แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 2
เช้าวันนี้ แม่ทัพน้อยกำลังฝึกขี่ม้าโดยมีอาสามเป็นเพื่อนและครูฝึกไปในตัว เขาขี่ม้าสีขาวที่เขาให้ชื่อว่าไป๋หยุน ส่วนอาสามก็ขี่ม้าดำชื่ออี้จุย
แม่ทัพน้อยรู้ว่าอาสามรักอี้จุยมาก เพราะเห็นกับตาว่าอาสามเรียกมันว่า “ลูกรัก” ขณะลูบหัวหรือยีคนแผงคอของมันแล้วยิ้มกว้างไปด้วย อี้จุยเองก็มักจะพ่นลมแบบเอื่อยๆหรือร้องเบาๆเวลาถูกลูบ บ่งบอกว่ามันเองก็รักผู้เป็นนายไม่ต่างกัน
“ยังไม่เหนื่อยอีกรึ? นี่รอบที่เท่าไหร่แล้วนะ?” อาสามตะโกนถามแม่ทัพน้อยขณะควบอี้จุยให้เข้าใกล้แม่ทัพน้อยที่สุด
เพราะนี่คือการควบขี่รอบแรกๆ จังหวะเลยยังไม่ดีพอ ทำให้ทุกครั้งที่แม่ทัพน้อยตอบก็จะออกมาแบบนี้ “รอบ-ที่-ห้า-แล้ว-ครับ!”
“ห่มตัวลงไปดีๆ ไม่ต้องกระแทกตัวลงบนอานบ่อยๆหรอก” อาสามบอกเมื่อควบม้ามาใกล้ๆ “แบบนั้นจะทำให้เมื่อยหรือเจ็บตอนลงจากหลังม้า ถ้าจะเร่งม้า แค่เอาขาตีข้างตัวม้าเบาๆก็พอ”
“จะ-พ-ยา-ยาม-นะ-ครับ”
เวลาต่อมาทั้งแม่ทัพน้อยกับอาสามก็ควบม้ากลับมาที่หน้าที่ว่าการ ซึ่งท่านลุงใหญ่ กับเพื่อนของท่านลุงใหญ่ที่ชื่อท่านโป๋กุย(กองซุนจ้าน) รออยู่
“เดี๋ยว” ท่านลุงใหญ่ยกมือขึ้น “หมวกฟางที่ข้าสานให้อาเป๋งหายไปไหน?”
“หล่นกลางทาง แต่มันไม่ให้ข้าเก็บ จะขี่ม้าลูกเดียว!” อาสามตอบขณะลงจากอี้จุย ก่อนตรงไปอุ้มแม่ทัพน้อยลงจากหลังของไป๋หยุน
“ก็อาเป๋งสนุกนี่ครับ!” แม่ทัพน้อยว่ายิ้มๆ “เดี๋ยวค่อยไปเก็บทีหลังก็ได้ครับ!”
“เอ็กเต็ก มันกลัวไหม?” ท่านโป๋กุยถามอีกคน
“โอ้ยพี่โป๋กุย ข้าว่าเด็กนี่ไม่รู้จักหรอกว่ากลัวคืออะไร!” อาสามตอบแล้วก็วางตัวแม่ทัพน้อยลงกับพื้น “ก็คงไม่ต่างจากพ่อของมันหรอก!”
แม่ทัพน้อยยังไม่ไปไหนไกลจากตรงประตูทางเข้า แต่ก็ไม่ได้เข้าไปคุยกับพวกผู้ใหญ่ต่อ เพราะแม่เคยสอนว่า “เด็กดีไม่ควรเข้าไปเล่นหรือพูดนั่นนี่ตอนที่คนโตๆเขาคุยกัน ยกเว้นผู้ใหญ่ท่านอยากให้พูดด้วย” จึงหลบไปฟังจากหลังกำแพงแทน
“เย็นนี้มีงานเทศกาล คนจากต่างถิ่นคงมากันเยอะเลยแหละ” อาสามว่า
“แต่ประมาทไม่ได้หรอก เห็นทีข้าคงต้องฝากเจ้ากับน้องรองเรื่องเพิ่มกำลังคุ้มกันตามจุดต่างๆ” หน้าตาท่านลุงใหญ่ดูเครียดนิดหน่อย
“เดี๋ยวข้าให้พวกลูกน้องข้าช่วยด้วยอีกแรง” ท่านโป๋กุยเสนอ
เรื่องอะไรแบบนั้น แม่ทัพน้อยไม่สนใจหรอก ที่สนใจจริงๆก็มีแค่คำว่างานเทศกาล เขารีบวิ่งไปจากตรงนั้น ผ่านเข้าประตูที่เชื่อมไปสู่เขตเรือนที่เขาอยู่กับแม่และท่านพ่อ เจ้าเสี่ยวไป๋ สุนัขคู่ใจวิ่งออกมาเห่าเป็นการต้อนรับก่อนจะวิ่งตามไปด้วย
แม่ทัพน้อยวิ่งมาถึงห้องนั่งเล่นซึ่งท่านพ่อกำลังอ่านตำราอยู่ ส่วนแม่ก็นั่งปักผ้าอยู่ไม่ไกล
“ท่านพ่อครับ!” แม่ทัพน้อยร้องขึ้น “อาเป๋งอยากไปเที่ยวงานเย็นนี้ ให้ไปได้ไหมครับ?”
ท่านพ่อเงยหน้าขึ้นจากม้วนตำรา ยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนหันไปมองหน้าแม่ทีหนึ่ง แม่ทัพน้อยรู้ในวินาทีนั้นว่าท่านพ่อน่าจะไม่อนุญาตแน่ๆ เพราะแม่ขมวดคิ้วและส่ายหน้าเบาๆ
ในโลกที่แม่ทัพน้อยกวนเป๋งเกิดมานั้น เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าผู้ชายนั้น “เก่ง” กว่าผู้หญิง แต่ในโลกเล็กๆของเขานั้น แม่ทัพน้อยก็ไม่เคยเห็นว่าท่านพ่อจะ “เก่ง” กว่าแม่ตรงไหนเลยสักครั้ง ถึงแม้แม่จะบอกว่าท่านไปทำงาน ได้เบี้ยหวัดมาเลี้ยงดูแม่กับเขา และเป็นที่พึ่งพาของคนทั้งบ้าน แต่ทุกครั้งที่เห็นท่านพ่อกับแม่คุยกัน เป็นฝ่ายท่านพ่อทั้งนั้นที่มักมาขอคำปรึกษากับแม่ หรือไม่ ก็มักจะคล้อยตามคำของแม่เสมอ
“เอาอย่างนี้นะ” ท่านพ่อเอ่ยขึ้น “ถ้าเจ้าสูงกว่าพ่อหรือแม่ พ่อจะอนุญาต”
‘สูงกว่า…ก็แปลว่าต้องโตขึ้น แล้วก็แปลว่าต้องรออีกหลายปีเลยน่ะสิ’ แม่ทัพน้อยคิดในใจ ‘แต่อาเป๋งยังไม่อยากโต อาเป๋งอยากไปเที่ยวนะ’
จู่ๆอาสามเดินเข้ามาตอนไหนไม่รู้ พร้อมกระดานหมากล้อม ก่อนจะร้องขึ้น “พี่รองว่างไหม? มาเล่นกับข้าหน่อย!” แม่ทัพน้อยหันไปมองอาสามอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มเหมือนนึกอะไรได้
“อาสามจ๋า”
“จ๋า ว่าไงเด็กน้อยของอา?”
“ให้อาเป๋งนั่งบ่าได้ไหม?”
“เอาสิ!” พูดจบอาสามก็จับแม่ทัพน้อยขึ้นวางบนบ่าซ้าย เขาหัวเราะ ก่อนเอื้อมมือข้างนึงไปเขย่าหัวแม่ทัพน้อยเบาๆ แม่ทัพน้อยเมื่อได้ทำตามที่ตรต้องการก็ร้องอย่างลิงโลดว่า “นี่ไงครับ! อาเป๋งสูงกว่าแม่กับท่านพ่อแล้ว! ทีนี้อาเป๋งไปเที่ยวตอนเย็นได้ใช่ไหมครับ?”
แม่หัวเราะทันทีที่เห็นแม่ทัพน้อยทำตามแผนได้สำเร็จ ส่วนท่านพ่อเอามือกุมขมับนิดๆแต่ยังยิ้มอยู่ ”โอ๊ย นี่ข้าแพ้ลูกเหรอ?”
“ว่ายังไงครับ อาเป๋งไปได้ไหมครับ?” แม่ทัพน้อยย้ำอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“อื้อ เย็นก่อนค่อยไป แต่ไปกับอาสามนะ” ท่านพ่ออนุญาต ก่อนกำชับ “น้องสาม ข้าฝากลูกกับเจ้าแล้ว อย่าทำหายเด็ดขาด”
อาสามหัวเราะ “ไว้ใจข้าเถอะพี่รอง! แค่หลานมีข้า ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรมันแล้ว!”
พอถึงตอนเย็น แม่ให้แม่ทัพน้อยกวนเป๋งแต่งกายด้วยชุดที่ดีที่สุด แล้วก็ไม่ลืมปักปิ่นทองแดงที่แม่ทัพน้อยจำได้ว่าอาสามซื้อให้ จากนั้นท่านพ่อก็อุ้มเขาส่งให้อาสามเอาไปนั่งบนบ่าแล้วพาออกไปเที่ยวงานเทศกาล
แม่ทัพน้อยกวาดตามองไปทางไหนก็เห็นผู้คนมากมายเต็มไปหมด มีร้านรวงที่ขายอาหาร ของกินและขนมที่ชวนให้น้ำลายสอ มองไปที่มุมหนึ่งก็เห็นผู้ใหญ่หลายคนต่อตัวแล้วทำท่าทำทางแปลกๆ อีกมุมก็เห็นพวกเด็กๆกำลังล้อมวงดูการแสดงหุ่นกระบอก แล้วที่ไม่ไกลเขาก็ได้ยินเสียงคนกำลังร้องเอะอะมะเทิ่งเหมือนกำลังดูใครหรือตัวอะไรสู้กันอยู่
อาสามไม่เคยปล่อยให้เขาลงไปเดินที่พื้นเลย แม่ทัพน้อยเดาว่า อาสามคงจะกลัวว่าถ้าปล่อยให้แม่ทัพน้อยอยู่ที่พื้นแล้วเขาอาจจะเดินหายไปตอนไหนก็ได้ ดังนั้น แม่ทัพน้อยกวนเป๋งก็เลยไม่ร้องขอให้อาสามวางตัวเองลงจากบ่า แม้จะแอบเมื่อยนิดๆก็ตาม
จู่ๆ แม่ทัพน้อยกวนเป๋งก็รู้สึกว่ามีมือของใครบางคนดึงตัวเองจากบนบ่าของอาสาม ดูเหมือนว่าคนคนนั้นจะไวมาก ทำให้อาสามแล้วก็อาจจะรวมถึงตัวเขาเองไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ แม่ทัพน้อยเหลือบมองคนแปลกหน้าเงียบๆก็พบว่าผู้ชายคนนี้ดูท่าทางไม่น่าจะเป็นคนใจดีอย่างแน่นอน
‘ผู้ชายคนนี้ ดูจากเสื้อผ้าแล้วน่าจะไม่ใช่คนมีเงินมาก แต่ก็ไม่น่าใช่คนจนแน่ๆ หรือว่า…เขาจะเป็นโจรนะ?’ แม่ทัพน้อยคิดแล้วก็เริ่มใคร่ครวญแผนในหัว ‘อาเป๋งจะไม่ร้อง อาเป๋งอยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะพาอาเป๋งไปไหน เผื่ออาเป๋งจะแอบเก็บเบาะแสแล้วเอาไปบอกท่านลุงใหญ่หรือท่านพ่อได้บ้าง’
แล้วพี่เลี้ยงเด็กแบบอาสามล่ะ? เขาก็ยังเดินดูนั่นดูนี่แบบไม่รู้ตัวเลยว่าหลานโดนฉกไปไหนไม่รู้ กว่าจะรู้สึกตัวก็ตอนที่เดินผ่านหน้าจวนผู้ว่าการที่ท่านลุงใหญ่และท่านพ่อยืนมองสถานการณ์อยู่เงียบๆ
ท่านพ่อทักขึ้นในทันที “น้องสาม ลูกข้าไปไหน?”
พออาสามหันไปมองที่บ่าซ้ายตัวเองก็ถึงกับร้องเสียงหลง ก่อนจะทรุดตัวลงไป เอามือทุบพื้นแล้วร้องไห้ “ฆ่าข้าเถิด! ข้ามันไม่ดีเอง! หลานทั้งคนข้าก็ดูแลไม่ได้!”
ท่านลุงใหญ่กับท่านพ่อไม่ได้ว่าอะไรนอกจากพยุงตัวให้อาสามลุกขึ้น แต่สายตาของทั้งคู่ก็เริ่มเต็มไปด้วยความกังวล
“ข้าเคยได้ยินนะว่าเวลาเมืองต่างๆจัดเทศกาลทีไร พวกโจรที่ลักเด็กเอาไปขายเป็นทาสนี่ชอบนักล่ะ” ท่านลุงใหญ่ว่า
ท่านพ่อหันไปมองอาสาม “ไม่ได้การแล้ว น้องสาม พี่ว่าเราต้องเพิ่มกำลังป้องกันรอบเมืองแล้วก็กำชับพวกทหารยามและสายสืบให้จับตามองทุกคนเสียแล้ว”
อาสามหยุดร้องไห้แล้วปาดน้ำตา ความเสียใจถูกแทนที่ด้วยความโกรธแทน “คอยดูเถอะ! ถ้าข้าเจอตัวคนที่พรากอาเป๋งไปจากข้า มันไม่ตายดีแน่!”
ส่วนแม่ทัพน้อย หลังจากที่ทำเป็นนิ่งบนบ่าโจรมานาน ให้โจรเดินพาเข้าไปในตรอกมืดๆที่หนึ่ง เขาก็พบว่าในนั้นมีคนที่น่าจะเป็นพวกเดียวกับโจรคนนี้จำนวนไม่ถึงสิบคน และที่น่ากลัวและน่าสังเวชใจก็คือ…ตรงพื้นของตรอกนั้นมีเด็กที่แม่ทัพน้อยไม่สามารถนับได้ว่ามีกี่คนถูกขังในกรง ไม่ก็ถูกจับมัดด้วยเชือกเต็มไปหมด
‘ที่แขนขาของเด็กบางคนมีรอยเหมือนโดนตีด้วย ขนาดอาเป๋งโดนแม่ตียังไม่ชอบเลย แล้วเด็กๆพวกนี้จะเจ็บแบบอาเป๋งรึเปล่า?’
หากเป็นคนอื่นที่ตกในที่นั่งเดียวกับแม่ทัพน้อย ก็คงพยายามหาทางหนีรอดไปคนเดียว แต่เพราะแม่ทัพน้อยก็คือแม่ทัพน้อย เป็นเด็กชายที่เติบโตมากับแม่ที่ใจดีและอ่อนโยน กับพ่อผู้กล้าหาญ ดังนั้น แม่ทัพน้อยกวนเป๋งเลยเริ่มคิดว่าตนจะช่วยเด็กๆที่ถูกลักมาแบบตนได้อย่างไร
‘จริงสิ ปิ่นทองแดงของอาสาม!’ แม่ทัพน้อยเอื้อมมือไปดึงมันออกจากมวยผม มองมันอย่างช่างใจไม่นานก็ตัดสินใจได้ ‘อาสามต้องเสียใจแน่ๆถ้ารู้ว่าอาเป๋งทำมันหาย แต่ถ้าพวกผู้ใหญ่เห็นมันอยู่กับโจรแล้วตามมาช่วยคนอื่นๆ อาเป๋งยอมก็ได้’
คิดดังนั้นแล้ว แม่ทัพน้อยก็ค่อยๆกลัดมันลงบนเสื้อของโจรคนที่อุ้มเขาอยู่ และรอจังหวะที่พอเหมาะพอดี พอโจรวางเด็กชายลงบนพื้น เขาก็ออกตัววิ่งไปจากตรอกนั้น ไม่หันไปมองพวกโจรที่ร้องโวยวายและวิ่งตามหลังมา ไม่สนใจบรรยากาศในงานเทศกาลรอบข้าง เป้าหมายเดียวที่แม่ทัพน้อยต้องไปให้ถึงคือหน้าจวนผู้ว่าการเท่านั้น
“ท่านลุงใหญ่! ท่านพ่อ! อาสาม! อาเป๋งอยู่นี่ครับ!” แม่ทัพน้อยตะโกน โบกไม้โบกมือ ก่อนที่เขาจะวิ่งไปถึงหน้าจวน ท่านพ่อก็วิ่งเข้ามาโอบกอดเขาไว้แนบอก
“ลูกพ่อ…รู้ไหมว่าทุกคนเป็นห่วงเจ้ามากเหลือเกิน” เสียงของท่านพ่อสั่นน้อยๆ ไม่ต่างกับร่างกายของท่าน แม่ทัพน้อยไม่เข้าใจหรอกว่าคนโตๆจะกลัวได้หรือไม่ ไม่นึกด้วยว่าท่านพ่อจะกลัวเป็นด้วย แต่บางที…การที่เขาหายไป มันก็คงเป็นอะไรที่น่ากลัวมากในสายตาของพวกคนตัวโตรอบๆแม่ทัพน้อยกระมัง
อาสามถลันตัวเข้ามาแย่งเขาจากท่านพ่อแล้วเอาไปกอดเอง เสียงร้องไห้และการกอดรัดที่แน่นพอสมควรทำให้แม่ทัพน้อยรู้ว่าอาสามเสียใจมากจริงๆ “สวรรค์คุ้มครอง! อาสาบาน ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้เจ้าคลาดสายตาอีกแล้ว!”
แต่แล้วอาสามก็หยุดสะอื้น สายตามองไปที่มวยผมของแม่ทัพน้อย “อาเป๋ง ปิ่นทองแดงที่อาให้เจ้าก่อนมาอยู่เพงงวนก๋วนหายไปไหน?”
“อาเป๋งเอาไปกลัดบนเสื้อคนที่อุ้มอาเป๋งไปครับ!” เด็กชายเอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัด ไม่มีท่าทีหวาดกลัว ก่อนหันไปหาท่านลุงใหญ่ที่เดินเข้ามาหา แล้วชี้นิ้วไปในทิศทางที่เขาจากมา “ท่านลุงใหญ่ครับ ที่ตรอกตรงโน้นมีพวกคนใจร้ายที่จับเด็กจะเอาไปขายหลบอยู่ อาเป๋งอยากจะช่วยพวกเขาครับ!”
ทุกคนมองตามที่เด็กชายชี้ ก่อนที่ท่านลุงใหญ่จะหันกลับมาที่แม่ทัพน้อยแล้วลูบหัวเบาๆ “อาเป๋ง…ปกติเด็กที่หนีจากการลักพาตัวมักจะคิดแต่เรื่องอยากกลับบ้านไม่ก็กลับไปหาพ่อแม่ แต่เจ้า…เจ้ากลับคิดถึงเด็กคนอื่นๆแล้วอยากช่วยเขา เจ้าเป็นยอดคนจริงๆ”
“อาเป๋งเห็นว่าเขามีรอบแดงๆม่วงๆตามแขนขาน่ะครับ บางคนก็ท่าทางเหมือนไม่ได้กินข้าวมานานด้วย” แม่ทัพน้อยอธิบายรายละเอียดตามที่จำได้ “อาเป๋งไม่แน่ใจว่าเด็กๆในนั้นมีกี่คน แต่น่าจะเยอะมากเลย”
“แล้วหลานบอกว่าหลานเอาปิ่นทองแดงไปกลัดเสื้อหนึ่งในพวกโจรใช่ไหม?” อาสามถามย้ำอีกครั้ง
“ครับ”
ท่านลุงใหญ่ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง มืออีกข้างกระชับกระบี่ที่ห้อยไว้ทางซ้าย ท่าทีของท่านพ่อกับอาสามก็ไม่ต่างกัน แม่ทัพน้อยรู้ดีว่าการทำท่าแบบนี้มันหมายถึงการที่คนโตๆที่มีตำแหน่งสูงกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานใหญ่สักอย่าง
ท่านลุงใหญ่ตะโกนขึ้น ชี้กระบี่ไปยังทางที่แม่ทัพน้อยเคยชี้ “ถ่ายทอดคำสั่ง! ให้ทหารที่เฝ้ายามทุกคนปิดประตูเมืองให้หมด! ส่วนพวกที่กระจายตัวในงาน ตามหาคนที่มีปิ่นทองแดงกลัดที่อกเสื้อให้เจอ รวมถึงเข้าไปที่ตรอกนั้นด้วย!”
“น้อมรับคำสั่ง!” ท่านพ่อกับอาสามคำนับท่านลุงใหญ่แล้วก็รีบออกไปจากตรงนั้น หายเข้าไปในฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่ในงานรื่นเริงที่ครึกครื้นแต่แอบซ่อนความวุ่นวายดั่งคบื่นใต้น้ำ ใจจริงแม่ทัพน้อยก็อยากตามไปดูเหมือนกันว่าพวกคนโตๆที่เป็นทหารเขาทำงานยังไง แต่ท่านลุงใหญ่ก็จับไหล่เขาเอาไว้เสียก่อน
“กลับเข้าจวน” ท่านลุงใหญ่บอกเขา “ถ้ายังไม่อยากกลับเรือนไปหาแม่ก็ไปนั่งเล่นในห้องของลุงก่อน เรื่องนี้ให้คนโตๆเขาจัดการเองเถอะ”
“ครับ”
หลังจากค้อมกายคารวะ แม่ทัพน้อยก็รีบวิ่งเข้าประตูไป ตั้งใจว่าจะยังไม่กลับไปหาแม่เพราะกลัวลจะถูกซักไซ้ว่าทำไมกลับเร็ว ดังนั้น เขาเลือกไปนั่งเล่นในห้องของท่านลุงใหญ่ดีกว่า
‘หวังว่าท่านพ่อกับอาสามจะจับคนใจร้ายได้นะครับ อาเป๋งจะขอพรขอให้พวกท่านทำได้ แล้วก็ขอให้เด็กๆพวกนั้นปลอดภัยและได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่ด้วย’

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น