกคลื่นครั้งที่ 2: น้ำตก ความประมาท และรากไม้แห่งชีวิต
เวลาผ่านไปหลายปี ความทรงจำอันเลวร้ายที่หาดนางรำเริ่มเลือนลางไปตามกาลเวลา ผมก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนต้นในชั้น ม.1 การไปเที่ยวกับครอบครัวคือความสุขอย่างหนึ่ง และทริปน้ำตกไซเบอร์ จังหวัดอุทัยธานี ก็เป็นหนึ่งในทริปที่น่าจดจำ
ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวใหญ่ การเดินทางแต่ละครั้งจึงเหมือนการยกโขยงกันไปทั้งกองทัพ ทริปนั้นมีด้วยกัน 8 ชีวิต คือผม น้องสาว ลูกพี่ลูกน้องอีกคน น้า และคุณยายอีก 4 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น น้ำตกไซเบอร์ในวันนั้นไม่ได้มีน้ำเชี่ยวกราก เป็นเพียงธารน้ำตกที่ไหลเอื่อยๆ ผ่านโขดหินน้อยใหญ่ ระดับน้ำตื้นๆ เพียงแค่ท่วมหัวเข่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการลงไปแช่ตัวเล่นสนุก
ผมกับน้องๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สาดน้ำใส่กัน วิ่งไล่จับกันบนลานหิน ความรู้สึกหวาดกลัวน้ำในอดีตดูเหมือนจะหายไปจนหมดสิ้น เมื่อถูกแทนที่ด้วยความสุขตรงหน้า หลังจากเล่นไปได้สักพัก ผมก็รู้สึกหิวน้ำ จึงตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปหาพวกผู้ใหญ่ที่ปูเสื่อนั่งกินส้มตำกันอยู่ริมตลิ่ง
ผมเดินลัดเลาะไปตามทางน้ำไหลที่คุ้นเคย ก้าวเหยียบโขดหินไปทีละก้าวอย่างไม่ทันได้ระวังตัว และในชั่วพริบตาเดียว พื้นหินที่ผมเหยียบอยู่ก็หายวับไป ร่างของผมร่วงหล่นลงไปในหลุมล่องน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวกระแสน้ำอย่างจัง มันเป็นหลุมที่กว้างพอดีตัวและลึกจนผมยืนไม่ถึง ความตกใจแล่นปราดเข้าสู่หัวใจอย่างรุนแรง
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำงานทันที ผมพยายามตะเกียกตะกายดันตัวเองขึ้นจากหลุม แต่ผนังหินใต้น้ำนั้นลื่นเหลือเกิน ทุกครั้งที่ผมพยายามถีบตัวขึ้น มันก็จะลื่นไถลกลับลงไปที่เดิมครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำเริ่มเข้าปากเข้าจมูก เรี่ยวแรงเริ่มถดถอย ความกลัวในวัยเด็กหวนกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ไม่มีฝรั่งใจดี ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครเห็นผมเลยสักคน
ในขณะที่แขนขาเริ่มอ่อนล้าจนแทบจะยอมจำนน มือข้างหนึ่งของผมก็ควานไปปะทะกับบางสิ่งที่หยาบและแข็ง มันคือรากไม้ที่ชอนไชออกมาจากตลิ่งข้างๆ หลุมนั้นพอดี ผมใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่มีทั้งหมดกำรากไม้นั้นไว้แน่น มันคือเชือกแห่งชีวิตเส้นสุดท้ายของผม ผมค่อยๆ ดึงตัวเองขึ้นจากหลุมมรณะนั้นทีละนิดๆ จนในที่สุดก็สามารถพาร่างที่เปียกปอนและสั่นเทาขึ้นมานอนแผ่บนพื้นดินได้สำเร็จ
ผมนั่งพิงกกไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง หัวใจเต้นรัวเหมือนจะหลุดออกมานอกอก ผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานหลายนาทีเพื่อรวบรวมสติและความกล้า ไม่มีใครในครอบครัวรู้เลยว่าผมเพิ่งผ่านเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายมา ผมมองกลับไปยังหลุมน้ำนิ่งๆ นั้น มันดูไม่มีพิษสงอะไรเลย แต่สำหรับผม มันคือประตูสู่ยมโลกที่ผมเพิ่งหนีรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด และนั่นคือประสบการณ์เฉียดตายครั้งที่สองที่ตอกย้ำว่า กับสายน้ำแล้ว เราประมาทไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ระลอกคลื่นครั้งที่ 3: คลองท้ายนา ความเงียบ และมือของญาติ
เข้าสู่ช่วง ม.5 ชีวิตเด็กบ้านนอกอย่างผมในหน้าร้อนก็คงหนีไม่พ้นการหาอะไรทำสนุกๆ ตามท้องทุ่งนา วันหนึ่งลูกพี่ลูกน้องก็มาชวนผมไป “งมหอย” กิจกรรมสุดคลาสสิกที่รับประกันความอร่อยในมื้อเย็น ด้วยความที่อยากกินหอยขมต้มแซ่บๆ และอยากเล่นน้ำคลายร้อนอยู่แล้ว ผมจึงตอบตกลงไปในทันที
เราสองคนเดินลัดเลาะไปตามคันนาที่แห้งแตกระแหง แดดยามบ่ายแผดเผาจนรู้สึกร้อนที่ผิว แต่เราก็ไม่ย่อท้อ จนกระทั่งมาถึงคลองท้ายนาหลังหมู่บ้าน น้ำในคลองช่วงหน้าร้อนจะลดลงจนเหลือระดับประมาณเอว ทำให้มองเห็นพื้นดินใต้น้ำได้รำไร
ลูกพี่ลูกน้องของผมว่ายน้ำเป็น เขาจึงเป็นฝ่ายนำหน้างมไปก่อน ส่วนผมก็ค่อยๆ งมตามหลังไปอย่างช้าๆ เราก้มหน้าก้มตางมหาหอยกันอย่างขะมักเขม้น ไม่นานก็ได้หอยมาเกือบเต็มถุง ความสนุกเพลิดเพลินทำให้เราลืมเวลา คลองเส้นนี้มีโค้งน้ำอยู่จุดหนึ่ง เมื่อลูกพี่ลูกน้องผมงมเลยโค้งน้ำนั้นไป ผมก็มองไม่เห็นเขาอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็คงงมตามไปทัน
แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับผมอีกครั้ง ในขณะที่ผมกำลังก้มลงงมหอย ผมก้าวพลาดเหยียบไปโดนขอบดินที่ชันและลื่น ทำให้เสียหลักล้มและไถลตกลงไปในร่องน้ำลึกข้างๆ มันคือ “ช่องหัวนาค” ที่ชาวบ้านขุดไว้ให้ลึกเป็นพิเศษเพื่อวางหัวนาคสำหรับสูบน้ำเข้านา
ร่างของผมจมดิ่งลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบอีกครั้ง ผมพยายามดีดตัวขึ้นสู่ผิวน้ำแล้วตะโกนเรียกลูกพี่ลูกน้องสุดเสียง แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ ผมตะโกนเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับพยายามดีดตัวขึ้นจากก้นร่องน้ำ แต่ทุกอย่างก็สูญเปล่า เรี่ยวแรงของผมเริ่มหมดลงเรื่อยๆ ความหวังเริ่มริบหรี่
ผมรู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังจะยอมแพ้ แขนขาหนักอึ้งจนแทบขยับไม่ได้ ภาพเบื้องหน้าเริ่มมืดลง ในวินาทีที่มือของผมกำลังจะจมหายไปจากผิวน้ำเป็นครั้งสุดท้าย ผมก็รู้สึกถึงแรงกระชากที่ข้อมืออย่างแรง!
ลูกที่ลูกน้องของผมนั่นเอง เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันเวลาพอดี เขาดึงผมขึ้นจากร่องน้ำมรณะแล้วลากผมไปนั่งพักจนหายใจเป็นปกติอยู่บนตลิ่ง
“กูเรียกตั้งนาน ทำไมมึงไม่รีบมาวะ!” ผมพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตกใจ
“กูไม่ได้ยิน” เขาตอบกลับมาหน้าตาเฉย “กูงมนำไปตั้งไกล ไม่เห็นมึงตามมาสักที เลยตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ เลยเอะใจเดินย้อนกลับมาดู ถึงได้เห็นแต่มือมึงกำลังจะจมพอดี”
คำตอบของเขาทำให้ผมขนลุก ผมรู้สึกว่าตัวเองตะโกนและตะเกียกตะกายอยู่ใต้น้ำนานมาก แต่สำหรับเขา มันคือความเงียบ ผมรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเพราะความเอะใจของเขาเพียงนิดเดียวเท่านั้น และนั่นคือประสบการณ์เฉียดตายครั้งที่สาม ที่สอนให้ผมรู้ว่าบางครั้งอันตรายที่สุดก็มาพร้อมกับความเงียบงัน
ผู้รอดชีวิตที่ยังคงกลัวน้ำ
สามเหตุการณ์ สามบทเรียน สามครั้งที่โชคชะตายังคงเข้าข้างผม มันเป็นเรื่องที่แปลกมากที่ผมรอดชีวิตจากการจมน้ำมาได้ถึงสามครั้งสามครา แต่ละครั้งจะมี “สิ่งหนึ่งสิ่งใด” เข้ามาช่วยเหลือผมไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสองสามีภรรยาชาวต่างชาติ, รากไม้เล็กๆ ที่แข็งแกร่ง, หรือความเอะใจของลูกพี่ลูกน้อง
ลูกพี่ลูกน้องผมเคยบอกว่า “คนเราถ้าเคยจมน้ำครั้งหนึ่ง เดี๋ยวก็ว่ายน้ำเป็นเอง” มันอาจจะจริงสำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่สำหรับผม ผมเคยพยายามหัดว่ายน้ำหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่หน้าของผมจมลงใต้น้ำ ภาพความทรงจำอันเลวร้ายทั้งสามครั้งจะย้อนกลับมาเสมอ ความรู้สึกของการขาดอากาศหายใจ ความตื่นตระหนก และความไร้ทางสู้ มันกลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งผมไม่สามารถก้าวข้ามไปได้
บางทีโชคชะตาอาจจะไม่ได้ต้องการสอนให้ผมว่ายน้ำเป็น แต่กำลังสอนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น บทเรียนที่ว่าชีวิตคนเรานั้นเปราะบางเพียงใด, ความประมาทเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความตาย, และเราควรซาบซึ้งในทุกๆ ลมหายใจที่เรามี
ทุกวันนี้ ผมยังคงชอบไปเที่ยวทะเล น้ำตก หรือลำคลอง แต่ผมเลือกที่จะอยู่บนฝั่ง ชื่นชมความงามของมันจากระยะที่ปลอดภัย ผมไม่ได้เกลียดน้ำ แต่ผม “เคารพ” มันในฐานะพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และคาดเดาไม่ได้
ผมคือชายผู้รอดชีวิตจากการจมน้ำสามครั้ง แต่ก็ยังว่ายน้ำไม่เป็น และผมก็ยอมรับในโชคชะตานั้นแต่โดยดี เพราะอย่างน้อยที่สุด... ผมก็ยังมีชีวิตอยู่เพื่อเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คุณได้ฟัง.

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น