(เรื่องสั้น) ข้าพเจ้าชื่อยอดเยี่ยม
ข้าพเจ้าใคร่ครวญอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องนี้อย่างไรดี ด้วยข้อจำกัดอันมากมายที่เกิดแก่ตัวข้าพเจ้าจึงยากต่อการขยับปากพูด มือที่กำลังบันทึกอยู่ก็ใหญ่โตจนลายมือโย้เย้ คงดีทีเดียวหากผู้ผ่านมาพบเห็นจะพออ่านออกอยู่บ้าง
ตัวข้าพเจ้าเป็นเด็กชนบทที่เติบโตมากับท้องนาและกลิ่นโคลนสาบควาย เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่านกกาแลเสียงลมพัดรวงข้าวพริ้วไหว แว่วเรียกให้คนทุกหมู่เหล่าตื่นมาทำหน้าที่ของตน
"วันนี้ยายทำกับข้าวอะไรเหรอจ๊ะ"
ข้าพเจ้าถามหญิงชราที่นั่งโบกประกายไฟในเตาถ่าน แต่เพราะน้ำค้างยามเช้าที่แสงตะวันยังโผล่ไม่พ้นขอบฟ้า มีหรือถ่านชื้นๆ จะติดไฟเอาง่ายๆ
"ไอ้เยี่ยมเอ๊ย มัวแต่ห่วงกินไม่เห็นรึว่าข้าจุดไฟไม่ติด"
เยี่ยมคือชื่อย่อของข้าพเจ้าที่มาจากคำเต็มว่ายอดเยี่ยม แม่เล่าว่าก่อนข้าพเจ้าเกิดได้เลือกชื่อเด็กไว้กับพ่อมากมาย แต่พอปรึกษาหลวงตาแล้ว ท่านก็ให้ตั้งว่า 'ยอดเยี่ยม' จะได้เติบโตมาเป็นคนเก่งกล้า มากความสามารถ ฉลาดเฉลาหาเงินได้เยอะๆ
ตอนรู้ที่มาของชื่อ ข้าพเจ้ายังนึกในใจ นี่ไม่คาดหวังกับเด็กยังไม่ลืมตาดูโลกไปหน่อยรึ
ฟากพ่อแม่เห็นดีเห็นงามกับหลวงตา พอข้าพเจ้าคลอดก็แจ้งหมอโดยเร็วว่าชื่อของเด็กคือยอดเยี่ยม แล้วเล่าที่มาจนพวกพยาบาลที่อนามัยพากันล้อข้าพเจ้าตอนไปรับวัคซีน
ทว่ายายกลับส่ายหน้า ท่านดูไม่เห็นชอบกับความหมายของชื่อนี้เท่าใดนัก ข้าพเจ้าที่อดสงสัยไม่ได้เคยถามอยู่รอบหนึ่ง และท่านก็ตอบเพียงว่า 'แค่โตมาแข็งแรง ไม่เกเร เชื่อฟังพ่อแม่และยายก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว'
คำตอบนั้นยิ่งทำข้าพเจ้าสงสัย เช่นนั้นจะว่ายอดเยี่ยมได้อย่างไร ผู้คนมากหน้าหลายตาที่พากันออกจากหมู่บ้านไปทำงานในเมืองกรุงแล้วกลับมาพร้อมสร้อยเงินสร้อยทองสิ ถึงจะเรียกว่ายอดเยี่ยม
ความเห็นแย้งนั้นกินใจข้าพเจ้านานหลายสิบปี กระทั่งได้มาเป็นหนุ่มเมืองกรุง
ข้าพเจ้าเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังและสมัครเข้าทำงานที่บริษัทใหญ่โตในฐานะผู้จัดการแผนกขายประกัน หน้าที่ไม่มีอะไรมากนอกจากเกณฑ์คนมาเป็นลูกทีม สอนงานให้ และหมั่นทำยอดขายให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ เดือน ด้วยความไฟแรง ข้าพเจ้าคิดแผนส่งเสริมการขายจนพาบริษัทเติบโตในตลาดหุ้น ส่งผลให้พวกรุ่นพี่และเจ้านายพากันชื่นชม ทั้งหญิงและชายต่างเข้ามาขอทำความรู้จัก แลกช่องทางการติดต่อ แถมยังได้รับโอกาสเลื่อนขั้นตอนสิ้นปีอีกด้วย
ทว่าความสุขนั้นก็อยู่กับข้าพเจ้าได้ไม่นาน เมื่อแม่โทรมารบเร้าให้กลับบ้านไปดูอาการของยายที่ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ข้าพเจ้าปฏิเสธ สรรหาสารพัดคำอ้างมาใช้หลีกเลี่ยงไม่ให้ทางบ้านติดต่อมาอีก
จะทำไมเล่า ในเมื่อตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นคนกรุงโก้เก๋ มีรถนอกขับ มีสาวๆ คอยตามเทียวไล้เทียวขื่อ ขืนบอกชาติกำเนิดออกไปคงได้โดนดูแคลนเป็นแน่แท้
แม่และพ่อพยายามติดต่อข้าพเจ้าอีกหลายครั้งจนล้มเลิกไป ข้าพเจ้าเองก็หันเหความสนใจให้กับแสงสีและการงานที่มีแววว่าจะไปได้ไกล
ข้าพเจ้าหวังให้เป็นเช่นนั้น แต่โชคร้ายที่เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า
รุ่งโรจน์คือชื่อของพนักงานใหม่ที่เข้ามาหลังข้าพเจ้าสามปี เขามีความคิดล้ำหน้าและมองการณ์ไกล ทุกครั้งที่เข้าประชุมจะมีแต่คนชมเชย เห็นด้วย และเมินคำค้านของข้าพเจ้าราวกับตอนนี้ข้าพเจ้าไม่มีตัวตนในบริษัทแห่งนี้อีกแล้ว พวกลูกน้องในทีมเองก็พากันยกยอปอปั้นเขา จนหลายๆ ครั้งคำพูดคำจาเกินหน้าเกินตาขอบเขตที่ข้าพเจ้าทนไหว
สุดท้ายข้าพเจ้าก็เอาไปลงกับครอบครัว ทั้งโมโหโทโส ทั้งเกลียดชัง ทั้งเคียดแค้น ประหนึ่งพวกท่านทำผิดหนักหนา ทั้งที่ความจริงแล้วข้าพเจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโชคชะตาที่เปลี่ยนผันไปนี้เป็นความผิดของใคร
คืนหนึ่งหลังกลับจากงานเลี้ยงบริษัท หลังข้าพเจ้าเปิดประตูเข้าไปในห้องพักที่คอนโดมิเนียม เสียงโทรศัพท์ก็ดังเรียกเสียงจิ๊หลุดจากปาก ข้าพเจ้าหยิบมันขึ้นมาดูก็พบว่าบนหน้าจอปรากฏการแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับจากพ่อและแม่รวมกันกว่ายี่สิบสาย ทำให้ข้าพเจ้าต้องตัดสินใจกดรับสายปัจจุบันและสิ่งที่ได้ยินหลังจากนั้นก็คือคำพูดของแม่ที่ว่า
“ที่นาเราโดนหนูนากับแมลงบุกทำลาย พ่อไปกู้ยืมเงินจากชาวบ้านมาใช้ ตอนนี้เขามาตามทวงจนพวกพ่อกับแม่ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว นึกได้ก็แต่เอ็ง”
ตัวของข้าพเจ้าชาไปถึงใบหน้า ความรู้สึกที่ตามมาต่อจากนั้นคืออารมณ์โกรธรุนแรง จำได้แค่ว่าตะคอกใส่แม่จนห้องข้างๆ ต้องมาเคาะประตูเตือนให้เบาเสียง ได้ยินเสียงลมหายใจของตนดังฟืดฟาด เส้นเลือดข้างขมับเกร็งแน่นจนใบหน้าแข็งตึง ตั้งสติได้อีกทีปลายสายก็ตัดไปแล้ว
นับตั้งแต่นั้น ข้าพเจ้าก็โดนเพื่อนละแวกบ้านเก่าโทรมาทวงหนี้ที่พ่อแม่ของข้าพเจ้าไปติดเอาไว้แทบทุกเวลา เสียงเรียกเข้าฟังคล้ายเสียงของยมบาลเข้าไปทุกที เงินผ่อนคอนโดมิเนียมและรถยังไม่หมด ยังต้องหามาใช้หนี้ให้กับทางบ้านอีก แถมงานก็คิดไม่ออกจนโดนเจ้านายบ่นเช้าบ่นเย็น
วันหนึ่ง หลังทุกคนกลับจากบริษัทไปกันหมดแล้ว ข้าพเจ้าแบกหน้าเข้าไปขอความช่วยเหลือจากรุ่งโรจน์ หวังกู้เงินจากเขาไปปลดหนี้ให้ที่บ้านแล้วค่อยหาเงินมาคืนเขาอีกที แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำข้าพเจ้าเลือดขึ้นหน้า
“ทำไมผมต้องให้พี่ยืมด้วย พี่ไม่ตั้งใจทำงานทำเอง ไม่รับสายลูกค้าจนเขาโกรธเกือบยกเลิกงานกับบริษัท โดนเจ้านายด่าเดือดร้อนไปทั้งแผนกอีก ที่เขายังเก็บพี่ไว้ก็นับว่าบุญแล้ว พี่น่าจะไปเปลี่ยนชื่อเป็นยอดแย่มากกว่านะ”
จากนั้น มือของข้าพเจ้าที่กำรูปปั้นนักคิด [1] อยู่ก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เบื้องหน้าคือร่างของรุ่งโรจน์ที่นอนหัวแตก กะโหลกบุบอยู่ในสีหน้าเคียดแค้นและเพ่งมองมาที่ข้าพเจ้า
ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าก็พยายามซ่อนศพจนไปเจอวัดป่าแห่งหนึ่ง สัญชาตญาณเอาตัวรอดวางแผนให้ข้าพเจ้าทำตามเป็นฉากๆ เริ่มจากขุดดินฝังศพไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัววัดนัก จากนั้นก็ไปขอหลวงตาบวชพึ่งใบบุญพุทธศาสนา หวังว่าจะช่วยปัดเป่าจิตใจชั่วร้ายออกไปจากข้าพเจ้า
ทว่าสันดานสารเลวนี้ไม่รู้ว่ามีที่มาจากแหล่งใด ยิ่งเข้าถึงพระธรรมมากเท่าไหร่ จิตใจของข้าพเจ้ายิ่งถอยห่างออกมามากเท่านั้น
ข้าพเจ้ากังวลว่าชาวบ้านที่แวะเวียนมาทำบุญจะบังเอิญไปเจอศพเข้า จึงเร่งคิดหาวิธีจนไปเจอคำหนึ่งในพระธรรมคำสอน การพิจารณาอสุภะ [2] จัดแจงออกไปธุดงในป่าลึกแล้วกลับมาพร้อมกับซากศพที่ทำเอาทั้งวัดแตกตื่นไปหมด จากนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มอธิบายกับหลวงตาเจ้าอาวาส
“หลวงตาครับ การออกธุดงในครั้งนี้ทำให้ผมได้ตระหนักอะไรมากมาย รวมไปถึงศพที่พากลับมาด้วย”
“เอ็งเสียสติไปแล้วเรอะ ศพจากป่าช้าไหนไปพากลับมาซี้ซั้ว”
ข้าพเจ้าเพิ่งรู้ว่าพระเองก็กลัวผีเป็น มิใช่ว่าท่านต้องสำรวม แล้วท่องมนตร์สวดบทต่างๆ ในพระไตรปิฎกสู้ผีกลับหรอกหรือ
ยังไงก็ตาม ข้าพเจ้าเกลี้ยกล่อมหลวงตาต่อว่า
“ตอนปักกลดนั่งสมาธิผมได้ยินเสียงขอส่วนบุญ วิญญานตนนั้นบอกว่าตายไม่ดี ถูกซ่อนศพอยู่ในป่า ผมจึงให้เด็กวัดไปช่วยดูแล้วก็ชายผู้นี้นอนขึ้นอืดอยู่ คงจะดีหากวัดของเราจัดพิธีปลงอสุภะนะครับ”
“วัดป่าแบบนี้ใครจะมาปลงกับเอ็ง ฮึ เด็กไปใครมาจะกลัวกันหมดล่ะสิไม่ว่า”
“อย่างน้อยศพมันก็ไร้ญาติ หัวแตกกะโหลกบุบ หน้าเปื้อนคราบเลือดแบบนี้ ให้พักแรมอยู่เป็นบุญกุศลกับเราที่วัดจะได้บุญมากกว่านะหลวงตา”
การเกลี้ยกล่อมของข้าพเจ้าได้ผลทันที จากนั้นพวกเด็กวัดก็พากันออกไปป่าวประกาศเรียกให้คนมาดูศพ พวกชาวบ้านที่อยากปลงอสุภะจริงๆ ก็พากันมานั่งจ้องมองศพแล้วสลดในดวงจิต ส่วนพวกที่ตั้งใจมาดูเล่นๆ ก็พากันโหวกเหวกแล้วรีบกลับ
อย่างไรเสียวัดป่าที่ข้าพเจ้าอยู่ก็เริ่มขึ้นชื่อเรื่องการจัดพิธีปลงอสุภะ เงินทองไหลมาเทมา ได้ง่ายกว่าตอนทำงานบริษัทเสียอีก
ไม่นานจากนั้น ข้าพเจ้าก็ปลดหนี้ให้กับที่บ้านได้ ไหนจะผ่อนคอนโดมิเนียมและรถหรูจนหมด นึกขอบใจเหล่าญาติโยมที่พากันมาดูศพของรุ่งโรจน์ที่ยังมองแค้นข้าพเจ้าไม่วางตา
วันเวลาหมุนผ่านไปช้าบ้างเร็วบ้าง วันหนึ่งมีสีกาจากต่างแดนตั้งใจมาวิปัสนาปลงอสุภะเดือนหนึ่ง รูปโฉมถูกใจข้าพเจ้าจนเอาแต่จ้องมองไม่หยุด พอเธอมองตอบกลับมาก็พาใจเต้นครึกโครม แบกหน้าหนาๆ เข้าไปชวนคุย ตีเนียนทำเป็นสอนธรรม ก่อนเรียกเธอให้ขึ้นไปหาที่กุฏิและย้ำว่ามิให้พาใครมาด้วย
เธอขึ้นมาด้วยอยากเรียนรู้เกี่ยวกับหลักธรรมให้มากยิ่งขึ้น อนิจจา วาสนาของพวกเรามิได้ขีดมาให้บรรจบ ข้าพเจ้าเกี้ยวพาราสีทว่าเธอกลับหลีกหนีไม่หยุดหย่อน สุดท้ายด้วยราคะบังตา ตัณหามีจนล้นอก ข้าพเจ้ากระทำสิ่งไม่คู่ควรกับการเป็นพระลงไป เสียงร้องขอให้หยุดของหล่อนไม่เข้าโสตประสาทแลมิอาจเอาชนะใจชั่วสามานย์นี้ได้ เมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว เธอก็ตั้งท่าจะวิ่งแจ้นไปฟ้องหลวงตาทั้งเสื้อผ้าหลุดรุ่ย แต่สิ่งที่หยุดร่างนั้นไว้คือมีดอีโต้ในมือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระหน่ำฟันจนของเหลวสีแดงไหลโชกเต็มมือ หยดติ๋งๆ ลงบนผ้าเหลืองแล้วซึมเป็นด่างดวงชวนให้หัวเสีย
ข้าพเจ้าจัดการนำศพไปซ่อน พอรุ่งเช้าคณะเดินทางของหล่อนก็ออกตามหาและถามคนในวัดเป็นการใหญ่ เรื่องไปถึงหูตำรวจที่ตัวเมืองจนต้องยกขโยงมาช่วยสืบหา ก่อนจะสรุปคดีว่าเธอเป็นผู้สูญหาย
เรื่องนี้ผ่านพ้นไปนานหลายเดือน พ่อแม่ของหญิงคนตายก็มาทวงถามที่อยู่สุดท้ายของลูกสาวจากวัด ข้าพเจ้าโยนโทษไปให้ไอ้มั่น เด็กวัดที่ชอบไปชวนหล่อนคุยบ่อยๆ จนทุกคนเพ่งเป้าไปที่มัน หน้าตามอซอ แต่งตัวสกปรก แถมยังผมเผ้ารุงรัง ดูอย่างไรก็ไม่ต่างจากโจรป่าในจันทะโครบ พอโดนตำรวจเค้นความก็หน้าซีดตัวสั่น ยิ่งเข้าข่ายผู้ต้องสงสัย ท้ายที่สุดตำรวจขอบุกรุกห้องของมัน แล้วหญิงสาวผู้สูญหายก็พบว่าเป็นศพนอนอยู่ในมุ้งของไอ้มั่นด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ทุกคนพากันรุมกระทืบไอ้มั่นด้วยความเคียดแค้น ชาวบ้านต่างรุมด่าและสาปแช่งขอให้ไม่ตายดี พ่อแม่ของหญิงสาวเร่งรัดตำรวจให้รีบจัดมันยัดเข้าตาราง จะประหารหรือขังลืมก็ได้ทั้งนั้น โดยไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าคนที่ย้ายศพมาอยู่ในห้องของมันคือข้าพเจ้าเอง
จากนั้นข่าวของไอ้มั่นก็แว่วเข้าหูข้าพเจ้าว่ามันตายอยู่ในห้องขังเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว ข้าพเจ้าเดินไปรับศพมันมาใช้ทำพิธีปลงอสุภะเช่นเดียวกับหญิงสาวและเพื่อนเก่า เรียกเงินเรียกทอง เรียกนักข่าวให้มาทำสารคดีจนได้เงินเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงจากการให้สัมภาษณ์ไปทั่วทุกช่องทีวี
พ่อแม่ของข้าพเจ้ามาเยี่ยมเยียนในสายของวันหนึ่ง พวกท่านดูอิดโรยราวกับอดอยากปากแห้งมานาน ข้าพเจ้าจึงถามไถ่จนได้ความว่า พ่อเอาเงินที่ข้าพเจ้าให้ไปแทงม้าเล่นพนัน ส่วนแม่ก็หมกมุ่นกับการซื้อหวยทีละหลายใบจนสุดท้ายก็กลับไปติดหนี้ ต้องขายบ้าน ขายที่นา และล่าสุดก็ขายคอนโดมิเนียมกับรถของข้าพเจ้าไปแล้ว
วินาทีนั้น โทสะและความอดกลั้นที่สั่งสมมากับสองปลิงนี่พุ่งทะยานขึ้นมาควบคุมจิตใจ ข้าพเจ้ากระหน่ำทุบตีและด่าว่าพวกท่านอย่างเดือดดาล พ่อกับแม่เองก็สู้สุดพลังและโต้กลับด้วยการตบตีข้าพเจ้าเช่นกัน
“ทั้งที่ให้เงินไว้จะได้ไม่อดอยาก แต่เอาไปใช้กับเรื่องไร้สาระน่ะรึ”
แม่ “เอ็งบวชก็ได้เงินจากญาติโยม ไหนจะพิธีดูศพอะไรนั่นอีก! เดี๋ยวก็มีมาซื้อคืนแล้ว!!”
พ่อ “ใช่ มึงเป็นลูกจะมาอกตัญญูไม่ให้เงินพ่อแม่ได้อย่างไร กูกับแม่มึงหลังขดหลังแข็งเลี้ยงมึงมาจนโตนะ”
“กูก็ไม่ได้อยากเกิดมาในครอบครัวยากจน ที่มีพ่อและแม่ขาดการศึกษาแบบนี้เท่าไหร่หรอก!!”
“ไอ้สัตว์นรก! ไอ้ชิงหมาเกิด!”
พ่อกับแม่ด่าข้าพเจ้าด้วยคำผรุสสวาทแล้วยิ่งเข้ามาถีบกับต่อย จนสุดท้ายข้าพเจ้าก็ผลักแม่ไปชนเข้ากับเตียง แล้วพอท่านล้มลงไปนอนกับพื้นก็กรี๊ดแล้วร้องว่า
“ผี!! ในกุฏิของไอ้ยอดเยี่ยมมีผี!!”
“นั่นผีที่ไหน ศพต่างหาก”
พ่อรีบเข้าไปดูแล้วบอกแม่ จากนั้นก็เหมือนจะปะติดปะต่ออะไรเข้าด้วยกัน แล้วหันมากระหยิ่มยิ้มย่องพูดกับข้าพเจ้าว่า
“แบบนี้นี่เอง มึงฆ่าคนแล้วเอาศพไปทำพิธีเวรนั่นสินะ”
“ถ้ารู้แล้วก็หุบปาก”
“ถ้าจะให้กูกับแม่มึงหุบปาก ก็เอาเงินมา”
ข้าพเจ้าไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องยินยอมให้เงินไปจนหมด แต่มันกลับเป็นความคิดเลวร้ายที่สุด ยิ่งให้ พ่อกับแม่ยิ่งกลับมาขู่และเอาเงินที่ข้าพเจ้าหลังขดหลังแข็งหามาไปใช้สุรุ่ยสุร่าย สุดท้ายความอดทนของข้าพเจ้าก็ถึงขีดจำกัด ผลักผู้ให้กำเนิดทั้งสองลงไปนอนในโลงแก้วเดียวกัน ทั้งสองเริ่มทำร้ายกันจนเกิดแผลด้วยหวังจะรอดออกไปคนเดียว แต่สุดท้ายก็ขาดอากาศหายใจอยู่ในท่าตาเหลือกขณะบีบคออีกฝ่ายแน่น
ญาติโยมที่มาทำพิธีปลงอาสุภะเริ่มทักว่าหน้าตาของศพสามีภรรยาดูคล้ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงโกหกไปว่าเป็นญาติห่างๆ และที่นำมาจัดท่าทางแบบนี้เพื่อให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวที่มนุษย์จะมีได้
ตำรวจเริ่มมาสอบสวนคดีคนหายที่วัดบ่อยขึ้น พวกเด็กวัดเองก็เริ่มพากันสงสัยข้าพเจ้าที่มักจะมีศพให้ไปขนอยู่ทุกต้นเดือนกับปลายเดือน จนในที่สุดหลวงตาก็มาถามหาความจริงจากข้าพเจ้า
“เอ็งสารภาพมาเถอะ ไอ้ยอดเอ๊ย การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทำร้ายผู้มีพระคุญเป็นบาปมหันต์”
“หลวงตาก็คิดเหมือนพวกตำรวจหรือ”
“เอ็งมาพร้อมกับความยอดเยี่ยมสมชื่อ สร้างความเจริญให้วัดป่าแต่ก็พาความชิบหายมาเช่นกัน”
หน้าของข้าพเจ้าดำมืด เมื่อบทสนทนานี้ชวนให้นึกไปถึงจุดเริ่มต้นของการมาบวชอีกครั้ง ยิ่งหลวงตาเกลี้ยกล่อม ยกบาปและบุญมาอ้าง ข้าพเจ้ายิ่งอารมณ์ร้ายเสียพลั้งมือหักคอหลวงตาไป
แทนที่ศพตรงหน้าจะเป็นหลวงตาแต่กลายเป็นรุ่งโรจน์ที่หัวเราะรัวเป็นชุด ข้าพเจ้าผวาถอยหลังไปชนกับขาของใครบางคน เมื่อเงยหน้าขึ้นไปจึงเจอว่าหล่อนก็คือหญิงสาวที่เคยถูกข้าพเจ้าย่ำยี
ช่วยด้วย!!
ข้าพเจ้าตะโกนแต่เสียงกลับไม่ยอมออกมา รีบรุดวิ่งออกจากกุฏิไปที่วัดจนชนกับโลงแก้ว แล้วพ่อกับแม่ของข้าพเจ้าก็กระโจนมากอดรัดตัวของข้าพเจ้าเอาไว้ ข้าพเจ้ากรีดร้องเสียขวัญ ฉี่ราดด้วยความกลัวสุดชีวิต เดินเซจนล้มไปนอนในโลงศพพร้อมกับฝาที่ปิดสนิท
ไม่รู้ว่านานเท่าใด แต่สมองของข้าพเจ้าเริ่มหยุดทำงานแล้ว ได้ยินเสียงหลวงตาถามหาข้าพเจ้ากับเด็กวัด ข้าพเจ้าจึงพยายามร้องเรียกแต่เสียงกลับหวีดแหลมจนพาคนหวาดผวา จากนั้นสติสัมปชัญญะของข้าพเจ้าก็มอดดับลง
เมื่อกลับมารู้สึกตัวอีกที ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองสูงจนมองเห็นได้ทั่วทั้งป่า แถมมือและตีนยังใหญ่เท่าใบลาน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเขียนเล่าถึงลำบากนัก
ทั้งหมดนี่คือความทรงจำก่อนตายกลายเป็นเปรตของข้าพเจ้า
หากท่านอ่านมาถึงตรงนี้ได้โปรดทำบุญให้ข้าพเจ้าหน่อยเถิด
ข้าพเจ้ายืนรอรับอยู่ด้านหลังท่าน
[1] The Thinker
[2] การพิจารณาอสุภะ คือ การพิจารณาร่างกายให้เห็นว่าเป็นของไม่งาม ไม่สวยงาม ไม่น่าปรารถนา เพื่อลดความติดใจในกามารมณ์ และคลายความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของตนเองและผู้อื่น

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น