5 วัน 4 คืนแสนหฤโหด 2

5 วัน 4 คืนแสนหฤโหด 2

(ต่อจากตอนที่ 1) ตอนที่ 2: สวรรค์ของกองร้อย 2, นรกของกองร้อย 1 ความเหนื่อยล้าจากวันแรกทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมหลับลึกชนิดที่ว่าไม่ฝันถึงอะไรเลย ร่างกายที่ปวดร้าวจากการหมอบคลานและการยืนตากแดดทั้งวันได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ จนกระทั่ง... “ปรี๊ดดดดดดดดดดดด!” เสียงนกหวีดปลุกที่แหลมบาดแก้วหูดังขึ้นจากที่ไกลๆ ผมสะดุ้งตื่นทันที มันยังไม่สว่างเลยด้วยซ้ำ ผมได้ยินเสียงมันดังมาจากทางโรงนอนของกองร้อย 1 ก่อน เหมือนเป็นการปลุกตามลำดับชั้น “ฉิบหาย... เช้าแล้วเหรอวะ” ผมพึมพำกับตัวเองในความมืด กลิ่นอับๆ ของโรงนอนที่ผสมด้วยกลิ่นเหงื่อและกลิ่นแป้งเย็นลอยคลุ้งไปทั่ว ยังไม่ทันที่ผมจะได้รวบรวมสติ... “ปรี๊ดดดดดดดดดดดด!” เสียงนกหวีดลูกที่สองดังขึ้นที่หน้าโรงนอนของกองร้อย 2 ของเราเอง คราวนี้มันดังจนแก้วหูแทบแตก ตามมาด้วยเสียงตะโกนของครูฝึกเวร “ร้อย 2! ตื่นได้แล้ว! 05:30 น.! ให้เวลา 15 นาที! เก็บที่นอน ล้างหน้า แปรงฟัน! 05:45 น. รวมที่หน้าโรงนอน! เร็ว!” สิ้นเสียงคำสั่งนั้น ทั้งโรงนอนก็พลันมีชีวิตขึ้นมาราวกับรังแตนแตก เสียงเตียงเหล็กดังเอี๊ยดอ๊าด เสียงซิปเป้ดังครืดคราด เสียงคนบ่นอุบอิบดังระงมไปทั่ว “โอ๊ย... ปวดหลังชิบหาย” “ยังไม่อยากตื่นเลยเว้ย” ผมรีบม้วนถุงนอนและพับผ้าห่มทหารสีเขียว (ที่แข็งเหมือนกระสอบ) ให้เป็นเหลี่ยมมุมตามที่เคยถูกสอนมาอย่างลวกๆ แล้วยัดมันไว้ที่ปลายเตียง รีบปีนลงจากเตียงชั้นบน คว้าผ้าเช็ดตัวผืนเล็กกับชุดแปรงฟันยัดใส่กระเป๋ากางเกง แล้ววิ่งลงไปด้านล่าง อากาศข้างล่างตอนเช้ามืดมันเย็นสบายอย่างน่าประหลาดครับ มันเป็นความเย็นที่สะอาด สดชื่น ไม่เหมือนความหนาวเหน็บตอนขี่มอเตอร์ไซค์เมื่อวานนี้ พวกเราหลายสิบคนยืนอัดกันอยู่ที่อ่างล้างหน้าซีเมนต์ยาวเหยียด ต่างคนต่างแปรงฟันกันอย่างเร่งรีบ เสียงน้ำไหลซู่ซ่า เสียงบ้วนปากดังขลุกขลักไปทั่วบริเวณ ในขณะที่ผมกำลังแปรงฟันอยู่นั้น “มิกซ์” เพื่อนผมคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หันมาสะกิดผม มันทำหน้าเหมือนมีเรื่องลับสุดยอดจะเล่า “เฮ้ย... มึงรู้ยัง เมื่อคืนไอ้มายด์แม่งสุดยอดว่ะ” มันกระซิบ “ทำไมวะ มันทำไรอีก” ผมถามพลางบ้วนปาก “แม่งปลุกกูทั้งคืนเลยเว้ย!” มิกซ์ทำหน้าแหยๆ “กูอยู่เวรผลัดตีสามถึงตีห้ากับมัน แม่งปลุกกูตอนตีสามครึ่ง บอก ‘มิกซ์... ปวดขี้ว่ะ ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย’ กูก็ต้องไปนั่งเฝ้ามันหน้าห้องน้ำ พอตีสี่นิดๆ แม่งปลุกอีก ‘มิกซ์... ไม่ไหวว่ะ อีกรอบ’ กูก็ต้องไปอีก สรุปผลัดกูแทบไม่ได้เฝ้ายามเลย ต้องเฝ้าไอ้มายด์ขี้นี่แหละ ไม่รู้แม่งไปแดกอะไรมา ท้องเสียยับเลย” ผมหลุดขำพรืดออกมา “สมน้ำหน้ามันว่ะ สงสัยเมื่อวานยัดหมี่ไก่ฉีกไปสองชาม” เราพูดคุยกันอยู่สักพัก เสียงนกหวีดหน้าหอก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ปี๊ด!” สั้นๆ แต่เด็ดขาด เป็นครูปกครองที่มาเรียกรวมเพื่อออกกำลังกายยามเช้า “ทั้งหมด! จัดแถว! วิ่งอยู่กับที่! เริ่ม!” พวกเราหลายร้อยชีวิตยืนกระทืบเท้า “ตับๆๆๆ” อยู่กับที่กลางลานฝึกที่ยังมืดสลัว “ยกเข่าสูงๆ! ใครอู้โดน!” ครูฝึกตะโกน เราออกกำลังกายกายบริหาร ยืดเส้นยืดสาย กระโดดตบอีกห้าสิบครั้ง ท่ามกลางอากาศเย็นๆ มันเป็นการปลุกร่างกายที่ได้ผลชะงัด... เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามไรผม “เอาล่ะ! ดีมาก! แยกย้าย! ไปเปลี่ยนเป็นชุดฝึก! 06:30 น. มารวมกันที่ลานฝึกนี้อีกครั้ง พร้อมรับประทานอาหารเช้า! ใครช้า... อด!” พวกเราวิ่งกรูกลับขึ้นไปบนโรงนอนอีกครั้ง คราวนี้คือสงครามการแต่งตัวครับ ทุกคนต้องเปลี่ยนจากชุดนอน (เสื้อยืดเขียว กางเกงขาสั้น) เป็นชุดฝึกเต็มยศ ทั้งถุงเท้าหนาๆ ทั้งรองเท้าคอมแบตที่ต้องผูกเชือกให้แน่น ผมเหลือบไปเห็นไอ้มายด์ มันหน้าซีดๆ นั่งกุมท้องอยู่ที่เตียง “ไงมึง... ไหวป่าววะ” ผมถามมัน “ไม่รู้... แม่งปวดท้องสัสๆ เลยว่ะ แต่กูต้องไหว” มันตอบเสียงอ่อยๆ เมื่อแต่งตัวเสร็จ เราก็ลงมารวมกันที่ลานฝึกอีกครั้ง คราวนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ครูปกครองได้สั่งให้พวกเรา “ดาหน้า” เก็บขยะ “ร้อย 1! รับผิดชอบฝั่งซ้าย! ร้อย 2! ฝั่งขวา! บริเวณหน้าโรงนอนยาวไปจนถึงหน้าโรงอาหาร! เก็บให้หมดทุกชิ้น! แม้แต่ก้นบุหรี่! ให้เวลา 20 นาที!” พวกเราเดินเรียงหน้ากระดานเป็นแถวยาว ค่อยๆ ก้มลงเก็บขยะที่เกลื่อนกลาด (ส่วนใหญ่เป็นซองขนมและขวดน้ำจากที่พวกเราไปซื้อกินกันเมื่อคืน) จนหมด เสร็จแล้วจึงปล่อยเราไปทานอาหารเช้า มื้อนี้เป็นอาหารมื้อที่สามของการฝึก และเป็นมื้อเช้ามื้อแรกของเราครับ เมนูวันนี้ดูดีกว่าเมื่อวานมาก มันคือ “ต้มจืดวุ้นเส้น” ใส่หมูสับและผักกาดขาว ควันฉุยๆ, “หมูทอด” ชิ้นเล็กๆ (ที่ดูเหมือนจะแข็งแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี) และ... “ซาลาเปา” ครับ! ซาลาเปาไส้หมูสับลูกขาวๆ คนละลูก! นี่มันอาหารเหลาชัดๆ! ผมกินต้มจืดวุ้นเส้นร้อนๆ จนเกือบหมด รสชาติมันอร่อยมากครับในสถานการณ์แบบนี้ มันช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น หมูทอดก็เค็มๆ มันๆ กินกับข้าวสวย (ที่วันนี้ไม่แข็งเท่าเมื่อวาน) ได้ดี แต่ทีเด็ดคือซาลาเปาครับ... ผมเหลือบมองซ้ายขวา เห็นว่าครูฝึกไม่ได้สนใจ ผมจึงแอบหยิบซาลาเปาลูกนั้นยัดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อชุดฝึกด้านซ้ายทันที... นี่คือ “เสบียงฉุกเฉิน” ของผม มันคือทองคำล้ำค่าที่ต้องเก็บไว้กินตอนหิวจัดๆ ระหว่างการฝึกช่วงสาย เมื่อทานกันเสร็จ เราก็นำถาดหลุมไปเก็บและไปล้างช้อนกันที่ก๊อกน้ำด้านหลังเหมือนเดิม บรรยากาศเช้านี้ผ่อนคลายกว่าเมื่อวานมาก เรานั่งคุยกันต่อถึงเหตุการณ์เมื่อคืน สอบถามเพื่อนที่อยู่เวรผลัดอื่นๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง “ผลัดกู (ตีหนึ่ง) สบายว่ะ ไม่มีไรเลย ยืนแข็งเป็นหินอยู่สองคน” “ผลัดกูเจอหมาหมู่ วิ่งไล่กันหน้าโรงนอน ตกใจหมด นึกว่าข้าศึกบุก” บทสนทนาที่ไร้สาระของเราต้องหยุดลง เมื่อเสียงนกหวีดรวมดังขึ้นอีกครั้ง “ปรี๊ดดดดดด!” หลังจัดแถวเสร็จอย่างรวดเร็ว (เพราะเริ่มชินกันแล้ว) ครูปกครองได้ชี้แจงแผนการฝึกสำหรับวันที่ 2 “เอาล่ะ! วันนี้ เราจะแยกกันฝึกระหว่างกองร้อย! ร้อย 1! วันนี้พวกเธอจะได้ฝึก ‘การเข้าตี’! ส่วนร้อย 2! วันนี้พวกเธอจะได้ฝึก ‘การตั้งรับ’! สถานที่ฝึกอยู่นอกค่าย! ให้เรารอรถที่จะมารับเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ฝึก! ร้อย 1 เตรียมตัวก่อน! ร้อย 2 นั่งพักรอ!” “เอีย!” พวกเรากองร้อย 2 ร้องออกมาเบาๆ อย่างดีใจที่ได้นั่งพักต่อ รอบแรกรถมา 4 คันครับ เป็นรถบรรทุกทหาร “จีเอ็มซี” สีเขียวมะกอกคันใหญ่ๆ เหมือนในหนังสงครามเลยครับ ไม่มีหลังคา มีแต่ผ้าใบคลุมด้านบน พวกเรามองตาละห้อย แต่ยังไม่ได้ขึ้นไป เพราะเป็นคิวของกองร้อย 1 ที่ต้องไปก่อน พวกเรานั่งมองเพื่อนๆ กองร้อย 1 ปีนขึ้นท้ายรถกันอย่างทุลักทุเล หน้าตาแต่ละคนดูตื่นเต้นปนหวาดเสียว เพราะคำว่า “การเข้าตี” มันฟังดูเหนื่อยและหนักหนาสาหัสกว่า “การตั้งรับ” ของพวกเราเยอะเลย พวกเรากองร้อย 2 นั่งรอกันสักพักใหญ่ๆ ประมาณเกือบ 30 นาที จนรถทั้ง 4 คันวนกลับมารับเรา “ร้อย 2! ขึ้นรถ! จัดระเบียบให้ดี! หมวด 1 ขึ้นคันแรก! หมวด 2 คันสอง! ไล่ไป!” ในฐานะหัวหน้าหมวด 1 ผมจึงต้องทำหน้าที่ดูแลการขึ้นรถของเพื่อนๆ ในหมวด “เฮ้ย! อย่าแย่งกัน! ค่อยๆ ปีน! ขึ้นไปด้วย!” เมื่อเพื่อนๆ ในหมวดขึ้นไปนั่งกันเรียบร้อยจนเต็มท้ายรถแล้ว ผมก็เดินอ้อมไปที่หน้ารถเพื่อไปนั่งข้างคนขับ มีหัวหน้าหมู่ 5 (ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้) มานั่งเบียดกับผมที่ด้านหน้าอีก 1 คน ส่วนคนขับรถ... ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยครับ “อ้าว! ครูเป้! สวัสดีครับ!” มันคือครูเป้ที่สอนการทำเปลสนามให้เราเมื่อวานนี้เอง! ท่านพยักหน้าให้เรา “เออ! ขึ้นมาๆ นั่งให้ดีล่ะ” รถเคลื่อนตัวออกจากศูนย์ฝึก มุ่งหน้าออกจากค่าย ร.4 พัน 2 ระหว่างทางมีพลทหารที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ข้างทาง หันมาทำท่าวันทยหัตถ์ (ตะเบ๊ะ) ให้รถเราตอนที่ขับผ่าน... มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และเท่ชะมัดเลยครับ พวกเราที่นั่งอยู่หน้ารถเลยรีบทำความเคารพกลับไปอย่างเก้ๆ กังๆ หลังจากออกมาถึงไฟแดงสี่แยกหน้าค่ายจิรประวัติ ครูเป้ก็เลี้ยวรถพวงมาลัยขนาดใหญ่ของท่านอย่างชำนาญ เรานั่งรถต่อมาเรื่อยๆ ผ่านโรงพยาบาลค่ายฯ, ผ่านสนามบินนครสวรรค์ที่เห็นรั้วตาข่ายยาวเหยียด จนกระทั่งมาเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ที่มีป้ายเขียนว่า “กองเสบียงฟาร์ม” รถของเราขับลึกเข้าไปในพื้นที่ฟาร์มทหาร ผ่านทุ่งหญ้าเลี้ยงวัว จนไปจอดที่ทุ่งโล่งกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่ด้านหลังกองเสบียง “เอาล่ะ! ลงได้! ไปรวมกันที่ร่มไม้ตรงนู้น!” หลังจากนั่งเข้าแถวบนพื้นหญ้ากันเสร็จ ครูฝึก (คนละชุดกับเมื่อวาน) ก็เริ่มบรรยาย “วันนี้! ร้อย 2! เราจะเรียนเรื่องการตั้งรับ! การตั้งรับคืออะไร! คือการหยุดยั้งข้าศึก! ทำลายข้าศึก! ในพื้นที่ที่เรากำหนด!” ครูฝึกสอนเราเกี่ยวกับกลยุทธ์การตั้งรับ, การวางกำลัง, การขุดหลุมบุคคล (ซึ่งโชคดีที่เราไม่ได้ขุดจริง แค่เรียนทฤษฎี), การจัดเวรยาม, และที่สำคัญคือ “การใช้รหัสรับ” และ “การบอกฝ่าย” “ถ้ามีคนเดินมาในความมืด! พวกเธอต้องตะโกนถามก่อน! ‘หยุด! นั่นใคร!’ ถ้าเขาไม่หยุด ยิงได้เลย! แต่ถ้าเขาหยุด! ต้องถามรหัสผ่าน! เช่น รหัสวันนี้ ‘กระทิง’ คำตอบคือ ‘แดง’ ถ้ามันตอบ ‘กระทิง-ดำ’ พวกเธอก็ยิงได้เลย! เข้าใจมั้ย!” “ทราบ!” พวกเราเรียนทฤษฎีกันจนถึงเกือบเที่ยง แดดก็ไม่ค่อยมี อากาศดีมากครับ “เอาล่ะ! พักเที่ยง! กินข้าว! ไปรวมกันที่ร่มไม้ข้างๆ ทุ่งหญ้าที่เราฝึก!” พวกเรานำปืนประจำกาย (ปืน ปลย.88 ที่หนักอึ้ง ซึ่งเราเพิ่งได้รับแจกเมื่อเช้า) มาวางกระโจมไว้รวมกันเป็นหมู่ๆ ก่อนจะไปเข้าแถวรับข้าวกล่อง วันนี้ครูปกครองร้อย 2 ของเราเป็นคนดูแลครับ แกใจดีมากเลย ไม่เหมือนครูฝึกที่โรงอาหารเมื่อวาน “เอ้า! ได้รับข้าวแล้ว ไปหาที่นั่งกินได้เลย! ตามสบาย! แต่อย่าทิ้งขยะเรี่ยราดล่ะ!” เมนูวันนี้ค่อนข้างอร่อยเลยครับ! (หรืออาจจะเพราะเราหิว) เป็นข้าวสวยในกล่องโฟม, มีหมูทอดกระเทียม (อีกแล้ว แต่ก็อร่อย), ผัดผักรวมมิตร, และ... ซาลาเปาอีกลูกครับ! (สงสัยเป็นเมนูมาตรฐานของที่นี่) พวกเรานั่งล้อมวงกินข้าวกันใต้ร่มไม้ใหญ่ เป็นวันที่อากาศดีมากครับ ไม่มีแดดเลย ลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา มันเหมือนมาปิกนิกมากกว่ามาฝึกภาคสนาม ในขณะที่กำลังกินข้าวกันอยู่นั้น ก็มีรถพ่วงสามล้อ (ซาเล้ง) คันหนึ่งขี่ดุ่ยๆ เข้ามาในทุ่งหญ้า “ลูกชิ้นปิ้งมั้ยคร้าบ! ไม้ละ 5 บาท!” พวกเราตาลุกวาว! “เฮ้ย! มีของขายด้วยว่ะ!” ครูฝึกที่ยืนคุมอยู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมครูฝึกบางท่านก็ยังเอาขนม (พวกเลย์, โค้กกระป๋อง) ที่เตรียมมา มาวางขายแข่งกับลุงซาเล้งด้วยเหมือนกัน กลายเป็นตลาดนัดย่อมๆ กลางสนามฝึกไปเลย ผมรีบควักเงินที่ซ่อนไว้ในถุงเท้าออกมาไปซื้อลูกชิ้นปิ้งมา 2 ไม้... รสชาติมันเหมือนสวรรค์เลยครับ น้ำจิ้มรสเด็ดตัดกับบรรยากาศการฝึก มันคือความสุขเล็กๆ ที่ประเมินค่าไม่ได้ หลังจากทานกันเสร็จ เราก็นั่งพักผ่อนกันยาวๆ เลยครับ บ่ายวันนั้นเป็นอะไรที่ “สบาย” ที่สุดในการฝึกแล้วครับ ครูฝึกเรียกหัวหน้าหมวด (ก็คือผม) กับหัวหน้าหมวดอื่นๆ ไปรับคำสั่ง “เอาล่ะ! พวกเธอร้อย 2! ภาคบ่ายนี้สบายๆ งานของพวกเธอคือ ไปเป็น ‘ข้าศึก’ ให้กองร้อย 1 ที่มันกำลังฝึก ‘การเข้าตี’ อยู่อีกฟากหนึ่งของทุ่งนู้น!” “ทำยังไงครับครู?” “พวกเธอก็ไปแอบซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้, ในทุ่งหญ้ากระเพราตรงนั้น เห็นกองร้อย 1 มันโผล่หัวขึ้นมาเมื่อไหร่ พวกเธอก็ยิงปืน (ปืนกระสุนซ้อมรบ) ใส่พวกมันเลย! ยิงขู่ไป! ไม่ต้องยิงจริงจัง! เข้าใจมั้ย!” “ทราบ!” นี่มันงานในฝันชัดๆ! ได้นอนแอบในพุ่มไม้ แถมยังได้ยิงปืนใส่คนอื่นอีก! พวกเรากองร้อย 2 ทั้งหมด ก็เลยพากันเดินลัดทุ่งไปอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นทุ่งกระเพรา (กลิ่นหอมฟุ้งเลยครับ) แล้วก็ไปจับจองที่ซุ่มของตัวเอง ผมกับไอ้มายด์นอนคู่กันหลังพุ่มไม้ใหญ่ “ปัง! ปัง! ปัง!” เสียงปืนซ้อมรบ (Blank) ของเราดังขึ้นเป็นระยะๆ เมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆ ของเพื่อนกองร้อย 1 กำลังพยายาม “โผ” (การวิ่งสลับหมอบคลาน) เข้ามา “แม่งเอ๊ย! โคตรชิลเลยว่ะงานเรา” ไอ้มายด์พูดพลางบรรจุกระสุนซ้อม “เออ... แต่กูว่าร้อย 1 แม่งนรกแน่ๆ วิ่งโผกลางทุ่งแบบนั้น” ผมตอบ เวลาผ่านไปจนบ่ายแก่ๆ กองร้อย 1 ก็โผเสร็จ (หรือโดนยิงตายหมดแล้วก็ไม่รู้) เราก็เลยได้สัญญานให้กลับมารวมกันที่จุดกินข้าวตอนเที่ยง ครูฝึกที่ขายขนมเมื่อตอนเที่ยง ยังมี “ซาลาเปา” ที่เหลือจากมื้อกลางวันอยู่หลายถุง (สงสัยไม่มีใครซื้อ เพราะมัวแต่กินลูกชิ้น) “เอ้า! หัวหน้ากองร้อย! หัวหน้าหมวด 1 (ผมเอง)! เอาซาลาเปานี่ไปเดินขายเพื่อนหน่อยดิ ลูกละ 5 บาท!” ผมกับหัวหน้ากองร้อยก็เลยต้องเดินถือถุงซาลาเปาไปเร่ขายเพื่อนๆ “ซาลาเปาครับ ซาลาเปา... ใครเอาบ้าง” แต่ก็อย่างที่คิดครับ ไม่มีใครซื้อเลย เพราะทุกคนอิ่มกันหมดแล้ว “ครูครับ! ไม่มีใครซื้อเลยครับ!” ผมเดินกลับไปรายงาน “เออ! งั้นแจกแม่งเลย! เอาไปแบ่งกันกิน!” เท่านั้นแหละครับ! ซาลาเปาหมดภายในพริบตา! หลังจากนั้นเราก็ทานอาหารเย็นกันที่นั่นเลยครับ ไม่ได้กลับค่าย เมนูมื้อเย็นคือ “ข้าวเหนียวไก่ย่าง” ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ข้าวเหนียวที่เขาห่อมามันแข็งมากครับ... แข็งแบบที่ว่าปาหัวหมาแตกได้เลย ส่วนไก่ย่างก็เย็นชืด แต่ด้วยความหิว เราก็กินกันจนหมด บรรยากาศตอนเย็นมันดีมากครับ ลมพัดเย็นๆ ครูปกครองร้อย 2 ของเรา (คนที่ใจดี) ก็นั่งล้อมวงคุยกับพวกเรา แกเล่าเรื่องตลก เรื่องผีในค่ายให้เราฟังเยอะแยะเลยครับ “เอาล่ะ! ครูเล่ามาเยอะแล้ว พวกเธอมีใครอยากเล่าอะไรมั่ง เล่ามาเลย!” พวกเราก็ผลัดกันไปเล่าเรื่องตลก เรื่องผีที่โรงเรียนกันอย่างสนุกสนาน “แล้วมีใครร้องเพลงเพราะๆ บ้างมั้ย?” ครูฝึกถามขึ้นมา ...เงียบกริบ... ไม่มีใครกล้าเสนอตัวครับ “เอ้า! ไม่มีเหรอ? ถ้าหาคนร้องเพลงให้ครูฟังไม่ได้นะ... วันนี้เดินกลับค่ายเอง!” ครูฝึกแกล้งขู่ เท่านั้นแหละครับ! ไอ้พวกเพื่อนหมวด 4 มันก็พร้อมใจกันผลัก “โอ๊ต” (ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวด 4) ออกมา “ไอ้นี่ครับครู! ร้องเพราะมาก! เดือนโรงเรียนเลยครับ!” โอ๊ต ตอนแรกเขาก็ดูเขินๆ หน้าแดงๆ ครับ “ไม่เอาครับครู ผมร้องไม่เพราะ” “เอาน่า! ร้องเลย! เพื่อนเชียร์ขนาดนี้!” โอเล่ย์เลยต้องจำใจยืนขึ้น แล้วเขาก็เริ่มร้องเพลง... เป็นเพลง “ขอโทษ” ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์... “ขอโทษที่วันนี้ฉันพึ่งมีเวลา... แต่มันไม่มีค่าใดเมื่อไม่มีเธอ...” พอเสียงแกร้องจริงเท่านั้นแหละครับ... โอ้โห... เสียงเพราะมาก! เพราะแบบใสๆ กังวานเลย พวกเราทั้งกองร้อยที่กำลังจอแจอยู่ถึงกับเงียบกริบ แล้วก็เริ่มร้องคลอตามกันไป “ขอโทษที่วันนี้ฉันพึ่งค้นเจอ... ว่าเธอคือคนที่ฉันควรดูแลให้ดีที่สุด...” หลังจากนั้นบรรยากาศก็ยิ่งเป็นกันเองมากขึ้น เราคุยเล่นกันต่อจนฟ้าเริ่มมืดสนิท ครูฝึกพูดขึ้นมาว่า “พวกผลัดเองนี่สบายนะ เพราะไม่มีแดดเลย แต่ก็น่าเสียดาย... เพราะผลัดที่แล้วเนี่ย พอตกกลางคืน ครูจะสอนการดูดาว การหาทิศเหนือจากดาวเหนือ แต่เนื่องจากผลัดพวกเราเมฆมันเยอะมาก เลยมองไม่เห็นดาวสักดวง” เวลาล่วงเลยไปจนเกือบทุ่ม... “ว.2 ว.8... ข้าศึก! ข้าศึกกำลังเคลื่อนที่มาทางทิศเหนือ! เตรียมกำลัง!” เสียงวิทยุสื่อสารของครูฝึกคนหนึ่งดังขึ้น “เฮ้ย! ของจริงมาแล้ว!” ครูฝึกตะโกน “ร้อย 2 ทั้งหมด! เข้าแนว! เมื่อกี้เรียนอะไรไป! เอามาใช้! ไป! แยกย้ายเข้าแนวยิง! เตรียมปะทะ!” พวกเรารีบคว้าปืน วิ่งไปนอนเรียงกันเป็นแนวยาวในความมืดตามที่ซักซ้อมกันไว้เมื่อเช้า หัวใจผมเต้นแรง “ตึก... ตึก... ตึก...” นี่คือการฝึกสถานการณ์จริงครั้งแรก หลังจากผ่านไปสักพัก... ผมก็ได้ยินเสียง... เสียงฝีเท้าคนเหยียบใบไม้แห้งดัง “ซวบ... ซาบ...” “พวกมันมาแล้ว...” ผมกระซิบกับไอ้มายด์ที่นอนอยู่ข้างๆ ผมเพ่งตามองฝ่าความมืดไป... มีเงาตะคุ่มๆ หลายสิบคนเริ่มปรากฏที่ชายป่าด้านหน้า... นั่นมันกองร้อย 1 แน่ๆ! ทันใดนั้นก็มีสัญญาณพลุส่องสว่างสีแดงยิงขึ้นฟ้า “บุกกกกก!” เสียงตะโกนดังมาจากฝั่งข้าศึก “ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!” เสียงปืนซ้อมรบจากฝั่งกองร้อย 1 ดังขึ้นระรัว เราก็ได้รับสัญญาณจากครูฝึกให้ยิงโต้ตอบ “ยิง! ยิงโต้ตอบไป!” “ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!” เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งทุ่ง กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งจนแสบจมูก ฝ่ายเข้าตี (กองร้อย 1) ก็คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ เสียงตะโกนดังโหวกเหวก เมื่อพวกเขากระเถิบเข้ามาเกือบจะประชิดแนวของเราแล้ว ครูฝึกก็สั่ง “ถอย! ถอย! ถอย! ถอยไปตั้งหลักที่หลุมสนาม!” พวกเราลุกขึ้นวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต (ตามบท) กลับไปที่หลุมสนาม หลังจากนั้นเราก็มารวมเช็คชื่อกันตรงที่เรียนเมื่อเช้า เมื่อนับแล้วว่าครบ ครูฝึกก็แจ้งข่าวร้าย... “เอาล่ะ! ภารกิจวันนี้เสร็จสิ้น! แต่รถจะไปรอรับพวกเธอที่ปากทางถนนใหญ่! จากนี้... เดินไปขึ้นรถ! ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร! ไป! ร้อย 2 นำไปก่อน!” “โห่...” เสียงครางดังขึ้นเบาๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง พวกเรากองร้อย 2 เดินแถวกันไปในความมืด อารมณ์ดีกันมากครับ เพราะวันนี้ถือว่าสบายมากเมื่อเทียบกับวันแรก ไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย “วันนี้ชิลว่ะมึง” “เออ... แม่งเหมือนมาเล่นซ่อนแอบ” แต่ในขณะที่เราเดินนำหน้ามานั้น... บรรยากาศของกองร้อย 1 ที่เดินตามหลังมามันแตกต่างกันลิบลับ... สภาพพวกเขาสะบักสะบอมมากครับ ชุดฝึกเปื้อนโคลนและฝุ่นดินแดงไปทั้งตัว หน้าตาอิดโรยหมดแรงอย่างเห็นได้ชัด และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ผมได้ยินเสียงคนร้องไห้ครับ... ผมหันกลับไปมอง... “โอเล่ย์” หัวหน้าหมวด 4 กองร้อย 1 กำลังเดินร้องไห้โฮเลยครับ เพื่อนๆ โรงเรียนเดียวกับมัน (ซึ่งอยู่กองร้อย 1) ต้องคอยพยุงปีกมันทั้งสองข้าง “มันเป็นไรวะ” ผมถามเพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ “ไม่รู้ว่ะ สงสัยแม่งโดนหนักจัด” ผมกับเพื่อนๆ โรงเรียนเดียวกันกับโอเล่ย์เลยเดินช้าลง แล้วถอยไปเดินเป็นกลุ่มปิดท้ายกับพวกมัน “โอเล่ย์! มึงเป็นไรวะ! ไหวมั้ย!” ผมตะโกนถามมัน มันเงยหน้าขึ้นมา ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลปนเปื้อนฝุ่น “กู... กูไม่ไหวแล้ว... ฮือ... ทำไมกูต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ... กูอยากกลับบ้าน... กุคิดถึงพ่อคิดถึงแม่...” มันระบายออกมาไม่หยุด พวกเราถึงกับอึ้งครับ... ไอ้เพื่อนที่ดูเข้มแข็ง ร้องเพลงให้กำลังใจคนอื่นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ตอนนี้พังทลายลงไปแล้ว “เฮ้ย! ใจเย็นๆ! อีกแค่ 3 วันเอง!” “มึงเก่งแล้ว! วันนี้มึงเหนื่อยมาก พรุ่งนี้ก็สบายแล้ว!” “เดี๋ยวกูกลับไปนวดให้!” ผมกับเพื่อนๆ โรงเรียนมันก็เดินปลอบมันไปตลอดทางเลยครับ ตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตรในความมืดนั้น มีแค่เสียงฝีเท้าที่ลากไปกับพื้นถนน กับเสียงสะอื้นของโอเล่ย์เท่านั้น มันเป็นภาพที่สะเทือนใจมากครับ มันทำให้ผมตระหนักได้ว่า “สวรรค์” ของเราในวันนี้ มันถูกสร้างขึ้นบน “นรก” ของกองร้อย 1 นี่เอง จนกระทั่งเราเดินมาถึงจุดรวมพลขึ้นรถที่ปากทางถนนใหญ่ ครูฝึกที่รออยู่พอรู้ว่ามีคนร้องไห้ (โอเล่ย์) ก็รีบเข้ามาปลอบมันทันที “เฮ้ย! เป็นอะไร! ร้องไห้ทำไม! ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กัน! เหนื่อยเหรอ? เออ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็หาย” ครูฝึกตบไหล่มันเบาๆ แล้วก็พามันขึ้นรถจี๊ปเล็กกลับค่ายไปก่อนเลย หลังจากที่เราปีนขึ้นรถบรรทุกกลับมาถึงค่าย เราก็นำปืนไปคืนคลัง แล้วก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ โอ้โห... หลังจากคลุกฝุ่นมาทั้งวัน (ถึงแม้จะไม่ได้คลานแบบร้อย 1 ก็ตาม) การได้อาบน้ำมันคือที่สุดของความสบายแล้วครับ ผมรู้สึกเหมือนฝุ่นดินที่เกาะตัวมันละลายหายไปกับสายน้ำ มันสดชื่นมาก หลังจากเสร็จธุระส่วนตัว เราก็ลงไปหาซื้ออะไรกินที่ร้านค้าสวัสดิการ (ร้านเมียจ่า) เหมือนเดิม แล้วก็นั่งคุยกันเรื่องการฝึกในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของโอเล่ย์และกองร้อย 1 เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงเวลา 22:00 น. (สี่ทุ่ม) “ปรี๊ดดดดดด! รวม!” เราไปรวมกันบริเวณหน้าโรงนอน ครูปกครองร้อย 2 ของผม (คนใจดี) เห็นสภาพพวกเราที่ดูอิดโรย (ถึงแม้จะน้อยกว่าร้อย 1 ก็ตาม) แกเลยตะโกนบอกว่า... “เอ้า! ร้อย 2! วันนี้พวกเธอทำดีมาก! ครูให้พวกเธอนั่งพัก! นั่งลง! แล้วดูร้อย 1 มันสวดมนต์!” “เฮ!” พวกเรากองร้อย 2 ร้องเฮกันลั่น แล้วก็นั่งแปะลงกับพื้นทันทีครับ นั่งมองเพื่อนกองร้อย 1 ที่ต้องยืนตรงแน่ว สวดมนต์เสียงดังฟังชัดด้วยสภาพที่แทบจะยืนไม่ไหว มันเป็นความรู้สึกที่... สะใจเล็กๆ ปนสงสารหน่อยๆ ครับ หลังจากนั้นเราก็กลับขึ้นไปบนโรงนอน เวรรับผิดชอบตอนกลางคืนยังคงเหมือนเดิม มีแค่หมวด 4 ที่คืนนี้ไม่ต้องไปเฝ้าธงศูนย์ฝึก เพราะวันนี้เป็นเวรของกองร้อย 1 ที่ต้องรับผิดชอบแทน และวันที่ 2 ของการฝึกภาคสนาม... ก็จบลงด้วยเสียงนกหวีดสัญญาณนอน “ปรี๊ดดดดดดดดดดดด” ผมนอนลงบนเตียง รู้สึกปวดขาตึบๆ จากการเดิน 5 กิโลเมตร แต่ก็ยังน้อยกว่ากองร้อย 1 มาก... พรุ่งนี้... วันที่ 3... ไม่รู้ว่าชะตากรรมของเราจะสลับกับกองร้อย 1 หรือไม่... ผมภาวนาในใจ “ขอให้สบายแบบวันนี้อีกวันเถอะ...”

Author Avatar
พิธีกรใส่แว่น
ชีวิตถูกขีดเป็นเส้นผ่านการเลือกของมนุษย์ เมื่อเลือกที่จะขีดเส้นไหนแล้ว ก็ไม่สามารถจะกลับไปขีดทับเส้นเดิมได้

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ