แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 6

แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 6

ปีนี้แม่ทัพน้อยอายุสิบขวบแล้ว ถือตนว่า “เป็นหนุ่ม” ขึ้นไปอีกหนึ่งปี แม้ว่าท่านโป๋กุย เพื่อนของท่านลุงใหญ่จะบอกว่า “แค่สิบขวบยังไม่เป็นหนุ่มดีนัก” ก็ตามที แต่สำหรับแม่ทัพน้อยกวนเป๋ง เขาอยากจะเป็นหนุ่ม เป็นคนโตๆแบบเขาสักวันเหมือนกัน ทุกๆวันในปีที่สิบของชีวิตแม่ทัพน้อยก็ไม่ได้แตกต่างจากปีก่อนๆ เพิ่มเติมคือแม่ทัพน้อยเป็นคุณชายของบ้าน มีเสื้อผ้าดีๆสวยๆใส่ แล้วก็มีพี่น้องเยอะๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้กิมเสง น้องคนที่เคยมีปัญหาเรื่องชอบชกต่อยกับพี่น้องคนอื่นๆและพูดติดอ่างจะได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่ของเขา จนพี่น้องกลับมาเหลือแค่ 50 คนแล้วก็ตาม วันหนึ่ง แม่ทัพน้อยกำลังเดินผ่านห้องครัวก็ได้ยินเสียงพวกสาวใช้กับป้าเหล่งคุยกัน “ได้ยินว่าจูเลี่ยงมีคนมาชอบพอรึ?” เสียงนี้ แม่ทัพน้อยจำได้ว่าเป็นเสียงของพี่อามู่ ป้าเหล่งตอบเสียงดัง “เห็นว่าเป็นลูกพ่อค้ามีเงินถุงเงินถังล่ะ! จริงๆไม่ได้ชอบอย่างเดียว แต่ซึ้งในบุญคุณที่นางไปรักษาแม่ของเขาน่ะ” “อ้อ! จำได้แล้ว! ตอนที่ฮูหยินพานางไปตระเวนรักษาคนหนนู้น” สาวใช้อีกคนชื่อน้าเกี๋ยวร้องแบบนึกได้ “โอ๊ย! มันโชคดีจริงๆนะ! ถูกอุปการะโดยคุณท่านไม่พอ ยังวาสนาดีจะได้ตบได้แต่งกับคนร่ำรวย” “ข้ากลัวมากกว่า ไม่รู้ว่าจะโดนพ่อแม่สามีโขกสับรึเปล่าน่ะสิ!” ป้าเหล่งโวยวาย “พวกเจ้าก็รู้ คุณท่านและฮูหยินก็รู้ แม้แต่คุณชายก็รู้ อาเลี่ยงน่ะก็กำพืดเดียวกับพวกเรานี่แหละ!” แม่ทัพน้อยรีบเดินผ่านไป แต่ในหัวใจก็คิดนั่นคิดนี่ไปอีก ‘ทำไมคนโตๆรักกันต้องดูที่เรื่องเงินทองกับอะไรนะ…ตำแหน่ง? หรือว่าฐานะด้วยล่ะเนี่ย?’ ‘เอาจริงๆ แม่กับท่านพ่อเองก็รักกันมานาน อาเป๋งก็ไม่เห็นว่าพวกท่านจะสนใจเรื่องเงินทองกับฐานะเท่าไหร่เลย’ ‘เฮ้อ…ถ้าเป็นอาเป๋ง จะมีคนว่าอาเป๋งมั้ยนะถ้าอาเป๋งเลือกที่จะชอบใครสักคนเอง?’ แม่ทัพน้อยเดินไปจนถึงเขตจวนผู้ว่าการ แล้วก็ต้องแอบฟังหลังเสาเพราะเห็นว่าท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อ แม่ แล้วก็อาสามกำลังคุยกับผู้ชายคนหนึ่งในห้องรับรอง ท่านพ่อถามขึ้นก่อน “เจ้ารับได้ใช่หรือไม่เรื่องที่อาเลี่ยงมิได้มาจากสกุลสูง” ”ข้าพเจ้ารับได้ ข้าพเจ้าและแม่รักที่หล่อนเป็นคนดี พูดจาอ่อนหวาน แล้วก็เป็นผู้รอบรู้ในเรื่องยา” ผู้ชายคนนั้นตอบ “แต่ถ้านานวันไปแม่หรือพ่อเจ้าเกิดไม่ชอบนางขึ้นมาล่ะ?” อาสามที่ยืนกอดอกถามเสียงเข้มๆ “ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอนครับ” “แน่ใจนะ?” ท่านลุงใหญ่ที่นั่งอยู่สูงกว่าเลิกคิ้วนิดๆ “เรื่องแบบนี้ ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว น้อยบ้านที่พ่อแม่สามีจะลงรอยกับลูกสะใภ้ที่มาจากต่างฐานะจริงๆ” ผู้ชายคนนั้นยังยืนยัน “ถึงวันนั้นข้าพเจ้าจะพยายามให้ดีที่สุดที่จะประคับประคองให้ความรักผ่านไปได้” แม่ทัพน้อยผู้เป็นหนุ่มสิบขวบก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่หรอกในเรื่องแบบนี้ เมื่อก่อนก็ได้ฟังแม่เล่านิทานเรื่องเจ้าหญิงทะเลทรายกับชายหนุ่มสีแดงจนถึงตอนแต่งงานแล้วก็คิดว่า แค่คนสองคนรักกันแล้วบอกผู้ใหญ่ให้จัดงานก็จบ แต่ดูเหมือนว่าโลกรอบๆตัวมันไม่ได้เป็นแบบที่เขาเคยเห็นแล้วนี่สิ วันหนึ่ง พี่เลี่ยงเลี่ยงถูกพามาพักในอีกห้องหนึ่งใกล้ๆห้องนอนของท่านพ่อกับแม่ แม่เอามือปัดๆไปตามตัวของพี่เลี่ยงเลี่ยงที่ตอนนี้อยู่ในชุดสีดำขลิบขอบแดงที่แม่ทัพน้อยไม่เคยเห็น “สุดที่รักทำอะไรเหรอครับ?” “ให้พี่เลี่ยงเลี่ยงลองชุดจ้ะ” “ชุดอะไรเหรอครับ?” “ชุดเจ้าสาวเจ้าค่ะคุณชาย” พี่เลี่ยงเลี่ยงหันมาตอบแทน หล่อนยิ้มให้เขาแบบที่เคยทำประจำ และที่แก้มของพี่เลี่ยงเลี่ยงซึ่งเป็นสีชมพูอ่อนๆแบบกลีบดอกบัวหลวง ตอนนี้ดูเหมือนว่าสีจะเข้มขึ้นจนเกือบแดงเลยทีเดียว “พี่…พี่เลี่ยงเลี่ยงสวยดีนะครับ” แม่ทัพน้อยเอ่ยชมแบบเขินๆ ยุกยิกไปมา “แต่สวยน้อยกว่าแม่จ๋านิดเดียวครับ” “อุ๊ยตาย! คุณชายอย่าไปพูดแบบนี้กับสาวที่ไหนตอนโตนะเจ้าคะ!” พี่อามู่เดินมาจับแขน “พอคุณชายโตขึ้น คุณชายอาจจะต้องเก็บคำพูดแบบนี้ไว้ในใจ ไม่เอาออกมานะเจ้าคะ” “ทำไมล่ะจ๊ะพี่ อาเป๋งก็อยากชมคนสวยๆนี่นา การที่เราพูดชมความสวยคนอื่นมันไม่ดีเหรอ?” เท่านั้นแหละ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็หัวเราะอย่างครื้นเครง ปล่อยให้แม่ทัพน้อยเอียงคอสงสัยต่อไปคนเดียว วันต่อมา พี่เลี่ยงเลี่ยงก็ไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องสาวใช้ แต่ย้ายมานอนกับแม่ทัพน้อยแทน ด้วยเหตุผลที่ท่านพ่อบอกว่า “เพราะพี่เลี่ยงเลี่ยงก็เป็นลูกของนายท่าน แต่ที่จวนไม่ค่อยมีห้องหับเยอะเลยฝากไว้ที่บ้านพวกเราก่อน” แม่ทัพน้อยก็แอบสับสนเพราะถ้าให้พูดจริงๆก็คือ พี่น้องทั้ง 50 คนซึ่งอยู่ในเรือนเล็กด้านหลังกับน้องเล็กๆจากโรงเตี๊ยมที่พ่อแม่ของพวกเขาเอามา “ฝากไว้” แล้วก็มาๆไปๆจนจำนวนพี่น้องไม่เคยเพิ่มขึ้นหรือลดลงแบบชัดเจน จริงๆควรจะเป็นลูกของท่านพ่อกับแม่เพราะพวกท่านดูแล แต่ทำไมท่านพ่อถึงบอกว่าพี่น้องของแม่ทัพน้อยเป็น “ลูก” ของท่านลุงใหญ่กันนะ? อีกวันหนึ่ง แม่ทัพน้อยก็ไปนั่งเล่นกับพี่เลี่ยงเลี่ยงและผู้ชายคนนั้นที่เขาเพิ่งรู้ว่าชื่อเอียวจิ๋ง พี่จิ๋งเป็นผู้ชายตัวขาว สูงพอประมาณ หน้าตาท่าทางถือว่าสวยสง่ามากจริงๆ (แต่ก็น้อยกว่าท่านพ่ออยู่ดี) แล้วก็ดูขี้อายพอๆกับพี่เลี่ยงเลี่ยงเลย “พี่จิ๋งครับ สัญญากับอาเป๋งได้มั้ยครับว่าจะรักพี่เลี่ยงเลี่ยง แล้วก็ดูแลพี่เลี่ยงเลี่ยงแทนท่านพ่อกับแม่จ๋า?” แม่ทัพน้อยถามขณะยื่นส้มส่งให้ พี่จิ๋งยิ้มบางๆ “จะพยายามนะครับคุณชาย ถ้าเกิดข้าน้อยทำไม่ได้ ประเดี๋ยวท่านแม่ทัพจะมาเอาตัวเสี่ยวเลี่ยงไปจากข้าน้อยน่ะสิ” พอพี่จิ๋งกลับไป พี่เลี่ยงเลี่ยงก็ยกแม่ทัพน้อยมานั่งตัก หอมแก้มแล้วก็กอดแบบที่เคยทำ กลิ่นตัวพี่เลี่ยงเลี่ยงดูจะหอมกว่าทุกวันที่ผ่านมา จนบางทีแม่ทัพน้อยก็แอบคิดว่าพี่เลี่ยงเลี่ยงคงต้องห้อยถุงหอมไว้ที่เอว แบบที่ตัวเองเคยเห็นแม่จ๋าทำแน่ๆ “คุณชายกวนเป๋ง สุภาพบุรุษผู้น่ารักของอาเลี่ยง” พี่เลี่ยงเลี่ยงเรียกเขา แล้วกอดเขาแน่นขึ้น “ถึงอาเลี่ยงจะได้แต่งงานกับคุณชายเอียว แต่อาเลี่ยงกลัวเจ้าค่ะ…” “กลัวอะไรหรือครับ?” “ถ้า…” พี่เลี่ยงเลี่ยงเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วก็พูด “ถ้าเกิดคุณชายเอียวมีผู้หญิงอีกคนขึ้นมาล่ะเจ้าคะ?” “ไม่มีทางหรอกครับ” แม่ทัพน้อยส่ายหัว “ท่านพ่อยังมีแค่แม่มาตลอด ไม่เห็นจะมีผู้หญิงอีกคนเลยครับ” หลังจากนั้นแม่ทัพน้อยก็รู้สึกได้ว่าแรงกอดนั้นยิ่งทวีความแน่นขึ้นไปอีก พร้อมๆกับเสียงของพี่เลี่ยงเลี่ยงที่มีเสียงสะอื้นปน “คุณชายเจ้าขา รักท่านพ่อกับท่านแม่มากๆนะเจ้าคะ เพราะตั้งแต่อาเลี่ยงเกิดมา ไม่เคยเห็นใครโชคดีเท่าฮูหยินและคุณชายเลย” คืนนั้น แม่ทัพน้อยก็เลยเก็บเอาเรื่องนี้มาถามแม่กับท่านพ่อตอนที่นอนด้วยกันสามคน “ท่านพ่อครับ ‘ผู้หญิงคนอื่น’ หรือว่า ‘เมียน้อย’ คืออะไรเหรอครับ?” “คำแรกพ่อไม่คิดอะไรหรอก แต่คำหลังนี่ใครบอกเจ้า?” เสียงท่านพ่อเริ่มดุขึ้นมานิดหน่อย เหมือนเวลาที่ท่านดุอาสามเรื่องดื่มเหล้า “ได้ยินพวกน้าเกี๋ยวกับป้าเหล่งคุยกันครับ เขาเรียก ‘ผู้หญิงคนอื่น’ ว่า ‘เมียน้อย’ คำนี้…มันไม่ดีหรือครับ?” “เมียน้อย ก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆจ้ะ” แม่เดินเข้ามานั่งข้างๆ “ผู้หญิงตัวเล็กๆที่อาจจะไม่ค่อยพูดเท่าคนอื่นๆ แล้วก็ต้องหลบอยู่ในห้องของหล่อนคนเดียวเงียบๆ” “น่าสงสารจัง แล้ว…คนอื่นนี่เขามีผู้หญิงอื่นได้ด้วยหรือครับสุดที่รัก? แบบนี้ผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วยเสียใจแย่เลย” ท่านพ่อเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็ดึงตัวแม่ทัพน้อยมานั่งตักก่อนจะอธิบายบางสิ่งให้ฟัง “บางคน แต่งงานเพื่อมิตรภาพของผู้ใหญ่ บางคนแต่งงานเพื่อทรัพย์สินและความมั่งคั่ง บางคนแต่งงานด้วยเรื่องการเมืองที่เด็กตัวเล็กๆแบบลูกอาจจะยังไม่เข้าใจ” “แล้ว…มันเกี่ยวอะไรกับเรื่อง ‘ผู้หญิงอื่น’ ล่ะครับ?” “จำเรื่องที่แม่เล่าว่าผู้หญิงทุกคนมีเตาอบเป็นของตัวเองๆได้ไหมจ๊ะ?” แม่ถาม แม่ทัพน้อยพยักหน้าเงียบๆ “ผู้หญิงบางคนอาจจะมีเตาอบที่ไม่ดีหรือพังจนอบเด็กไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้น สามีก็อาจจะต้องไปหาผู้หญิงคนอื่นที่มีเตาอบที่ดีกว่ามาอยู่ด้วยกัน” แม่ทัพน้อยยิ่งไม่เข้าใจ เอียงคอสงสัย “แปลว่าผู้ชายมีผู้หญิงอื่นเพื่อจะอบเด็กเท่านั้นหรือครับ? แต่ว่านะ…อาเป๋งว่าการที่ผู้หญิงกับผู้ชายแต่งงานกัน มันควรจะเป็นเพราะความรักแบบที่ท่านพ่อกับสุดที่รักเป็นรึเปล่า?” ท่านพ่อดึงตัวแม่ทัพน้อยมากอดแนบอกจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจของท่านที่ดังตุบๆ ส่วนแม่ก็กระเถิบมากอดเขาด้วยอีกคนจนแอบอึดอัดนิดๆ แต่แม่ทัพน้อยก็ไม่บ่นสักคำ ออกจะรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ถูกกอดจากท่านทั้งสองแบบนี้ “บางที…บางทีน่ะนะ ผู้ชายบางคนที่รักและดูแลทั้งเมียและผู้หญิงคนอื่นได้ดีเท่าๆกันมันก็ดี บางทีคนเราอาจจะไม่ต้องให้หัวใจแค่ใครคนใดคนหนึ่งก็ได้” ท่านเอ่ยแบบนั้นขณะลูบหัวของแม่ทัพน้อย “แต่ถ้าเป็นพ่อ…พ่อให้หัวใจของพ่อกับแม่ไปแล้ว และก็มีเจ้า แค่นี้พ่อก็ไม่ขออะไรอีกแล้วล่ะ” แม่ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเอาหัวมาซุกหลังเขา แต่ก็พอได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆของแม่ จนแม่ทัพน้อยก็แอบคิดว่าเวลาผู้หญิง “เขิน” นี่ต้องหัวเราะด้วยหรือ? “แล้ว…ท่านพ่อจะเอาพี่เลี่ยงเลี่ยง…กลับมาไหมครับ?” แม่ทัพน้อยถาม เริ่มง่วงเต็มที “ถ้าเกิดว่าพี่จิ๋ง…ดูแลพี่เลี่ยงเลี่ยงไม่ดี” “เอาตัวพี่เลี่ยงเลี่ยงกลับมาแน่ลูก” ท่านตอบห้วนๆ “เรื่องมีผู้หญิงอื่นพ่อไปห้ามไม่ได้ แต่ถ้าเกิดว่าไอ้ลูกพ่อค้านั่นตีพี่เลี่ยงเลี่ยงเมื่อไหร่…พ่อจะถือว่าเขาบกพร่องต่อเมียของเขา และพี่เลี่ยงเลี่ยงจะไม่ใช่เมียของเขาอีกต่อไป แต่เป็นลูกของพ่อแทน พ่อมีสิทธิจะพากลับมาได้นะ” แล้วแม่ทัพน้อยก็หลับไปในอ้อมกอดของท่านพ่อกับแม่ โดยที่มือของเขาก็ยังจับตุ๊กตาทหารไว้แน่น แล้วก็หวังว่าพี่จิ๋งจะเป็นคนดีแบบท่านพ่อ และจะดูแลพี่เลี่ยงเลี่ยงอย่างดี เพราะถ้าท่านพ่อไปพาพี่เลี่ยงเลี่ยงกลับบ้าน พี่จิ๋งเองก็คงเสียใจไม่ต่างกันนักหรอก แล้ววันที่ต้องส่งตัวพี่เลี่ยงเลี่ยงไปแต่งงานก็มาถึง โดยคนที่ต้องไปส่งพี่เลี่ยงเลี่ยงจนถึงบ้านของพี่จิ๋งก็คือท่านลุงใหญ่ที่ขี่ม้านำขบวนที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา และพี่เลี่ยงเลี่ยงเจ้าสาวในวันนี้ก็เข้าไปนั่งในเกี้ยวไม้ที่มีคนสองคนหามไป แม่ทัพน้อยหันไปมองหน้าท่านพ่อกับอาสาม ท่านพ่อก็ยังดูปกติแต่ตาแดงๆ ส่วนอาสามก็น้ำตาไหลแต่ไม่ร้องไห้ “ท่านพ่อกับอาสามร้องไห้หรือครับ? เสียใจที่พี่เลี่ยงเลี่ยงไปเหรอ?” “เปล่า แค่ปลื้มใจน่ะ” อาสามปาดน้ำตาที่ไหลไม่หยุด “ในที่สุด เด็กคนหนึ่งก็จะได้มีบ้านจริงๆซะที หวังว่าบ้านเอียวจะดีกว่าบ้านจูที่เอานางมาฝากให้เรานะ” “คนที่ปลื้มใจนี่ร้องไห้ด้วยหรือครับ?” “บางที เวลาคนที่เรารักหรือเคยทำดีให้เราเขาได้ดี มันก็รู้สึกเต็มจนร้องไห้ได้นะลูก” ท่านพ่อตอบแบบนั้นและกำมือของแม่ทัพน้อยแน่นขึ้น ‘อืม อาเป๋งไม่เข้าใจหรอก แต่ว่านะ…สักวันอาเป๋งจะเป็นเด็กที่ดีขึ้นกว่าเดิม เผื่อว่าแม่ ท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่แล้วก็อาสามจะได้ปลื้มใจ แบบที่ปลื้มใจกับพี่เลี่ยงเลี่ยงนะครับ’

Author Avatar
อนามิกา - แมวดำผู้ไร้นาม
ลูกแมวอวกาศที่เดินทางข้ามกาลเวลาพร้อมเรื่องราวและนิทานเต็มประเป๋าเป้ พร้อมเสมอในการเล่าเรื่องให้ทุกคนได้ฟัง

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ