เงาที่บันไดแดง : ความทรงจำสิบปีที่(ไม่)ลืมเลือน
มีคนเคยถามผมว่า “เชื่อเรื่องผีไหม” หรือ “เคยเจอผีหรือเปล่า”
ผมนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง...จะตอบว่าอย่างไรดีล่ะ? ถ้าตอบว่า “ไม่เชื่อ” ก็คงจะเป็นการโกหกคำโต แต่ถ้าตอบว่า “เชื่อ” มันก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ สำหรับผม มันไม่ใช่เรื่องของ “ความเชื่อ” อีกต่อไป แต่มันคือ “ประสบการณ์” ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับตัวผมเองเมื่อประมาณสิบปีก่อน เป็นเหตุการณ์ที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ เป็นแผลเป็นทางความรู้สึกที่แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ไม่เคยจางหายไปจนหมดสิ้น
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่บ้านของผมเองครับ ที่จังหวัดอุทัยธานี มันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่โตหรูหราอะไร เป็นเพียงบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ธรรมดาๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตต่างจังหวัด และร่องรอยของกาลเวลา
ผมต้องขอขยายความลักษณะของบ้านหลังนี้ให้เห็นภาพก่อนครับ ชั้นล่างเป็นปูน เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหลักของพวกเรา มีครัวของยาย มีที่นั่งเล่นดูทีวี มีห้องของยายและน้า ส่วนชั้นสอง...นั่นคืออีกโลกหนึ่งเลยครับ มันถูกตีทึบด้วยไม้และสังกะสี ไม่ได้มีไว้ให้คนอยู่ แต่มีไว้สำหรับ “เก็บของเก่า”
ผมจำกลิ่นของมันได้ดี กลิ่นฝุ่นที่สะสมมานานปี กลิ่นไม้เก่าที่เริ่มผุ กลิ่นเสื้อผ้าในหีบที่ไม่ได้เปิดใช้ อากาศบนนั้นมันนิ่งและอับชื้น เราแทบไม่ยุ่งกับมันเลยครับ เว้นแต่ตอนที่ต้องขึ้นไปหาของจำเป็นจริงๆ
และทางขึ้นสู่ชั้นสองที่ว่านั้น ก็คือ “บันไดไม้สีแดง” มันเป็นบันไดไม้เนื้อแข็งที่ถูกทาสีแดงจนเด่นชัดตั้งตระหง่านอยู่กลางบ้าน และ “ห้องนอน” ของผมในวัยเด็ก ก็คือพื้นที่โล่งๆ หน้าบันไดนั่นแหละครับ มันไม่มีประตู ไม่มีผนังกั้นเป็นสัดส่วน มีเพียงเตียงนอนเก่าๆ หนึ่งหลังที่ตั้งขวางทางขึ้นบันไดไว้เท่านั้น
การนอนในห้องที่ไม่มีประตู มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทุกความเคลื่อนไหวในบ้านเสมอ เสียงยายลุกขึ้นมาทำกับข้าวตอนเช้ามืด เสียงฝนตกกระทบสังกะสี เสียงจิ้งจกร้องทัก... หรือแม้แต่เสียงที่ “ไม่ควร” จะมี
ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ผมต้องขอเล่าย้อนไปถึงปูมหลังครอบครัวของผมนิดหน่อยครับ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบริบทว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นกับผม
ผมโตมากับยายและครอบครัวฝั่งแม่ครับ น้าเป็นคนรับผมมาเลี้ยงกับยายตั้งแต่ผมยังเด็กมาก ส่วนแม่กับพ่อ...ท่านเลิกกันไปสักพักแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวฝั่งผม (ฝั่งยาย) กับครอบครัวฝั่งพ่อ ก็ต้องบอกว่า “ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันมากมาย”
ผมรู้แค่ว่ายายผมไม่ชอบพ่อผมครับ มันเป็นความรู้สึกตึงเครียดที่ผมสัมผัสได้แม้จะยังเป็นเด็ก ความไม่ชอบนั้นมันชัดเจนจนส่งผลมาถึงตัวผมด้วย ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก กลายเป็นความห่างเหินและแปลกแยกโดยอัตโนมัติ
ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ประมาณหนึ่งปี...พ่อผมเสียชีวิต ผมไปงานศพเขานะครับ แต่ไปแค่คืนเดียว แล้วก็กลับ ความรู้สึกในตอนนั้นมันชาๆ ครับ ไม่ได้เสียใจฟูมฟาย อาจเพราะเราไม่ได้ผูกพันกันลึกซึ้ง หรืออาจเพราะผมยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายของคำว่า “การจากลาตลอดกาล” ผมแค่ไปทำหน้าที่ แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตของผมต่อ โดยไม่รู้เลยว่า การจากไปของเขาในครั้งนั้น ยังไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ “พบกัน”
เช้ามืดวันนั้น...
ผมจำได้ว่าอากาศมันยังเย็นๆ สลัวๆ น่าจะประมาณตี 4 หรือตี 5 เห็นจะได้ ด้วยนิสัยการนอนของเด็กผู้ชายที่นอนดิ้นเป็นปกติ คืนนั้นผมคงพลิกตัวไปมาทั้งคืนจนตื่นขึ้นมาในท่าที่แปลกประหลาด
หัวของผมมาอยู่ตรงปลายเตียง ส่วนเท้าชี้ไปทางหมอนและในท่านอนนั้นเอง สายตาที่ยังพร่ามัวจากการเพิ่งตื่นของผม ก็พุ่งตรงไปยัง “บันไดไม้สีแดง” ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวพอดี
บ้านทั้งหลังยังมืดสนิท มีเพียงแสงสว่างเดียวที่ลอดออกมาจากทางฝั่งครัว แสงไฟสีส้มนวลที่บอกให้รู้ว่ายายของผมตื่นขึ้นมาทำกับข้าว เตรียมของใส่บาตรเหมือนทุกวัน กลิ่นข้าวหุงสุกใหม่ๆ ลอยมาปะทะจมูกจางๆ
ผมกระพริบตาอยู่สองสามครั้งเพื่อปรับโฟกัส และในวินาทีนั้นเอง...ผมก็เห็น “มัน”
มันเป็นเงาดำตะคุ่มเงาหนึ่งที่เคลื่อนตัวผ่านช่องบันได เคลื่อนจากฝั่งที่มืดสนิท ไปทางแสงสว่างจางๆ ของครัว มันไม่ใช่เงาที่ทึบตัน แต่มันมีความหนาแน่นพอที่จะบดบังแสงไฟจากครัวได้ชั่วขณะที่มันเคลื่อนผ่านและรูปร่างของมัน...ชัดเจนมากครับ
มันคือเงาของผู้ชาย รูปร่างท้วม ลงพุงเล็กน้อย หรือที่ผมเรียกว่า “พุงพลุ้ย” ในเสี้ยววินาทีนั้น สมองผมประมวลผลทันทีว่าเงาที่เห็น มันช่างคล้ายกับพ่อของผมเหลือเกิน... พ่อที่เพิ่งเสียไปปีกว่า “พุงพลุ้ยๆ” แบบนั้น คือหนึ่งในภาพจำไม่กี่อย่างที่ผมมีเกี่ยวกับตัวเขา
เงานั้นเคลื่อนตัวช้าๆ นิ่งๆ ไม่ได้เร่งรีบ มันเดินผ่านช่องบันไดไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่แม้แต่เสียงไม้ลั่น ผมจ้องมองจนเงานั้นหายลับไปทางแสงไฟฝั่งครัว
ถามว่าตอนนั้นผมกลัวไหม? คำตอบคือ...ไม่ครับ อาจเพราะผมเพิ่งตื่น ความง่วงยังเกาะกุมสติสัมปชัญญะทั้งหมดไว้ หรืออาจเพราะมันเช้าเกินไปที่จะประมวลผลเรื่องน่ากลัวอะไรแบบนั้น ในใจผมแค่คิดว่า “คงตาฝาด” หรือ “คงเป็นเงาของอะไรสักอย่างในบ้าน”
ผมแค่คิดแค่นั้นจริงๆ ครับ... คิดเสร็จ ผมก็พลิกตัวกลับมานอนในท่าปกติ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง และหลับต่อไปอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ผมเห็นเมื่อครู่ มันไม่ใช่แค่ตาฝาด และมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดในวันนั้น
“ปิ๊บๆๆ”
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนหกโมงเช้า ผมลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวที่ยายเตรียมไว้ให้ และปั่นจักรยานไปโรงเรียน ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ เหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา เรื่องที่ผมเห็นเมื่อเช้ามืด ถูกลืมไปสนิท เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น
ผมไปเรียน เล่นกับเพื่อน โดนครูดุบ้าง ทำการบ้านบ้าง จนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน ผมก็กลับมาบ้านในตอนเย็น ทุกอย่างยังคงปกติสุข ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ทั้งสิ้น
ผมนั่งทำการบ้านจนเสร็จ และเหมือนเช่นเคย กิจกรรมยามค่ำของเด็กต่างจังหวัดอย่างผมก็คือการนั่งดูการ์ตูนช่อง 9 ที่หน้าทีวีเครื่องเก่า ผมจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นดูการ์ตูนเรื่องอะไร อาจจะเป็นดราก้อนบอลล์ หรือ โดราเอมอนสักตอน แต่ผมนั่งดูอย่างจดจ่อ โดยมียายและญาติๆ ผู้ใหญ่คนอื่น นั่งคุยกันอยู่ที่แคร่ไม้หน้าบ้าน
บรรยากาศยามเย็นที่แสนจะธรรมดา เสียงจิ้งหรีดเริ่มร้องระงม กลิ่นยากันยุงที่ยายจุดไว้ลอยมาจางๆ และทันใดนั้นเอง...ผมก็รู้สึก “ร้อน” ที่ตา
มันไม่ใช่ความร้อนแบบโดนพริก หรือโดนอะไรแสบๆ นะครับ แต่มันเป็นความร้อนแบบ “ร้อนผ่าว” จากข้างใน มันร้อนวาบขึ้นมาที่ดวงตาทั้งสองข้าง ผมพยายามขยี้ตา แต่มันก็ไม่หาย ร้อนจนเริ่มรู้สึกรำคาญ
ผมจึงลุกจากหน้าทีวี เดินออกไปหาพวกยายที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน ตอนนั้นมีคนอยู่หลายคนครับ มียายผม พี่ยาย (พี่สาวของยาย) อีก 2 คน น้องสาวยายอีก 1 คน แล้วก็ป้าบ้านข้างๆ อีก 1 คน พวกเขากำลังนั่งคุยกันออกรสออกชาติ
“ยาย ร้อนตา” ผมเดินเข้าไปบอกสั้นๆ
พวกผู้ใหญ่หันมามองผมเป็นตาเดียว “ไปทำอะไรมาล่ะ” ยายผมถาม
“ไม่รู้อะ อยู่ดีๆ มันก็ร้อนขึ้นมาเอง ร้อนทั้งสองข้างเลย” ผมตอบไปตามจริง พลางขยี้ตาไม่หยุด
“เออๆ เดี๋ยวไปเอายามาทาให้ สงสัยไปโดนฝุ่นอะไรมา” ยายผมคนหนึ่งพูดพลางทำท่าจะลุกขึ้น
แต่ระหว่างที่เขากำลังจะลุกขึ้นนั่นแหละครับ...ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวเท้าก้าวที่ 3 หรือ 4 ด้วยซ้ำ
“ฮือ... ฮือออ...”
อยู่ดีๆ ผมก็ร้องไห้ออกมาครับ
มันไม่ใช่การร้องไห้แบบเด็กงอแง หรือเจ็บปวด แต่มันคือน้ำตาที่ไหลทะลักออกมาเองโดยที่ผมควบคุมมันไม่ได้ พวกยายๆ ตกใจกันหมด รีบกรูเข้ามาหาผม
“เป็นอะไร! ไอ้บอม! เป็นอะไร!” เสียงทุกคนถามเซ็งแซ่
ผมส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา “ผมไม่รู้... ผมไม่รู้...”
ผมตอบได้แค่นั้นจริงๆ ครับ เพราะผม “ไม่รู้” จริงๆ ว่าผมเป็นอะไร มันเหมือนมีก๊อกน้ำตาที่ถูกเปิดออก มันมีความรู้สึกสับสน อึดอัด บีบคั้นที่หัวใจ จนต้องระบายออกมาเป็นการร้องไห้ แต่ผมหาสาเหตุของมันไม่เจอ
และหลังจากนั้นไม่กี่วินาที อาการต่อมาก็เริ่มขึ้น
“เกร็ง”
มันเริ่มจากนิ้วมือก่อนครับ นิ้วมือทั้งสิบของผมค่อยๆ หงิกงอเข้าหากันเหมือนกรงเล็บ จนผมกำมือหรือแบมือไม่ได้ ต่อมาก็ลามไปที่นิ้วเท้า มันจิกเกร็งจนเท้าผมบิดเบี้ยวไปหมด
“เฮ้ย! มันเป็นอะไรวะ!”
“จับมันนอนเร็ว! จับมันนอนบนแคร่!”
พวกยายๆ ช่วยกันจับผมนอนลงบนแคร่ไม้แข็งๆ สองสามคนช่วยกันบีบนวดมือ บีบนวดเท้าให้ผม หวังจะให้มันคลาย แต่ยิ่งบีบ มันเหมือนจะยิ่งเกร็งหนักขึ้น
“เป็นอะไรลูก บอกยายมา!” ยายผมเขย่าตัวผม
ผมพูดไม่ออกแล้วครับ ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึก “หนาว”
“หนาว... หนาวมาก...” ผมเปล่งเสียงออกมาได้แค่นั้น
มันเป็นความหนาวที่ประหลาดมากครับ มันไม่ใช่ความหนาวจากอากาศ แต่มันเป็นความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากข้างในกระดูก มันหนาวจนผมสั่นไปทั้งตัว
“ไปเอาผ้าห่มมาเร็ว! มันหนาว!”
มีคนวิ่งเข้าไปเอาผ้าห่มในบ้านมาห่มให้ผม แต่ความหนาวมันก็ไม่หายไป และนั่น...คือความรู้สึกสุดท้ายที่ผมสามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้
หลังจากนั้น...ผมก็ไม่สามารถขยับหรือพูดอะไรได้อีกเลย
สภาวะที่ผมเป็นตอนนั้น มันยากจะอธิบายครับ...
ผมไม่ได้สลบ ผมไม่ได้หมดสติ... ผม “รู้ตัว” ตลอดเวลา
มันเหมือนผมกลายเป็น “ผู้โดยสาร” ที่ถูกขังไว้ในร่างกายของตัวเอง ผมมองเห็นทุกอย่างผ่านดวงตาของผม ได้ยินทุกเสียงผ่านหูของผม แต่ผมขยับแขนขาไม่ได้ พูดในสิ่งที่อยากพูดก็ไม่ได้ มันเหมือนมีคนมาแย่งขับร่างกายของผมไป
ผมเห็นใบหน้าตื่นตระหนกของยายและญาติๆ ทุกคนล้อมผมไว้
ผมได้ยินเสียงพวกเขาตะโกนเรียกชื่อผม
ผมพยายามตะโกนกลับไปในใจว่า “ยาย! ผมอยู่นี่! ผมเป็นอะไรไม่รู้ ช่วยผมด้วย!”
แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากปากผม...มันไม่ใช่เสียงของผม
(เหตุการณ์หลังจากนี้ คือสิ่งที่ยายผมและญาติๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าให้ผมฟังในภายหลังครับ)
ยายผมเล่าว่า หลังจากที่ผมนอนตัวเกร็งและหนาวสั่นอยู่บนแคร่ ยายผมคนที่จะไปเอายามาทาตาให้ (พี่ยาย) ก็เริ่มเอะใจ ท่านเป็นคนมี “เซนส์” เรื่องพวกนี้ ท่านเลยจ้องหน้าผมแล้วตะโกนถามขึ้นมาว่า
“ไอ้บอม! มึงเป็นอะไร! ตอบกูมา!”
เงียบไปอึดใจหนึ่ง... ก่อนที่ “ผม” จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและทุ้มต่ำผิดปกติ
“กูไม่ใช่ไอ้บอม”
พวกยายผมชะงักไปทั้งวง ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที จากความตื่นตระหนกกลายเป็นความตึงเครียดที่น่าขนลุก
ยายผมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องเขม็งมาที่ผม แล้วพูดด้วยเสียงที่แข็งกร้าว
“มึง...ไอ้บอล...ใช่มั้ย!”
(บอล คือชื่อเล่นของพ่อผมครับ)
ยายผมเล่าว่าท่านจำเสียงได้ทันที มันคือเสียงของพ่อผม!
“มึงทำอะไรหลานกู! มึงเข้ามาในร่างมันทำไม! มึงออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ยายผมตวาดลั่น
เสียงจากปากผมตอบกลับไปอย่างดื้อดึง “ผมไม่ออก”
“มึงไม่ออกใช่มั้ย!” ยายผมโกรธจัด “ได้! เดี๋ยวกูจะไปเอาพระมาคล้องมึง!”
ว่าแล้วยายผมก็วิ่งเข้าไปในบ้าน คว้าสร้อยพระที่ห้อยอยู่บนหิ้งมาทั้งพวง มีกี่องค์กี่เส้นแกเอามาหมด แล้วก็พยายามเอามาคล้องคอผม
ผม (ในร่างนั้น) ดิ้นรนขัดขืน แต่ก็สู้แรงผู้ใหญ่ไม่ได้ สุดท้ายพระก็ถูกคล้องคอ แต่...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ผมยังคงนอนตัวเกร็งและสิ่งนั้นก็ยังไม่ยอม “ออก”
พอดีจังหวะนั้นเองครับ สามีของพี่ยายผม (ผมขอเรียกว่าลุงเขย) แกกลับมาจากนาพอดี แกเห็นคนมุงกันเต็มหน้าบ้านก็รีบเดินเข้ามาดู พอรู้เรื่องแกก็โกรธมาก
ลุงเขยเป็นคนจริงจังและเด็ดขาด แกเดินมาจ้องหน้าผมแล้วตะคอกเสียงดังลั่น
“มึงไม่ออกใช่มั้ย! ถ้ามึงไม่ออก กูจะไปเอาปืนลูกซองมายิงมึงเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงของลุงเขย... ร่างของผมที่กำลังเกร็งอยู่ก็สะดุ้งเฮือก แล้วก็มีเสียงร้องไห้โฮออกมา แต่เป็นเสียงร้องไห้ของผู้ใหญ่ เป็นเสียงของพ่อผม
“อย่า! อย่ายิงผมเลย! ผมกลัวแล้ว! ผมตายไปแล้ว อย่ายิงผมเลย!”
สถานการณ์พลิกผันทันที จากความแข็งกร้าวกลายเป็นความหวาดกลัว ยายผมที่เห็นท่าทีอ่อนลง ก็เลยเริ่ม “เจรจา”
“ถ้ามึงไม่ออก แล้วมึงจะมาเอาอะไร! มึงดูหลานกูสิ มันทรมานแค่ไหน มือตีนมันเกร็งบิดไปหมดแล้ว!”
เสียงจากปากผมตอบกลับมาเบาๆ สะอึกสะอื้น...
“ผมหิว”
คำเดียวสั้นๆ ที่ทำให้ทุกคนเงียบกริบ
“หิว?” ยายผมทวนคำ “แล้วพ่อแม่มึง (หมายถึงปู่กับย่า) เขาไม่ทำบุญ เผากระดาษเงินกระดาษทอง กงเต๊กไปให้บ้างเลยรึไง!”
“ผมหิว... ผมหิวมาก...” เสียงนั้นยังคงพร่ำพูดแต่คำเดิม
ยายผมนิ่งคิดอยู่แป๊บนึง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
“ได้! เดี๋ยวกูจะให้ลูกมึง (หมายถึงผม) ทำบุญไปให้ มึงออกไปจากร่างมันได้แล้วเดี๋ยวนี้! แล้วกูสัญญาว่าจะให้มันทำของไปให้มึงกิน!”
หลังจากคำสัญญานั้น...ทุกอย่างก็เงียบไป
ความรู้สึกแรกที่ผมได้สติกลับคืนมา คือ “เหนื่อย”
มันเหนื่อยเหมือนผมไปวิ่งมาราธอนมาสักสิบรอบ กล้ามเนื้อปวดระบมไปทั้งตัว โดยเฉพาะที่มือและเท้าที่เคยเกร็ง ผมลืมตาขึ้นมา...ภาพที่เห็นคือใบหน้าของพวกยายๆ และญาติๆ ที่ล้อมผมอยู่เต็มแคร่
ยายผมนั่งอยู่ข้างๆ บีบมือผมแน่น น้องสาวยายนั่งบีบมืออีกข้าง พี่ยายสองคนนั่งบีบเท้าให้ผม ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังมีความตระหนกไม่หาย
“ยาย... ผมเป็นอะไรไป” ผมถามด้วยเสียงที่แหบแห้ง
ผมจำได้แค่ตอนที่ผมร้อนตา ร้องไห้ แล้วก็หนาว... หลังจากนั้นมันก็ตัดไปเลย
ยายเลยเล่าทุกอย่างให้ผมฟัง... เล่าบทสนทนาทั้งหมดที่เกิดขึ้น เล่าเรื่องที่พ่อผมมา “เข้า” ร่างผม
วินาทีที่ผมได้ฟังเรื่องทั้งหมด ผมก็นึกถึงเหตุการณ์ “เงาพุงพลุ้ย” เมื่อเช้ามืดได้ทันที!
ผมรีบเล่าเรื่องเงาที่เห็นตรงช่องบันไดให้ทุกคนฟัง พวกผู้ใหญ่หน้าซีดกันไปหมด ตอนนี้จิ๊กซอว์ทุกชิ้นมันต่อกันพอดี เงานั่นคือพ่อผมจริงๆ เขาอาจจะมาวนเวียนตั้งแต่เช้าแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งตอนเย็น เขาถึงเลือกที่จะ “สื่อสาร” ด้วยวิธีที่น่ากลัวที่สุด
“เขาบอกว่าเขาหิว” ยายผมพูด “เราต้องทำอะไรให้มันกินสักอย่าง”
“แล้วจะทำอะไรล่ะยาย” ผมถาม
“ไม่รู้สิ... แล้วแต่เอ็งเลย เอ็งอยากทำอะไรให้พ่อเอ็งกินล่ะ”
ผมยืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง... ผมกับพ่อไม่ได้มีความทรงจำร่วมกันมากนัก แต่มีอยู่ภาพหนึ่งที่มันแวบเข้ามาในหัวชัดเจนมาก
มันเป็นภาพจำตอนผมยังเด็กมากๆ พ่อผมชอบกิน “มาม่า” ครับ แต่ไม่ใช่การต้มกินปกติ เขาจะเอามาม่าที่ต้มเสร็จแล้ว มาคลุกกับ “ข้าวสวย” ร้อนๆ แล้วเหยาะ “ซอสฝาเขียว” (ซอสถั่วเหลือง) ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน
มันเป็นเมนูง่ายๆ และอาจจะดูแปลก แต่นั่นคือสิ่งที่ผมจำได้ชัดที่สุดเกี่ยวกับเขา
“ผมรู้แล้วยาย” ผมบอก
ผมเดินเข้าครัวไปต้มมาม่า หุงข้าวสวย แล้วเอามาคลุกซอสฝาเขียวในชาม ใส่ถาดเตรียมไว้อย่างดี ยายผมบอกว่า “เอาไปไว้ที่ทางสามแพร่งหน้าบ้าน แล้วเรียกพ่อเอ็งมากินซะ”
ตอนนั้นมันก็เริ่มมืดแล้วครับ ผมถือถาดข้าวมาม่าเดินไปคนเดียวที่ทางสามแพร่ง หน้าปากซอย บรรยากาศมันเงียบและวังเวงมาก ผมวางถาดลงบนพื้น จุดธูปหนึ่งดอก แล้วพูดออกไปเบาๆ ตามที่ยายบอก
“พ่อ...ถ้าพ่อหิว ผมเอาข้าวมาให้แล้ว มากินนะ แล้วก็...ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาทำแบบนี้อีกเลย”
ผมปักธูปลงบนพื้นดิน ไหว้หนึ่งครั้ง แล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวกลับเข้าบ้านโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย
หลังจากวันนั้น...เรื่องราวทุกอย่างก็กลับสู่ปกติ พ่อผมไม่เคยมาให้เห็นเป็นเงาที่บันไดแดงอีก และที่สำคัญที่สุด...เขาก็ไม่เคย “กลับมาเข้า” ร่างผมอีกเลยตลอดสิบปีที่ผ่านมา
ทุกวันนี้ ผมก็ยังตอบไม่ได้เต็มปากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร มันคืออาการป่วยทางจิตที่เกิดขึ้นชั่วคราว? คืออุปาทานหมู่? หรือคือการมาเยือนของวิญญาณที่หิวโหยจริงๆ?
ผมไม่มีคำตอบ แต่ผมรู้แค่ว่า...เหตุการณ์ในวันนั้น มันเกิดขึ้นจริง รอยเกร็งที่นิ้วมือ ความหนาวจากข้างในกระดูก เสียงที่เปลี่ยนไป และบทสนทนาที่ผมไม่ได้เป็นคนพูด... ทั้งหมดนั้นมันคือ “ความจริง” ของผม
และมันก็ได้เปลี่ยนเด็กชายธรรมดาคนหนึ่งที่นอนอยู่หน้าบันไดแดง...ให้กลายเป็นคนที่ไม่กล้าลบหลู่ในสิ่งที่มองไม่เห็นอีกเลยตลอดไป

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น