กุญแจ
กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนไกลแสนไกล
ปราสาทเวียงไชยใหญ่โตภูมิฐาน ตั้งอยู่ในโอบล้อมแห่งเทือกภูเขา อาณาเขตโดยรอบดกดื่นทิวแมกไม้ ลำแควฉ่ำเย็นทอดแขนเหยียดยาว ร่มรื่นแหละสงัดวิเวก
ยามเช้าแดดอ่อนอุ่น นกกาขานร้อง ดึงเจ้าหญิงเจ้าชายคืนจากนิทราหลับใหล เจ้าหญิงเจ้าชายประแป้งแต่งองค์ ออกประพาสเนินไศลป่าลำเนา หัวใจร่าเริงสดชื่น วิ่งเล่นจนลืมเหนื่อยเมื่อยล้า ท้องลั่นโครกครากจึงปลิดส้มสูกลูกไม้ แบ่งปันกันกินเอร็ดอร่อย
แดดบ่ายสาดซ่านความร้อนระอุ สองร่างเล็ก ๆ ดำว่ายตีโป่งในคุ้งแคว กุ้งปลาน้อยใหญ่ตระหนกตกใจ แตกฮือตื่นหนีเป็นฝูง
ก
ฟ้ายังพลบไม่ใสสาง แต่ที่หน้าต่าง เด็ก ๆ ยืนสลอนตาเต้งเป่งกันถ้วนหน้า
ตัวเล็กหัวโผล่ไม่พ้นกรอบหน้าต่าง สู้เขย่งเก็งกอยยืดปลายเท้า ตัวโตก็ฉวยน้องขี่บ่า ทำอกครูเต้นตึกตักตุ้มต่อม เกรงน้องน้อยพลัดร่วงจากบ่าพี่ตัวโต
เด็ก ๆ ชะเง้อแลไปยังประตูรั้ว ปากก็ถามไถ่ให้แซดแซ่ว่ามาถึงแล้วหรือยัง เม็ดทรายแต่ละเม็ดค่อย ๆ เล็ดร่วง ไม่ทันใจซึ่งตะบึงไปไกลลิบลิ่ว เด็ก ๆ รุ่มร้อนใคร่พลิกขวดนาฬิกาทราย ครูเพียรปลอบเด็ก ๆ ให้คลายกระวนกระวาย
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งจักรยานปานมนตร์วิเศษ ปัดป่ายจอแจแซดแซ่ของเด็ก ๆ เงียบฉี่เป็นปลิดทิ้ง กังวานแผ่วเบาโถมเร้าน้ำหนักเสียงทีละนิด สะกดเด็ก ๆ เจียนลืมหายใจ
จนภาพจักรยานปรากฏแก่คลองสายตา มนตร์วิเศษพลันสิ้นขลัง ทำนบอดกลั้นของเด็ก ๆ ถึงกาลระเบิด ต่างตะโกนตะเบ็งมาแล้ว มาแล้ว... ทั้งกระโดดกระเต้นดีอกดีใจ
ชายหนุ่มบนหลังอานโบกไม้โบกมือตอบเสียงโห่ต้อนรับ ตะแกรงท้ายจักรยานบรรทุกกล่องกระดาษใบเขื่อง ความรู้สึกเด็ก ๆ มันคือกล่องวิเศษ สำหรับชายหนุ่ม เด็ก ๆ ยกเขาเป็นพ่อมดขมังมนตร์
1
แม่เห่กล่อมด้วยสารพันนิทาน ราวกับเป็นเจ้าของเหมืองอันสายแร่นิทานไม่เคยแล้ง
บางเมื่อบางยาม แม่ปัดฝุ่นนิทานเก่าเก็บ นำกลับมาฉายซ้ำ หมายถึงแม่ประสงค์ตอกเตือนหมุดอะไรสักอย่างลงหัวใจผม (จนบัดนี้ ผมยังฉงนคาใจ)
แม้นกระนั้น ไม่ว่านิทานที่แม่ขับกล่อมแต่ละคืน จะสดใหม่หรือผ่านหูมาแล้วก็ตาม ผมรู้สึกว่าโลกแห่งนิทาน ซ้อนเกยเหมาะเจาะกับโลกแห่งความเป็นจริง
วามไฟวาบไหวจากตะเกียง สัมผัสแห่งมือนุ่มละไมยามลูบศีรษะ แหละโลมเล้าจากน้ำเสียงแผ่วหวาน การขยายตัวของโลกแห่งนิทานจึงใช้เวลาไม่นาน
ในอ้อมกอดอบอุ่นของแม่ ผมเคลิ้มลอยกับโลกของเทวดานางฟ้า เจ้าหญิงเจ้าชาย อัศวิน อสูรตาเดียว ยักษ์ พระฤษี มังกรสามเศียร นกหัสดีลิงค์ ต้นไม้พูดได้ ดาบกายสิทธิ์ เกราะรุ้งเจ็ดสี
ข
ท่ามกลางดวงตาแป๋วแหววที่จ้องจดไม่ลดละ ชายหนุ่มประจงหยิบสิ่งของออกจากกล่อง นำมาประกอบขึ้นรูปทรง
ครั้นเติมชิ้นส่วนตัวสุดท้าย ปราสาทเวียงไชยก็ยืนอวดโฉมสง่า ตกเสียงอื้อฮือจากปากน้อย ๆ จนเอ็ดอึงตลอดห้อง
เด็ก ๆ ไม่ทันพักหายใจ ตื่นตาตื่นใจระลอกใหม่ก็ทะลักตาม เมื่อชายหนุ่มเสกเจ้าหญิงกับเจ้าชายออกมาอวดรูปโฉม
รออึดใจใหญ่จนขบวนตีปีกพั่บพั่บซากิริยาอาการ ชายหนุ่มเป่ามนตร์พรวดเพี้ยง พริบตานั้น ตุ๊กตาเจ้าหญิงเจ้าชายเขยื้อนไหว เสมือนมีชีวิตวิญญาณ เด็ก ๆ เบิ่งตาตะลึง แม้นครูก็พลอยตื่นตาต่อภาพปรากฏตรงหน้า
ห้วงยามนั้น หัวจรดท้ายห้องบังเกิดโลกอีกใบทาบซ้อน
นอกคูกำแพง คลาคล่ำส่ำสัตว์ทั้งจตุบาททวิบาท อันเป็นเพื่อนเล่นหัวกับเจ้าหญิงเจ้าชาย
เหล่าผีเสื้อแมลงปีกบาง บินยั่วให้เจ้าหญิงไล่จับ กระรอกกระเต็นก็เทือกเดียวกัน เข้าใกล้เจ้าหญิงแล้วเผ่นแผล็ว ก้นน้อยจึงฟาดจ้ำเบ้า สองมืองับเจอะแต่อากาศธาตุ เจ้าหญิงหน้าเง้ากระฟัดกระเฟียด แต่ชั่วลัดนิ้วเดียวก็หายงอน ลุกขึ้นไล่เพื่อนสัตว์แมลงจนแก้มแดงเรื่อ
เจ้าชายไม่ไยไพประดาสัตว์เล็กจ้อย ชอบคลุกคลีหมู่โคถึกมฤค ปล้ำรัดฟัดเหวี่ยงประลองพละกำลังอย่างสนุกสนาน แม้นหอบตัวโยนไม่ยินยอมราข้อ
จนดวงตะวันเร้นตัวลับทิวเขา เจ้าหญิงเจ้าชายตัดใจไหวมือหย็อย ๆ จูงก้อยคล้อยคืนปราสาทเวียงไชย เฉกส่ำสัตว์ที่แยกย้ายกลับเคหาสน์ลำเนา
ล้วนอิ่มเอมกับการละเล่นทั้งสัตว์ทั้งคน
2
แม่จากไปในเช้าวันหนึ่ง ทิ้งสารพันนิทานแทนลูกกุญแจไขประตูปริศนา เพียงผมสอดลูกกุญแจ ผลักบานประตูแหละเดินเข้าไป ปริศนาทั้งปวงจะได้รับการชำระ เปลื้องตัวผมจากแอกคาแห่งความอนธการ
ผมไม่เคยเฉียดใกล้ประตูบานนั้น หนำซ้ำยังเถิบให้ห่าง แต่ยิ่งแถกไถดิ้นรน ภาพการต่อสู้ผจญภัยของตัวละครในนิทานกลับจะยิ่งพอกพูน จับเกรอะเป็นฝุ่นสนิมในห้วงทรงจำ
ประตูปริศนาถูกผนึกตาย เพราะผมหวาดกลัวต่อคำตอบหลังบานประตู รวมถึงไม่อาจตัดอาลัยเศษเสี้ยวของวันวาน จึงกอบเก็บเศษกระจัดกระจายขึ้นมาทะนุถนอม
(วันวาน = วันที่มือนุ่มละไมลูบศีรษะ วันที่น้ำเสียงแผ่วหวานปลอบประโลม แหละวันที่ในอ้อมกอดอบอุ่น แสงตะเกียงค่อย ๆ ริบหรี่จนมอดไฟ)
ค
เด็ก ๆ ยกมือปกหน้าทั้งหลับตาปี๋ เจ้าตัวเล็กเผ่นซบอกครูจ้าละหวั่นพัลเก บ้างปลุกขวัญกำลัง หรี่ตาลอดง่ามนิ้วมือ ครั้นดวงตาสีเขียวปั๊ดจ้องตอบ ง่ามนิ้วที่อ้าถ่างหับขวับทันควัน ทว่าประสาเด็กไม่อาจรั้งทานแรงรึงเร้า ดังนั้นทั้งที่ยังพรั่นประหวั่น สองมือค่อย ๆ ต่ำตก แต่ปราการพร้อมยกปิดป้องทุกเมื่อ
เจ้าของดวงตาเขียวปั๊ด สาดประกายกร้าวราวจะกินเลือดเถือเนื้อนับสิบคู่มิใช่ใครอื่น แต่คือส่ำสัตว์เพื่อนเล่นหัวของเจ้าหญิงเจ้าชาย
ไร้ผีเสื้อแมลง ไร้กระรอกกระเต็น มีก็แต่แมลงปีกคมแหละสัตว์ร้ายฟันเหยียดยื่น มิพักเอ่ยถึงหมู่โคถึกมฤค ซึ่งจำแลงมาในคราบไคลน่าสะพรึง
อสุรกายหนอกแน่นตึงกล้ามกำยำ เลือดเนื้อเปี่ยมพละกำลัง ลมหายใจหอบฟืดฟาด กีบตีนตะกุยแผ่นดิน จักแหล่นเอาเขาขวิดทะลวงสิ่งกางกั้น
เด็ก ๆ แขม่วท้อง หายใจอย่างแผ่วเบา ด้วยเกรงจะล่วงสู่คลองโสตอสุรกาย กลัวทั้งกลัว เด็ก ๆ มิวายปันกำลังใจให้เจ้าหญิงเจ้าชาย
บรรยากาศอึดอัดแผ่คลุมโลกใบเล็ก ครูสู้เตรียมใจล่วงหน้า น้ำตายังแต้มเต็มใบหน้า มองทะลุไปเบื้องหลังฉาก สบดวงตาแดงก่ำคู่นั้น ครูพบว่าชายหนุ่มก็รวดร้าวปานกัน
3
ระยะห่างระหว่างผมกับประตูบานนั้นชั่วมือคว้า ตราบบัดนี้ ผมเพิ่งสบโอกาสมองมันกระจะตา
กรอบลายไม้เลือนจาง ตะกรันฝุ่นกรังเกรอะ หยากไย่ เสี้ยนไม้ รอยแตก ขี้สนิมบนบานพับแหละเขรอะรูกุญแจ
จู่ ๆ อาการหวาดกลัวก่อตัวเป็นเมฆคลุ้ม ผมผงะซวดเซห่างบานประตู สารพัดสารพันนิทานของแม่ หนึ่งเท่ากับลูกกุญแจไขคำตอบที่ตำใจตลอดมา อีกหนึ่งเท่ากับสลักกล่องนิรภัย อันซุกงำความทรงจำอย่างมิดชิด
เมื่อบิดลูกกุญแจเปิดประตู ปริศนานอกจากคลี่คลาย สลักนิรภัยย่อมจะถูกปลดวาง ผมไม่เพียงหวาดจนต่อคำตอบ ยังเกรงว่าความทรงจำในกล่องที่เปิดอ้า อาจถูกหัตถ์แห่งกาลเวลาลักขโมย
พร้อมกับการร่วงตกพื้นของลูกกุญแจ โลกแห่งนิทานหยุดเคลื่อนไหว ด้วยแรงมือของผมอ่อนเปลี้ย จนปัญญาฉุดชักตัวละครให้กระโจนโลดเต้น ต่อดวงตาซื่อใส ผมสำนึกถึงความอ่อนแอของตัว อับอายแว่นขาวของเด็ก ๆ ซึ่งส่องเห็นผมเป็นพ่อมดขมังมนตร์
ก่อนเมฆเทาจะทาบเงากักผมในห้วงอนธการอย่างถาวร ภาพของแม่พลันฉายโพลง กวาดเมฆร้ายให้พลัดพราย วินาทีเอื้อมมือรับลูกกุญแจจากแม่ ผมบังเกิดมานะ ต่อให้คำตอบหลังบานประตูจะทำร้ายบอบช้ำ ต่อให้ภายหน้าความทรงจำจะพร่ามัว ผมต้องเปิดประตู มิใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเด็ก ๆ เหล่านั้น
..........
..........
..........
ผมก้าวเท้าเข้าประตู ปริศนาคลายเงื่อนปม ไยแม่จึงจากไป ทิ้งไว้เพียงสารพันนิทานแทนบอกขานตรง ๆ
คำตอบที่ได้อาจทำหัวใจบอบช้ำ ทว่านิทานของแม่ เสมือนภูมิต้านทานจนผมสามารถทนรับไหว
เพลงเจ้าหญิงเจ้าชายกับส่ำสัตว์ร้ายกลับมาบรรเลง ผมตระเตรียมส่งมอบลูกกุญแจแก่เด็ก ๆ
ง
เด็ก ๆ คงฉงน ค่าไม่มีนิทานเรื่องอื่นใด เจ้าหญิงเจ้าชายจะเพลี่ยงพล้ำ
ความสงสารก่อตัวจับเต็มขั้ว ต่อสมองก้อนน้อย ๆ ภาพนามธรรมที่แลเห็น คงยากเย็นเกินแปรเป็นรูปธรรม
เจ้าหญิงเจ้าชายวิ่งหน้าตื่น ส่ำสัตว์อสูรร้ายไล่กวดหลัง เด็ก ๆ ส่งเสียงแจ้วช่วยลุ้น ครั้นเจ้าหญิงเจ้าชายล่วงถึงแนวกำแพงแน่นหนา เด็ก ๆ ระเบิดอัดอั้น กระโดดกระเต้นตะเบ็งตะโกน
ฉันแอบใบหน้าหลังฝ่ามือ ไม่ปรารถนาให้เด็ก ๆ เห็นน้ำตาที่เกลื่อนแก้ม ตัวเล็กหลายคนโผเข้ามา ฉันใช้หลังมือปาดน้ำตา อ้าแขนโอบกอดพวกเขาเอาไว้
ชายหนุ่มเก็บของคืนกล่องกระดาษ แม้นเป็นแค่นักเล่านิทาน ไม่ใช่พ่อมด ไม่มีกล่องวิเศษ ไร้เวทมนตร์เยียวยาความป่วยไข้ อย่างน้อยนิทานของเขาจึงไม่ผิดกับวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน ในวารวันที่ไม่มียาใดสามารถทำลายเชื้อร้ายในร่างกายเด็ก ๆ
ฉันเชื่อมั่นเช่นนี้
ปราสาทเวียงไชยยืนหยัดโดยลำพัง ภายในวงโอบของภูเขาลำเนาป่า
เจ้าหญิงไร้คทากายสิทธิ์ ซึ่งสามารถเสกแมลงสัตว์ร้ายให้กลับมาเป็นเพื่อนตัวเล็กผู้น่ารัก เจ้าชายมือเปล่าไร้ดาบวิเศษ ไร้เกราะรุ้งเจ็ดสีกำบังกาย ส่วนพละกำลังก็เสื่อมถอย ไม่อาจเปรียบร่างแกร่งกำยำของโคถึกมฤค มีเพียงคูกำแพงปกป้องเจ้าหญิงเจ้าชายจากภยันตราย
เจ้าหญิงตัวเล็ก ๆ กับเจ้าชายตัวเล็ก ๆ ยังคงรอวันส่ำสัตว์จะกลับมาหยอกเหย้าเล่นหัวดั่งกาลก่อน
นิทานเรื่องนี้...
- นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น