ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 6

ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 6

“ไม่ต้องเครียด สู้ให้เต็มที่ก็พอ ข้ากำชับพี่รองเขาไว้แล้วว่าให้เบา ๆ มือกับเจ้าหน่อย” หมิงเยี่ยนเอ่ยพลางจับไหล่ของจวินเย่าอย่างเบามือ แต่คำพูดนั้นกลับไม่ได้ทำให้จวินเย่ารู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าคำว่าเบามือของคนเรามันไม่เท่ากันอย่างไรล่ะ “ว่ากันตามตรงพลังมารประจำตัวของเจ้าหากฝึกให้ชำนาญมากขึ้นกว่านี้ เผลอ ๆ ฝีมืออาจเทียบเคียงพี่รองเขาเลยก็ว่าได้ ถ้าหากเจ้าใช้พลังของตนเองได้อย่างถูกวิธีน่ะนะ” คำพูดของหมิงเยี่ยนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของจวินเย่าไปในทันที เพราะในตอนนี้สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่อไปที่พี่ชายคนรองตรงหน้า หลานเยวียนไม่ได้มีท่าทางเดือดร้อนหรือหวาดหวั่นแต่อย่างใด (ก็แน่ล่ะสิ ก็คู่ต่อสู้คือจวินเย่าที่พลังโคตรจะห่วยแตกเลยนี่) ต่างจากเขาที่ตอนนี้เหงื่อไหลโทรมกาย หัวใจเต้นถี่ระรัว สีหน้าซีดเซียวคล้ายคนจะเป็นลม “จวินเย่า หลานเยวียน ขึ้นประลองได้ และจงจดจำไว้เสมอว่านี่คือการประลอง จะไม่มีการอ่อนข้อให้กันแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นพี่น้องก็ตาม” เสวียนหลิงเอ่ยพลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้ของตน เพื่อรับหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินการประลองในครั้งนี้ จวินเย่าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบทันใด ไหนพี่สามบอกว่าจะเบา ๆ มือกับเขาหน่อยไม่ใช่หรืออย่างไร แล้วเหตุใดพี่ใหญ่ถึงได้กล่าวเช่นนั้นกันเล่า? เขาได้แต่คิดด้วยความวิตกกังวล “ท่านพูดเหมือนข้าเคยอ่อนข้อให้ใครตอนฝึกประลองอย่างนั้นแหละ” หลานเยวียนเอ่ยพลางหัวเราะในลำคอออกมาอย่างชอบใจ จวินเย่ากลืนน้ำลายก้อนเหนียว ๆ ลงคอ หรือว่านี่จะเป็นศึกชี้ชะตาของเขา ว่าเขาจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไป หรือจะต้องตายในโลกนิยายนี้แล้วกลับไปที่โลกเดิมของตัวเองไม่ได้อีกเลย “พี่รองก็อย่าไปพูดจาข่มขู่น้องชายคนสุดท้องเขาแบบนั้นสิขอรับ ขาเขาสั่นระริกแล้วมิเห็นหรือ?” หลิงหลิงที่วันนี้รับบทเป็นผู้ชมเอ่ยพลางยกยิ้ม แม้ว่าคำพูดจะฟังดูเป็นห่วงเป็นใย ทว่าท่าทางที่แสดงออกมากลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูดโดยสิ้นเชิง “เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า” หลานเยวียนกล่าวก่อนที่แววตาของเขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากผู้ชายที่มีใบหน้ายิ้มแย้ม ดูใจดี ทว่าตอนนี้กลับมีสีหน้าดุดันเฉกเช่นเดียวกับเสวียนหลิงอย่างไรอย่างนั้น “ตายแน่กู” จวินเย่าสบถออกมาทันใด ก่อนจะตั้งท่าเตรียมรับแรงปะทะจากฝั่งตรงข้าม ทว่าผ่านไปได้ครู่หนึ่งแล้วก็ยังไม่มีใครเป็นฝ่ายโจมตีสักที เสวียนหลิงเลยเอ่ยขึ้นมา “หรือจะให้ข้าเป็นคนจัดการพวกเจ้าทั้งสองคนดี?” “ย๊าก!!” สิ้นประโยคของเสวียนหลิง หลานเยวียนก็พุ่งตัวเข้าใส่จวินเย่าทันที เขาใช้กำปั้นของตนต่อยเข้าไปที่ชายโครงของจวินเย่าอย่างแรง ร่างเพรียวบางกระเด็นไปติดกับกำแพงทันที เขารู้สึกจุกจนไม่สามารถส่งเสียงร้องใด ๆ ออกมาได้ แม้ว่าจะอยากกรีดร้องออกมาเพื่อระบายความเจ็บปวดก็ตาม มือข้างหนึ่งกุมบริเวณชายโครงเอาไว้เพราะความรู้สึกปวดหนึบนั่นมันสร้างความร้าวรานให้กับร่างกายยิ่งนัก เขาพยุงตัวเองขึ้นมาก่อนจะรู้สึกวิงเวียนคล้ายสติจะดับวูบ ทันใดนั้นเองสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างของพี่ชายคนรองที่กำลังเดินใกล้เขาเข้ามาเรื่อย ๆ “นี่แค่กระบวนท่าการโจมตีพื้นฐานเองนะจวินเย่า เหตุใดถึงได้มีสภาพเยี่ยงคนใกล้ตายเช่นนั้นได้กันเล่า?” เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่ารังสีอำมหิตกลับแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง สัญชาตญาณบอกให้เขารีบหนีไปจากเงื้อมมือของคนคนนี้โดยเร็ว จวินเย่าไม่รอช้ารีบวิ่งหนีอีกฝ่ายไปทันใด ทว่ากลับโดนหลานเยวียนใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่กระดูกสันหลัง เขารู้สึกเหมือนมันแตกเป็นเสี่ยง ๆ เส้นประสาทบริเวณนั้นร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด จวินเย่าลงไปนอนส่งเสียงร้องโอดครวญด้วยความทุกข์ทรมาน เขาเริ่มหายใจไม่ออก มันจุกบริเวณลิ้นปี่ราวกับมีอะไรมาสกัดกั้นทางเดินหายใจของเขาเอาไว้ ระหว่างนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นร่างของหลานเยวียนที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อย ๆ ด้วยหน้าตาถมึงทึง หลานเยวียนขยับฝ่ามือของตนเองเพียงชั่วครู่ก่อนที่ก้อนพลังมารของเขาจะปรากฏ เพลิงสีฟ้าลุกโชติช่วงคล้ายว่าจะแผดเผาได้แม้กระทั่งวิญญาณของเขาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หมิงเยี่ยนมองทั้งสองด้วยความตื่นตระหนกปนเป็นห่วง เขาเห็นท่าไม่ดีก็เลยรีบหันหน้าไปหาพี่ใหญ่ของตัวเองทันใด “พี่ใหญ่ ข้าว่าจบเพียงเท่านี้-” “ให้พวกเขาสู้ต่อไป หากยังไม่มีฝ่ายใดหมดสติไปก่อนก็ห้ามยุติการประลองนี้เด็ดขาด” เอ่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทางแสนเยือกเย็น หมิงเยี่ยนขบกรามของตัวเองแน่นก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากหลิงหลิง “หลิงหลิง เจ้าเองก็คิดว่า-” “ดูท่าวันนี้เราจะเหลือกันเพียงสี่พี่น้องแล้วกระมัง” เอ่ยพลางเหยียดยิ้มกว้างทันใด สายตาก็จดจ้องไปที่พี่น้องทั้งสองของตนด้วยท่าทางสนุกสนาน หมิงเยี่ยนมองทั้งสองคนอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะเดินมุ่งตรงไปยังลานประลองที่มีหลานเยวียนกับจวินเย่าสู้กันอยู่ เสวียนหลิงยกมือกุมขมับทันใดพลางเอ่ยปราม “กลับมานั่งที่เดิมเสียหมิงเยี่ยน อย่าได้เข้าไปยุ่งในเรื่องที่ไม่ใช่กิจของตนเอง” ทว่าหมิงเยี่ยนกลับไม่ยอมรับฟัง ซ้ำร้ายยังใช้พลังมารของตนสร้างลูกไฟขึ้นมาแล้วโจมตีไปทางหลานเยวียน ความต้องการของเขาคือแยกสองคนนี้ออกจากกันเท่านั้น เสวียนหลิงที่เห็นน้องสามของตัวเองขัดคำสั่งของตนก็รู้สึกกริ้วขึ้นมา จึงใช้พลังมารแห่งเงาของตัวเองควบคุมการเคลื่อนไหวของหมิงเยี่ยนเอาไว้ “ข้าบอกว่าให้กลับมานั่งที่เดิม เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้ารึหมิงเยี่ยน?” เอ่ยพลางบังคับให้หมิงเยี่ยนเดินกลับมาที่เดิมผ่านเงา หมิงเยี่ยนพยายามดีดดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของพี่ชาย ทว่าพลังของเขาไม่อาจทัดเทียมกับอีกฝ่ายได้ แม้ว่าร่างกายจะถูกบังคับให้กลับมาที่เดิม ทว่าสายตายังคงมองไปที่น้องชายคนสุดท้องด้วยความเป็นห่วงจากก้นบึ้งของหัวใจ แล้วในตอนนั้นเองที่หลานเยวียนรวบรวมพลังปราณของตัวเอง แล้วกำลังจะใช้ท่าไม้ตายใส่จวินเย่า “จบกันเพียงเท่านี้แหละน้องพี่ ไว้เจอกันใหม่...ชาติหน้า” มังกรวารีพุ่งออกมาจากฝ่ามือของหลานเยวียน มันเคลื่อนไหวไปมาอย่างฉวัดเฉวียน ก่อนที่จะพุ่งตรงเข้ามาหมายเอาชีวิตของศัตรูของผู้เป็นนาย จวินเย่าเงยหน้าขึ้นมามองอย่างอิดโรย หรือนี่จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในนิยายเรื่องนี้ของเขาจริง ๆ แล้วถ้าหากเขาตายจากที่นี่ไปแล้ว เขาจะสามารถกลับไปที่โลกเดิมได้หรือเปล่า? ถ้ากลับไปได้ก็คงดี...เขาจะได้อ่านนิยายเรื่องนี้ให้จบแล้วเผาทิ้งซะ จะได้ไม่ต้องมาเกิดเหตุการณ์ทะลุมิติเช่นนี้อีก... ในวินาทีที่มังกรวารีกำลังจะเข้าทำลายล้างทุกสรรพสิ่งที่เป็นศัตรูของนายมัน จวินเย่าหลับตาลงน้อมรับชะตากรรม แม้ว่าจะยังมีเรื่องค้างคาใจมากมายฝังอยู่ในหัวเต็มไปหมดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสี่ยวเฟิง ถ้าเกิดเสี่ยวเฟิงทราบว่าเขาตายไปแล้ว เสี่ยวเฟิงจะร้องไห้เสียใจมากขนาดไหนกันนะ? เจ้าก้อนเมฆเองก็เหมือนกัน จะได้กินอิ่มนอนหลับสบายดีหรือเปล่าหลังจากที่เขาหายไป... พลันน้ำสีใสไหลริน ก่อนที่สติจะดับวูบลง... “ยอมแพ้แล้วงั้นรึ?” หลานเยวียนที่เห็นน้องชายตนเองหลับตาพริ้ม ซ้ำยังร้องไห้ราวกับเด็กน้อยเอ่ยขึ้นมา แล้วชะงักฝ่ามือของตัวเองเอาไว้ได้ทัน มังกรวารีมลายหายไปในพริบตา เขาถอดถอนลมหายใจก่อนจะหันไปกล่าวกับพี่ใหญ่ของตนเอง “เขายอมแพ้แล้ว จบการประลองได้หรือยังเล่าท่านพี่?” เพราะทราบดีว่าต่อให้จวินเย่าจะเจ็บถึงขั้นปางตาย ทว่าหากยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เสวียนหลิงก็จะไม่ยอมให้การประลองนี้จบสิ้นลง หลานเยวียนจึงต้องทำเช่นนี้เพื่อให้การปะทะกันในครั้งนี้จบลงในเวลาอันสั้น เสวียนหลิงลอบถอนหายใจก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบพลางเอ่ย “จบการประลอง-” ตู้ม!! ทันใดนั้นร่างของหลานเยวียนที่โดนบางสิ่งกระแทกเข้าให้อย่างจังก็กระเด็นไปติดกับกำแพง พี่น้องทั้งสามเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเห็นร่างเพรียวบางของจวินเย่าค่อย ๆ เดินออกมาจากกลุ่มควันที่ตลบอบอวลอยู่ในอากาศ “ฝีมือจวินเย่างั้นรึ?” หลิงหลิงเอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงน เพราะหากพิจารณาจากระยะทาง นอกจากจวินเย่าแล้วก็ไม่น่าจะมีใครทำเช่นนั้นกับหลานเยวียนได้ ทันทีที่กลุ่มควันบางลง ร่างของจวินเย่าก็หายไปในพริบตา เสวียนหลิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างกับจวินเย่า รังสีอำมหิตมันแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขาราวกับเป็นคนละคน เสวียนหลิงมองไปรอบ ๆ ก่อนที่จะกระโดดหลบบางสิ่งที่พุ่งตัวมาทางเขาโดยสัญชาตญาณ ตึง!!! สิ่งที่พวกเขาเห็นหลังจากนั้นคือจวินเย่าที่มีดวงตาที่สามงอกออกมาบริเวณหน้าผาก นัยน์ตานั้นเป็นสีขาวโพลน แต่ที่ทำให้เหล่าพี่น้องต้องตะลึงงันคือที่ด้านหลังของจวินเย่ามีหางจิ้งจอกงอกออกมาถึงเจ็ดหาง ร่างเพรียวจ้องมองมาที่พี่น้องเผ่ามารด้วยดวงตาแข็งกร้าวก่อนที่จะพุ่งตัวเข้าโจมตี พละกำลังของเขาในตอนนี้เทียบเท่าได้กับของหมิงเยี่ยนเลยทีเดียว ทุกครั้งที่ออกกระบวนท่าก็จะมีหนึ่งในสี่พี่น้องได้รับบาดเจ็บ หมิงเยี่ยนพยายามเรียกสติของน้องชายเพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะธาตุไฟเข้าแทรกเลยไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะเช่นนี้ “จวินเย่า ตั้งสติเอาไว้!” ทว่าหมิงเยี่ยนกลับโดนจวินเย่าเตะเข้าไปที่หน้าท้องจนร่างกระเด็นไปอีกคน หลิงหลิงเห็นท่าไม่ดีก็หยิบยาพิษของตัวเองออกมา เตรียมจะสาดมันใส่จวินเย่าเพื่อเรียกสติ ทว่าอีกฝ่ายหนึ่งกลับรู้ตัวเสียก่อน เขาพุ่งตัวเข้ามาแล้วใช้ศอกกระแทกเข้าไปที่กลางกบาลของหลิงหลิง ร่างของชายหนุ่มมารแห่งพิษร่วงลงไปนอนกับพื้นทันใด ยาพิษที่ตั้งใจจะสาดใส่น้องชายกลับกลายเป็นรดใส่เนื้อของตัวเองจนสร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างมหาศาล “มิยักรู้ว่าเจ้าจะซ่อนฝีมือที่ร้ายกาจแบบนี้เอาไว้ แต่มันจะได้สักกี่น้ำกันเชียว” ว่าพลางพุ่งตัวเข้าไปใช้กระบวนท่าโจมตีกับจวินเย่า แล้วคิดที่จะใช้พลังมารควบคุมเงาของตนเองหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเอาไว้ ทว่ากลับไม่ทันการณ์ จวินเย่าใช้หน้าขาของตัวเองฟาดเข้าที่ใบหน้าของเสวียนหลิงเพื่อหยุดยั้งการกระทำนั้น ก่อนจะรวบรวมพลังปราณของตนค่อย ๆ ดูดซับพลังวิญญาณของเสวียนหลิงเข้าตัว พละกำลังของเขาจึงเพิ่มขึ้นทันใด “นี่เจ้า-” ไม่ทันที่เสวียนหลิงจะได้พูดจนจบประโยคก็โดนฝ่าเท้าของจวินเย่าเหยียบเข้าที่ใบหน้า กรงเล็บแหลมถูกจิกลงบนใบหน้าจนโลหิตปีศาจหลั่งริน จวินเย่ารวบรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่ามือของตัวเอง ก้อนพลังงานปีศาจขนาดยักษ์ปรากฏบนฝ่ามือเรียวนั่นทันใด ราวกับว่าพลังวิญญาณของใครก็ตามที่อยู่ใกล้จะถูกดูดเข้าไปในก้อนพลังงานนั้นจนหมด พี่น้องมารทั้งสี่พลังอ่อนแอลงอย่างชัดเจน หลานเยวียนที่เพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมามองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาหวังจะช่วยพี่ชายของตนเองที่ถูกเหยียบเอาไว้ “จวินเย่าพอเถอะ” หลานเยวียนเอ่ยปากขอร้อง “...” ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ตอบรับกลับมา จวินเย่าในตอนนี้ไร้ซึ่งสติโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเรียกเท่าไหร่เขาก็ไม่อาจจะได้ยินเสียงของใครอีกต่อไปแล้ว ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั่นเอง ก็มีเสียงหนึ่งที่ดังก้องกังวานจนทำให้จวินเย่าที่หลับใหลอยู่ภายในตื่นขึ้นมาจากภวังค์ “ท่านแม่” “...เสี่ยว...เฟิง...?” ดวงตาที่สามถูกปิดลงทันใด ก่อนที่ร่างของจวินเย่าจะทรุดลงไปนอนกับพื้น หลานเยวียนรีบเข้าไปประคองอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นว่าหางจิ้งจอกทั้งเจ็ดของจวินเย่าเองก็ค่อย ๆ มลายหายไป ทุกอย่างกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้สภาพพี่น้องแต่ละคนจะดูไม่ได้เลยก็ตาม “เกิดอะไรขึ้นกับจวินเย่ากันแน่?” หมิงเยี่ยนกล่าวพลางเช็ดเลือดที่กบปากของตัวเอง เสวียนหลิงที่มีรอยเหยียบบนใบหน้า พร้อมทั้งเลือดที่ซึมออกมานิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเหลือบมองไปที่จวินเย่า “เผ่าสวรรค์” พี่น้องที่เหลือหันมามองเขาเป็นตาเดียวก่อนจะทวนประโยคนั้นอีกครั้ง “เผ่าสวรรค์งั้นรึ? ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร?” หลานเยวียนที่โอบอุ้มร่างของจวินเย่าเอาไว้เอ่ยถาม “หางจิ้งจอกทั้งเจ็ดหาง ซ้ำยังเป็นสีขาวประกายทอง เจ้าคิดว่าลักษณะดังกล่าวเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าใดกันเล่า?” ว่าพลางเดินมาหาจวินเย่าที่หลับใหล มือหนาลูบบริเวณดวงตาที่สามที่ในตอนนี้มันปิดสนิทไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “ก่อนหน้านี้จวินเย่าบอกว่าตนเองไปเจอสัตว์ตัวหนึ่งในป่าแถวนี้เข้า เขาบอกว่ามันเป็นจิ้งจอก และถ้าหากข้าเดาไม่ผิด...จิ้งจอกตัวที่ว่าคือจิ้งจอกสวรรค์” สิ้นประโยคพี่น้องอีกสามคนก็มีใบหน้าถอดสีทันใด “แล้วเผ่าสวรรค์มาทำอะไรในเขตแดนของเรา?” หลิงหลิงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ มือข้างหนึ่งก็จับบาดแผลที่โดนยาพิษแผดเผาเอาไว้ “คงไม่พ้นเรื่องการสอดแนม ราชาเผ่าสวรรค์คงส่งมันมาเพราะอยากรู้กำลังรบของพวกเรา” ว่าจบก็ช้อนร่างของจวินเย่าที่ยังไม่ได้สติมาอุ้มเอาไว้ “สั่งให้ข้ารับใช้ทุกคนออกตามหาจิ้งจอกสวรรค์ตัวนั้น มันน่าจะยังหนีไปไหนได้ไม่ไกล” เสวียนหลิงออกคำสั่งก่อนจะเดินออกจากโรงฝึกไปพร้อมกับน้องชายคนเล็กของตน “ที่พลังเจ้าจวินเย่ามหาศาลขนาดนั้นก็คงเป็นเพราะโดนจิ้งจอกสวรรค์ทำอะไรสักอย่างสินะ เล่นเอาข้าเกือบตายเลยนะนั่น” หลิงหลิงเอ่ยกับเหล่าพี่ ๆ ของตนเองในขณะที่ทั้งสามกำลังเดินออกมาจากในโรงฝึกที่ ณ ตอนนี้เละเทะไม่เหลือชิ้นดี “จิ้งจอกสวรรค์ก็ส่วนหนึ่ง แต่ปราณมารที่ใช้ตอนช่วงสุดท้ายนั่นมองอย่างไรก็เป็นพลังของจวินเย่าตั้งแต่กำเนิด เป็นขั้นสูงสุดของวิชามารแห่งวิญญาณ ประมาทไม่ได้เลยทีเดียว” ว่าพลางจับซี่โครงของตัวเองที่เหมือนจะหักเพราะโดนจวินเย่าฟาดเข้าให้อย่างจัง แต่ก็ถือเสียว่าเป็นกรรมตามทันที่เขาทำเอาไว้กับจวินเย่าแล้วกัน “แล้วทำไมเผ่าสวรรค์นั่นต้องเพ่งเล็งมาที่จวินเย่าด้วย?” หมิงเยี่ยนเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย พี่น้องทั้งสองส่ายหน้าทันใดเพราะก็ไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน จวินเย่าสลบไสลไปได้สามวันแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย หมอหลวงที่มาตรวจอาการให้ก็บอกเพียงว่าอวัยวะทุกอย่างของจวินเย่ายังทำงานปกติ ทว่ามีเพียงสติเท่านั้นที่ไม่ฟื้นกลับคืน สภาพเช่นนี้ทำให้พวกพี่ ๆ ของเขาหวนนึกถึงวันที่จวินเย่าโดนเผ่ามนุษย์ที่เป็นนักพยากรณ์ร่ายคำสาปใส่ มนต์หลับใหลทำให้จวินเย่าสิ้นสติไปอยู่หลายวัน พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็นคนละคน นั่นจึงทำให้เหล่ามารทั้งสี่อดเป็นกังวลใจไม่ได้เลยว่า หากจวินเย่าตื่นมาคราวนี้จะกลายเป็นอีกคนหนึ่งหรือไม่ “ยังไม่ได้สติอีกงั้นรึ?” เสวียนหลิงเอ่ยถามหมิงเยี่ยนที่มานั่งเฝ้าน้องชายคนเล็กของตัวเองตั้งแต่คืนแรกจนถึงปัจจุบัน หมิงเยี่ยนถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าอย่างไม่สู้ดีนัก “หมอหลวงไม่มีวิธีที่จะทำให้เขาฟื้นขึ้นมาในเร็ววันเลยงั้นรึ?” เอ่ยถามไปพลางมองใบหน้าสวยของน้องชายที่หลับตาพริ้มอยู่ไปพลาง “เขาบอกว่าอาการของจวินเย่าเหมือนคราวที่โดนมนต์หลับใหล เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจวินเย่าจะฟื้นขึ้นมาอีกทีเมื่อใด และ...ไม่ทราบด้วยว่าเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า” หมิงเยี่ยนเอ่ยด้วยท่าทางหดหู่ใจก่อนที่จะจ้องมองใบหน้าของน้องชายตนเองไปด้วย “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงจวินเย่ามากขนาดไหนนะหมิงเยี่ยน ทว่าพวกเราเองก็มีเหล่าปีศาจที่ต้องดูแลด้วยเช่นกัน นับวันพวกเผ่าสวรรค์มันยิ่งคืบคลานเข้ามาในพื้นที่ของเรามากขึ้นทุกวัน หากผู้นำอ่อนแอ แล้วประชาชนจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรกัน? เจ้าเป็นกำลังรบสำคัญสำหรับข้าในแดนปีศาจ ข้าต้องการพลังของเจ้าเพื่อความผาสุกของปวงประชา” ว่าพลางตบไหล่ของน้องชายเบา ๆ หมิงเยี่ยนนิ่งไปครู่ใหญ่ ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “แต่ท่านพี่ เรื่องจวินเย่า-” “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ข้าไหว้วานให้หลานเยวียนกับหลิงหลิงมาสลับกันเฝ้าไข้เขาแล้ว เจ้าวางใจได้” หมิงเยี่ยนถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเดินอ้อมไปลูบหัวของจวินเย่าอย่างเบามือ พลางเอ่ยเสียงเบา “ฟื้นขึ้นมาสักทีเถิดน้องพี่” ว่าจบก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับเสวียนหลิง เพื่อวางแผนการสู้รบกับทางฝั่งเผ่าสวรรค์ รวมไปถึงการจัดการเรื่องความเป็นอยู่ของจิ้งจอกทมิฬที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกันด้วย “พีท” “ไอ้พีท” “ไอ้พีท!!” “ฮะ? อะไรวะ?” พีทสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาทันใดหลังจากได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองของใครบางคน เขามองไปรอบ ๆ ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน? ทำไมรอบด้านมันมืดมิดไปหมดเลย เขาตั้งคำถามกับตัวเองในใจก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินสำรวจไปรอบ ๆ ตอนนี้เหมือนเขารับบทเป็นคนพิการทางสายตา เขามองไม่เห็นทางข้างหน้าเพราะทุกอย่างมันมืดสนิทไปหมด บรรยากาศก็วังเวงราวกับที่นี่มีเพียงแค่เขาอยู่เพียงแค่คนเดียว ทันใดนั้นเองก็มีแสงส่องสว่างมาจากปลายทาง พีทจึงรีบเร่งฝีเท้าของตัวเองทันใด จุดหมายคือปลายทางอุโมงค์ที่มีแสงลอดผ่านเข้ามา ทว่ากลับมีบางอย่างฉุดรั้งตัวของเขาเอาไว้ “เฮ้ย นี่มันบ้าอะไรวะ?!” เขาสบถออกมาด้วยความตกใจหลังจากเลื่อนสายตามองต่ำลงมาแล้วเห็นมือสีดำ ๆ มากมายกำลังรั้งร่างของเขาเอาไว้ พีทพยายามสะบัดตัวหนีเพื่อวิ่งไปยังแสงสว่างแต่ก็ทำไม่สำเร็จ แสงสว่างที่ว่าค่อย ๆ ริบหรี่ลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับความหวังที่จะออกไปจากพื้นที่อันแสนว่างเปล่าและมืดมิดนี่ของเขาด้วย “รอก่อน อย่าเพิ่งหายไป อย่าทิ้งกูไว้ที่นี่คนเดียว!!” เขาแผดเสียงจนลำคอรู้สึกเจ็บไปหมด ทว่าแสงนั้นก็ค่อย ๆ ดับลง พีทลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นอย่างสิ้นหวัง กำลังจะหันไปพ่นคำหยาบคายใส่เจ้ามือปริศนาพวกนั้น ทว่าสิ่งที่เจอคือร่างสีดำทมิฬของใครคนหนึ่งที่มีดวงตาสีขาวโพลน ใครคนนั้นจ้องมองมาที่เขาอยู่เนิ่นนานก่อนจะพุ่งตัวเข้ามาอยู่ตรงหน้าของเขา ห่างกันแค่เพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น แม้ว่าร่างนั้นจะไม่มีปากทว่ากลับมีเสียงออกมา ความว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น” สิ้นประโยคก็ราวกับมีลมพายุมาหอบร่างของพีทเข้าไปในนั้น มันหมุนวนไปซ้ำ ๆ จนเขารู้สึกวิงเวียนจนอยากสำรอกออกมาเสียให้ได้ ร่างปริศนานั่นจ้องมองเข้ามาภายในพายุลูกใหญ่ ทิ้งประโยคหนึ่งเอาไว้ให้คาใจก่อนจากลากัน “จงกลับไปทำภารกิจของตนเองให้เสร็จสิ้น” “อึ่ก...” เจ้าของเรือนผมสีขาวบริสุทธิ์กับใบหน้าสวยเยี่ยงสตรีส่งเสียงในลำคอที่แห้งผากออกมาเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามองบรรยากาศโดยรอบ พอพบว่าตัวเองยังติดอยู่ในนิยายก็ได้แต่เอาหน้าซุกกับหมอนแล้วกู่ร้องออกมาอย่างท้อแท้หัวใจ “ทำไมกูยังไม่หลุดพ้นจากไอ้นิยายบ้าเรื่องนี้สักทีวะ ทรมานจะตายอยู่แล้วเว้ย!” ว่าพลางทึ้งผมของตัวเองไปด้วยเพราะรู้สึกหงุดหงิดกับสถานการณ์ที่ต้องพบเจอในปัจจุบัน ก่อนจะสงบสติอารมณ์ของตัวเองแล้วพยายามรวบรวมความทรงจำล่าสุดก่อนที่เขาจะมานอนเป็นผักอยู่บนเตียงเช่นนี้ เขาจำได้ว่าตัวเองกำลังประลองฝีมือกับหลานเยวียนอยู่ และดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่หลายขุม ในวินาทีที่คิดว่าน่าจะถึงเวลาตายแล้วก็สติดับวูบไปเลย ทำให้ไม่ทราบเลยว่าเรื่องราวหลังจากนั้นเป็นเช่นไรต่อ แต่ที่เขามั่นใจอย่างหนึ่งเลยก็คือการประลองในครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป ก็สารรูปแบบนั้นจะไปเอาชนะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้าแต่เป็นรองแค่พี่ชายตัวเองอย่างหลานเยวียนได้อย่างไรกัน “แล้วเจ้าก้อนเมฆมันหายไปไหนของมันอีกละเนี่ย?” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วเดินออกตามหาเจ้าจิ้งจอกน้อยของเขา ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย นั่นจึงทำให้เขารู้สึกใจหายไม่น้อยเลยทีเดียว หรือว่าเจ้าก้อนเมฆจะโดนพวกพี่ ๆ ของเขาจับตัวไปแล้ว? “ไม่ได้การละ ต้องออกไปตามหาก่อนที่พวกพี่ ๆ จะเจอมันเข้าเสียก่อน” จวินเย่ากำลังจะเดินออกไปข้างนอก ทว่าก็เป็นจังหวะเดียวกันกับตอนที่พี่รองของเขาเปิดประตูสวนเข้ามาพอดี ทั้งสองจ้องกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หลานเยวียนจะตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “น้องเล็กฟื้นแล้ว!!” “จะตะโกนทำไมเนี่ย?” จวินเย่าบ่นพึมพำออกมา ก่อนที่จะต้องประหลาดใจเพราะท่าทางของหลานเยวียนที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยเขาเสียเหลือเกิน “เป็นอย่างไรบ้าง? ยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือไม่?” ว่าพลางคลำเนื้อคลำตัวของน้องชายด้วยความห่วงใย ทว่าฝ่ายจวินเย่าแทนที่จะรู้สึกซึ้งใจกลับงุนงงเสียแทน เมื่อวานยังอัดพลังใส่กูไม่ยั้งอยู่เลย มาวันนี้ทำมาเป็นห่วงเป็นใย พี่นี่ก็แสดงละครเก่งเกิน น่าให้ถ้วยรางวัลนักแสดงดีเด่นสักถ้วย เขาคิดในใจ “ไม่ใช่แค่เจ็บแต่ข้าเกือบตายเลยต่างหากขอรับ ก็ท่านพี่เล่นไม่ออมมือกันเลย” ว่าพลางเบี่ยงตัวหนีทันใด หลานเยวียนได้ยินแบบนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม “พูดแบบนั้นแสดงว่าเจ้าจำเรื่องหลังจากนั้นไม่ได้เลยงั้นรึ?” จวินเย่าเลิกคิ้วข้างหนึ่งด้วยความฉงนก่อนจะเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “เรื่องหลังจากนั้น? เรื่องอะไรหรือขอรับ? เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ข้าหมดสติไปแล้วด้วยงั้นหรือขอรับ?” “มะ...ไม่มีอะไรหรอก ก่อนอื่นเลยข้าก็ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่วันนั้นหนักมือไปหน่อย เจ้ายกโทษให้พี่ได้หรือไม่?” จวินเย่าอยากจะหันไปตอบโดยทันทีเลยว่า ‘ไม่’ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวจะโดนอีกฝ่ายใช้มังกรวารีใส่อีก เดี๋ยวได้เจ็บปางตายอีกรอบ “ได้สิขอรับ ก็เราเป็นพี่น้องกันนี่ขอรับ” คราวหลังก็ช่วยอ่อนโยนกับกูบ้าง เห็นปกติก็ชอบเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีออกจะบ่อย แต่พอขึ้นลานประลองดันอยากจะกลายเป็นคนจริงใจ จริงจังกับการต่อสู้ขึ้นมาเสียซะอย่างนั้น ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!! จวินเย่าคิดพลางกำหมัดของตัวเองไปด้วยอย่างคับแค้นใจ “ว่าแต่เจ้ากำลังจะออกไปไหนงั้นรึ? เพิ่งฟื้นเองมิใช่หรือ?” ชายหน้าสวยสะดุ้งตัวโยนทันใด หากบอกไปว่ากำลังจะออกไปตามหาเจ้าก้อนเมฆมีหวังเจ้าจิ้งจอกน้อยนั่นโดนไล่ล่าเป็นแน่ เขากระแอมเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ข้าว่าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อยน่ะขอรับ มัวแต่นอนอุดอู้อยู่ในห้องมันอึดอัด” ว่าพลางยิ้มอ่อน หลานเยวียนส่งยิ้มกว้างตอบกลับมาก่อนจะคว้าหมับเข้าให้ที่แขนข้างหนึ่งของจวินเย่า “เช่นนั้นพี่ไปด้วย พี่เองก็ไม่ได้ออกไปเดินเล่นสูดอากาศมานานแล้วเหมือนกัน” รอยยิ้มบนใบหน้าของจวินเย่าหุบลงทันใด ก่อนที่ตัวเขาจะปลิวไปตามแรงฉุดรั้งของอีกฝ่ายอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่นัก พี่รองกับน้องคนสุดท้องพากันออกมาเดินเล่นโดยมีข้ารับใช้คอยตามอารักขาอยู่ไม่ห่าง ทำให้จวินเย่าหาโอกาสที่จะหลบหนีไปหาสัตว์เลี้ยงของตัวเองไม่ได้เลย จนเวลาล่วงเลยถึงเวลามื้อเย็นพอดี กลายเป็นว่าวันนี้จวินเย่าก็ยังไม่ได้ออกตามหาเจ้าก้อนเมฆของเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว “หายไปอยู่ที่ไหนกันนะ...เจ้าอ้วน” เขาพูดพึมพำออกมาก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะปิดลง และจมสู่ห้วงนิทราภายในเวลาต่อมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุก ๆ การกระทำของเขาอยู่ในภายใต้การสังเกตการณ์ของใครคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา สี่เท้าที่มีขนสีขาวคลุมอยู่ทั่วร่างกระโดดเข้าไปภายในห้องผ่านบานหน้าต่าง มันนั่งจ้องมองใบหน้าสวยของจวินเย่าอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ก่อนที่ร่างของมันจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ผู้มีดวงเนตรขาวราวหิมะกับเรือนผมสีอำพันอ่อน มือเรียวเอื้อมมาสัมผัสที่ใบหน้าสวยของจวินเย่าอย่างเบามือก่อนจะเอื้อนเอ่ย “ไว้เจอกันใหม่...นายผู้เป็นที่รักของข้า” สิ้นประโยคก็แปลงกายกลับคืนร่างเดิมแล้วกระโจนออกไปทางหน้าต่างทันที

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ