ทำไมเราถึงโทษแต่คนอื่น?
ทุกครั้งที่เกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก หรือดินถล่ม เสียงตำหนิที่ดังขึ้นมักจะมุ่งไปที่
“คนบนดอย” ทันที ว่าพวกเขาบุกรุกป่า ทำลายต้นน้ำ ทำให้เกิดหายนะเหล่านี้
แต่…เรื่องจริงมันง่ายขนาดนั้นจริงหรือ?
ลองสังเกตดู หลายครั้งที่น้ำป่าไหลถล่ม มันไม่ได้เกิดในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมเสมอไป บางครั้งเกิดใน ป่าต้นน้ำที่ยังสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม มีระบบนิเวศค่อนข้างดี แต่เหตุการณ์ก็ยังรุนแรง ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
อาจเป็นเพราะวันนี้โลกไม่เหมือนเดิมแล้ว
เราไม่ได้อยู่ในสภาพอากาศปกติแบบเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันโลกเผชิญภาวะ “โลกรวน” (climate chaos) ทำให้ฝนบางช่วงตกหนักกว่าปกติหลายเท่าในระยะเวลาอันสั้น ปริมาณน้ำมหาศาลเทลงมาพร้อมกัน ดินและต้นไม้จะอุ้มน้ำได้มากแค่ไหนก็มีขีดจำกัด ต่อให้เป็นป่าที่สมบูรณ์ ก็ไม่อาจรับแรงของน้ำได้หมดดังนั้น เมื่อเห็นดินถล่มหรือป่าไหลลงมา อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า “เพราะคนบนดอยทำลายป่า” เพราะบางครั้งมันเป็นผลจาก ธรรมชาติที่เปลี่ยนไปเพราะมนุษย์ทุกคน
แล้วใครกันที่ทำลายป่า?
ความจริงอาจเจ็บปวดกว่าที่คิด ป่าที่หายไปจำนวนมากไม่ได้หายไปเพราะการตัดไม้ธรรมดา แต่ถูกแทนที่ด้วย เกษตรเชิงเดี่ยว เพื่อผลิตอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดสำหรับเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เพื่อให้เรามีเนื้อราคาถูกกินทุกวัน พูดง่ายๆ คือ เราทุกคนมีส่วนร่วม คนในเมืองที่ซื้ออาหารสำเร็จรูป ทานเนื้อสัตว์ในปริมาณสูง ใช้พลังงานมหาศาล ใช้สินค้าฟุ่มเฟือย ล้วนเป็นฟันเฟืองของปัญหานี้ การก่อสร้างในเมือง การสร้างถนน เขื่อน บ้านจัดสรร ก็ทำลายระบบนิเวศไม่แพ้กัน แต่เวลามีภัยพิบัติ เรากลับมองไปที่คนบนดอย แล้วตัดสินพวกเขาทันที ทั้งที่จริงๆ ตัวเราก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้น "ปัญหานี้เป็นของทุกคน"สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผลรวมจากพฤติกรรมของทั้งสังคม เราบริโภคมากกว่าที่โลกจะฟื้นทัน เราสร้างความต้องการที่สูงเกินทรัพยากร เราใช้ชีวิตโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา แล้วเรากลับโทษเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ปลายน้ำของปัญหา
ก่อนจะโทษใคร ลองถามตัวเองว่า…
เรากินเนื้อสัตว์มากเกินไปหรือเปล่า?
เราเคยสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไหม?
เราลดการใช้พลังงานและของฟุ่มเฟือยแล้วหรือยัง?
เพราะสุดท้าย มันไม่สำคัญว่าใครผิด แต่สำคัญว่าเราจะช่วยกันอย่างไร
ถ้าเรายังโทษแต่คนอื่น ปัญหานี้จะไม่มีวันจบ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น