มีโชค

มีโชค

เสียงร้องดังออกมาจากทุ่งหญ้าริมทาง ซึ่งทุ่งหญ้าแห่งนี้ค่อนข้างอยู่ห่างไกลจากตัวหมู่บ้าน หากไม่มีใครสัญจรผ่านมาแถวนี้ก็อาจจะไม่ได้ยินเสียงร้องดังกล่าว หรือต่อให้ขับรถผ่านก็อาจจะไม่ได้ยินเสียงเช่นเดียวกัน แต่นับว่าเป็นความโชคดีที่วันนี้สุชาติขับรถผ่านเส้นทางนี้ และบังเอิญรถมีปัญหาเล็กน้อย เขาจึงลงจากรถเพื่อไปดูว่า รถมีปัญหาอะไรหรือไม่ ทันทีที่เปิดประตูรถ เขาก็ได้ยินเสียงร้องดังออกมาจากทุ่งหญ้าซึ่งอยู่อีกฝั่งของถนน เขาจึงหยุดฟังเสียงดังกล่าวก่อนจะรีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆเพื่อให้แน่ใจว่า เสียงนั้นคือเสียงของลูกแมวจริงๆ และสิ่งที่เขาคิดเอาไว้ก็เป็นจริงตามนั้น ลูกแมวตัวสีดำยังคงส่งเสียงร้องไม่หยุด สภาพร่างกายค่อนข้างอิดโรยและมีบาดแผลตามตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ลูกแมวตัวนี้อาจจะถูกเจ้าของเอามาปล่อยทิ้งไว้ เขาจึงไม่ลังใจและรีบพาลูกแมวไปหาหมอภายในตัวเมืองทันที หลังจากที่พาลูกแมวไปรักษาที่คลินิกเรียบร้อยแล้ว หมอจึงทำการรักษาพร้อมกับจัดยาและแนะนำการดูแลเบื้องต้นให้ เพราะตอนนี้ลูกแมวพ้นขีดอันตรายแล้ว ในระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้าน เขาจึงใช้ความคิดอยู่กับตัวเองสักพัก พร้อมกับหันไปมองลูกแมวที่นอนหลับอยู่บนเบาะด้วยแววตาที่อ่อนโยน จากนั้นความคิดบางอย่างจึงผุดขึ้นมาในหัว เขากำลังใช้ความคิดบางอย่างเกี่ยวกับชื่อของลูกแมว และชื่อที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ก็คงจะหนีไม่พ้น มีโชค เป็นชื่อที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุด แม้ว่าวันที่เขาพบเจอกับลูกแมวตัวดังกล่าวจะเป็นวันที่รถมีปัญหาและทำให้เขาไปไม่ทันเวลางานที่นัดลูกค้าเอาไว้ แต่ก็เหมือนมีความโชคดีเข้ามาแทนที่ เพราะวันนั้นลูกค้าติดต่อกลับมาว่าเกิดปัญหาเร่งด่วน จึงทำให้การนัดเจอในวันดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป อีกทั้งยังมีความโชคดีเพิ่มเข้ามามากขึ้น นั่นก็คือการได้พบเจอกับลูกแมวตัวนี้ ซึ่งทำให้หัวใจเขาพองโตมากกว่าเดิม เพราะความเป็นจริงเขาเป็นคนที่รักสัตว์มากอยู่แล้ว ซึ่งการได้พบเจอกับลูกแมวในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นความโชคดีในอีกรูปแบบหนึ่ง หลังจากวันนั้นสุชาติก็ดูแลลูกแมวมาเป็นอย่างดี บาดแผลที่เคยมีก็ได้รับการรักษาและหายดี จากลูกแมวตัวเล็กในวันนั้นกลายเป็นแมวเด็กในวัย 5 เดือน หากนับจากวันที่เขาตั้งใจเลี้ยงและดูแลมาเป็นอย่างดี ซึ่งในทุกๆวันเขาก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับแมว และปล่อยให้แมวได้พักผ่อนหรือเล่นตามประสาสัตว์เลี้ยง จากนั้นเขาจึงใช้เวลาส่วนที่เหลือทำงาน แม้ว่าทุกวันนี้เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำฟรีแลนซ์ และทำธุรกิจขนาดเล็ก แต่เขาก็ยังมีเงินสำหรับใช้จ่ายในแต่ละเดือน อีกทั้งยังมีเวลาส่วนตัวเพื่อทำในสิ่งที่รักมากขึ้น ซึ่งเขาพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง และได้ตัดสินใจสร้างบ้านอยู่เพียงลำพัง แม้ว่าจะอยู่เพียงลำพัง แต่เขาก็มักจะกลับไปหาแม่อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหมู่บ้านที่แม่อาศัยอยู่นั้นอยู่ไม่ไกลจากที่เขาอยู่มากนัก เพราะเป็นคนรักสันโดษ การตัดสินใจย้ายออกมาอยู่คนเดียวจึงเป็นการเลือกที่เขาไม่เคยรู้สึกเสียดาย อย่างน้อยเขาก็ได้ใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาตัวเอง ได้ทำงานอิสระในแบบที่ตั้งใจเอาไว้ อีกทั้งยังมีเวลากลับบ้านไปหาแม่บ่อยมากขึ้น และสุดสัปดาห์นี้เขาก็ตั้งใจจะกลับบ้านไปหาแม่พร้อมกับมีโชค เพราะแม่ก็หลงรักมีโชคพอๆกับที่เขาหลงรักเช่นเดียวกัน ตลอดระยะเวลาที่เขาเลี้ยงมีโชค เขารู้สึกได้ว่า มีโชคมักจะชอบเข้ามาคลอเคลียและนอนอยู่ใกล้ๆเวลาเขานั่งทำงานอยู่เสมอ ราวกับมีโชครู้สึกได้ว่า เขาเป็นพื้นที่ของความปลอดภัย และไม่มีทางทำร้ายหรือทอดทิ้งแน่นอน วันนี้ก็เช่นกัน เขาตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะมีงานที่ต้องเขียนส่งให้กับสำนักพิมพ์ ซึ่งเขาก็เลือกนั่งทำงานในมุมเดิมเหมือนเช่นเคย เนื่องจากที่บ้านมีบริเวณที่ค่อนข้างกว้าง เขาจึงจัดสวนและโต๊ะสำหรับนั่งทำงานในบริเวณดังกล่าว อากาศในวันนี้ค่อนข้างเย็นกว่าทุกวัน เขาจึงหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่ และไม่ลืมที่จะหยิบผ้าคลุมมาเผื่อมีโชคด้วยเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่เขานั่งทำงาน มีโชคก็มักจะมานอนอยู่ใกล้ๆ ภาพความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับชายหนุ่มจึงกลายเป็นความประทับใจของเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในระแวกนั้น เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า เขาเป็นคนรักสัตว์ และการได้มีโชคมาเลี้ยงก็ยิ่งทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นในทุกๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องงานและการเงิน เขาได้รับโอกาสใหม่ๆเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และปกติในทุกๆวันเขาก็มักจะเข้าไปตรวจงานที่บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับต้นไม้ แม้ว่าเขาจะเป็นนักเขียนอิสระที่เขียนหนังสือให้กับบางสำนักพิมพ์ แต่เขาก็มีความรู้ด้านการเพาะปลูกต้นไม้ด้วย จนทำให้เขาสามารถสร้างรายได้อีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้มงคล และไม้ประดับที่หายาก ซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของทางตลาดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทำเลที่ตั้งก็อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่มักจะนิยมนำไปปลูกเพื่อตกแต่งและความเป็นสิริมงคลให้กับสถานที่ ทุกครั้งที่ไปยังบริษัท สุชาติก็มักจะพามีโชคไปด้วยทุกครั้ง จนกลายเป็นภาพที่ทุกคนคุ้นเคยกัน เขามักจะอุ้มมีโชคอยู่เสมอ แม้ว่ามีโชคจะมีรูปร่างที่อ้วนขึ้น แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะอุ้มเหมือนเดิม เพราะการอุ้มเป็นอีกหนึ่งวิธีการแสดงออกถึงความรัก และมีโชคก็มักให้เขาทำเช่นนั้นอยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้จากมีโชคคือ ความนิ่ง และไม่ดื้อรั้น เพราะเวลาเขาพูดหรือทำอะไรที่เป็นการสื่อสารว่าทำได้หรือทำไม่ได้ มีโชคก็มักจะเชื่อฟังอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่า มีโชคเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อสาร ความน่ารักของมีโชคจึงทำให้ทุกคนที่ได้พบเจอรู้สึกรักและเอ็นดูไปด้วย และวันนี้มีโชคก็น่ารักเหมือนทุกวัน แต่กลับมีบางอย่างเปลี่ยนไป เมื่อสุชาติบอกให้มีโชคนั่งรอที่โซฟา เพราะเขาต้องไปคุยกับลูกค้าที่เข้ามาดูต้นไม้ มีโชคไม่ยอมฟังในสิ่งที่สุชาติบอก อีกทั้งยังส่งเสียงร้องไม่หยุด และพยายามที่จะกระโดดใส่ลูกค้าที่เข้ามาดูต้นไม้ ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาดูวันนี้เป็นลูกค้าประจำ และไม่เคยมีปัญหากับมีโชคมาก่อน แต่วันนี้มีโชคกลับสร้างความประหลาดใจให้กับลูกค้าและสุชาติเป็นอย่างมาก จนสุดท้ายสุชาติจึงขอตัวเพื่อพามีโชคเข้าไปอีกห้องหนึ่ง และพยายามพูดเพื่อให้มีโชคเข้าใจด้วยท่าทางที่ไม่ได้โกรธเคือง "นั่งรอพ่อตรงนี้ก่อนนะ วันนี้พ่อต้องคุยงาน เพราะงานนี้เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว" มีโชคหยุดร้องทันทีที่เขาบอกด้วยแววตาที่อ่อนโยน และสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่ามีโชคจะทำต่อจากนี้คือ มีโชคกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักเขาอีกครั้ง และส่งเสียงร้องดังๆก่อนจะกระโดดลงและวิ่งไปยังประตู จากนั้นจึงวิ่งไปนั่งบนโซฟาที่เขาเตรียมไว้ให้ตั้งแต่แรก พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก เพราะมีโชคไม่เคยเป็นแบบนี้ แต่เขาทำได้เพียงเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ เพราะต้องรีบออกไปคุยกับลูกค้าต่อ หลังจากสุชาติเดินออกมาจากห้อง เขาจึงมุ่งหน้าไปยังสวนเพาะต้นไม้ซึ่งอยู่ด้านหลังบริษัท แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดเดินทันทีคือเสียงที่คุ้นเคยกำลังคุยโทรศัพท์กับใครสักคน และเขาได้ยินบทสนทนาดังกล่าวจนเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมลูกค้ารายนี้ถึงพยายามที่จะเข้าหาเขาอยู่บ่อยครั้ง เพราะไม่ใช่แค่การเข้ามาซื้อต้นไม้เป็นจำนวนมาก แต่กลับพยายามที่จะรู้ทุกกระบวนการในการทำงาน และการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในระยะยาวด้วยการอ้างว่า สามารถแนะนำให้เขารู้จักกับตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการสูง ซึ่งบทสนทนาที่ได้ฟังและความสงสัยที่เขาเคยบอกกับตัวเองเสมอมากลายเป็นความจริงที่ชัดเจนมากขึ้น จนทำให้เขานึกถึงพฤติกรรมแปลกๆของมีโชค ซึ่งอาจจะเป็นการเตือนบางอย่างที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเขา เพราะปกติสัตว์จะมีสัญชาตญาณในการรับรู้ที่ดีกว่า เมื่อนึกได้เช่นนั้นเขาจึงตั้งใจฟังบทสนทนาดังกล่าวต่อ "ไม่ต้องกังวลครับ วันนี้ผมคิดว่าจะปิดงานนี้ได้แน่นอน หากไม่ได้จริงๆผมก็จะเอาเรื่องแมวมาขู่ เพราะคนรักแมวอย่างสุชาติไม่มีทางปล่อยให้ใครมาทำร้ายแมวเขาแน่นอน เพราะผมจำได้ดีว่า แมวตัวนั้นเป็นแมวตัวที่ผมตั้งใจเอาไปปล่อยทิ้งเพื่อให้สุชาติเอาไปเลี้ยงต่อ หากเขาไม่ยินยอม ผมก็จะเอาแมวผมคืน" ทันทีที่ได้ยินเรื่องแมว เขาจึงเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกอย่างเป็นการจัดฉากเพื่อให้เขาพบเจอกับแมว และกลายเป็นอีกหนึ่งแผนการเพื่อให้เขายินยอมในสิ่งที่เขาพยายามบ่ายเบี่ยงมาตลอด และสิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีโชคเดินเข้าไปหาบุคคลที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ และกระโดดเกาะที่แขน พร้อมกับใช้เล็บข่วนจนเกิดรอยแผลเป็นทางยาว เสียงร้องดังขึ้นด้วยความตกใจ พร้อมกับสะบัดมือออกอย่างแรงจนทำให้มีโชคกระเด็นไปโดนผนังห้องเพาะชำและตกลงพื้น ด้วยความโกรธเคือง ชายคนดังกล่าวจึงหยิบไม้ที่วางอยู่บริเวณผนังห้องเตรียมฟาดลงบนตัวมีโชค แต่ยังไม่ทันได้ฟาดไม้นั้นลงไป สุชาติจึงตะโกนพร้อมกับวิ่งเข้าไปแย่งไม้จากมือ แล้วกล่าวด้วยความขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก "อย่าทำอะไรมีโชคนะ คุณเอาไปทิ้งไม่พอ คุณยังจะฆ่ามีโชคอีกหรอ" ชายดังกล่าวทำหน้างุนงงและเริ่มเข้าใจบทสนทนาดังกล่าวมากขึ้น จากนั้นจึงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจถึงแผนการที่เขาวางแผนเอาไว้มาเป็นอย่างดี "รู้ความจริงแล้วสินะ งั้นก็ดีจะได้พูดกันตรงๆ เอาเป็นว่า ถ้าไม่อยากเสียลูกค้าจำนวนมากไป คุณก็ต้องยอมเปิดทางให้ผมได้เป็นผู้เข้ามามีส่วนร่วม และถ้าคุณไม่ยินยอมก็รอการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ไปเลย รวมถึงแมวที่คุณรักด้วย" "ผมไม่มีทางยอมให้พวกคุณทำอะไรเลวๆกับผมและแมวของผมแน่" "มันก็ไม่แน่หรอกนะ คุณเป็นคนเริ่มต้นในการแย่งลูกค้าทั้งหมดไปจากผม ถึงคราวที่ผมจะแย่งทุกอย่างกลับคืนมา แล้วผมผิดตรงไหน" "ผิดที่คุณเล่นสกปรกตั้งแต่แรกไงล่ะ อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" "โชคดีที่คุณรอดมาได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้คุณรู้ใช่มั้ยว่าคุณจะไม่รอดเหมือนเดิม รวมทั้งธุรกิจที่คุณรักและลูกน้องทั้งหมดของคุณ" "ถ้าคุณอยากได้นักก็เอาไปเถอะ ผมตั้งใจจะยุติการทำธุรกิจนี้อยู่แล้ว ผมไม่ได้อยากเป็นคู่แข่งกับใคร และผมก็ไม่ได้อยากทำให้ใครเสียผลประโยชน์อะไรด้วย หากคุณมั่นใจในธุรกิจของคุณมากพอก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าคุณทำมันด้วยตัวเอง ไม่ได้สร้างมาจากการเอาเปรียบใคร" "คอยดูก็แล้วกันว่าใครมันจะไปได้ไกลกว่ากัน" กล่าวพร้อมกับเดินออกไปด้วยความไม่พอใจ แต่สุชาติกลับไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาต่อจากนี้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดคือมีโชค เพราะชายคนดังกล่าวสะบัดมีโชคออกด้วยความแรงจนมีโชคกระเด็นไปโดนผนังห้อง ซึ่งดูเหมือนว่า มีโชคจะได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ด้วยความเป็นห่วงเจ้าของ มีโชคจึงพยายามลุกขึ้นและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความห่วงใย สุชาติเห็นแบบนั้นจึงรีบอุ้มมีโชคขึ้นมาพร้อมกับกล่าวด้วยความรู้สึกผิด "พ่อขอโทษนะที่ปล่อยให้คนใจร้ายทำร้ายมีโชคอีกแล้ว" ราวกับมีโชครับรู้ได้ในสิ่งที่สุชาติกล่าวออกมา มีโชคจึงส่งเสียงร้องและคลอเคลียกับอ้อมแขนนั้นไปมา และสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นก็สร้างความประหลาดใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก เพราะมีลูกน้องรีบเดินมารายงานสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอาการตกใจเช่นเดียวกัน "ลูกค้าที่เพิ่งมาพบคุณสุชาติเกิดอุบัติเหตุค่ะ ตอนนี้กำลังนำตัวส่งโรงพยาบาล" "เกิดอะไรขึ้น" "รถคว่ำค่ะ" "อื้ม ขอบใจมาก" "คุณสุชาติตัดสินใจดีแล้วใช่มั้ยคะที่จะไม่ทำธุรกิจต่อ ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ บังเอิญได้ยินที่คุณสุชาติพูดกับลูกค้าค่ะ" "ผมคิดเรื่องนี้ดีแล้ว เหมือนที่ผมเคยบอกกับทุกคนเอาไว้ เพื่อทุกคนจะได้มีเวลาหางานใหม่ เพราะผมเองก็เหนื่อยที่จะทำธุรกิจต่อ ผมแค่อยากใช้ชีวิตด้วยความสงบ อยู่กับสิ่งที่ผมรัก" "พวกเราเข้าใจค่ะ และเคารพการตัดสินใจของคุณสุชาติ" "ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจผมนะ สัปดาห์หน้าผมจะแจ้งทุกคนอีกครั้ง และจ่ายค่าชดเชยทั้งหมด" "ขอบคุณค่ะ" หลังการสนทนาสิ้นสุดลง สุชาติจึงกลับไปทำงานต่อ และเดินทางกลับบ้านหลังจากทำงานเสร็จ นับว่าเป็นอีกวันที่เขารู้สึกสบายใจมากขึ้นกับการตัดสินใจที่คิดมาโดยตลอด เพราะความเป็นจริง เขาแค่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตเป็นนักเขียนอิสระที่ไม่ต้องเป็นหัวหน้าใคร ไม่ต้องบริหารงานให้ปวดหัว แต่ที่ตัดสินใจทำธุรกิจต้นไม้ไปด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งความชอบ แต่ระหว่างทางที่ทำธุรกิจด้านนี้เขาก็รู้สึกถึงความวุ่นวายมาโดยตลอด เพราะการทำธุรกิของเขาไปขัดผลประโยชน์ของใครบางคนจนทำให้เขาได้รับการเตือนและกลั่นแกล้งเสมอมา จนกระทั่งวันนี้เขาได้รับรู้ความจริงที่เคยสงสัย และทำให้เขาตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น แม้ว่าสิ่งที่เขาทำมันอาจจะไม่ถูกใจใครสักคน แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาได้ตั้งใจทำมาตลอดก็สามารถช่วยให้ใครหลายๆคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการทำธุรกิจของเขา และการตัดสินใจเลิกกิจการในครั้งนี้ก็เป็นการตัดสินใจเพื่อตัวเขาเอง เพราะเขาตั้งใจจะขายบ้านหลังดังกล่าวเพื่อย้ายกลับไปอยู่กับแม่ เนื่องจากที่บ้านมีที่ดินที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วน โดยที่เขาสามารถสร้างบ้านและใช้ชีวิตด้วยความเป็นส่วนตัวเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีเวลาอยู่กับแม่มากขึ้น และการตัดสินใจดังกล่าวไม่เคยทำให้เขาต้องรู้สึกเสียดายเลย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาได้ทำในสิ่งที่ต้องการมามากพอแล้ว และค้นพบว่า การเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียวก็เป็นรายได้ที่ช่วยให้เขามีชีวิตในแบบที่ต้องการได้ 1 เดือนผ่านไป หลังจากที่ตัดสินใจเลิกกิจการที่เคยทำ สุชาติจึงตัดสินใจย้ายกลับบ้านไปอยู่กับแม่ และได้สร้างบ้านอีกหลังซึ่งอยู่ในระแวกเดียวกันกับบ้านที่แม่อาศัยอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีหลังจากที่เขาประกาศขายบ้านก็มีคนติดต่อเข้ามาเพื่อซื้อทันที เนื่องจากทำเลและตัวบ้านที่เขาได้สร้างเอาไว้นั้นเป็นที่ต้องการของคนที่รักสันโดษ และการตัดสินใจเลิกกิจการในครั้งนั้นก็เป็นการปล่อยสิ่งเก่าเพื่อเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง เพราะวันที่ลูกค้ารายนั้นเข้ามาคุยกับเขาและเกิดอุบัติเหตุในวันดังกล่าวจนทำให้เสียชีวิต ทำให้เขานึกถึงบาปกรรมที่มีอยู่จริง และเขาก็อโหสิกรรมต่อทุกการกระทำที่มีต่อกัน อีกทั้งเขายังตั้งใจทำบุญและอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นและการจบสิ้นในสิ่งที่ไม่ใช่สำหรับเขาอีกต่อไป การกลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายที่บ้านจึงเป็นความสุขที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำธุรกิจอีกต่อไป แต่ความเป็นจริงเขากลับมีความสุขมากขึ้น สงบมากขึ้น เพราะไม่ต้องแบกรับความคาดหวังของใครอีกต่อไป อีกทั้งยังมีเวลาอยู่กับแม่และแมวที่เขารักมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่สุชาติสัมผัสได้อีกอย่างหนึ่งหลังจากย้ายมาอยู่ที่บ้านกับแม่ก็คือ มีโชคมีความสุขมากขึ้น เพราะเขาสังเกตได้ว่า มีโชคไม่มีความหวาดระแวงเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าจะชอบคลอเคลียอยู่กับเขาบ่อยครั้ง แต่บางครั้งมีโชคก็เหมือนหวาดระแวงกับบริเวณรอบบ้านราวกับหวาดกลัวว่าใครจะเข้ามาทำอันตราย ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่มีโชคมักจะมีบาดแผลกลับมาอยู่เสมอเวลาออกไปนอกบ้านในช่วงเวลาที่เขาไม่เห็น ซึ่งเขาก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามีใครทำอันตรายมีโชคหรือไม่ แต่อย่างน้อยการตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านแม่ก็ทำให้เขาสบายใจมากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลกับความปลอดภัยหรือเหนื่อยใจกับการทำธุรกิจอีกต่อไป และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เขาอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักจากการทำงาน เพื่อมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งเล่นอยู่ในสวนที่ตั้งใจสร้างเอาไว้เป็นอย่างดี โดยที่ยังคงมีเจ้ามีโชคมานั่งคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง เขาจึงใช้มือทั้งสองข้างอุ้มมีโชคขึ้นมาอย่างทะนุถนอม แล้วกล่าวชื่นชมถึงความสามารถที่มีโชคมีและกลายเป็นความโชคดีให้กับเสมอมา "มีโชคสมชื่อจริงๆเลยนะ พ่อขอบคุณที่เป็นเด็กดีและนำสิ่งดีๆมาให้พ่อเสมอ" ราวกับมีโชคฟังทุกอย่างรู้เรื่อง ไม่ใช่การส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ แต่มีโชคยังคงใช้มือทั้งสองข้างโอบกอดรอบแขนของสุชาติเอาไว้ การกระทำดังกล่าวทำให้สุชาติกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขารู้สึกดีใจที่มีมีโชคอยู่ข้างกาย แม้ในวันที่เหนื่อยล้าหรือสับสน มีโชคก็อยู่เคียงข้างเขาเสมอ อีกทั้งยังพยายามส่งสัญญาณต่างๆเพื่อให้เขารับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ หรือแม้แต่การนำพาความโชคดีในรูปแบบต่างๆเข้ามาในชีวิต เขาจึงสัญญากับตัวเองเสมอว่า เขาจะดูแลมีโชคเป็นอย่างดี และไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายมีโชคได้อีก เพราะมีโชคไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่มีโชคยังเป็นครอบครัวที่อบอุ่นสำหรับเขา ไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาก็มักจะพามีโชคไปด้วยเสมอ เพราะเขารู้ดีว่ามีโชคก็เป็นห่วงและรักเขามากเช่นกัน ความผูกพันระหว่างเขากับมีโชคจึงเป็นความผูกพันที่ไร้เงื่อนไข แม้ว่าจะไม่ใช่คนแรกที่เลี้ยงดู แต่เขาจะตั้งใจเป็นพ่อแมวที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพราะถ้าไม่มีมีโชคเขาก็คงรู้สึกว่างเปล่า หัวใจที่เคยห่อเหี่ยวก็คงจะไม่รู้สึกถึงความรักอันไร้เงื่อนไข เช่นเดียวกับมีโชคที่ได้เจอกับบ้านที่แท้จริง แม้จะเคยเป็นแมวจรที่ถูกทอดทิ้งจากคนใจร้าย แต่สุดท้ายก็ได้รับการเลี้ยงดูจากคนใจดีจนได้พบเจอกับชีวิตใหม่ ทุกพฤติกรรมที่มีโชคมักจะแสดงออกต่อสุชาติจึงเต็มไปด้วยความรักราวกับต้องการขอบคุณที่ช่วยชีวิตและเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เพราะทุกครั้งที่สุชาติตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี มีโชคก็มักจะส่งสัญญาณบางอย่างเพื่อให้รู้ และมักจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ความโดดเดี่ยวที่เคยอยู่เพียงลำพังจึงถูกเติมเต็มด้วยความรักจากแมวจรที่กลายมาเป็นความโชคดีจนถึงทุกวันนี้ เขารับรู้ถึงสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิตตั้งแต่เลี้ยงมีโชค แม้ว่าบางครั้งจะมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นบ้าง แต่เขาก็สามารถรอดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีได้ทุกครั้ง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เจตนาหรือความดีที่เขาตั้งใจทำเอาไว้โดยไม่หวังผลตอบแทนจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาปลอดภัยจากสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งรูปแบบของการปกป้องส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากมีโชคที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยและความโชคดีที่ได้รับเสมอมา หากมองย้อนกลับไปถึงอดีตที่ผ่านมา เขากลับรู้สึกว่า ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการนำทางเพื่อให้เขาได้กลับมาอยู่กับเส้นทางที่เขาต้องการอย่างแท้จริง แม้ว่าในระหว่างทางจะพบเจอกับปัญหา อุปสรรคหรือความไม่ปลอดภัยใดๆก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมาได้ เพราะเขาได้เรียนรู้และมองผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เข้าใจมากกว่าเดิม จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้เลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตได้มากขึ้น ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เขาก็มักจะขอบคุณมีโชคอยู่เสมอ หากไม่มีมีโชคเขาก็อาจจะมองไม่เห็นถึงความรักที่ไร้เงื่อนไข ความอ่อนโยนที่มีอยู่ในตัว และการปล่อยวางจากสิ่งที่พยายามมากเกินไป เพราะสุดท้ายเขากลับค้นพบว่า การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ยังคงมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยนั้นมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เขาเคยต้องการเสียอีก และสิ่งที่ได้กลับมามากกว่าเดิมกลับเป็นอิสระทางความรู้สึกที่เขาได้มอบให้กับตัวเอง เพราะไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานเพื่อใครอีกต่อไป แต่ยังคงสามารถทำงานที่ตัวเองรักได้โดยไม่เบียดเบียนตัวเอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตทำให้เขามองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมีโชคที่เป็นทั้งสัตว์เลี้ยงที่คอยเยียวยาความรู้สึกและเป็นครอบครัวที่อบอุ่นสำหรับเขาเสมอมา และเป็นอีกหนึ่งความสุขที่มอบให้กับแม่เขาเช่นเดียวกัน การใช้ชีวิตที่มีมีโชคอยู่เคียงข้างจึงเป็นทั้งความปลอดภัยและความโชคดี และเขาก็หวังว่า มีโชคจะอยู่กับเขาไปอีกนาน เพื่อเป็นความสุขและเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่เขาอยากดูแลให้นานที่สุดจนกว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะการดูแลอีกหนึ่งชีวิตก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่เขาบอกกับตัวเองแบบนั้น เขาจึงอยากทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการตอบแทนที่มีโชคได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาเช่นเดียวกัน ความผูกพันระหว่างเขากับมีโชคจึงกลายเป็นเรื่องราวดีๆที่คนในหมู่บ้านต่างก็ชื่นชม จนหลายคนหลงรักและเอ็นดูมีโชคทุกครั้งที่ได้พบเจอ เพราะทุกวันสุชาติมักจะอุ้มมีโชคไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะของหมู่บ้าน จึงทำให้หลายคนรู้จักและชอบมาเล่นกับมีโชคอยู่เสมอ จนตอนนี้มีโชคได้กลายเป็นที่รักและเป็นความโชคดีให้กับหลายๆคนที่ได้สัมผัส

Author Avatar
Meen
ว่าด้วยเรื่องของงานเขียนที่ทำให้หัวใจพองโต เป็นตัวแทนของความรู้สึกที่อยากส่งต่อ เพื่อมอบกำลังใจผ่านทุกตัวอักษรให้กับผู้อ่านทุกคน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ