ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 4

ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 4

“นี่มันกลิ่นหอมของอะไรกัน เจ้าได้กลิ่นเหมือนกันหรือไม่จวินเย่า?” หลานเยวียนเอ่ยถามพลางทำจมูกฟุดฟิดไปด้วย จวินเย่าสะดุ้งตัวโยนทันใดก่อนจะหันไปมองพี่ชายของตัวเองด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม “คงจะเป็นกลิ่นดอกไม้ที่อยู่แถว ๆ นี้กระมังท่านพี่” “นรกอเวจีเช่นนี้จะไปมีดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหวานได้อย่างไรกัน?” เขาว่าพลางเดินไปเดินมา พยายามเสาะหาต้นตอของกลิ่นที่โชยมาเข้าจมูกของตนเอง ทั้ง ๆ ที่จวินเย่าเก็บบุปผาสวรรค์ไว้ในห้องของตนเองอย่างมิดชิดแล้วแท้ ๆ ทว่ากลิ่นกลับยังโชยออกมา อานุภาพของมันช่างรุนแรงเสียยิ่งกว่าดอกหอมหมื่นลี้เป็นหลายเท่าตัว แล้วด้วยเหตุนั้นเขาจึงรีบพูดเปลี่ยนประเด็นทันใด “ตอนนี้สงครามระหว่างเผ่ามารกับเผ่าสวรรค์เป็นเช่นไรบ้างแล้วขอรับ?” พี่ชายทั้งสี่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันหน้ามามองเขาเป็นตาเดียว ดวงตาแต่ละคนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เพราะไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าคนอย่างจวินเย่าจะสอบถามเรื่องที่เป็นงานเป็นการกับเขาด้วย “ไม่สู้ดีนัก” “หมิงเยี่ยน” เสวียนหลิงเอ่ยปรามน้องชายคนกลางของตนเอง ถึงแม้ว่าอันที่จริงแล้วสิ่งที่เขาพูดมาจะเป็นความจริงก็ตาม ต้องยอมรับว่าหลังจากที่สูญเสียเสด็จพ่อไปทุกอย่างก็ดูจะย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นแรงศรัทธาของเหล่าอสูรที่มีต่อราชนิกุลเผ่ามารทุกคน หรือความเชื่อมั่นในพลังของมารทั้งห้าที่น้อยลงไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันเผ่าสวรรค์ก็เหมือนจะได้รับพรจากพระเจ้า นอกจากกำลังรบจะมากกว่าฝั่งเราเป็นเท่าตัวแล้ว มหาเทพสวรรค์ที่เขาร่ำลือกันว่าถือกำเนิดมาเพื่อฆ่าล้างเผ่ามาร ก็เหมือนจะปรากฏตัวแล้วอีกต่างหาก เสวียนหลิงไม่อยากให้พวกน้องชายของตนเองเป็นกังวล จึงขอให้เรื่องนี้มีแค่เขากับหมิงเยี่ยนรู้กันเพียงแค่สองคนพอ “ท่านพี่ได้โปรดบอกตามความจริง พวกเราเป็นพี่น้องมารทั้งห้า หากไม่จริงใจต่อกันมีแต่จะทำให้แผ่นดินล่มจม” จวินเย่าเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสุขุม แววตามุ่งมั่นจริงจังแบบที่พวกพี่น้องไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขานิ่งอึ้งไปสักพักก่อนจะเป็นหมิงเยี่ยนที่เอ่ยขึ้นมา “พวกเราสูญเสียกำลังรบไปจำนวนมาก อสูรมากมายที่ถูกส่งไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ต่างขอถอนตัวเพราะหวาดกลัวความตาย และที่สำคัญ...ผลึกปีศาจที่เป็นแหล่งพลังงานของพวกเราก็กำลังอ่อนกำลังลง-” “หมิงเยี่ยน ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก” “หากท่านกำลังมองหากำลังรบ ให้ท่านเดินทางไปทางทิศเหนือ ที่นั่นมีมารจิ้งจอกทมิฬหลบซ่อนอยู่ พวกเขาอพยพกันมาจากทางทิศใต้ เพราะโดนพวกเผ่ามนุษย์ล่าเพื่อถลกหนังไปขายในตลาด หากพวกท่านยื่นข้อเสนอว่าจะช่วยเหลือและให้ที่ซุกหัวนอนแก่พวกเขา สิ่งที่จะได้รับกลับมาเป็นค่าตอบแทนคือความจงรักภักดี” เขาเคยอ่านเจอมาในนิยายที่บรรยายเกี่ยวกับชนเผ่าต่าง ๆ ที่อาศัยกระจัดกระจายกันอยู่ในดินแดนปีศาจ หนึ่งในนั้นก็คือจิ้งจอกทมิฬ ลักษณะภายนอกเหมือนสุนัขจิ้งจอกทั่วไป ทว่ากลับมีเส้นขนเป็นสีดำล้วนทั่วทั้งตัว นัยน์ตาสีแดงฉาน รักพวกพ้องและจงรักภักดี พีทชื่นชอบฉากที่บรรยายเกี่ยวกับชนเผ่านี้มาก เลยสนใจเป็นพิเศษจนถึงขั้นต้องแปะโพสต์อิทเอาไว้เพื่อกลับไปย้อนอ่านอีกครั้ง “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?” เป็นหลิงหลิงที่เอ่ยปากถามออกมา ตอนนี้ทุกสายตากำลังจดจ้องมาที่จวินเย่าเป็นตาเดียว นอกจากจะประหลาดใจที่จวินเย่าสนใจในเรื่องของการบ้านการเมืองแล้วนั้นไซร้ ยังออกความคิดเห็นที่ดูจะเข้าท่าเข้าทางในที่ประชุมอีกต่างหาก พี่น้องทั้งสี่หันไปมองหน้ากันอย่างเหลือเชื่อ “ท่านหมอเขาให้ยาอะไรเจ้ากินเข้าไปกันแน่ ผลข้างเคียงช่างล้ำเลิศเสียจริง” หลิงหลิงว่าต่อพลางเดินมาตรวจสอบร่างกายของน้องชายอย่างใคร่รู้ “มิใช่ว่าเป็นเพราะมนต์หลับใหลของพวกนางพยากรณ์ที่ร่ายใส่เขาหรอกรึ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขาก็ผิดแปลกไปเลย พวกเจ้าคิดเหมือนกันหรือไม่?” หลานเยวียนเอ่ยพลางเหลือบมองมาที่จวินเย่า เจ้าของใบหน้าสวยชะงักทันใด เขาแค่อยากเสนอหนทางแก้ไขปัญหาที่พวกเจ้ากำลังพบเจอ ไม่ได้ต้องการให้มาสงสัยตัวตนที่เปลี่ยนไปของเขาสักหน่อย นี่คนเขาพยายามช่วยพวกเอ็งอยู่นะเว้ย!! “หมิงเยี่ยน” “ขอรับท่านพี่” “ส่งหน่วยสอดแนมไปตรวจสอบทางทิศเหนือ หากพบเจอเผ่าจิ้งจอกทมิฬที่ว่าให้รายงานกลับมาทันที” เสวียนหลิงเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “จบประชุมเพียงเท่านี้” เขาเดินจากไปโดยไม่ได้ทิ้งท้ายอะไรต่อ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับจวินเย่า แม้ภายนอกเสวียนหลิงจะดูเย็นชาทว่ากลับไม่เมินเฉยต่อความคิดเห็นของใคร หากเขาเล็งเห็นว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เสวียนหลิงพร้อมที่จะรับฟังเสมอ “ท่านหมอหลวงช่างเก่งกาจเสียจริง” หมิงเยี่ยนเอ่ยขึ้นมาพลางมองหน้าของจวินเย่าไปด้วย แล้วจึงเดินออกจากห้องประชุมไปเพื่อทำตามคำสั่งของพี่ใหญ่ “แหม ๆ ท่าทางของเจ้าในตอนนี้ทำให้ข้าหวนคิดถึงเจ้าในวันเก่า ๆ เลยนะเนี่ย เจ้าจวินเย่าแสนซนของข้า” ว่าพลางเอื้อมมือมาลูบหัวของจวินเย่าด้วยใบหน้าติดทะเล้น คนผู้นี้แม้ภายนอกจะมองดูเป็นคนสุขุม ทว่าจริง ๆ แล้วกลับเป็นคนที่ชอบกวนประสาทผู้อื่นเป็นงานอดิเรก “เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมันก็ดีอยู่หรอก แต่จวินเย่าเอ๋ย เหมือนเจ้าจะลืมบางสิ่งไปนะ” หลิงหลิงเอ่ยพลางเดินเข้ามาใกล้จวินเย่าเรื่อย ๆ “อะไรหรือขอรับ?” “อย่ามาทำเป็นไขสือ เจ้าขโมยโลหิตสิ้นวาจาของข้าไปมิใช่หรือ ไหนบอกว่าจะหามาคืนให้ข้าภายในไม่กี่วันอย่างไรเล่า? นี่ก็ผ่านมาหลายเพลาแล้วข้ายังไม่เห็นโลหิตที่ว่าเลย” จวินเย่าทำหน้าตาเลิ่กลั่กก่อนจะกล่าวตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พอดีข้าสติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่เลยเผลอลืมไปชั่วขณะ ต้องขออภัยท่านพี่ด้วย ไว้ข้าจะหามาคืนให้ขอรับ” “พรุ่งนี้รุ่งสาง” “ขอรับ?” “พรุ่งนี้ตอนรุ่งสางต้องมีโลหิตสิ้นวาจาวางเอาไว้บนโต๊ะทำงานของข้า หากไม่มี...เจ้านั่นแหละที่จะต้องเป็นคนที่ได้สิ้นชีวาแทน” เอ่ยจบก็เดินออกจากห้องประชุมไปอีกคน จวินเย่าคิ้วขวากระตุกทันใด เป็นลางสังหรณ์บอกเหตุว่าตนเองกำลังจะได้ประสบพบเจอกับเรื่องโชคร้าย “โลหิตสิ้นวาจางั้นรึ? ส่วนผสมสำคัญของยาพิษที่หลิงหลิงใช้อยู่เลยนี่ ไม่แปลกเลยที่เขาจะอารมณ์เสียขนาดนั้น สู้ ๆ เข้าละน้องชาย อย่าตายเสียก่อนละ” จวินเย่าหันไปมองหน้าอีกฝ่ายทว่าฝีเท้าของหลานเยวียนกลับว่องไวเสียยิ่งกว่าลมกรด ตอนนี้จึงมีเพียงแค่เขาที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ “โลหิตสิ้นวาจา...? มันอยู่ตรงส่วนไหนของนิยายวะ” เขาเอ่ยพึมพำก่อนจะเดินออกมาด้านนอก ใบหน้าเคร่งเครียดเพราะกำลังขุดคุ้ยความทรงจำในสมองเกี่ยวกับเรื่องโลหิตสิ้นวาจา ในนิยายมีบรรยายเกี่ยวกับส่วนผสมของยาพิษที่หลิงหลิงใช้อยู่บ้าง แต่เขาไม่ค่อยสนใจเพราะส่วนตัวแล้วรู้สึกกลัววิชามารพิษของหลิงหลิงที่สุด เลยพยายามอ่านข้าม ๆ ไป ทว่าการทำแบบนั้นกลับมอบความทุกข์ใจอย่างหนักหนาให้เขาในตอนนี้ “แม่จ๋า” เสียงประหลาดนั่นดังขึ้น เล่นเอาขนทั่วทั้งตัวของจวินเย่าพากันลุกชูชัน เขาเหลือบไปมองรอบด้าน ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า เขาไม่รอช้ารีบเร่งฝีเท้าทันใดทว่าเสียงนั้นก็ยังดังไม่หยุด “แม่จ๋า รอหนูด้วย” จวินเย่ายกมือขึ้นมาอุดหูทันใด ทำไมพวกผี วิญญาณแถวนี้มันถึงได้ดุขนาดนี้กันวะ? เขาคิดแล้วกำลังจะเปิดประตูเข้าห้องของตัวเองไป “แม่จ๋า หนูเจ้าขาวของแม่ไง” สิ้นประโยคนั้นจวินเย่าก็ชะงักฝีเท้าแล้วรีบหันไปมองตามต้นเสียงทันที ก่อนจะพบเข้ากับร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งที่มีนัยน์ตาสีเหลืองทอง ผิวขาวผ่องเป็นยองใย หน้าตาน่ารักน่าชัง เนื้อตัวอวบอ้วนน่าฟัดยิ่งนัก จวินเย่าไม่รอช้ารีบอุ้มเจ้าตัวเล็กเข้าอ้อมกอดแล้วพาเข้าไปในห้องทันที “มังกรน้อยเหรอ?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เด็กน้อยพยักหน้าพลางส่งยิ้มกว้าง “หนูเอง” น้ำตาแห่งความปลื้มปีติยินดีแทบหลั่งริน จวินเย่าเข้าสวมกอดร่างน้อย ๆ นั่นแล้วสูดดมกลิ่นหอมด้วยความคะนึงหา ไม่คิดเลยว่าเจ้ามังกรน้อยตัวนั้นจะวิวัฒนาการเป็นร่างมนุษย์ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ “แล้วหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง พ่อไปไหน?” ว่าพลางอุ้มเด็กน้อยมาไว้บนตัก “ท่านพ่อไม่ว่าง เลยให้หนูมาอยู่กับแม่” ว่าพลางเอาหัวมาคลอเคลียอย่างรักใคร่เฉกเช่นเดียวกับตอนที่ยังมีร่างเป็นมังกรตัวจิ๋ว มือเรียวลูบหัวเด็กน้อยอย่างอ่อนโยนก่อนจะบ่นพึมพำ “เพราะตัวเองติดธุระก็เลยเอาลูกมาฝากคนอื่นเลี้ยงสินะ เห็นกูเป็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กหรือไง” แม้ว่าปากจะบ่นทว่ามือกลับยังโอบกอดร่างน้อย ๆ นั่นเอาไว้อย่างรักใคร่ กอดหอมเจ้าตัวเล็กอยู่สักพักก่อนจะถอนหายใจเสียงดังอย่างหนักอกหนักใจ “เฮ้อ...” “ท่านแม่เป็นอะไร?” “เรียกพี่ได้มั้ย? เดี๋ยวพ่อหนูมาได้ยินเข้าก็โกรธเอาหรอก” จวินเย่ากล่าวไปพลางบีบแก้มของเด็กน้อยไปพลาง “พ่อไม่โกรธ พ่อชอบ” จวินเย่าเลิกคิ้วกับคำตอบของเด็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แล้วบ่นออกมาเพื่อระบายความทุกข์ที่อยู่ในใจต่อ “หลิงหลิงต้องการโลหิตสิ้นวาจาก่อนเช้ามืดวันพรุ่งนี้ แต่จะให้ไปหาจากไหนมาให้ล่ะ ในเมื่อกูจำไม่เห็นได้เลยว่ามันคือเลือดของตัวอะไร” เขาว่าพลางเอาหน้าไปซุกกับพุงน้อย ๆ นั่นเพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเอง มือเล็กตบปุ ๆ ที่ศีรษะราวกับกำลังปลอบประโลม “ไม่เป็นไรนะท่านแม่ เดี๋ยวหนูให้พ่อช่วย” จวินเย่าเงยหน้าขึ้นมามองอย่างประหลาดใจ ก่อนจะเอาหน้าซุกพุงของเจ้ามังกรน้อยต่อไป “จริงสิ จะเรียกเจ้าขาวต่อไปก็ใช่เรื่อง สรุปแล้วพ่อเขาตั้งชื่อให้หนูว่าอะไรละ?” ถามออกไปอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ทราบดีอยู่แล้วว่าชื่อของพระเอกของเรื่องก็คือ เทียน เฟิงตี้ “พ่อเรียกหนูว่าเสี่ยวเฟิง แต่แม่จะเรียกหนูว่าเจ้าขาวก็ได้ หนูชอบหมดเลย” จวินเย่ามองเด็กน้อยด้วยสายตาเอ็นดู ราวกับเขาเป็นลูกน้อยของตัวเอง ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข จนกระทั่ง... “ท่านพ่อมาแล้ว” หูของเสี่ยวเฟิงกระดิกเล็กน้อยก่อนจะพูดประโยคนี้ขึ้นมา เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างบานหนึ่งในห้องของจวินเย่าทันใด ก่อนจะโบกมือทักทายบิดาของตนเอง “ท่านพ่อ” เอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงเบา ๆ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน แล้วจะทำให้ท่านแม่ (?) ของเขาต้องเดือดร้อน ช่างเป็นเด็กที่รู้ความเสียจริง เทียน อวี้จวิน ที่แปลงกายเป็นนกฮูกสีขาวตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามาในห้องของจวินเย่าผ่านบานหน้าต่าง ไม่วายเข้ามาเกาะที่ไหล่เล็กแล้วจ้องมองใบหน้าสวยนั่นอยู่เนิ่นนาน “เอ่อ...เสี่ยวเฟิง นี่พ่อหนูแน่ใช่มั้ย?” เขาถามเพื่อความแน่ใจ “ขออภัยที่เสียมารยาท” นกฮูกตัวนั้นเอ่ยออกมาก่อนจะบินไปเกาะบริเวณขอบหน้าต่างแทน น้ำเสียงนั้นจวินเย่าจำได้ดี เป็นเสียงของเทียน อวี้จวินไม่มีผิดเพี้ยนไปแน่นอน เขาลอบถอนหายใจก่อนจะเข้าไปอุ้มร่างของเสี่ยวเฟิง แล้วกล่าวคำอำลา “พ่อมารับกลับบ้านแล้ว ไว้มีโอกาสมาเจอกันใหม่นะตัวเล็ก” ว่าพลางหอมแก้มยุ้ย ๆ นั่นของเสี่ยวเฟิง แล้วเดินอุ้มไปส่งมอบให้กับนกฮูกตัวนั้น คราแรกจวินเย่ารู้สึกฉงนยิ่งนัก หากอีกฝ่ายแปลงกายเป็นนกเพื่อปลอมแปลงตัวตนแล้วนั้น เขาจะพาบุตรชายอย่างเสี่ยวเฟิงกลับแดนสวรรค์ไปได้อย่างไร ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของเสี่ยวเฟิงก็เปล่งประกาย ก่อนที่ร่างของเด็กน้อยจะแปรเปลี่ยนเป็นร่างมังกรตัวจิ๋ว เสี่ยวเฟิงในร่างมังกรเลื้อยไปกองอยู่บนเส้นขนหนา ๆ ของนกฮูกตัวนั้นทันที สร้างความตื่นตาตื่นใจให้จวินเย่าไม่น้อยเลยทีเดียว “ขอบคุณสำหรับวันนี้ นี่ของขวัญสำหรับเจ้า” ว่าจบก็บินจากไปพร้อมทิ้งกล่องไม้ปริศนาเอาไว้ใบหนึ่ง จวินเย่าพยายามจะปฏิเสธทว่ากลับไม่ทัน อีกฝ่ายดันหนีหายไปด้วยความเร็วแสงเสียก่อน เขานั่งพิจารณาเจ้ากล่องไม้นั่นอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจเปิดมันออก แล้วพบเข้ากับขวดแก้วสองใบที่มีขนาดแตกต่างกัน ด้านในบรรจุน้ำสีแดงสดเอาไว้ มีกระดาษใบหนึ่งเขียนข้อความเอาไว้ ความว่า... ‘โลหิตของสัตว์อสูรใต้ดิน หรืออีกชื่อเรียกหนึ่งคือโลหิตสิ้นวาจา สรรพคุณ เพียงดื่มเข้าไปเพียงหยดเดียว ราวกับลำคอถูกแผดเผาด้วยไฟนรก เส้นเสียงถูกทำลายทำให้พูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต เป็นส่วนผสมหลักของโอสถบางชนิด และยาพิษเพื่อทรมานศัตรู ปล.ขวดเล็กให้พี่ชายเจ้า ขวดใหญ่โปรดเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกจากข้า’ “ถ้าไม่ติดว่ากูเป็นผู้ชายคงคิดว่าเขาจีบกูอยู่นะเนี่ย” ว่าพลางหยิบโลหิตสิ้นวาจาขวดเล็กออกมาวางเอาไว้ด้านนอก เพื่อเตรียมเอาไปให้เทพมารแห่งพิษ โม่ หลิงหลิง พี่ชายคนที่สี่ของเขา ในยามรุ่งสางจวินเย่าก็นำโลหิตสิ้นวาจาไปวางไว้ให้หลิงหลิงตามที่อีกฝ่ายสั่งเอาไว้ ทว่าในตอนที่กำลังจะเดินออกมานั่นเอง ก็เดินสวนอีกฝ่ายเข้าพอดี “ได้มาหรือไม่ โลหิตสิ้นวาจาที่ข้าขอ?” จวินเย่ายกยิ้มทันใดก่อนจะผายมือไปที่โต๊ะทำงานของหลิงหลิง ที่ในตอนนี้มีขวดที่บรรจุโลหิตสัตว์อสูรใต้ดินเอาไว้จนเต็ม หลิงหลิงดวงตาเป็นประกายทันใด เขารีบวิ่งไปหยิบขวดใบนั้นมาส่องดูทันที “ปริมาณเยอะขนาดนี้เลยรึ? เจ้าไปทำอีท่าไหนมา ใช้วรยุทธ์อะไรถึงนำโลหิตของมันมาได้เยอะขนาดนี้?!” ท่าทางตื่นตาตื่นใจของหลิงหลิงทำให้จวินเย่ารู้สึกใจหล่นวูบ พูดแบบนี้แสดงว่าสัตว์อสูรใต้ดินที่ว่ามันมีฝีมือร้ายกาจถึงขนาดคนฝีมือกาก ๆ เช่นเขาไม่น่าจะเอาเลือดของมันมาได้ใช่หรือไม่? ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมถึงได้กล้ามาขอให้เขาไปเอามาให้อีก? (ถึงจะสมควรแล้ว เพราะจวินเย่าคนเก่ามันไปขโมยของเขามาก็เถอะ) “พอดี...มีสหายที่รู้จักเขาเอามาให้น่ะ” หลิงหลิงรีบปรี่เข้ามาหาจวินเย่าทันใดก่อนจะถามอย่างใคร่รู้ “สหาย? คนอย่างเจ้ามีคนคบด้วยงั้นรึ?” จวินเย่าแทบจะเอากำปั้นทุบหน้าพี่สี่ของเขา ทว่ากลับยับยั้งชั่งใจเอาไว้ได้ทัน หันไปส่งยิ้มหวานให้พลางเอ่ย “มีสิขอรับ ถ้าเช่นนั้นหากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน” ว่าพลางเดินออกมาจากในห้องของหลิงหลิงทันที กลัวว่าถ้าอยู่ต่อจะเผลอซัดหน้าไอ้เด็กเปรี้ยวบาทาคนนี้เข้าให้

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ