แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง : อารัมภบท

แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง : อารัมภบท

หากท่านถามข้าพเจ้าว่าธรรมชาติของเด็กเป็นเช่นไร เรื่องแบบนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ข้าพเจ้าก็เคยเป็นเด็ก พวกท่านทั้งหลายก็เคยเป็นเด็ก เราเคยเล่น เคยซน เคยเป็นตัวป่วนของใครหลายคน แล้วก็เป็นที่รักของพ่อแม่ หรือไม่ก็ญาติโกโหติกาทั้งหลายทั้งปวง เด็กคนหนึ่งอาจเป็นเด็กน่ารักในครอบครัว แต่เป็นเด็กแสบในสายตาของครูบาอาจารย์ไม่ก็เพื่อนบ้าน เด็กคนหนึ่งอาจพยายามที่สุดที่จะเป็นเด็กดีแม้ต้องโกหก เพราะกลัวว่าถ้าดื้อตนจะไม่ถูกรักจากคนที่ตัวโตกว่าซึ่งปกป้องและดูแลเขาได้ และเด็กบางคนอาจคิดว่าหากทำให้คนอื่นเจ็บ ตัวเองจะไม่ถูกทำร้ายอีกต่อไป เด็กชายคนนี้ คนที่ข้าพเจ้านำเรื่องของเขามาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังก็มิต่างกัน เขาเกิดและเติบโตในดินแดนจีนช่วงปลายของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกหรือราวๆหนึ่งพันกว่าปีที่แล้ว ชีวิตในวัยเยาว์เป็นเช่นไร นักจดบันทึกมิได้บอกกล่าวชัดเจน แต่เอาเถิด…ข้าพเจ้าผู้มีสมอง มือ ตา ปาก กระดานชนวน กระดาษ และดินสอ เป็นสื่อกลาง จะขอนำเรื่องราวที่ข้าพเจ้าพบเห็นในนิมิตผ่านความฝันในฤดูร้อนมาให้ทุกท่านได้รับทราบโดยทั่วกัน กวนเป๋ง เกิดเมื่อราวๆคริสต์ศักราชที่ 182 หรือก็คือ ปีที่ห้าของรัชศกกว่างเหอ ในรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ เป็นบุตรชายของกวนอู (ณ ขณะนั้นมีนามรองว่าฉางเซิงหรือ เต็งเชี้ยงในสำเนียงแต้จิ๋ว) และท่านหญิงแซ่โฮ ทว่า เมื่อหนูน้อยมีอายุได้หนึ่งเดือนก็เกิดเหตุร้ายแรงบางประการที่ทำให้บิดาต้องหลบหนีออกจากเมืองฮอตัง (เหอตง) อำเภอไกเหลียง(เจย์เหลียง) ทิ้งให้เขาและมารดาอยู่ในอุปการะของผู้เป็นตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากถามว่าหนูน้อยอาเป๋งหน้าตาเป็นเช่นไร พวกท่านก็ลองเหลียวไปมองรูปปั้น รูปสลักหรือรูปวาดที่เกี่ยวข้องกับกวนอูดูก็ได้ มองไปที่ด้านขวาท่านจะพบกับรูปของมานพน้อยผิวขาวหน้าตาเกลี้ยงเกลาที่กำลังถือห่อตราตั้งในมือ บางแห่งอาจจะทำให้สีหน้าของเขามีความดุหน่อยๆ บางแห่งยังคงความจิ้มลิ้มน่ารักน้อยๆแต่ไม่ลดทอนความเป็นชายชาตินักรบ นั่นแหละคือรูปลักษณ์ของเขาเมื่อเขาโตขึ้นและได้กลายเป็นเทพเจ้าเคียงข้างบิดาไปแล้ว แต่ถ้าเป็นในวัยเด็กละก็ แค่คำว่า “น่ารัก” ก็คงไม่เพียงพอ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มมีลอนน้อยๆแบบพวกลูกหลานชาวตะวันตก (ชาวหูหรือซอกเดียนซึ่งเป็นชนนอกด่าน) ดวงตากลมโตดูแจ๋วแหววไร้เดียงสาเหมือนลูกเนื้อ ผิวขาวนวลสะอาดมิใช่ขาวผ่องดังทองทาแบบชาวฮั่นทั่วๆไป ปากและแก้มแดงระเรื่อปานดอกโบตั๋นที่แย้มบานในหน้าร้อน เหล่านี้คือรูปทรัพย์อันงดงามและมีเสน่ห์ของเด็กชาย ซึ่งเป็นมรดกที่เขาได้จากมารดาผู้งดงามของเขา ความโชคดีอีกประการรองจากรูปลักษณ์ก็คือการที่เขาเกิดมาแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เคยถูกโรคาพยาธิเบียดเบียนนับแต่แรกเกิดซึ่งนับว่าหาได้ยากยิ่งในโลกที่การรักษาแบบทันท่วงทีไม่ได้กระจายตัวเป็นวงกว้างเช่นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะผู้เป็นตาและแม่ของอาเป๋งเป็นหมอยากันทั้งคู่ จึงไม่แปลกใจที่เด็กชายจะเติบโตมาเป็นเด็กที่แข็งแรงและร่าเริงไปตามพัฒนาการและอายุที่มากขึ้นทุกวันๆ อีกประการหนึ่งนอกเหนือจากรูปลักษณ์อันน่าดูชม คือนิสัยและกิริยาท่าทางของพ่อหนูน้อยที่ดูเผินๆอาจจะไม่ต่างจากเด็กทั่วไป แต่ก็มีความต่างอยู่ นั่นก็คือ กวนเป๋งชอบพูดจาปราศรัยกับทุกคนด้วยเสียงใสๆที่เต็มไปด้วยคำอ่อนหวานและความสุภาพเรียบร้อย ไม่มีแม้สักครั้งที่จะมีวาจาหยาบคายร้ายกาจหรือถ้อยคำที่ชวนให้เจ็บปวดหัวใจหลุดออกมาจากปากเล็กๆนั้นเลย และไม่ว่าผู้ที่ตนปฏิสัมพันธ์ด้วยจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม เด็กชายก็มักจะประสานมือและค้อมตัวให้น้อยๆเป็นการเคารพเสียทุกที นี้เป็นไฉน? เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายดายนัก โบราณมีคำกล่าวว่า “ต้นไม้ที่ดีย่อมเจริญเติบโตจากการปลูกและการดูแลที่ดี” ดังนั้น การที่อาเป๋งเติบโตมาเป็นเด็กที่น่ารักเช่นนี้ ข้าพเจ้าและท่านเองก็คงต้องยกความดีความชอบให้แก่ผู้เป็นตาและผู้เป็นมารดาโดยดุษฎี อย่างไรก็ดี เราทุกคนต้องยอมรับว่า แม้แต่เด็กที่บริสุทธิ์และสดใสที่สุดหรือแม้แต่คนที่โตแล้ว มีเหตุมีผล มีความคิดและตรรกะที่สลับซับซ้อน ก็ย่อมจะผิดพลาดและกลายเป็นคน “ไม่น่ารัก” ได้ และเด็กชายกวนเป๋งเองก็เคยผิดพลาดเหมือนกัน เมื่อตอนที่อาเป๋งอายุได้หกปีนั้น เพื่อน ๆ ในวัยเดียวกันเริ่มสังเกตแล้วว่า ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ก็มีแต่ตา แม่ หรือพี่เลี้ยงคอยอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่เคยเห็นพ่ออยู่ด้วยเลย ซึ่งนับว่า “ผิดปกติ” อย่างมากในสายตาของเด็กที่มีพ่อแม่อยู่ครบและกลายเป็นเป้าในการล้อเลียนที่สนุกขึ้น “บุตรหญิงม่าย!” “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ!” “ไอ้ลูกกำพร้า!” นี่คือตัวอย่างของคำพูดที่หลุดจากปากของเด็กตัวเล็กๆซึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับอาเป๋ง คำพูดเหล่านี้อาจดูไม่มีพิษมีภัยในเริ่มแรก แต่นานวันผ่านไปมันย่อมกัดกร่อนหัวใจของคนที่ได้ฟังแน่นอน ด้วยความไร้เดียงสา วันหนึ่งกวนเป๋งจึงเดินไปถามท่านตาหลังจากกลับเข้ามาในเรือน “ท่านตาครับ หญิงม่ายแปลว่าอะไรหรือครับ?” “หญิงม่ายก็คือผู้หญิงที่สามีตายแล้ว” ท่านตาตอบสั้นๆ ครั้นถามท่านตาแล้ว เขาก็วิ่งไปหาแม่ที่อยู่ในห้องปรุงยาด้านหลัง กระตุกชายแขนเสื้อของนางแล้วถาม “แม่จ๋า พ่อข้าตายแล้วหรือจ๊ะ?” “ยังจ้ะ พ่อของเจ้าแค่ไปทำงานที่ต่างเมือง” เด็กชายกระโดดเบาๆ ถามอีกครั้งอย่างกระตือรือร้น “แล้วพ่อของข้าหน้าตาเป็นยังไงหรือจ๊ะ? แม่บอกข้าหน่อยซี” “พ่อของเจ้าเป็นคนหล่อเหลา ผิวกายแดงดั่งแสงอาทิตย์ในยามรุ่ง” อาเป๋งได้ยินแบบนั้นก็คิดอย่างเด็กๆว่า ‘แดงเหมือนดวงอาทิตย์…อย่างกับเทพไท้เอี๊ยงแชกุน(ไท้หยางเซียนจุน) เลย!’ วันต่อมา เมื่อพวกเด็กเกเรล้ออาเป๋งด้วยคำว่าบุตรหญิงม่ายอีก เขาก็ตอบในสิ่งที่เขาได้รับมาอย่างซื่อๆตามประสา “พ่อของข้าไปทำงานต่างเมือง เขาผิวแดงอย่างกับดวงอาทิตย์เลยนะ” แต่ไม่มีเด็กคนไหนเชื่อเขาเลย รังแต่จะทำให้การล้อเลียนและการกลั่นแกล้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ใจของเด็กชายรับเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ไหวอีกต่อไป กวนเป๋งเผลอทำร้ายเด็กๆเหล่านั้นด้วยการสู้กลับ อันที่จริงก็ออกจะน่ายินดีน้อยๆเพราะเด็กชายมีพละกำลังมากกว่าเด็กทั่วไป ทำให้เขาสามารถเอาชนะพวกเด็กเกเรได้เพียงการตีเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่เคยโอ้อวดเรื่องนี้กับใคร โดยเฉพาะตาและแม่ของเขา ‘ถ้าท่านตากับแม่รู้…พวกเขาจะไม่รักอาเป๋งแน่ๆ เพราะอาเป๋งเป็นเด็กไม่น่ารัก’ เขาคิดในวันหนึ่ง ‘แต่ถ้าอาเป๋งไม่น่ารักแล้วแม่จ๋าไม่โดนว่าว่าเป็นหญิงม่าย อาเป๋งยอมก็ได้’ กระนั้น ความลับไม่เคยมีในโลก หลายวันต่อมา พ่อแม่ของพวกเด็กเกเรได้มาร้องเรียนเรื่องที่ลูกของพวกเขาถูกอาเป๋งตีจนร้องไห้ ทำให้หลังจากนั้น…เด็กชายก็ถูกแม่ตีอย่างหนัก อาเป๋งร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ ผู้หญิงที่สวยที่สุดและใจดีที่สุดถึงต้องลงโทษเขาแบบนี้ เพราะเขาเป็นเด็กไม่น่ารักงั้นหรือ? แต่เขาก็พยายามปกป้องแม่ แม้ว่าการปกป้องนั้นจะทำให้เขากลายเป็นเด็กไม่น่ารักก็ตาม “ไอ้ลูกไม่รักดี! แม่กับตาเคยสั่งเคยสอนให้เจ้าไปต่อยตีกับคนอื่นรึ? วันนี้แม่จะตีเจ้าให้เนื้อแตก!” “แม่จ๋า! อาเป๋งขอโทษ! อาเป๋งจะไม่ไปตีกับใครอีกแล้ว!” ในขณะที่อาเป๋งกำลังถูกตี ท่านตาก็วิ่งเข้ามาแย่งไม้ไปจากมือของแม่และดันตัวของเด็กชายที่กำลังร้องไห้ให้คนใช้เอาไปกอดไว้ก่อน ตัวของเด็กชายสั่นเทา ทั้งกลัวความโกรธของแม่ ทั้งเสียใจที่ทำให้แม่ไม่มีความสุข และสับสนว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดพลาดตรงไหน แม่ตะโกนใส่ท่านตาทั้งๆที่ยังร้องไห้อยู่ “ท่านพ่อจะห้ามข้าทำไม? ถ้าลูกข้าทำตัวเกกมะเหรกเกเรเช่นนี้ ข้ายอมทำผิดต่อบรรพชน ตีมันให้ตายซะยังจะดีกว่า!” “แต่เวลาเจ้าทำผิด พ่อก็ไม่เคยตี ไม่เคยด่าเจ้านะ!” ท่านตาเตือน “ข้าถามเจ้าจริงๆ เจ้าตีเป๋งเอ๋อร์เพราะอยากให้เขาหลาบจำ หรือตีเพื่อระบายความอัดอั้นในใจของตนกันแน่?” แม้ว่าอาเป๋งจะถูกแม่ตีหนักหนาปานใด ในสายตาของเขา แม่ก็คือแม่ แม่ที่เลี้ยงดูเขาตลอดมาด้วยความรักและการเอาใจใส่ อันที่จริงนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาถูกลงโทษอย่างรุนแรงก็ได้ เพราะนับแต่ที่เขาจำความได้ เขาไม่เคยถูกดุด่าว่าตีแรงๆ จากแม่และท่านตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว “แม่จ๋า…อาเป๋งขอโทษ…” ท่าทีของแม่แลดูเปลี่ยนไปทันทีที่เขาเอ่ยคำขอโทษ สีหน้าของหล่อนที่ปรากฏนั้น อาเป๋งวัยหกขวบไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันคืออะไรและเขาก็เข้าใจไปเองว่าแม่อาจจะยังเสียใจและโกรธเขาอยู่เมื่อนางวิ่งออกไปจากตรงนั้นพร้อมๆกับร้อบไห้ไปด้วย “ท่านตาครับ” อาเป๋งถามเสียงสั่นๆ “แม่เกลียดอาเป๋งใช่ไหมครับ? อาเป๋งเป็นเด็กไม่ดีเพราะอาเป๋งทำร้ายคนอื่นใช่ไหมครับ?” ท่านตาเดินมาหา ย่อตัวลงแล้วกอดเขาไว้ เอ่ยปลอบและสอนไปด้วย “เป๋งเอ๋อร์ บนโลกใบนี้ แม้แต่คนโตๆก็กลายเป็นคนไม่น่ารักได้เหมือนกันนะ” “คนโตแล้วก็ไม่น่ารักได้หรือครับ?” “ได้สิ ถ้าเกิดว่าพวกเขาโกรธหรือเสียใจมากไป” ท่านตาพูดขณะที่ลูบหัวไปมา “แล้วมันก็ไม่ผิดเลย ถ้าเราโกรธหรือเสียใจแล้วเรารู้ตัว สำนึกผิดและขอโทษคนที่เราทำไม่ดีด้วย เรื่องก็จะจบลงด้วยดี” เด็กชายหันมองตามทางที่แม่วิ่งหนีไป“แล้วอาเป๋งจะทำยังไงให้แม่ไม่ร้องไห้ล่ะครับ? นอกจากการที่อาเป๋งหยุดชกต่อยกับเพื่อนๆ” “ปล่อยแม่เขาร้องไห้ไปสักครู่เถอะ บางคนเวลาเสียใจต้องใช้เวลา แต่ตอนนี้ หลานไปอาบน้ำแล้วให้พวกพี่เลี้ยงทำแผลเถอะนะ” หลังจากที่อาบน้ำและทำแผลเรียบร้อย อาเป๋งก็เดินเข้าไปในห้องนอนของแม่ ซึ่งก็เป็นห้องนอนของเขาด้วย ดวงตาแป๋วแหววของเขาเห็นแม่ที่กำลังนอนร้องไห้อยู่บนเตียง “ข้าเป็นแม่ที่ไม่ดี…ถ้าพี่กวนอยู่นี่ พี่คงไม่ปล่อยให้ข้าทำร้ายลูกหรอก ใช่มั้ย?” ‘พี่กวน ก็คือพ่อของอาเป๋งกระมัง?’ เด็กชายเอียงคอสงสัย ก่อนจะสลัดความคิด ‘เรื่องนั้นไว้ก่อน อาเป๋งต้องปลอบแม่ให้แม่หยุดร้องไห้!’ อาเป๋งปีนขึ้นเตียงไปนั่งข้างๆตัวของแม่ ก่อนจะเอามือเล็กๆลูบหน้าของแม่เบาๆ และร้องเรียกเสียงใส แต่แม่กลับหันหลังหนีแล้วร้องไห้มากกว่าเดิมอีก “อาเป๋งสัญญา…อาเป๋งจะไม่ไปตีกับใครเพราะเรื่องโดนล้อว่าไม่มีพ่ออีกแล้ว…” เด็กน้อยพยายามยกคำที่น่าจะทำให้แม่สบายใจ “อาเป๋งจะเป็นเด็กดี อาเป๋งรู้ว่าคนที่ขี้โมโหและชอบตีคนอื่นเป็นคนไม่น่ารัก อาเป๋งไม่อยากเป็นเด็กเกเร อาเป๋งอยากเป็นเด็กดีของแม่กับท่านตามากกว่า” แม่สะอื้น ยังไม่หันมามองเขา “แต่แม่เพิ่งตีลูกไปนะ…แล้วแม่จะเป็นคนไม่น่ารักรึเปล่าล่ะ?” “ไม่จ้ะ ท่านตาบอกข้าว่าบางทีคนโตๆก็กลายเป็นคนไม่น่ารักได้ ไม่ผิดเลย” เด็กชายกระเถิบมาใกล้ๆ โถมตัวกอดแม่จากด้านหลัง เอาหัวถูไปมาเหมือนลูกแมวออดอ้อน “อาเป๋งรักแม่นะจ๊ะ อาเป๋งอยากให้แม่มีความสุข แม่หันมาคุยกับอาเป๋งเถอะนะ” ไม่นาน แม่ของเขาก็ยอมหันกลับมา แล้วกอดเขาไว้แนบอก เด็กชายสัมผัสได้ว่าทุกการกอดและทุกการลูบไล้บนแผ่นหลังเต็มไปด้วยแรงสั่นน้อยๆ เหมือนเวลาที่เขาเป็นไข้ “แม่ขอโทษนะ…” เสียงนั้นเบาปานเสียงกระซิบ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ นับตั้งแต่คืนนั้น อาเป๋งจึงตั้งใจว่าเขาจะไม่จบทุกเรื่องด้วยการใช้กำลังอีกต่อไป ต่อให้จะถูกล้อหนักขนาดไหนก็ตาม ครั้นละใจจากเรื่องการถูกล้อเลียนได้จนหมดจด อาเป๋งก็ยังคงเป็นเด็กชายที่น่ารักและนิสัยดี เพิ่มเติมคือพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้แม่และท่านตา รวมถึงคนอื่นๆมีความสุข เท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ เมื่อเด็กชายตื่นนอน อาเป๋งจะจุมพิตเบาๆบนแก้มของแม่ หรือถ้าซุกซนหน่อยก็จะเอามือจี้เอวไปเบาๆเป็นการจั๊กกะจี้เพื่อให้แม่ตื่นขึ้นมา ทุกเช้าจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ลูกคนหนึ่งอยากมอบให้แม่ที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขา ตอนสาย เขาขอให้แม่ไม่ก็พี่เลี้ยงที่ชื่ออามู่สอนการชงชาให้ เพื่อที่เขาจะยึดหน้าที่นี้ซึ่งเคยเป็นของแม่และพี่เลี้ยงมาเป็นของตน และนำชาร้อนๆหอมๆไปให้ท่านตาที่กำลังนั่งอ่านตำราในห้องนั่งเล่นของเรือนประธาน “ขอบใจนะ หลานของตาน่ารักที่สุดเลย” นั่นคือคำชมที่อาเป๋งได้รับประจำเมื่อเขายื่นถ้วยชาส่งให้ พร้อมด้วยการลูบหัวอย่างแผ่วเบา บางครั้งในตอนบ่าย อาเป๋งจะจูงแม่ออกมาจากห้องปรุงยา ให้แม่นั่งบนตั่งแล้วเขาก็นวดมือ นวดแขนและไหล่ให้แม่ เพราะเขารู้ด้วยสัญชาตญาณว่าแม่จะต้องเหนื่อยและเมื่อยจากการนั่งและยืนเป็นเวลานานๆระหว่างกระบวนการการปรุงยาแน่ๆ แม่หัวเราะเบาๆ “ไม่ต้องนวดแม่หรอกลูก ไปอ่านตำราไม่ก็เล่นกับเพื่อนๆเถอะ” “ไม่ได้นะ! ท่านตาบอกว่าคนที่เมื่อยมากๆจะนอนไม่หลับ” อาเป๋งเถียงเสียงแจ้วๆขณะนวดไหล่แม่ “อาเป๋งไม่อยากให้แม่นอนไม่หลับ เพราะฉะนั้นแม่ต้องให้อาเป๋งนวดไหล่ให้นะ!” พอตกเย็น เป็นเรื่องปกติที่เด็กชายจะต้องพูดทวนสิ่งที่ท่านตาเคยบอกให้อ่านให้ทุกคนฟัง “ถ้าคนชื่อชิ่งฝู่ไม่ตาย รัฐหลู่ก็ยากที่จะสงบสุข” “เร่งนักมักเสียการ” “คำเตือนที่จริงใจมักไม่รื่นหู” ทุกครั้งที่พูด เด็กชายจะถูกกันจากม้วนตำราไผ่ทุกม้วน แม้แต่กระดาษหรือผืนผ้าที่พอจะมีพื้นที่ให้ตัวอักษรที่ถูกเขียนก็ถูกเอาไปเก็บ และทุกคนห้ามบอกใบ้อะไรทั้งสิ้น ดังนั้นทุกคำที่เขาพูดต้องมาจากความทรงจำของอาเป๋งเอง บางครั้งเด็กชายก็พูดตะกุกตะกักเพราะจำประโยคเต็มไม่ได้ บางทีก็นิ่งเพราะนึกไม่ออก แต่แทนที่จะได้รับเสียงหัวเราะขบขันหรือการดุว่า สิ่งที่เขาได้รับคือการที่ท่านตาบอกให้พูดใหม่อีกครั้งอย่างนุ่มนวลและรอยยิ้มปลอบใจของแม่ที่ทำให้เขามั่นใจและพร้อมมากกว่าเดิม เวลาผ่านไปจนหนูน้อยอายุได้เจ็ดปี ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตก็เกิดขึ้น ในเช้าของฤดูร้อนแห่งรัชศกจงผิงปีที่หก (ค.ศ. 189) ท่านตาที่ชราแล้วของเขาก็จากไปอย่างสงบ แม้กวนเป๋งจะไม่เข้าใจว่าการตายหรือการที่คนคนหนึ่งจะหลับไปโดยไม่ตื่นขึ้นมาอีกคืออะไร แต่เขารู้ดีว่าไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้ให้แม่ฟังบ่อยๆ อย่างน้อยก็คงหลายปีเลยทีเดียว “นี่ เสี่ยวไป๋” อาเป๋งพูดเบาๆขณะกอดเจ้าเสี่ยวไป๋ ลูกสุนัขสีขาวที่เขารักมากในบ่ายวันหนึ่ง “ถ้าข้าหลับไปเฉยๆ เจ้าจะเหงามั้ย?” แต่เสี่ยวไป๋เป็นสุนัข เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน ไม่สามารถพูดเป็นคำเพื่อตอบเขาได้ ถึงอย่างนั้นมันก็พยายามบอกด้วยเสียงครางอิ๋งๆ หูที่ลู่ลงเบาๆ และแววตาเศร้าๆ “ถ้าอย่างนั้น แม่ของข้าก็ต้องเหงามากเหมือนกันสินะ?” เขาละกอดจากมัน ลุกขึ้นยืน “ดีล่ะ! งั้นต่อไปอาเป๋งก็จะทำให้แม่ไม่เหงาเอง!” ตั้งแต่นั้นมา เด็กชายที่เคยพยายามทำให้แม่มีความสุขอยู่แล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความพยายามมากขึ้น มากขึ้นไปอีก และมากขึ้นไปทุกวันๆ ไม่ว่าจะเป็นการจี้เอวให้หัวเราะเวลาที่แม่นั่งเงียบๆคนเดียว การกอดจากด้านหลังเมื่อแม่นอนร้องไห้บนเตียง หรือการปีนขึ้นไปนั่งตักของแม่เพื่อหอมแก้ม มันคือความพยายามที่ดีที่สุดแล้วที่เด็กตัวเล็กๆคนนี้ทำได้ สิ่งหนึ่งที่อาเป๋งสังเกตได้ ไม่ว่าจะวันที่แม่ออกไปที่หน้าประตูเรือนหรือวันที่เขาตามแม่ไปขายยาที่ตลาดก็คือ มักมีผู้ชายหลายคนเข้ามาพูดคุยกับแม่ บางประโยคเขาก็ไม่เข้าใจ บางประโยคเขาก็พอจะจับใจความได้ว่าผู้ชายเหล่านั้นพยายามพูดให้แม่ของเขา “รัก” หนึ่งในพวกเขา เมื่อก่อนอาเป๋งเคยเข้าใจว่าความรักมีเพียงความรักแบบที่แม่หรือท่านตามอบให้เขา หรือความรักที่เขามอบกลับกับทุกคนที่เอ็นดูในตัวเขา แต่เมื่อเขาเห็นสิ่งเหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่ มันก็ทำให้เขารู้ว่าบางครั้งความรักที่คนโตๆมีให้กัน อาจกลายเป็นความน่ารำคาญของคนที่ไม่อยากได้รับก็ได้ “แม่จ๋าไม่ชอบที่พวกลุงๆมาพูดกับแม่ให้รักเขาใช่มั้ย?” “ไม่ชอบสิ หัวใจของแม่มีให้พ่อของอาเป๋งกับอาเป๋งก็พอแล้ว…” หลังจากที่คุยกับแม่ เด็กชายก็เอาเรื่องนี้ไปคุยกับเจ้าสุนัขสีขาวตัวโปรดที่หลังเรือน “เสี่ยวไป๋ อาเป๋งควรจะทำยังไงดี อาเป๋งไม่อยากให้ใครเกลียด แต่อาเป๋ง…ก็ไม่อยากให้แม่โดนผู้ชายข้างนอกบ้านพูดจาจีบทั้งๆที่แม่ไม่ชอบเหมือนกัน” จู่ๆก็มีเหยี่ยวพุ่งมาจะโฉบกินไก่ที่พวกพี่เลี้ยงเลี้ยงเอาไว้ เจ้าเสี่ยวไป๋ก็พุ่งออกจากอ้อมแขนของเขาแล้วเห่าไล่เหยี่ยวให้ออกไปจากตรงนั้น ประกอบกับพ่อไก่ที่วิ่งออกไปกางปีก พองขนอีกแรง ทำให้เหยี่ยวนั้นบินหนีออกไปในที่สุด ‘นั่นสินะ…ถ้าอาเป๋งพูดให้ผู้ชายพวกนั้นหยุดจีบแม่ได้ บอกให้เขารู้ว่าแม่ไม่ชอบ หรือแม่เป็นแม่ของอาเป๋ง แม่จ๋าก็จะไม่ต้องหน้าบึ้งบ่อยๆแล้ว!’ ครั้งหนึ่ง อามู่ได้นำเรื่องในระหว่างที่พาอาเป๋งไปเที่ยวนอกเรือนมาเล่าให้แม่ฟัง “คุณหนูนึกดูสิเจ้าคะ พ่อค้าคนที่เคยมาจีบคุณหนูแกก็เดินมาหา แล้วก็ยื่นขนม ของเล่นให้” “แล้วอาเป๋งทำยังไงล่ะ?” แม่ถามอามู่ เท้าคางอย่างสนใจ “โอ๊ย! คุณชายไม่เอาเจ้าค่ะ ไม่พอยังตอบตาคนนั้นไปว่า…” ‘ถึงลุงจะให้ขนมกับของเล่นมากขนาดไหน อาเป๋งก็ไม่พูดให้แม่เปลี่ยนใจมารักลุงหรอกจ้ะ’ “เท่านั้นแหละหน้าตะแกก็ซีดอย่างกับเจอผีมาแน่ะ!” เพียงเท่านั้นคนทั้งสองก็หัวเราะดังไปทั้งเรือน โดยมีเด็กชายตัวน้อยแอบดูจากหลังกำแพง พร้อมด้วยเสี่ยวไป๋ เพื่อนรักที่กระดิกหางเหมือนดีใจไปกับเขาด้วย ชีวิตที่ดูธรรมดาของเด็กชายตัวเล็กๆแห่งเมืองฮอตังดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนในปีที่สองรัชศกชูผิง (ค.ศ. 191) เมื่อมีใครคนหนึ่งเดินทางมาพบเขากับแม่ที่หน้าประตูเรือน ผู้ชายคนนั้นตัวใหญ่ ผิวดำ ท่าทางห่ามๆ แต่ดูจากการแต่งกายและเนื้อผ้าที่ดูดี ก็พอทำให้อาเป๋งเดาออกว่าเขาน่าจะเป็นใครสักคนที่ทำงานให้ทางการ แม่กอดอาเป๋งไว้แน่น กายของหล่อนไม่ได้สั่นจากความกลัว มีเพียงความเป็นห่วง แต่อาเป๋งที่รักแม่และอยากปกป้องแม่เหมือนที่ผ่านมาก็หันไปประจันหน้ากับคนแปลกหน้าแล้วตะโกนว่า “อย่ามายุ่งกับแม่ข้านะ! ท่านตาที่ไปสวรรค์แล้วของข้าเคยสอนวิชาต่อสู้ให้เหมือนกัน! ถ้าอยากมีเรื่องก็เข้ามาเลย!” ชายหนุ่มคนนั้นเหยียดยิ้มจนเห็นเขี้ยวขาว ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “ใช่แล้วล่ะ…นี่แหละลูกพี่รองแน่ๆ!” “พี่รอง?” อาเป๋งเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าดวงตากลมโตของแม่เริ่มมีน้ำใสๆเอ่อคลอ ก่อนที่เขาจะหันไปมองหน้าชายคนนั้นอีกครั้ง คิ้วของเขาขมวด ปากบึ้งอย่างไม่ชอบใจเพราะนึกว่าอีกฝ่ายพูดอะไรที่ทำให้แม่ของเขาเสียใจ แต่มันไม่ใช่เลย ชายคนนั้นทรุดตัวลงคุกเข่า ประสานมือคำนับก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้ามีนามว่าเตียวหุย ฉายาเอ็กเต็ก เป็นน้องร่วมสาบานของท่านเล่าปี่และกวนอู ท่านเล่าปี่มีใจเมตตาสงสารจึงส่งข้ามารับพี่สะใภ้และลูกชายให้ไปอยู่ด้วยกันที่อำเภอเพงงวนก๋วนขอรับ!” ไม่นาน ก็มีขบวนรถม้าและทหารอีกจำนวนหนึ่งที่เดินทางมายังหน้าเรือน เป็นการยืนยันสิ่งที่เขาพูดไปเมื่อครู่เป็นความจริงอย่างมิต้องสงสัย “พี่โฮเจ๊! รับข้าเป็นน้องอีกคนหนึ่งเถิด! เตียวหุยผู้นี้ได้ยินแต่คำของพี่รองพูดถึงพี่ตลอด ได้โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย!” เด็กชายค่อยๆดันแขนแม่ออก เดินไปหาชายที่ชื่อว่าเตียวหุย ก่อนจะถามด้วยความตื่นเต้น “ถ้าท่านเป็นน้องของพ่อข้า ท่านก็เป็นอาของอาเป๋งน่ะสิ?” “ใช่!” ชายคนนั้นหัวเราะร่วนก็จะอุ้มอาเป๋งแล้วกอดไว้แน่น “ต่อไปนี้เจ้าก็คือหลานข้า แล้วต้องเรียกข้าว่าอาสาม เข้าใจไหม?” “ได้จ้ะอาสาม!” “ดีมากหลานอา! ให้มันได้แบบนี้สิ!” อาสามหัวเราะอีกครั้งก่อนจะเอาหัวชนกับเขาเบาๆ โดยที่แม่ที่มองอยู่ก็อดหัวเราะตามไม่ได้ ก่อนจะบอก “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้พวกบ่าวไพร่ในเรือนไปเก็บข้าวของให้หมด จะได้รีบเดินทางนะเจ้าคะ” เอาล่ะ ข้าพเจ้าจะไม่เล่ารายละเอียดการเดินทางมากนักหรอก ขอสรุปแต่เพียงว่า หลังจากเดินทางเป็นเวลาหลายสิบวัน เด็กชายกับแม่ของเขาก็ได้กลับมาอยู่กับพ่อ…พ่อที่เขารอคอยมาตลอดชีวิตแล้ว และเรื่องราวต่อจากนี้ จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเล็กๆของแม่ทัพในอนาคตข้างหน้า…ที่ขณะนี้ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ไม่ต่างจากที่พวกเราทุกคนเคยเป็นมา

Author Avatar
อนามิกา - แมวดำผู้ไร้นาม
ลูกแมวอวกาศที่เดินทางข้ามกาลเวลาพร้อมเรื่องราวและนิทานเต็มประเป๋าเป้ พร้อมเสมอในการเล่าเรื่องให้ทุกคนได้ฟัง

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ