แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 4
เช้าวันนี้ แม่ทัพน้อยกวนเป๋งตื่นเช้ากว่าปกติเพราะว่าท่านพ่อกับแม่เองก็ตื่นเช้ากว่าปกติเช่นกัน ฟ้าข้างนอกยังมืดอยู่เลย มีแค่แสงจากตะเกียงและคบเพลิง และพระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้นจากฟ้า
ใจจริงแม่ทัพน้อยก็อยากจะนอนต่ออีกสักหน่อย แต่ความอยากรู้อยากเห็นเป็นตัวผลักให้แม่ทัพน้อยตื่นตามแล้วแอบย่องไปดูว่าแม่กับท่านพ่อจะเดินไปที่ไหน
ในที่สุดแม่ทัพน้อยก็รู้ว่าพวกท่านเดินไปที่เรือนนอนรวมของพวกพี่น้องทั้ง 49 คน (ยกเว้นพี่เลี่ยงเลี่ยงที่นอนอยู่กับพวกสาวใช้) เขาแอบมองอยู่หลังประตูทางเข้า แล้วก็หาวนิดหน่อยเพราะยังง่วงอยู่น้อยๆ
“เอ้า เด็กๆทั้งหลาย ตื่นได้แล้วจ้ะ” แม่ร้องเรียกขึ้นเสียงใส ตบมือไปด้วย
ไม่นานประตูบ้านหลังนั้นก็เปิดออก ตามมาด้วยอามู่ที่ลำเลียงเอาพวกเด็กๆออกมาทีละคน ทีละคน บรรดาพี่น้องของแม่ทัพน้อยบางคนตื่นเต็มตาแล้ว บางคนก็ยังง่วงแบบแม่ทัพน้อย แต่ละคนออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานต่อหน้าท่านพ่อและแม่อย่างเป็นระเบียบ
“ไปตามหาสมบัติที่เทวดาทำตกไว้กันเถอะ” ท่านพ่อพูดเรียบๆ ก่อนจูงมือพี่น้องคนหนึ่งของแม่ทัพน้อยแล้วพาเดิน ส่วนแม่ก็ตรงไปอุ้มแฝดหญิงแซ่กง โดยให้อาเจ็งเกาะเอว และอาลิมนั่งบ่า แล้วเด็กๆทั้งหลายก็เดินออกจากตรงนั้นไปพร้อมกัน
“อ้าว! คุณชายมาทำอะไรตรงนี้เจ้าคะ?” เสียงของอามู่ดังขึ้นทำให้แม่ทัพน้อยสะดุ้ง และทุกคนที่กำลังจะผ่านประตูที่พากลับไปที่เรือนหลักก็รู้ตัวแล้วว่าแม่ทัพน้อยมายืนแอบดูอยู่
“มา…มาหาท่านพ่อ…กับแม่จ๋า…”
ท่านพ่อเดินมาหา ก่อนจะยื่นมือมาลูบผมที่มีลอนเล็กๆของแม่ทัพน้อยอย่างแผ่วเบา พูดขึ้น “งั้นก็ไปหาสมบัติด้วยกันนี่ล่ะ” แล้วท่านก็ยื่นมือของน้องคนนั้นส่งให้แม่ทัพน้อยจูง สั่งว่า “ฝากอาชุนด้วย เขาเป็นน้อง เล็กกว่าลูกสามปี เราเป็นพี่ต้องดูแลน้องนะ”
“ครับ…” แม่ทัพน้อยตอบเสียงเอื่อยๆง่วงๆ แต่ก็ยังยื่นมือไปจูงมืออาชุน หรือชื่อแซ่เต็มๆคือ ง่อชุน (อู๋ชุน 吴春) อาชุนเป็นน้องคนที่ 30 อายุหกขวบ แขนข้างซ้ายหายไปแต่ดูแล้วเขาน่าจะเกิดมาแบบไม่มีแขนข้างนั้นมากกว่าที่จะโดนคนใจร้ายตัดออก ถึงอย่างนั้นอาชุนก็เป็นเด็กที่ร่าเริงและน่ารักมาก แม้ว่าตัวเองจะดูแปลกไปสักหน่อยก็ตาม
ทุกคนเดินมาถึงลานหญ้าหน้าเรือน แม่ทัพน้อยและพี่น้องทั้งหลายเดินตามท่านพ่อ แม่และพี่อามู่เหมือนลูกไก่เดินตามพ่อไก่แม่ไก่เพื่อหาของกิน แต่สำหรับพวกเขา เช้านี้พวกเขาจะมาหาสมบัติที่เทวดานางฟ้าทำตกไว้เมื่อคืน
“เทวดา นางฟ้าทำของตกทำไมเหรอครับ?” พี่จิ๋น แฝดพี่แซ่จิวถามก่อน
พี่ตี้ แฝดแซ่จิวคนน้องถามอีกคน “เทวดา นางฟ้าท่าทางจะเป็นคนไม่ได้เรื่อง เพราะชอบทิ้งของไม่เป็นที่แน่เลย”
“ไม่ใช่หรอกจ้ะ” แม่ตอบ “น้าจะบอกอะไรให้นะ เทวดา นางฟ้าทุกองค์มีสมบัติติดตัว บางทีพอลงมาเที่ยวโลกมนุษย์ในตอนกลางคืนก็อาจจะทำตกไว้ตามพื้นก็ได้”
“สมบัติที่ว่าคืออะไรหรือเจ้าคะ?” พี่อันกี๋ถามขณะเดินมาเกาะเสื้อแม่จากด้านหลัง มองนั่นมองนี่ไปตามทาง
“อาจจะเป็น…ลูกปัดสวยๆเอาไว้ร้อยเป็นสร้อย ไม่ก็ของเล่นแบบพวกตุ๊กตา รถลาก ม้าไม้” ท่านพ่อทำมือเหมือนเขียนเรียงลำดับข้าวของในอากาศ “เทวดา นางฟ้าอาจจะแกล้งทำหล่นไว้ ใครที่ตื่นเช้าก็จะพบ แล้วเอาไปใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อไงล่ะ”
“ของ…อื่น…ไม่มี…เหรอครับ?” กิมเสง น้องชายวัยห้าขวบถาม แม่ทัพน้อยรู้ดีว่าถ้ากิมเสงไม่โมโหแบบตอนที่ตีพี่น้องคนอื่น เวลาปกติเขาจะพูดติดอ่างแบบนี้นี่แหละ
แม่หันไปตอบพร้อมรอยยิ้ม “อาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้จ้ะ แต่เทวดา นางฟ้าอยากจะให้ของกับเด็กๆ บางทีของก็ไม่พอให้เด็กทุกคน ดังนั้นก็เลยเลือกให้เด็กดีที่ตื่นเช้า”
“ไม่มีขนมเหรอจ๊ะแม่จ๋า?” แม่ทัพน้อยเริ่มเปิดปากถาม
“ไม่มีหรอกลูก ตอนเช้าเด็กๆไม่ควรกินขนม อีกอย่างหนึ่ง ขนมหรืออาหารที่ตกตามพื้นมันเป็นของผีไปแล้วนะ ไม่ก็เสียแล้วก็ได้” แม่อธิบาย ก่อนจะร้องขึ้น “เอาล่ะเด็กดีทั้งหลาย ไปตามหาสมบัติได้แล้วจ้ะ”
เด็กๆหลายคนวิ่งแตกแถวไปคนละทิศละทาง บางคนอ้อมไปดูที่หลังแปลงที่แม่ปลูกดอกไม้กับพืชสมุนไพร บางคนก็เดินดูรอบๆลานหญ้า บางคนจับกลุ่มแล้วเดินไปเมียงมองที่ใต้ต้นไม้
“เจอแล้วเจ้าค่ะคุณท่าน ท่านน้า! ได้ปิ่นปักผม น่าจะเขากวาง!” พี่อันกี๋ร้องอย่างดีใจ ชูปิ่นปักผมนั้นขึ้นฟ้า
พี่อันกี๋เดินตรงมาหาแม่กับท่านพ่อ ยื่นปิ่นปักผมที่ทำจากเขากวางให้พวกท่านดู
“ของเทวดาหรือนางฟ้ากันแน่เจ้าคะ?” พี่อันกี๋ถาม ตาเป็นประกาย แม่มองมันอยู่ครู่เดียวก็ตอบว่า “ของนางฟ้าสิ นี่น่ะปิ่นแบบผู้หญิงใช้กัน”
“งั้นอันกี๋ให้ท่านน้าเก็บไว้เจ้าค่ะ”
“เอ้า! อันกี๋เก็บได้ก็เก็บไว้สิจ๊ะ มันเป็นสมบัติของอันกี๋แล้ว เพราะอันกี๋เป็นคนเจอ”
“แต่…คุณท่านเคยสอนว่าถ้าเราเจอของตก ต้องคืนให้เจ้าของไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” พี่อันกี๋หันไปมองท่านพ่อแบบงงๆ
ท่านพ่อยิ้ม รับปิ่นปักผมนั้นมา “งั้นลุงจะเก็บมันไว้ก่อน ถ้านางฟ้าไม่กลับมาเอามันคืนไป ปิ่นเขากวางนี้จะเป็นของเจ้า”
‘ของที่เทวดา นางฟ้าทำตกให้อาเป๋งคืออะไรกันนะ?’ แม่ทัพน้อยคิดก่อนจะเดินจูงอาชุนไปนั่นไปนี่เพื่อตามหาของตามลานหญ้า
“ปล่อยน้องเดินก็ได้ลูก” ท่านพ่อบอกจากไกลๆ
“ไม่ได้ครับ อาเป๋งเป็นพี่ อาเป๋งต้องดูแลอาชุนตลอด” แม่ทัพน้อยหันไปตอบท่าน ยังจับมือของอาชุนไม่ปล่อย “อาเป๋งกลัวจะทำหายแบบที่อาสามเกือบทำอาเป๋งหายในงานคืนนั้น”
แม่ได้ฟังก็ลงกลิ้งที่พื้นแล้วหัวเราะ “ถ้าอาสามตื่นมาฟังคงร้องไห้น้อยใจแย่เลย”
“ไม่เป็นไรครับ อาเป๋งจะปลอบอาสามว่าคนโตๆก็ผิดพลาดได้ ไม่ผิดเลย” พูดจบแม่ทัพน้อยก็จูงอาชุนไปหาของต่อ
โฮ่ง! โฮ่ง!
อาชุนได้ยินเสียงสุนัขเห่าก็รีบไปหลบหลังแม่ทัพน้อย เริ่มร้องไห้หน่อยๆ แม่ทัพน้อยหันไปก็เจอกับเจ้าเสี่ยวไป๋สุดที่รัก เจ้าเสี่ยวไป๋ส่ายหางไปมาเมื่อเดินมาใกล้ๆ ท่าทีเป็นมิตร
“อาชุนไม่ต้องกลัวนะ” แม่ทัพน้อยปลอบ “นี่เสี่ยวไป๋ เป็นเพื่อนของพี่ เขาเป็นหมาที่น่ารักและใจดีมากๆเลย นั่น ดูซิว่าเสี่ยวไป๋คาบอะไรมา”
อาชุนค่อยๆละมือจากชายเสื้อ ก่อนจะย่องไปหาเสี่ยวไป๋ เจ้าสุนัขสีขาวยิ่งกระดิกหางแรงขึ้น เหยียดตัวแล้วครางงี๊ดๆออดอ้อน แล้วมันก็คายของในปากออกมา
“ตุ๊กตาทหาร!” อาชุนร้อง ขณะหยิบตุ๊กตาดินเผาขึ้นมาแล้วส่งให้ “พี่เป๋งเอาไป อาชุนให้”
“ไม่เอา อาชุนเก็บได้ก็เอาไปสิ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ เสี่ยวไป๋เป็นหมาของพี่ มันคงหามาให้พี่นั่นล่ะ อาชุนหาของเองดีกว่า” พูดจบอาชุนก็เดินออกไปอีกทาง แล้วก้มๆ เงยๆหาของที่เทวดานางฟ้าทำหล่นต่อไป
“เจอแล้ว! เหรียญหนึ่งอีแปะ!” อาเจ็งร้องขึ้น
อาลิมก็ร้อง แต่ร้องแบบไม่พอใจ “เหรียญหนึ่งอีแปะข้าเป็นคนเจอก่อน! เจ้าไม่เกี่ยว!”
“ไม่! เหรียญอีแปะนี่ต้องเป็นของข้าสิ!” อาเจ็งเถียงกลับ
แฝดหญิงแซ่กงเริ่มเปลี่ยนจากการทะเลาะกันด้วยคำพูด เป็นการทะเลาะกันด้วยกำลังแทน อาลิมเอามือดึงผมอาเจ็งจนอาเจ็งร้องไห้ แต่อาเจ็งก็ไม่ยอมเหมือนกัน หล่อนเอาเล็บข่วนหน้าอาลิมกลับไปบ้างจนอาลิมร้องไห้หนักกว่า แม่ทัพน้อยเห็นท่าว่าไม่ดีเลยวิ่งไปจับมือเด็กหญิงวัยสามขวบทั้งสองคนไว้
“อย่าตีกันเลย! พวกเจ้าเป็นพี่น้องกันนะ! พี่น้องต้องรักกันสิ!”
“แต่อาลิมจะมาแย่งอีแปะไป!”
“ก็อีแปะนั่นอาลิมเจอก่อนแท้ๆ อาเจ็งจะมาแย่งไปได้ไงล่ะ?”
“โกหก!”
ท่านพ่อเดินมาใกล้ๆ หยิบเหรียญอีแปะนั้นขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “บางทีเทวดา นางฟ้าอาจจะไม่ได้ให้เหรียญนี้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นของที่ต้องเก็บร่วมกัน”
“แต่เงินทองไม่ใช่ของที่ใช้ร่วมกันนะเจ้าคะคุณท่าน” อาลิมเอียงคอสงสัย
“ลุงก็ไม่ได้บอกว่าเหรียญนี้จะเอาไปใช้เป็นเงินเป็นทอง” ท่านพ่อย่อตัวลง เพื่อจะได้พูดใกล้ๆกับแฝดแซ่กง “บางทีเหรียญนี้อาจจะเป็นเครื่องรางก็ได้ พวกเจ้าทั้งสองต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี”
พูดจบท่านก็ยื่นเหรียญอีแปะใส่มืออาลิมก่อน แล้วจับมืออาเจ็งมากุมมือของอาลิมที่กำเหรียญนั้นอยู่
“สัญญากับลุง พวกเจ้าทั้งสองคนต้องดูแลมันให้ดี”
แฝดแซ่กงพยักหน้ารับ “สัญญาเจ้าค่ะ”
“ท่านพ่อครับ” แม่ทัพน้อยเรียกท่านพ่อเสียงค่อยๆ พอเอามือกระตุกแขนเสื้อท่านเบาๆ ท่านก็หันมา
“มีอะไรรึ นกกระเรียนน้อยของพ่อ?”
“นอกจากตื่นเช้า อาเป๋งกับพวกพี่น้องต้องทำความดีอะไรอื่นๆอีกไหมครับ?”
แม่เดินมาใกล้ๆ ลูบหัวเขาไปหนึ่งที แล้วก็พูดขึ้น “เทวดา นางฟ้าชอบเด็กที่ตั้งใจเรียน มีจิตใจดีกับทั้งเพื่อนเด็กด้วยกันและเพื่อนสัตว์ เด็กที่กตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์หรือผู้ใหญ่ แล้วก็…เด็กที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นๆ”
แม่ทัพน้อยมองตุ๊กตาทหารดินเผาในมือที่อาชุนให้เขา นิ่งคิดอยู่นานสองนาน
‘วันนี้ อาเป๋งจะช่วยอะไรท่านพ่อ แม่ หรือว่าท่านลุงใหญ่ดีนะ?’
ช่วงสายๆของวันนั้น แม่ทัพน้อยแอบย่องตามท่านพ่อที่ออกจากเรือนไปหาท่านลุงใหญ่ พอมาถึงเขตจวนผู้ว่าการ เขาก็ไปแอบดูหลังประตู
‘วันนี้จะมีอะไรไหมนะ? อาเป๋งจะช่วยท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่ แล้วก็อาสามได้ยังไง?’
“เอ้า! นั่นลูกลิงที่ไหน?” เสียงอาสามที่ทักมาจากด้านในทำให้แม่ทัพน้อยสะดุ้ง ก่อนจะค่อยๆเดินออกมาจากที่ซ่อน รู้สึกว่าตัวเองหดเล็กลงเพราะกลัวโดนดุ
“คิดถึงพ่อล่ะสิ” ท่านลุงใหญ่ยิ้ม ก่อนจะกวักมือเรียกให้แม่ทัพน้อยเข้าไป แม่ทัพน้อยเดินเตาะแตะไปหา ก่อนจะเข้าไปนั่งใกล้ๆ
ท่านถามอีก “ว่าอย่างไร? มาที่นี่ทำไมรึ?”
“คือว่า- - - ท่านลุงใหญ่มีอะไรให้อาเป๋งช่วยไหมครับ?”
“ไม่มีหรอก ที่นี่น่ะมีแต่เรื่องของคนตัวโตๆ ถึงเด็กแบบอาเป๋งอยากจะช่วย ก็คงทำไม่ได้ ไม่ก็ทำได้ไม่เต็มที่หรอกนะ”
“ไม่เป็นไรครับ!” แม่ทัพน้อยยังไม่ยอมแพ้ สะบัดแขนไปมา “เอางานง่ายๆไปก่อนก็ได้ อาเป๋งอยากช่วยท่านลุงใหญ่ อยากช่วยท่านพ่อ อยากช่วยท่านอาสาม นะครับ ขอร้องล่ะ”
หลังจากนั้น แม่ทัพน้อยกวนเป๋งก็เลยได้ “งาน” กับเขาจริงๆซะที แม้ว่างานที่ได้รับมาจะดูเล็กน้อยก็ตาม
บางทีงานนั้นอาจจะเป็นการที่เขาต้องไปเอาส้มมาให้พวกเพื่อนๆของท่านลุงใหญ่ที่แวะมาเยี่ยม บางทีก็ต้องไปคอยพัดให้ท่านลุงใหญ่เวลาที่อากาศร้อน บางทีอาสามอยากจะคัดตัวอักษรในเวลาว่างๆ แม่ทัพน้อยก็ต้องแจ้นไปเอาแท่นฝนหมึกกับพู่กันมาให้ด้วยความไวจี๋ของเด็กเก้าขวบ ไม่สิ บางทีแม่ทัพน้อยก็อยากเป็น “หนุ่มเก้าขวบ” เหมือนกัน
แต่ “งานใหญ่” ชิ้นหนึ่งที่แม่ทัพน้อยอยากได้ก็มาถึง เมื่อแม่ทัพน้อยตามท่านพ่อไปที่ห้องหนึ่ง
“เวลาคนโตๆเขาทะเลาะกัน ต้องมาที่นี่” ท่านพ่อบอกแบบนั้น แม่ทัพน้อยก็เข้าใจนิดหน่อย แล้วก็มองห้องที่ท่านลุงใหญ่นั่งอยู่ตรงกลาง มีคนหลายคนที่แม่ทัพน้อยรู้ว่าเป็นพวกเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้ทางจวนยืนประจำจุดต่างๆ บรรยากาศในห้องนั้นมันชวนให้เขารู้สึกแปลกแล้วก็อึดอัดแบบบอกไม่ถูกจริงๆ
เรื่องของคนโตๆทะเลาะกันเรื่องแรกที่แม่ทัพน้อยเห็น คือเรื่องของผู้ชายสองคน คนหนึ่งท่าทางจะยากจนมากเพราะเสื้อผ้ามีรอยปะชุนเต็มไปหมด ส่วนอีกคนดูท่าทางจะมีเงิน แต่ก็คงน้อยกว่าอาสามอยู่ดี
“ใต้เท้า! หมอนี่มันขโมยวัวข้าไป!”
“ไม่จริงขอรับ! วัวนั่นน่ะของข้า ไอ้นี่มันตู่ว่าข้าขโมย!”
“วัวนั่นข้าเลี้ยงมาตั้งแต่มันเป็นลูกวัวเล็กๆ ข้าจำได้! เอ็งนั่นแหละเป็นโจร!”
“เอ็งนั่นแหละโจร! ข้าเลี้ยงมันมาแต่เล็ก ให้ของดีๆมาตลอด คนจนๆแบบเอ็งน่ะรึจะเลี้ยงวัวจนตัวอ้วนพีขนาดนี้!”
ท่านลุงใหญ่ถามขึ้น “ไหนบอกข้ามาซิว่าพวกเจ้าเลี้ยงวัวด้วยอะไรกัน?”
ชายคนที่จนกว่าคร่ำครวญ “โอ๊ย ลูกรักของข้ามันก็กินแต่หญ้านั่นแหละขอรับใต้เท้า แล้วก็น้ำสะอาดกับฟางนิดๆหน่อยๆ ดีหน่อยที่มันโตมาเป็นวัวหนุ่ม แข็งแรง”
“หึ! วัวข้าต้องได้กินดีอยู่ดี ข้าก็ให้ทั้งหญ้าถั่ว รำข้าวสาลี กากงา แล้วก็หัวไชเท้าดีๆสิ”
เสียงพูดคุยซุบซิบดังขึ้น ท่านลุงใหญ่เรียกให้ท่านพ่อกับอาสามเข้าไปคุย แม่ทัพน้อยเองก็แอบไปอยู่ด้านหลังของท่านพ่อแล้วแอบฟังด้วย
“ยุ่งล่ะสิ ทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่าวัวมันกินของแบบไหน?” ท่านลุงใหญ่บ่นอุบ
“ใครในนี้มียาอะไรที่วัวกินแล้วขย้อนไหมเนี่ย?” อาสามก็บ่นอีกคน นั่นทำให้แม่ทัพน้อยโพล่งขึ้น “ให้อาเป๋งไปตามแม่มาไหมครับ?”
ท่านพ่อเกือบจะยกมือห้ามแล้ว แต่ท่านลุงใหญ่สวนขึ้นก่อน “อื้ม เอาสิ”
“งั้นอาเป๋งไปบอกแม่ ให้แม่เตรียมปรุงยานะครับ!”
“ไปเถอะ รีบๆเข้าล่ะพ่อคุณ” พอท่านลุงใหญ่ปัดมือ แม่ทัพน้อยก็รีบวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที
ไม่นาน ทุกคนในห้องก็ออกไปอยู่ที่ลานนอกจวน ตรงนั้นมีวัวตัวใหญ่สีดำผูกไว้กับหลัก เจ้านี่นี่แหละคือวัวเจ้าปัญหาที่ทำให้ชายสองคนทะเลาะกันไปเมื่อครู่
“สุดที่รักผสมยาเสร็จรึยัง?” แม่ทัพน้อยกระโดดไปมา มองไปที่ฉากกั้นซึ่งปิดกั้นระหว่างเขากับ “โลก” ของแม่
ตั้งแต่อยู่ที่ฮอตัง แม่ทัพน้อยรู้เสมอว่าแม่ของเขาชอบปรุงยา และห้องปรุงยาหรือแม้แต่ห้องครัวเองก็เป็นเหมือนโลกที่หนุ่มเก้าขวบแบบเขาไม่อาจเข้าไปได้ในบางครั้ง หรือถึงเข้าได้ ก็อาจจะทำได้แค่ส่งเครื่องไม้เครื่องมือหรือบรรดาใบไม้ รากไม้ต่างๆก็เท่านั้นเอง
‘หรือว่าแม่ของอาเป๋งจะเป็นแม่มดกันนะ? แปลว่าท่านพ่อก็แต่งงานกับแม่มดน่ะสิ แล้วอาเป๋ง…อาเป๋งจะโตมาเป็นพ่อมดรึเปล่า?’ แม่ทัพน้อยเอียงคอคิด
มือขาวๆของแม่ยื่นถ้วยยาส่งให้ กลิ่นของยามันฉุนแบบแปลกๆ ทำให้แม่ทัพน้อยกวนเป๋งร้องออกมาแบบแหยงๆ
“แม่ผสมเจี่ยจื่อ (芥子 เมล็ดมัสตาร์ด) ลงไปในนี้ รีบเอาไปให้พวกท่านลุงใหญ่ อย่าลืมบอกให้คนเอาไปผสมในน้ำที่วัวกินล่ะ”
“ครับ!” แม่ทัพน้อยรับถ้วยนั้นมา สาวเท้าไปไวๆเพราะกลัวว่าถ้าวิ่งแล้วยาจะหก ก่อนที่เขาจะยื่นถ้วยยาส่งให้ท่านลุงใหญ่ แล้วท่านลุงใหญ่ก็ส่งมันให้เจ้าหน้าที่อีกคนเอาไปจัดการ
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งวางถังน้ำลงกับพื้นให้เจ้าวัวจิบน้ำ เจ้าวัวจิบอยู่ได้ไม่นานก็ตัวส่ายโงนเงนไปมา จนบางทีแม่ทัพน้อยก็แอบคิดว่า ‘เหมือนอาสามตอนเมาเลย’
“อ้าวนั่น! ขย้อนออกมาแล้ว!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงเฮของชายยากจน เพราะสิ่งที่วัวสีดำขย้อนออกมาคือหญ้าแบบที่เขาบอกจริงๆ
“เอ้า ชัดแล้วรึยัง? ทีนี้ก็สารภาพมาซะว่าทำไมไปลักวัวเขา?” เสียงท่านลุงใหญ่ไม่ได้โกรธ ไม่ได้รุนแรง แต่หนักแน่นจนแม่ทัพน้อยเองก็แอบใจสั่นๆ แน่ล่ะว่าคนโตๆแบบหัวขโมยคนนั้นก็ใจสั่นไม่ต่างกัน หรือเผลอๆอาจจะมากกว่าก็ได้
หลังจากที่ทุกอย่างจบลง แล้วก็ตกกลางคืน แม่ทัพน้อยใกล้ง่วงเต็มทีแล้ว แต่ก็ยังนึกถึงตอนที่ตัวเองได้ช่วยท่านลุงใหญ่เมื่อตอนบ่าย แล้วก็คิดให้มากขึ้นไปอีก
‘ถ้าอาเป๋งช่วยทุกคนเยอะๆ เทวดานางฟ้าจะให้สมบัติกับอาเป๋งไหมนะ? แต่ไม่เป็นไร แม่เคยบอกอาเป๋งว่าเวลาเราช่วยคนอื่น แค่เรารู้สึกดีก็พอแล้ว เพราะฉะนั้น ถึงอาเป๋งจะไม่ได้สมบัติ แต่ถ้าอาเป๋งรู้สึกดี แล้วก็เป็นเด็กดีของทุกคน อาเป๋งไม่ขออะไรอีกแล้ว’
คิดได้แบบนั้น แม่ทัพน้อยก็ยิ้มแล้วหลับไปอย่างมีความสุขในห้องนอนเล็กๆของเขา พร้อมกับกอดตุ๊กตาดินเผาตัวที่อาชุนให้ไว้แนบอกและหวังว่ามันก็คงฝันดีเหมือนกัน

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น